เข้าสู่ระบบบทที่3
แรงปรารถนาที่ต้านไม่อยู่ คิรินทร์ตื่นก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นเหนือขอบฟ้า ร่างเปลือยท่อนบนเอนกายอยู่ข้างมินตราที่ยังหลับสนิท ใบหน้าพริ้มเพราซุกอยู่กลางอกเขาอย่างไว้ใจ ลมหายใจสม่ำเสมออุ่นรดบนผิวเขา และนั่นทำให้คิรินทร์ปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง มินตรายังอยากอยู่ตรงนี้ทั้งที่ชายคนนี้พูดไม่รักษาน้ำใจทำเย็นชาใส่ เขาไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ กับเธอเลยสักนิด และในตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้าพอที่จะเปิดรับใครเข้ามาในหัวใจ ทว่ามินตราเองก็ไม่ได้คิดหนีแล้ว มือใหญ่ลูบผมนุ่มของเธอช้าๆ อย่างเบามือ ความรู้สึกละมุนบางอย่างก่อตัวในอกเขา นิ้วโป้งไล้ตามแนวกรอบหน้า เขาเคยสัมผัสใครมานับไม่ถ้วนแต่ไม่เคยรู้สึกสงบแบบนี้เลยสักครั้ง “คุณ” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นในอกเขาก้มลงมอง เธอยังไม่ลืมตา แต่เรียวแขนก็กอดเขาแน่นขึ้น “วันนี้คุณไปไหนหรือเปล่าคะ” มินตราถามอย่างไม่แน่ใจเพราะเขาไม่ได้มีเวงาให้เธอตลอด “ไม่ วันนี้ฉันจะอยู่กับเธอ” เขาตอบทันทีเสียงนั้นทุ้มนุ่มแต่ยังคงแฝงน้ำเสียงเข้มแบบคนที่ไม่ถนัดแสดงออก “เมื่อคืน ทำไมคุณถึงไม่ค่อยพูดอะไรเลยล่ะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับว่ากลัวคำตอบ “ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไร” เขายอมรับตรงๆ เพราะหลังที่พูดคำนั้นออกไปเขาก็นึกอะไรไม่ออก รู้แค่ตอนนี้เขายังไม่อยากปล่อยเด็กคนนี้ไป “มันมากไปสำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ตั้งใจจะรักใครอีก ฉันเลยพูดออกไปแบบนั้นมันอาจจะดูแรงแต่ฉันเป็นคนโกหกไม่เป็น” มินตราเงียบดวงตาไหววูบเธอขยับตัวเล็กน้อยแต่เขากลับยกแขนกอดเธอไว้แน่นขึ้น “อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าฉันเป็นคนไร้หัวใจ ฉันแค่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้มินตรา” “คุณไม่ต้องรีบอธิบายก็ได้ค่ะ หนูไม่ได้คาดหวังว่าคุณจะรัก แค่อยากให้คุณซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง” เขาขมวดคิ้วมองเธอนิ่งเด็กคนนี้กำลังจะสื่อถึงอะไรกันแน่ หรือจงใจจะปั่นป่วนหัวใจของเขาให้สับสน “เธออยากได้ความรักจากฉันเหรอ” “ไม่ค่ะ” เธอส่ายหน้าเบาๆ “แค่อยากให้คุณมองหนูเป็นมากกว่าของที่เลี้ยงไว้” เขานิ่งไปนานก่อนพึมพำออกมาเสียงแผ่ว “บางทีฉันก็กลัวว่าถ้าฉันเริ่มรู้สึกทุกอย่างมันจะพังอีก” “แล้วหนูเหมือนคนที่จะทำลายชีวิตคุณเหรอคะ” เขาสบตาเธอแล้วหัวเราะอย่างขื่นๆ “ไม่นะ เธอทำให้โลกของฉันมันสงบด้วยซ้ำการมีเธออยู่มันทำให้ฉันผ่อนคลาย เบาบางความเครียดลงไปได้บ้าง” “งั้นก็อย่าเพิ่งผลักหนูออกไปนะคะ” เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมออกจากแก้มเธอ ลูบแผ่วลงมาจนถึงปลายคางแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม “ฉันจะไม่ผลักเธอออกหรอก แต่ก็ยังไม่กล้ารั้งไว้ทั้งหมด” มินตราเผยรอยยิ้มจางไม่ใช่ยิ้มดีใจแต่เป็นยิ้มที่พอใจกับความซื่อสัตย์ตรงหน้า แม้มันจะยังไม่ใช่คำว่ารัก แต่เธอก็เห็นการเปลี่ยนแปลงทีละนิดและเธอจะอยู่เพื่อดูว่าเขาจะกล้ารักสักวันหรือไม่ เสียงเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติแผ่วเบาดังขึ้นในครัวหรูของเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด แสงแดดอ่อนยามเช้ากระทบกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน สะท้อนเข้ามาแตะแผ่นหลังเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตชายยาวของผู้ชายเจ้าของห้องเท่านั้น มินตราเขย่งเท้าเล็กน้อย มือบางเอื้อมหยิบแก้วใบโปรดของเขาโดยไม่รู้เลยว่าสายตาคมคู่นั้นกำลังจ้องเธออยู่จากมุมเงียบหลังประตูกระจก คิรินทร์ยืนพิงขอบบานเฟรมสูงด้วยเรือนร่างสูงใหญ่ท่อนบนเปลือยเปล่า มีเพียงกางเกงวอร์มเนื้อบางที่ห้อยหลวมต่ำจากสะโพกแขนข้างหนึ่งกอดอกอีกข้างถือแก้วน้ำเปล่าครึ่งใบ เขาแค่จ้องเธออยู่แบบนั้นจ้องความบางเบาของเชิ้ตสีขาวที่ปกปิดผิวเปลือยเปล่าได้เพียงครึ่งใจ จ้องเรียวขาที่โผล่พ้นชายผ้าขึ้นมาถึงต้นขา และจ้องเส้นผมที่ยุ่งนิดๆ อย่างเป็นธรรมชาติหลังคืนเร่าร้อนเมื่อวาน ผู้หญิงที่เขาเคยบอกตัวเองว่าแค่เลี้ยงไว้ ไม่ควรรู้สึก แต่เช้านี้เธอกลับทำให้เขาอยากขังเธอไว้ใต้ร่างอีกครั้ง “ตื่นแล้วก็ไม่เรียก” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำเอาหญิงสาวสะดุ้งน้อยๆ ก่อนหันขวับไปทางต้นเสียง “อ่าว..หนูเห็นคุณยังนอนอยู่เลยไม่อยากรบกวนค่ะ” มินตราเอ่ยขณะมือยังกำแก้วกาแฟไว้แน่นเขาเดินเข้ามาใกล้ช้าๆ “เธอเอาเสื้อฉันมาใส่เหรอ” เขาเอ่ยขณะสายตามองไล่จากต้นขาขึ้นไปถึงลำคอ “เสื้อคุณอยู่ใกล้มือที่สุดค่ะหนูเลยยืมมาใส่ค่ะ” เธอตอบทั้งที่ใจเต้นแรงเพราะเขาขยับเข้ามาจนได้กลิ่นกายอุ่นร้อนของเขาชัดเจนคิรินทร์ยื่นมือมาช้าๆ จับชายเสื้อเชิ้ตของตัวเองที่คลุมร่างเธอไว้ดึงเบาๆ จนเธอเซเข้าหาอกเขา “รู้ไหมว่านี่มันเร้าใจกว่าชุดชั้นในทั้งลิ้นชักที่เธอมี” เขากระซิบข้างใบหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แปลกที่เสียงนั้นไม่ได้ดังแต่มันพอจะทำให้สติของเธอสั่นคลอน มินตรากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเขาโน้มหน้าลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นเป่ารดแก้ม “อย่าทำให้ฉันอยากกินเธอทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำ” หมับบ เขาว่าก่อนจะกระชับเอวเธอแน่นและยกตัวเธอขึ้นนั่งบนเคาน์เตอร์หินอ่อน เสียงแก้วกาแฟในมือสั่นเบาๆ จนเกือบหลุด เขาคว้ามันไปวางข้างตัว แล้วหันกลับมากดริมฝีปากลงที่ต้นคอเธอทันที “อื้ออ” มินตราร้องในลำคอมือยกขึ้นเกาะไหล่กว้างของเขา ร่างบางสะท้านเมื่อเขาใช้ปลายลิ้นไล้จากไหปลาร้าขึ้นไปถึงหลังใบหู “คุณ...อาบน้ำก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวกาแฟจะเย็นหมดแล้ว” เธอเอ่ยเสียงสั่นแต่ไม่มีแม้แต่การผลักไสคิรินทร์หัวเราะต่ำในลำคอ นิ้วโป้งของเขาสอดใต้ชายเสื้อแล้วลูบไล้สะโพกเปลือยเปล่าเบาๆ “ฉันอยากกินกาแฟจากปากเธอมากกว่า” เขาดันตัวเข้าหาเธอจนสะโพกเธอแนบกับขอบหิน เธอเบิกตากว้างเมื่อเขาค่อยๆ บดริมฝีปากลงมาช้าๆ หยอกล้อที่มุมปากอวบอิ่ม ลมหายใจของเขาแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เขากดจูบอย่างเอาแต่ใจลงบนริมฝีปากของเธอ มือเลื่อนไปตามต้นขาแล้วลากขึ้นบนอย่างเชื่องช้า เธอสั่นสะท้านเมื่อเขาสอดแขนโอบใต้ขาเธอหนึ่งข้าง ยกขึ้นวางบนเคาน์เตอร์อย่างกล้าๆ กลัวๆ และยั่วเย้า “อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น” เสียงของเขาเข้มจัดขึ้นก้มลงกดจูบอย่างล้ำลึก คราวนี้ไม่ปล่อยให้เธอตั้งตัวมินตราหลุดเสียงครางเสียงหวาน เมื่อปลายลิ้นของเขาไล้รุกล้ำชัดเจนขึ้น เขาใช้การจูบแทนคำพูดใช้มือแทนการปลอบประโลม เขาสัมผัสเธอทุกที่ราวกับจะจดจำเส้นทางของร่างกายนี้ไว้ไม่มีวันลืม ในครัวที่เต็มไปด้วยแสงแดดอ่อนเช้านั้น มีเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ และเสียงจูบที่ดังแผ่วสลับกันไปมา มันไม่ใช่เพียงความต้องการทางกาย แต่เป็นการย้ำชัดว่าเธอเป็นของเขาในแบบที่ไม่ต้องมีคำพูดใดมาพิสูจน์ เขาจับสะโพกเธอแน่นแล้วค่อยๆ โน้มตัวลง คลอเคลียต้นขาเธออย่างไม่เร่งเร้า มินตราหลับตาแน่น ความวาบหวามแล่นปลาบไปทั่วร่าง “คุณคิรินทร์” เธอเรียกชื่อเขาเสียงสั่นแต่กลับยิ่งปลุกเขาให้จมลึกลงอีก เขาขบเม้มที่ต้นขาเบาๆ ก่อนจะพรมจูบไล่ขึ้นช้าๆ “พูดชื่อฉันอีกทีสิ” เสียงเขาห้าวพร่าขณะไล้ปลายจมูกชิดผิวเนื้อ “คุณคิรินทร์...อ๊ะ!!” เธอกระซิบออกมาราวกับหมดแรง แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือริมฝีปากร้อนผ่าวที่แนบลงบนรอยไวต่อของเธอไม่รีบร้อน แผ่นหลังของเธองอเกร็ง มือจิกไหล่เขาไว้แน่นราวกับกลัวจะหลุดลอย เขาใช้ลิ้นไล้วนและเปลี่ยนจังหวะตามเสียงหอบกระเส่าของเธอ ก่อนจะผละออกช้า ๆ แล้วจ้องมองเธอด้วยแววตาที่แทบจะเผาเธอให้ไหม้ “ฉันยังไม่ได้อาบน้ำ” เขากระซิบพร้อมรอยยิ้มมุมปาก แล้วก้มลงจูบเธออีกครั้ง คราวนี้เต็มไปด้วยรสชาติของตัวเธอเองที่สะท้อนกลับมาราวกับประกาศว่าเขาจะกินเธอ ทั้งเช้า กลางวัน และกลางคืน ไม่ใช่เพราะอยากครอบครอง แต่เพราะติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น ระหว่างที่มินตรากำลังทำของว่างอยู่ในครัวเสียงโทรศัพท์มือถือสั่นครืดอยู่บนโต๊ะหินอ่อนของห้องครัว มินตรายื่นมือไปรับอย่างลังเล ขณะริมฝีปากยังเจือรอยจูบจากเมื่อครู่ เธอไม่ได้ทันมองชื่อสายเรียกเข้า และนั่นคือความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีที่พาอารมณ์อบอุ่นเมื่อครู่ร่วงวูบลงพื้น “ฮะ...ฮัลโหลคะ?” เสียงปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เร่งร้อนจนหัวใจเธอบีบแน่นทันที “มิน...แม่เอง” มือที่จับโทรศัพท์สั่นทันที ดวงตาที่เคยพร่าด้วยไฟปรารถนากลับร้อนผ่าวขึ้นมาจากน้ำตาที่เอ่อล้นโดยไม่รู้ตัว “มิน...แม่ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว พ่ออาการทรุดอีกแล้ว หมอบอกว่าต้องใช้เงินด่วน แม่ขอร้องนะลูก” เสียงปลายสายสั่นไหว เจือสะอื้นก่อนกลายเป็นเสียงร้องไห้โฮ “แม่” มินตราขานเรียกเสียงแผ่ว เธอกัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ ความรู้สึกผิดและเจ็บลึกตีตื้นขึ้นมาจนกลืนลมหายใจ “แม่รู้ว่าแม่ไม่ควรพูดแบบนี้ แต่...เราจะทำยังไงดีลูก เงินจากร้านก็ไม่มี ของเก่าก็ขายไปหมดแล้ว คนในบ้านเริ่มถามกันใหญ่แล้วว่าเราไปเอาเงินมาจากไหน” “หนูจะหาให้ค่ะแม่ หนูสัญญา” น้ำตาเธอไหลรินโดยไม่รู้ตัว เสียงพูดสั่นสะท้าน แผ่วเบาราวกับกำลังขอโทษอยู่ในที “มินอยู่ที่ไหนกันแน่ลูก ทำไมเสียงเหมือนอยู่กับใคร” มินตราเงียบทว่าหัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วชะงักเมื่อเห็นร่างสูงของคิรินทร์ยืนพิงกรอบประตู มือถือแก้วกาแฟไว้ครึ่งใบ สายตาของเขาจ้องมองมาที่เธออย่างเงียบงัน ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตำหนิ แต่เต็มไปด้วยความรู้ เขาได้ยินทั้งหมดแล้ว มินตราเม้มปากแน่น กัดฟันกลั้นสะอื้น ก่อนโกหกเสียงเครือ “อยู่...อยู่หอน่ะค่ะแม่ หนูแค่เหนื่อย ๆ เลยไม่อยากคุยเสียงดัง” “แม่จะรอเงินนะลูก พรุ่งนี้หมอนัดอีกที...แม่ไม่มีใครแล้วจริง ๆ มิน” “ค่ะ” เธอตอบผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแล้วกดวางสายทันที ก่อนจะฟุบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเอง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินนิ่งงัน คิรินทร์ไม่พูดอะไร เขาวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์แล้วเดินเข้ามาใกล้ช้า ๆ ยกมือใหญ่แตะบ่าของเธอเบา ๆ แต่เธอกลับสะดุ้งหนี “อย่ามาทำดีกับหนูตอนนี้เลยค่ะเพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย” “ฉันแค่จะบอกว่าเธอไม่จำเป็นต้องร้องไห้หนักหนาขนาดนี้ มีอะไรก็ขอให้ฉันช่วยสิ” “แต่หนูไม่ได้ขอให้คุณมารับผิดชอบชีวิตหนูนี่คะ!” เธอหันมาสบตาเขา น้ำตาไหลพราก “นี่มันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ! สักหน่อย” “ไม่ใช่หน้าที่แต่มันเป็นความตั้งใจของฉัน” คิรินทร์พูดช้า ๆ ก่อนใช้มือไล้หยดน้ำตาบนแก้มเธอออก มินตราสะอึกเธอมองเขาด้วยแววตาเจ็บปวดและอ่อนแรงในเวลาเดียวกัน เขาดึงเธอเข้ามากอดไว้แน่น เธอไม่ได้ดิ้น ไม่ได้ผลักไส แต่ก็ไม่ได้กอดตอบ “ต่อไปนี้มีอะไรก็แค่บอกฉันตรงๆ ฉันไม่ใช่คนดีอะไรนักหรอก แต่ฉันยะไม่ยอมให้เธอทรมานกับเรื่องเดิมๆ ไปตลอดชีวิตแน่”บทที่35วันวิวาห์เช้าวันใหม่ของเมืองใหญ่ทอแสงสีทองอ่อนลอดผ่านม่านขาวในห้องสวีทของโรงแรมหรู เสียงหัวเราะคิกคักจากทีมงานแต่งหน้าทำผมดังเป็นระยะ ผสมกับเสียงคลาสสิกที่เปิดคลอเบา ๆ บรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงด้วยความตื่นเต้นของวันพิเศษ มินตรานั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แสงไฟนวลส่องสะท้อนเงาในกระจกให้เห็นหญิงสาวในชุดคลุมเจ้าสาวสีงาช้าง ผิวขาวนวลยิ่งขับให้ใบหน้าที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างดูงดงามขึ้นทุกวินาที เธอมองตัวเองเงียบ ๆ ดวงตากลมค่อย ๆ เอ่อคลอ น้ำตาใสไหลรินโดยไม่รู้ตัว นี่คือฉันจริง ๆ เหรอ ผู้หญิงธรรมดาที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเมียลับ วันนี้กำลังจะได้สวมชุดเจ้าสาวช่างแต่งหน้าหันมาเห็นยิ้มบาง ๆ “อย่าร้องนะคะ เดี๋ยวเครื่องสำอางเลอะหมด” น้ำเสียงนั้นแฝงความเอ็นดูทำให้มินตรารีบยกมือซับน้ำตาเบา ๆ พลางยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษค่ะ…แค่ไม่คิดว่าชีวิตจะพามาถึงวันนี้” ในอีกฟากของอาคาร ห้องเจ้าบ่าวเงียบขรึมกว่าเล็กน้อย คิรินทร์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเต็มตัว สูทสีดำตัดพิเศษเข้ารูปกอดร่างสูงสง่า ปลายเนกไทเรียบหรูสีเดียวกับผ้าเช็ดอก เขาจัดกระดุมข้อมืออย่างใจเย็น แต่ในแววตาคมกลับสะท้อนความจริงจังแน่วแน่ที่ไม่
บทที่34ว่าที่คุณนายบ้านวัชรเมธาแสงแฟลชสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรู ทุกเลนส์จับจ้องไปยังเวทีที่ชายหนุ่มในสูทเข้มก้าวออกมาเคียงข้างหญิงสาวร่างเล็กในเดรสสีงาช้างเรียบสง่าภาพที่เหมือนประกาศต่อทั้งโลกว่า เธอไม่ใช่เงาอีกต่อไป‘คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศหมั้นกลางงานแถลง!’พาดหัวข่าวออนไลน์กระจายไปแทบจะพร้อมกันทุกสำนักในไม่กี่นาทีหลังเขาเอ่ยประโยคชัดถ้อยคำต่อหน้าสื่อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมทั่วประเทศ บางกระแสชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มที่ไม่สนเสียงนินทา บางกระแสกลับพุ่งเป้าโจมตีมินตรา “เด็กสาวที่มีอดีตไม่สวยงามจะคู่ควรกับตระกูลใหญ่จริงหรือ”มินตรานั่งข้างเขาบนเก้าอี้สูงของเวทีแถลงข่าว ดวงตากลมโตสั่นไหวเหมือนถูกโหมกระหน่ำด้วยคำถามและแสงแฟลช เธอพยายามประคองสติ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นจนยับย่นนักข่าวหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นถามเสียงดัง “คุณคิรินทร์มั่นใจหรือคะว่าผู้หญิงคนนี้คู่ควรกับการเป็นภรรยาในอนาคตของท่าน”หัวใจมินตราแทบหยุดเต้น คำพูดนั้นเหมือนหอกที่เสียบกลางอกต่อหน้าผู้คนมากมาย เธอยกสายตาขึ้นช้า ๆ แต่ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อเต็มขอบตา แขนแข็งแรงของคิรินทร์ก็โอบรอบไหล่เธอแน่นเขาหัน
บทที่33ฉันสนใจแค่เธอกับลูกเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด โลกทั้งใบเหมือนพลิกตลบ ข่าวใหญ่พาดหัวตัวโตติดทุกสื่อ ทุกเว็บไซต์ ทุกหน้าหนังสือพิมพ์ และแทบทุกการสนทนาบนโซเชียล คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศแต่งงาน!ภาพชายหนุ่มในชุดสูทเข้ม สายตาคมมั่นคง จับมือหญิงสาวหน้าหวานขึ้นยืนต่อหน้านักข่าวนับร้อย กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ซ้ำไปทั่วประเทศ คลิปคำพูดหนักแน่นว่า “เธอไม่ใช่เมียลับ แต่คือคู่หมั้น และผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย” ถูกเปิดซ้ำจนแทบทุกคนต้องได้ยิน เสียงชื่นชมดังลั่นในโลกออนไลน์“เขาให้เกียรติเธอมาก นี่สิผู้ชายที่แท้จริง!”“คิรินทร์คือไอดอล แกร่งทั้งธุรกิจและหัวใจ”“ผู้หญิงคนนี้โชคดีที่สุดในโลกแล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน เสียงต่อต้านก็ปะทุไม่แพ้กัน“เสียสติหรือเปล่าจะทิ้งศักดิ์ศรีเพราะผู้หญิงขายตัวคนเดียวงั้นเหรอ”“นี่มันความรักหรือแค่ราคะกันแน่”“ธุรกิจวัชรเมธากำลังจะล่มเพราะผู้หญิงที่ไม่มีค่าในสายตาสังคม” ภายในห้องประชุมบอร์ดบริษัท เสียงถกเถียงดังระงม นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวล ผู้บริหารบางคนถึงกับตบโต๊ะว่าการกระทำของประธานคือการเล่นกับไฟ แต่ก็มีเสียงโต้กลับว่า การยืนหยัด
บทที่32ไม่มีใครกล้าทำไม่มีใครกล้าดำรงชีวิตฉันนอกจากตัวฉันเองเช้าวันถัดมาเมืองทั้งเมืองเหมือนสั่นสะเทือนด้วยเสียงกดแชร์และพาดหัวสีแดงสด บนหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ข่าว ไปจนถึงโซเชียลเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป‘เมียลับนายทุน! ภาพหลุดยืนยันสัมพันธ์ต้องห้าม’ภาพถ่ายที่ถูกปล่อยออกมาไม่ใช่เพียงเงาลาง ๆ เหมือนก่อน แต่เป็นภาพเก่าที่ถูกขุดขึ้นมินตราในชุดเดรสเรียบง่ายยืนกอดเอกสารหน้าคอนโดหรู ที่มีชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเข้มเดินตามหลังอยู่ แม้ใบหน้าของคิรินทร์จะหันข้าง แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าคือเขาไม่เพียงเท่านั้น บทความยังมีคำให้สัมภาษณ์จากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าเด็กสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูมานานเกือบปี อยู่เพนต์เฮาส์เดียวกับท่านประธาน และได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าผู้หญิงคนไหนทุกถ้อยคำเหมือนหอกแหลมแทงลงกลางอกมินตรา เธอนั่งตัวสั่น มือเล็กกำโทรศัพท์จนแน่น น้ำตาไหลรินไม่หยุด ความจริงที่ควรถูกปกปิดกลับถูกฉีกออกมาให้โลกทั้งโลกเห็น“ทำไมต้องเป็นตอนนี้” เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจบีบรัดเหมือนจะหยุดเต้น เธอเดินถอยไปพิงผนังเย็นเฉียบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้น หายใจถี่รัว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บ
บทที่31อบอุ่นหัวใจแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้าทอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน เพนต์เฮาส์ที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและสัมผัสเร่าร้อน ตอนนี้กลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกไกล ๆ และเสียงลมพัดกระทบกระจกสูง มินตราขยับเล็กน้อยในอ้อมแขนที่โอบรัดไว้แน่น ร่างกายยังอ่อนล้า แต่ความอบอุ่นจากอกกว้างทำให้เธอไม่อยากลืมตาขึ้นเลย กลิ่นหอมอุ่นแบบผู้ชายของคิรินทร์ยังคงติดอยู่ตามปลายจมูก และเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นใต้แผ่นอกหนานั้นทำให้เธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในความฝันคิรินทร์ตื่นก่อนแล้ว ดวงตาคมมองใบหน้าหวานที่ซุกแนบอกเขาอย่างไว้ใจ เส้นผมยุ่งเล็กน้อยปรกแก้มเนียน แก้มแดงเรื่อราวกับผลไม้สุก เขายกมือหนาขึ้น เกลี่ยเส้นผมออกอย่างเบามือ แล้วกดจูบลงบนหน้าผากเล็ก ๆ นั้นโดยไม่ลังเล“เช้าแล้วนะ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดหูมินตราคลายเปลือกตาช้า ๆ ดวงตากลมโตพร่าไหวจากแสง เธอขยับเล็กน้อยเหมือนจะซ่อนหน้าลงในอกเขา “ให้หนูหลับอีกนิดได้ไหมคะ” เสียงแผ่วอ้อนเบาเหมือนเด็ก คิรินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ แขนแข็งแรงกระชับกอดแน่นขึ้น “เธอจะนอนต่อก็ได้ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะไม่กวน” น้ำเสียงเจือแกล้ง แต่แววตาที่ทอดมองเธอกลับเต็มไปด้วยความอ่
บทที่30สัญญาใจแสงไฟสีส้มอุ่นในห้องนอนเพนต์เฮาส์ทอดเงาลงบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด มินตรานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้ายังแดงเรื่อจากคราบน้ำตาที่เพิ่งแห้งไป เธอไม่ได้ขยับหนีเมื่อร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ คิรินทร์จ้องเธอด้วยสายตาคมเข้มปนอบอุ่น แววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่เหมือนคำสัญญาที่เพิ่งหลุดออกจากปากเขา มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มออกอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งไล้ผ่านผิวแก้มเนียนราวกับกำลังปลอบโยน “เธอยังกลัวฉันอยู่ไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดริมฝีปาก มินตราส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตไหววูบ แต่กลับสบตาเขาโดยไม่หลบ มือเล็กกำชายเสื้อไว้แน่นเหมือนพยายามหาที่พึ่ง “ฮึกก”คิรินทร์ก้มลงช้า ๆ ริมฝีปากหยักแตะสัมผัสแรกที่มุมปากเธอ อ่อนโยนราวกับกลัวว่าแรงเกินไปจะทำให้เธอแตกสลาย มินตราหลับตาแน่น รับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ จ้วบบ!จูบแรกที่แผ่วเบาค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น ริมฝีปากหนากดแนบแน่นกว่าเดิม ลมหายใจทั้งคู่สอดประสาน มินตรารู้สึกถึงแรงเต้นหัวใจตัวเองที่ดังจนแทบกลบเสียงรอบข้าง เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ ราวกับเชิญชวน จนเธอเผลอเผยอปากรับในที่สุด และทันใดนั้น ลิ้นร้อนของเขาก็แทรกเข้ามาชิมควา
บทที่14ที่พึ่งพิงเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์สงบลงเมื่อเท้าของมินตราแตะพื้นฮอลิโพลของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเครื่องแบบรีบมารับทันที หญิงสาวอยากวิ่งไปยังแผนกฉุกเฉิน แต่ฝ่ามืออบอุ่นกลับคว้ามือเธอไว้ ไม่ใช่เพื่อห้าม หากแต่ให้เธอใช้บัตรVIPที่เขาให้เลขาคนสนิทเร่งเอามาให้“ใช้บ
ตอนที่13จะไม่ปล่อยมือเสียงคลื่นยังคงซัดสาดบางเบาในยามค่ำ ขณะที่ในห้องโดยสารของเรือยอชต์มีความร้อนแรงของร่างกายทั้งสองยังไม่ทันจางหายไปมินตรานอนหอบไออุ่นอยู่ใต้ผ้าห่ม มือเล็กยังสั่นไหวเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ริมฝีปากเธอแดงช้ำเล็กน้อยจากจูบที่ลากยาว และดวงตาเยิ้มหวานยังจ้องเขาไม่วางค
บทที่12หนูขออยู่บนนะคะบนห้องนอนบนเรือยอชต์ขนาดใหญ่ที่ยังทอดลำอยู่กลางทะเล มินตราขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมแขนแข็งแรงของชายหนุ่มที่นอนแนบข้าง แผ่นอกแน่นตึงของคิรินทร์ขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับลมหายใจที่อุ่นนุ่มแนบข้างแก้มของเธอกลิ่นหอมสะอาดจากกายเขายังติดอยู่ที่ปลายจมูก และเธอก็ไม่มีเจตนาจะผละออก
บทที่11คุณคิรินทร์กินแซ่บอากาศในห้องเพนต์เฮาส์เย็นเฉียบจากแอร์ที่ทำงานเต็มกำลัง แต่อุณหภูมิภายในร่างกายของคนสองคนกลับตรงกันข้ามมินตราซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีครีม ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดแผ่นอกหนา เสียงลมหายใจของคิรินทร์สม่ำเสมอและหนักแน่น แต่อ้อมแขนยังคงกอดกระชับไม่ปล่อยราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป“คุณ







