Masukบทที่2
สนใจแค่หน้าที่บนเตียงก็พอ เสียงนาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงกระพริบเลข 06:42 ด้วยแสงสีฟ้าจางๆ ที่คล้ายจะกลืนไปกับแสงอาทิตย์อ่อนที่ลอดม่านโปร่งลงมาทาบปลายเตียง ร่างเล็กใต้ผ้าห่มสีครีมกระดิกตัวเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เปลือกตาหนักอึ้งจากความเหนื่อยล้าที่ยังค้างคาจากค่ำคืนที่ไม่ได้นอนเต็มตา มินตราไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน รู้เพียงว่าร่างกายเธอหนักอึ้งและเจ็บหนึบอยู่แทบทุกส่วน ผ้าห่มแพรไหมเนื้อนุ่มที่เคลือบกลิ่นครีมอาบน้ำของเขากลายเป็นสิ่งแรกที่เธอได้กลิ่นในยามเช้า เธอค่อยๆ ยันกายลุกนั่งบนเตียงสายตาปรายมองไปยังหมอนข้างอีกใบที่บุ๋มลงอย่างชัดเจน มันคือร่องรอยที่บ่งบอกว่าเมื่อคืนเขานอนอยู่ข้างเธอ แม้ตอนนี้ร่างสูงนั้นจะไม่อยู่แล้วแต่กลิ่นไอของเขายังคงติดอยู่ทั่วห้อง กลิ่นโคโลญจ์เฉพาะตัว กลิ่นควันบุหรี่จางๆ ข้างเตียงมีโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่วางไว้ เธอจำได้ว่าเมื่อคืนเขาเป็นคนยื่นให้พร้อมกับบอกว่า ‘เครื่องนี้เอาไว้ติดต่อฉันเท่านั้น’ หน้าจอสว่างขึ้นทันทีที่ปลายนิ้วแตะมันปลดล็อกอัตโนมัติ ด้วยการสแกนนิ้วที่เขาตั้งไว้ให้เธอตั้งแต่เมื่อคืน และมีข้อความขึ้นเพียงบรรทัดเดียว [ข้อความใน LINE] K:ไปเรียนให้ตรงเวลา ห้ามขาด ห้ามเถลไถล และก็ห้ามคุยกับผู้ชาย K:เข้าใจไว้ด้วย เพียงประโยคเดียวที่ไม่ใส่อีโมจิ ไม่ลงท้ายด้วยชื่อ ไม่แม้แต่จะทักทายตอนเช้าแต่มินตรากลับรู้สึกว่ามันหนักกว่าร้อยถ้อยคำหวานจากใครหลายคนที่ผ่านมาในชีวิตเธอ เธอมองหน้าจอค้างอยู่นานปลายนิ้วแตะข้อความเหมือนจะตอบกลับอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็วางโทรศัพท์ลงช้าๆ ลุกขึ้นจากเตียงเธอก้าวเท้าไปยังตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ ข้างในมีชุดนักศึกษาแขวนเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ กระโปรงจีบที่ยาวกว่าที่เธอใส่ปกติเล็กน้อย กับเสื้อเชิ้ตตัวใหม่ที่ยังมีกลิ่นหอมของน้ำยาซักผ้ามันเป็นชุดที่เขาเตรียมไว้ให้ แม้แต่สิ่งที่เธอจะใส่ เขาก็จัดการให้หมด มินตราส่องกระจกมองใบหน้าซีดเซียวของตัวเอง ริมฝีปากยังแดงเรื่อจากจูบเมื่อคืนรอยแดงใต้ลำคอและแผ่นอกยังไม่จางดี เธอเอามือแตะมันเบาๆ ความรู้สึกบางอย่างแล่นขึ้นมาในอกอย่างแปลกประหลาด เขาไม่ใช่แฟนของเธอและยังไม่ใช่สามีในอนาคต แต่กลับเป็นเจ้าของทุกส่วนในร่างกายเธอไปแล้ว เพราะมินตราคือคนที่เขาซื้อด้วยเงิน @มหาลัย มินตราก้าวลงจากรถลีมูซีนสีดำที่มาส่งเธอหน้าตึกคณะ มันเงาเรียบสง่าและดูโดดเด่นเกินไปสำหรับมหาวิทยาลัยของรัฐ เธอดึงกระโปรงจีบให้เข้าที่ สูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดก่อนจะเดินขึ้นบันไดอย่างไม่เร่งรีบ ในมือมีแล็ปท็อปกับสมุดโน้ตที่ดูไม่ต่างจากเพื่อนนักศึกษาทั่วไป แต่ภายใต้เนื้อผ้าบางเบาเหล่านั้น มีแต่เธอเท่านั้นที่รู้ว่าร่างกายของเธอถูกแตะต้องมาแล้วกี่ครั้งรอยจูบที่ทิ้งไว้ราวกับจะไม่ให้เธอลืมได้เลย ข้าวฟ่างเพื่อนสนิทในกลุ่มรีบโบกมือให้จากมุมโต๊ะ “มิน! มาๆ รีบเลย วันนี้อาจารย์เช็กชื่อเร็วมากนะ” “อื้อ กำลังจะเข้าแล้ว” เธอฝืนยิ้มพลางนั่งลงข้างเพื่อนสีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตาอ่อนล้า “เมื่อคืนหายไปไหนน่ะ โทรก็ไม่รับ ไลน์ก็ไม่อ่าน” “กลับหอแล้วเหนื่อยน่ะ เลยเผลอหลับไป” เธอตอบแบบที่คิดว่าไม่น่าทำให้เพื่อนสงสัย ข้าวฟ่างยังใช้สายตามองเธอเขม็งราวกับไม่เชื่อในคำที่พูด “แล้วทำไมแต่งตัวเรียบร้อยกว่าทุกวันเนี่ย ดูดิ กระโปรงยาวขนาดนี้ปกเสื้อก็รีดเป๊ะ” มินตราหลบตาไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี เพราะเธอไม่ได้จัดแจงเครื่องแต่งกายเองด้วยซ้ำทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้หมดจากมือของผู้ชายคนนั้น “อย่าบอกนะว่าแกมีแฟนแล้วอ่ะ” เพื่อนสาวอย่างข้าวฟ่างที่เห็นความเปลี่ยนไปของเพื่อนก็คิดเองพูดออกมาตาม จินตนาการของตัวเอง ทว่ามันกลับทำให้มินตราร้อนรนรีบบอกปัดเพราะไม่อยากให้เพื่อนรู้ความจริง “ไม่มี!สักหน่อย” เธอเผลอตอบเร็วเกินไปจนเพื่อนเลิกคิ้วเชิงสงสัน ขณะนั้นเองโทรศัพท์ในกระเป๋าใบน้อยก็เกิดแรงสั่นเตือนเบาๆ มินตราล้วงออกมาดูหน้าจอขึ้นข้อความว่า [ข้อความใน LINE] 09:47น. K: เข้าเรียนรึยัง หัวใจเธอกระตุกวูบปลายนิ้วพิมพ์ตอบช้าๆ ทั้งที่มือเย็นเฉียบ Min:กำลังเข้าเรียนค่ะ เขาอ่านทันทีแต่ไม่ตอบกลับเป็นความเงียบที่หนักแน่นราวกับคำเตือนว่าเขารู้ทุกการเคลื่อนไหวของเธอ K:ดี ตอนบ่ายฉันส่งคนไปรับเธอมาที่บริษัท มีเรื่องจะคุยด้วย 13:30 ช่วงสายของวันนั้นจู่ๆ คิรินทร์ก็ส่งคนมารับที่มหาลัยแบบกะทันหันชนิดที่ว่าไม่ทันที่มินตราจะได้ตั้งตัว แสงแดดยามสายสาดลงบนกระจกเงาตึกสูงของกลุ่มบริษัท KIRIN HOLDINGS สะท้อนเงาตึกคู่แข่งในอีกฝั่งถนนอย่างยโส ด้านบนสุดของอาคาร ห้องประชุม VIP ถูกปิดเงียบสนิท มีเพียงเสียงรองเท้าส้นสูงของหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามแรงจูงของมือชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเฉียบขาด มินตราเปลี่ยนไปสวมชุดเดรสผ้ายืดสีดำที่ลูกน้องของเขาจัดเตรียมไว้ให้ถึงจะเรียบไปหน่อยแต่ก็เน้นทุกสัดส่วน ความบางเบาของผ้าแทบไม่อาจกลบซ่อนร่องรอยร้อนแรงบนต้นคอและแผ่นหลังได้ เธอก้มหน้าไม่กล้าสบตาพนักงานที่เผลอมองตามเมื่อคิรินทร์จูงเธอเข้าลิฟต์พิเศษแบบไม่แคร์สายตาใคร “นั่งตรงนี้” เสียงของเขานิ่งเฉียบเมื่อผลักประตูห้องประชุมแล้วชี้ไปยังเก้าอี้หัวโต๊ะ ตัวเธอสะดุ้งเบาๆ แต่ยอมทำตามโดยไม่ปริปาก บนโต๊ะมีเอกสารสามแผ่นเรียงเป็นระเบียบ วางเคียงกับแท็บเล็ตหนึ่งเครื่อง และปากกาทองคำด้ามเรียว คิรินทร์เดินอ้อมไปด้านหลังดึงเก้าอี้ลงนั่งข้างๆ ก่อนจะดันกระดาษเข้าหาตัวเธอ “อ่านให้เข้าใจ แล้วเซ็นซะ” มินตรากะพริบตาอ่านหัวเอกสารที่เขาเรียกว่าข้อตกลงซึ่งประกอบไปด้วย 1. ห้ามมีผู้ชายอื่น ไม่ว่าจะในฐานะใด 2. อยู่คอนโดที่เขาจัดให้และตอบกลับทุกข้อความโทรศัพท์ทันที เมื่อเขาทักถามอะไร 3. ทุกการใช้จ่ายจะถูกดูแลทั้งหมด แลกกับการเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว. “นี่มันสัญญาขายตัวชัดๆ” เธอเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เชื่อ “ไม่ใช่ขายตัว” เขายิ้มเย็นยะเยือกแววตาแฝงความเจ้าเล่ห์ทันเกมสุดๆ “มันคือการตกลงเพื่อความอยู่รอดของเธอและความสงบของฉัน” “แล้วความรู้สึกล่ะคะ คุณจะซื้อมันด้วยได้มั้ย” เขานิ่งไปชั่ววินาทีก่อนยกมือข้างหนึ่งขึ้นท้าวคาง “ฉันไม่ได้ซื้อความรู้สึก ฉันซื้อสิทธิ์ในตัวเธอทั้งหมด” คำพูดนั้นเหมือนฝ่ามือร้อนจัดฟาดกลางอกเธอ เขาไม่ได้หลงรักเธอคิรินทร์แค่ต้องการครอบครอง “คุณกล้าพูดคำแบบนั้นออกมาได้ยังไง” “กล้าพูด...และฉันก็กล้าทำ” ทันทีที่พูดจบเขาขยับลุกจากเก้าอี้ เดินอ้อมมาอยู่ข้างหลังเธอ ก่อนจะโน้มตัวลงจนลมหายใจอุ่นเป่ารดต้นคอ เธอขนลุกทันทีเมื่อปลายนิ้วเขาสัมผัสข้อมือลูบไล้เบาๆ เหมือนจะสะกดประสาทให้ยอมจำนน “เธอจะโกรธก็ได้ จะเกลียดก็เชิญ แต่เซ็นซะอย่าตัดโอกาสในชีวิตตัวเอง” เขากระซิบชิดใบหูลมอุ่นร้อนรดผ่านซอกคอขาวระหงทำให้มินตรารู้สึกวูบไหวแปลกๆ “เพราะฉันรู้ว่าเธอไม่มีทางไปจากฉัน” มินตราเม้มริมฝีปากแน่นหยิบปากกาทองขึ้นมา สะบัดลายเซ็นเร็วๆ แล้วผลักเอกสารกลับไปอย่างไม่พูดอะไรสักคำ คิรินทร์ยิ้มมุมปากก่อนดึงกระดาษกลับมาอย่างพึงพอใจ เขาหยิบเอกสารทั้งหมดวางไว้ข้างตัว แล้วเดินกลับมาหาเธอช้าๆ ด้วยสีหน้าเปลี่ยนไป “รู้มั้ยว่าผู้หญิงที่กล้ายั่วโมโหฉันในห้องประชุมแบบนี้ จะต้องถูกลงโทษยังไง” “หนูไม่ได้ยั่วโมโหคุณนะ” เธอเถียงใบหน้าแดงจัดพร้อมกับสรรพนามแทนตัวเองที่เปลี่ยนไป “แต่ร่างกายเธอมันบอกว่าอยากโดน” ยังไม่ทันให้เธอตั้งสติมือหนาก็กดหัวไหล่เธอลงกับพนักเก้าอี้ เบาะหนังสีดำกลายเป็นฉากรองรับความเร่าร้อนทันทีที่เขาก้มลงประกบจูบ รุนแรง ก้าวร้าวและเอาแต่ใจ จ้วบ!! “อื้มม” เสียงกระดุมเสื้อเดรสดังเบาๆ ขณะที่เขาปลดมันออกจนเผยเนินอกขาวนวล เธอสะดุ้ง ยกมือผลักอกเขา แต่เขากลับจับมือทั้งสองของเธอกดไว้บนโต๊ะไม้โอ๊ค “อื้ออ คะ...คุณคิรินทร์” “ฉันจะทำให้เธอไม่มีวันลืมที่นี่เลยล่ะมินตรา” เขากระซิบพร้อมบดจูบหนักขึ้นเธอหอบหายใจ รู้สึกราวกับตนกำลังจะละลายใต้ไฟร้อนจากสัมผัสของเขาเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังเบาๆ ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหว ท่ามกลางห้องประชุมที่ไร้คน ม่านกันเสียงปิดสนิททำให้โลกทั้งใบกลายเป็นสนามแห่งอารมณ์ที่ไม่มีใครรบกวน “คะ...คุณจะทำอะไรบ้ารึเปล่า! ตรงนี้เลยเหรอ” เธอถามทั้งที่ตัวเองก็แทบจะหายใจไม่ทัน “ตรงนี้แหละเพื่อให้เธอจำไว้ว่าคนอย่างฉัน เมื่ออยากได้เมื่อไหร่ก็จะเอาตรงนั้นทันที” มินตราหลับตามือเธอสั่นเมื่อเขาปลดเสื้อสูทตัวเองออก แล้วโยนพาดเก้าอี้ข้างๆ กลิ่นโคโลญจ์ของเขาเข้มข้นกว่าที่เคยเมื่อมาใกล้ในระยะประชิด เขาไม่ได้ถามเธออีกเขาจูบอย่างอ่อนโยนลงที่ข้างแก้มลำคอไหปลาร้าไล้ไปจนถึงยอดอกที่อ่อนไหวจนร่างเธอสะดุ้ง มินตราหายใจขาดห้วงจิกเล็บกับผนังเก้าอี้ ทั้งร่างร้อนรุ่มเมื่อเขากลืนกินเธออย่างช้าๆ เร่าร้อนลึกซึ้งจนความทรงจำแทบจะหลอมละลายรวมกับผิวไม้เย็นเยียบใต้แผ่นหลัง ทว่า ก่อนที่มินตราจะรู้ตัวเธอก็ไม่อยากหนีจากสัมผัสของเขาอีกแล้ว คิรินทร์พาคนตัวเล็กกลับถึงคอนโดหรูในเวลาเกือบหนึ่งทุ่ม ท้องฟ้านอกหน้าต่างแต้มด้วยสีส้มอมเทาเหมือนเธอที่จมอยู่ในความรู้สึกหลากหลายไม่รู้จะจัดการอย่างไร มือยังอุ่นจากแรงสัมผัสของเขาในห้องประชุม แต่หัวใจกำลังสั่นไหวจากคำพูดที่ติดอยู่ในหัวไม่เลือน "ฉันซื้อสิทธิ์ในตัวเธอทั้งหมด" ประโยคนั้นวนซ้ำในหัวเธอขณะเดินเข้าห้อง คิรินทร์ปลดเนกไทและโยนสูทลงโซฟาโดยไม่พูดอะไร เขาดูเงียบผิดปกติอย่างประหลาด เธอรู้สึกอึดอัดจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้น “วันนี้คุณมีประชุมเย็นไม่ใช่เหรอคะ” เขาหันมามองเธอสีหน้าไร้อารมณ์ “ยกเลิกสิยากอะไร” “คุณยกทุกอย่างเพราะหนูเหรอคะ” “เพราะฉันอยากอยู่กับของ ของฉันให้เต็มที่” คำพูดของเขาทำให้เธอชะงักหัวใจบีบแน่น มือสั่นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ มินตราฝืนยิ้มแล้วหันหลังเดินเข้าห้องนอน แต่ทันทีที่เธอแตะลูกบิดประตูถูกผลักเปิดอีกครั้งจากมือเขา “หนีทำไม” เสียงทุ้มเย็นเรียบเอ่ยจากด้านหลัง “เปล่าค่ะ หนูแค่” “อย่าโกหก” เขาเดินเข้ามาใกล้จนเธอต้องถอยหลัง ร่างบางชนขอบเตียง เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ ดวงตาคมกริบจับจ้องเธอราวกับจะมองทะลุทุกความรู้สึก “ไม่ชอบที่ฉันพูดว่าเป็นของฉันงั้นสิ” มินตรานิ่งไม่กล้าพูดอะไรออกมาแต่แววตาเธอไหววูบเกินจะปิดบัง “อยากหนีเหรอ” เขาโน้มตัวลงกระซิบใกล้ใบหูเธอ “งั้นก็หนีสิถ้าเธอคิดว่าเธอไปจากฉันได้” เขารวบเอวเธอแน่นปากประกบลงมาอย่างรุนแรง อารมณ์ดิบล้นทะลักจากแรงกดริมฝีปาก ความอบอุ่นนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแรงครอบงำแทบในทันที เธอร้องในลำคอมือผลักอกเขาเบาๆ แต่กลับถูกคว้าไว้แน่น หมับ! “ฮึกก” “ฉันไม่ใช่คนดีนะมินตรา และเธอก็รู้ดีว่าเธอกำลังเล่นอยู่กับใคร” เขาดันเธอลงบนเตียงร่างสูงตามลงมาคร่อมเธอไว้ใต้ร่าง กลิ่นกายเขาชัดเจนจนเธอใจสั่น ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความหึงหวง ความบ้าอำนาจ และความกลัวบางอย่างที่เธอสัมผัสได้เขากระซิบแนบชิดแทบติดริมฝีปากร่างบาง “ฉันไม่อนุญาตให้เธอหนี...แล้วก็จำไว้ด้วยว่าเธอเป็นของใคร อย่าได้แม้แต่คิดไปมีอะไรกับผู้ชายคนอื่นนี่คือคำเตือนจากฉัน” มินตรารู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่ปรารถนา แต่มันคือการทวงคืน เป็นการแสดงให้เธอเห็นว่าเขาจะไม่ยอมให้ใครแย่งเธอไป แม้แต่ความคิดในหัวเธอเอง เสียงลมหายใจดังชัดขึ้นขณะที่เขาคลายชุดของเธอออกช้าๆ นิ้วเรียวยาวลากผ่านสันอกที่สั่นไหวแผ่วเบาตามจังหวะหัวใจ เสียงเขาเย็นเฉียบแต่เปี่ยมด้วยแรงดึงดูด “ฉันจะทำให้เธอจำทุกวินาทีที่อยู่กับฉันคืนนี้ อย่าได้คิดจะไปจากฉันถ้าฉันไม่อนุญาตด้วยตัวเองเธอไม่มีสิทธิ์คิดเอง” มินตราหลับตาแน่นรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นน้ำแข็งที่กำลังละลายเพราะไฟร้อนจากสัมผัสของเขา คิรินทร์ผลักกายเธอลงกับเตียงจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่าซอกคอขาวระหงก็ไม่ปล่อยผ่านจูบซับลามไปทั่วลำตัวหน้าท้องแบนราบ ทุกจุดที่เธอเผลอขดตัวจึงถูกความร้อนเข้าโจมตีทันที “ฉันจะไม่ปราณี” เขากระซิบก่อนจะลงโทษเธอในแบบที่เธอไม่เคยรู้จัก ความทรมานปนเร่าร้อนทำให้เธอกัดริมฝีปากจนแทบขาด แต่ทุกสัมผัสกลับฝังลึกลงในใจเกินกว่าจะปฏิเสธได้ “คุณใจร้ายกับหนู” เธอพร่ำเสียงแผ่วตอนที่เขาเว้นช่วงหยุดหายใจ “ฉันใจร้ายกับคนที่กำลังจะหนี” เขาจ้องตาเธอเหมือนอยากฝังคำตอบลงในหัวใจเธอ “แต่ถ้าเธอยอมอยู่ข้างฉัน ฉันจะให้ทุกอย่างที่เธอไม่เคยมี” แล้วเขาก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างที่ว่าหมายถึงอะไรคืนที่ไม่มีคำว่าหนี กลับกลายเป็นคืนที่มินตราไม่มีวันลืม แสงไฟสีเหลืองนวลในห้องนอนเปล่งไล้ผ่านม่านโปร่ง มินตรานั่งพิงหัวเตียงร่างกายยังคงสั่นไหวจากคืนก่อน แต่หัวใจกลับร้อนระอุยิ่งกว่าเมื่อเสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นเมื่อเย็นวันนี้ Rrrr! ปลายสายคือผู้หญิงคนหนึ่งน้ำเสียงนุ่มละมุนฟังจากเสียงก็รู้ได้เลยว่าเธอคงสวยไม่น้อย 📞:แหวนเพชรที่คุณเลือกไว้ จะให้ฉันไปรับที่ร้านเองไหม เธอไม่ได้ยินคำตอบของคิรินทร์หรอก เพราะเขาเดินออกไปพูดด้านนอก แต่เท่านั้นก็เพียงพอจะบาดใจเธอจนทำให้รู้สึกชาไปทั้งตัว ตอนนี้เขาอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำและเธอก็กำลังรอเขากลับมาบนเตียงนี้ ไม่ใช่ในฐานะคนรัก และไม่ใช่ในฐานะเจ้าสาวของแหวนวงนั้นด้วยแต่เป็นแค่ร่างกายที่เขาเลี้ยงดูไว้เฉยชมเล่นเท่านั้น มินตรายิ้มเยาะกับตัวเองแล้วลุกขึ้น ถอดเสื้อนอนบางเบาออกช้าๆ เหลือเพียงชุดชั้นในสีดำสนิทที่เขาบอกเองว่ามันเซ็กซี่ที่สุดบนตัวเธอ เสียงน้ำจากฝักบัวยังดังอยู่เธอเดินไปยืนพิงกรอบประตูห้องน้ำ ปล่อยให้สายตากวาดมองภาพสะท้อนของเขาในกระจกไอน้ำ เมื่อคิรินทร์เปิดประตูห้องน้ำออกมาเขาก็ชะงักทันที ร่างสูงเปลือยช่วงบนมีเพียงผ้าขนหนูพันเอวหยุดนิ่งเมื่อเห็นเธอพิงกรอบประตูในสภาพนั้น “อะไรเข้าสิงเธอ” เขาถามเสียงต่ำใช้สายตามองเธออย่างไม่เข้าใจ “ประชดไงคะ ไม่ใช่วิธีที่คุณเข้าใจง่ายเหรอ” เธอตอบเสียงเรียบทว่า นัยน์ตากับแฝงความดื้อรั้นอยู่มาก เขาเลิกคิ้วขึ้นเชิงสงสัยดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อยก่อนจะถามกลับ “เธอจะประชดฉันเรื่องอะไร” “แหวนไงคะ” เธอกอดอกแสดงสีหน้ามึนตึงแต่ก็ยังมีความเกร็งอกเกร็งใจอยู่บ้าง “หรือหนูเข้าใจผิดที่ คุณกำลังจะหมั้นกับใครอยู่แล้วแท้ๆ ยังจะมาเลี้ยงหนูไว้ในกรงทำไม” คิรินทร์นิ่งไปสองวินาทีก่อนถอนหายใจแรงพล่งยิ้มมุมปาก “เธอแอบฟังที่ฉันคุยเหรอ” “ไม่ต้องถึงขั้นแอบค่ะหรอกค่ะ คุณไม่ได้พยายามปิดอยู่แล้วนี่” เธอยิ้มเยาะแล้วกอดอกพูดอย่างไม่กลัวเกรงเขา “แล้วจะเงียบทำไมล่ะคะ ตอบมาสิหนูไม่มีสิทธิ์รู้เหรอ” “เธอมีสิทธิ์แค่บนเตียงของฉัน นอกนั้นอย่ารู้เยอะ” เขาพูดเสียงนิ่งแต่แววตากลับไหววูบคำพูดนั้นบาดลึก เธอหัวเราะสั้นๆ แล้วเดินเข้าไปใกล้เขา “คุณนี่มันใจร้ายจริงๆ นะคะ” “แล้วเธอหวังอะไรจากฉัน หวังว่าอยู่กันแบบนี้แล้วฉันจะยกหัวใจให้เธองั้นเหรอตลกแล้ว” มินตราเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดปฏิเสธออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ คิรินทร์มองว่าเธอกำลังบอกปัด “เปล่าค่ะหนูไม่ได้หวัง” เขาขยับเข้ามาใกล้มือแตะต้นแขนเธอเบาๆ “หึ..แต่เธอกำลังรู้สึกอยู่จริงๆ ใช่ไหม” “หนูไม่รู้แล้วคุณล่ะ คุณรู้สึกอะไรบ้างมั้ย” เขามองหน้าเธอดวงตาคมฉายแววลังเล “ฉันรู้ว่าเธอไม่เหมือนใครแต่ก็ไม่คิดว่าจะใจกล้าขนาดนี้ ถึงขั้นถามคำถามที่ฉันอึดอัดใจที่จะตอบ” “งั้นเหรอคะ คำพูดหนูมันยังไม่พอทำให้คุณเลือกอยู่ดีใช่ไหม” “ยังไม่ใช่ตอนนี้อย่ามาบังคับให้ฉันเลือกอะไร บอกแล้วไงเธอไม่มีสิทธิ์สงสัยหรืออะไรทั้งนั้นทำหน้าที่คลายเหนื่อยให้ฉันบนเตียงอย่างเดียวก็พอ” ความเงียบปกคลุมระหว่างทั้งคู่มินตราถอยหลังเล็กน้อย กำลังจะเดินหนีแต่เขากลับคว้าข้อมือเธอไว้ทัน “อย่ามาประชดฉันแบบนี้มินตรา” “แล้วหนูควรประชดคุณยังไงล่ะคะ ในเมื่อคุณฟังแค่ร่างกายของฉันอยู่แล้ว หนูก็ต้องทำแบบนี้คุณถึงจะสนใจ” หมับ! เขาดึงเธอเข้ามากอดแน่น “ไม่ใช่แค่นั้น..เห็นไหมตอนนี้ฉันกำลังฟังหัวใจเธอด้วย” เธอเม้มปากแน่นรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจเขาแนบอก “หนูโกรธคุณจริงๆ นะคะคุณเป็นคนแบบไหนกันแน่เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย ทำไมถึงไม่มั่นคงกับความรู้สึกของตัวเองเลย” “...” เขานิ่งเงียบไม่ตอบโต้คำพูดของเด็กสาว “อย่าเงียบสิคะคุณคิรินทร์ หนูกำลังพูดอยู่กับคุณนะ” “ฉันยังไม่อยากปล่อยเธอไปไหน” จากนั้นทุกอย่างก็ปล่อยไปตามอารมณ์ ความขัดแย้งค่อยๆ ละลายกลายเป็นสัมผัสที่อ่อนโยนขึ้น ร้อนแรงขึ้นและแนบแน่นขึ้นในแบบที่ไม่มีใครต้องพูดอะไรต่อบทที่9ระแวงห้องรับแขกกว้างขวางของเพ้นท์เฮ้าส์ราคาแพงเงียบสงัด จนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเป็นจังหวะเนิบช้า มินตรายืนกอดอกอยู่หน้าเตาผิงจำลอง ดวงตากลมโตฉายแววลังเลและสั่นไหว ร่องรอยจางบนแก้มยังไม่ทันจางลงจากไอร้อนยามบ่าย แต่ภายในกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าอากาศยามค่ำเธอกำลังรอและการรอคอยครั้งนี้ช่างยาวนานเกินกว่าจะนับเวลาได้เพียงชั่วโมงเดียว รถเบนท์ลีย์สีดำคันคุ้นตาแล่นจากรั้วไปตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ลับฟ้า โดยมีเพียงคำสั้น ๆ ว่ามีประชุมด่วนทิ้งไว้แสงไฟสีอบอุ่นจากหัวบันไดสะท้อนกับโซฟาหนังแท้สีอ่อน เธอลอบมองโทรศัพท์ที่สว่างขึ้นทุก ๆ สิบนาทีจากการแจ้งเตือนของเพื่อนร่วมรุ่น แต่กลับไม่มีแม้เพียงหนึ่งข้อความจากเขา คิรินทร์ วัชรเมธา ชายผู้ที่เธอกำลังฝากหัวใจไว้โดยไม่รู้ตัวแฟ้มบางบนโต๊ะกลางยังอ้าปากเผยรูปถ่ายหญิงสาวปริศนา ผู้มีดวงตาคมลึกและรอยยิ้มบางเฉียบที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ หน้ากระดาษแนบถ้อยคำทิ้งท้ายว่า ‘ถึงคนที่อยู่ข้างกายฉัน วันนี้ พรุ่งนี้ และอนาคต’ เหมือนจะส่งสารบางอย่างจากอดีตสู่ปัจจุบันหญิงสาวกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เธอคือใครกันแน่ มินตราเริ่มตั้งคำถามว่า เธอมีสิทธิ์ในหัวใจเขาจริง หรือ
บทที่8ใครคนนั้นหลังจากเช้าอุ่นไอรักผ่านพ้นไป มินตราคิดว่าเขาจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง เหมือนทุกครั้งที่หมดภารกิจในห้องนอน แต่เปล่าเลยคิรินทร์กลับทำในสิ่งที่เธอไม่ทันตั้งตัว“ไปเปลี่ยนชุด” เขาพูดขณะยกกาแฟขึ้นจิบใบหน้ายังเรียบเฉยเหมือนทุกวัน แต่แววตานั้นกลับซ่อนรอยยิ้มบางเบาไว้“หืม..คุณว่าไงนะคะ” มินตราเงยหน้าขึ้นจากขนมปังตรงหน้าที่เขาเตรียมไว้ให้ เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น“เราจะไปไหนกันเหรอคะ”“ฉันอยากพาเธอไปสูดลมทะเล” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะวางแก้วลง “บนเรือ...ไปทะเลกัน”“...”มินตราไม่มีเวลาอึ้งนานก็ต้องเตรียมตัวลุกไปจัดเตรียมสัมภาระ ไม่ถึงชั่วโมงต่อมารถยนต์คันหรูพามาถึงท่าเรือส่วนตัว มินตรายืนกะพริบตาถี่เมื่อเห็นเรือยอชต์สีขาวหรูเทียบท่ารออยู่ คนที่เคยเห็นเรือพวกนี้แค่ในโฆษณา ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้เหยียบมันจริง ๆ ด้วยเท้าตัวเอง“นี่คือ...ของคุณ” เธอถามเสียงอ่อยขณะจับมือเขาขึ้นเรือ“หึ...เธอเข้าใจถูกแล้วล่ะที่นี่เป็นของฉันทุกอย่าง” เขาตอบพร้อมกับรั้งมือเธอแน่น บนเรือยอชต์สุดหรู พนักงานต้อนรับและกัปตันล้วนรู้จักเขาดีจนไม่ต้องออกคำสั่งใด ๆ เรือค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจาก
บทที่7คำสัญญาเพียงแค่ประโยคนั้นหลุดจากริมฝีปากของคิรินทร์ กลิ่นอายของค่ำคืนนี้ก็เปลี่ยนไป แต่มันคือพลังบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาแรงปรารถนาอันเงียบงันแต่ทรงพลังมินตรานั่งนิ่งใบหน้าร้อนวูบวาบแต่ไม่กล้าหันไปมองเขา เธอรับรู้ได้ถึงมืออุ่นที่จับมือเธอไว้แน่น และนิ้วโป้งที่เกลี่ยเบา ๆ บนหลังมืออย่างเชื่องช้า ราวกับพยายามกล่อมจิตใจเธอให้ล่องลอยไปตามจังหวะของเขาเมื่อรถจอดที่หน้าเพนต์เฮาส์ เธอยังรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้เดิน แต่ถูกแรงอ่อนโยนบางอย่างพาเข้าสู่ลิฟต์ส่วนตัวจนถึงชั้นบนสุดประตูลิฟต์เปิดออกโดยไม่มีคำพูดใด ๆ เขาเดินนำหน้าเธอเข้าไปในห้อง ขณะเธอก้าวตามเหมือนถูกสะกดด้วยแรงอธิบายไม่ได้ภายในห้องตกแต่งด้วยแสงไฟสีส้มอมทองที่ส่องจากโคมข้างหัวเตียง กลิ่นหอมของดอกไม้จากเครื่องกระจายกลิ่นลอยคลุ้งในอากาศ ทุกอย่างเหมือนจัดเตรียมไว้สำหรับค่ำคืนนี้ค่ำคืนที่เขาบอกว่าจะทำให้เธอลืมคำดูถูกทั้งปวง คิรินทร์หันกลับมามองเธอในแสงสลัว ดวงตาของเขาเข้มลึกและมั่นคงเหมือนพายุที่ซ่อนอยู่หลังเงาเมฆ"เดินมาหาฉัน มิน"“ค่ะ”เสียงของเขาเรียกเธออย่างแผ่วเบา แต่มันสะเทือนจนเธอรู้สึกได้ถึงแรงสั่นในอก เธอเดินเ
บทที่6หนูก็แค่เด็กคนหนึ่งที่เอาตัวแลกเงินแสงแดดสายแกว่งไกวบนเคาน์เตอร์หินอ่อนสีครีมในครัวเปิดโล่งด้านตะวันออก กลิ่นกาแฟคั่วสดจากเครื่อง เอสเพรสโซ่แตะจมูกตั้งแต่ทางเดิน มินตราสวมเสื้อเชิ้ตผู้ชายตัวยาวสีขาวล้วน ก้าวเท้าเบา ๆ ยืนพิงกรอบประตู มองภาพเบื้องหน้า คิรินทร์ในเสื้อยืดสีเทาอ่อนตัวเดียว กางเกงลำลองสีน้ำตาลเข้มขยับมีดครัวหั่นเบคอนอย่างตั้งอกตั้งใจราวเชฟมืออาชีพเขาไม่ใช่มืออาชีพเห็นได้จากวิธีหยิบมีดแข็ง ๆ แต่แค่ภาพชายผู้บริหารที่เมื่อคืนยังเด็ดขาดในห้องประชุม ตอนนี้ยืนหันหลังให้เธอสะบัดกระทะก็เพียงพอจะทำให้ใจเธออุ่นวาบเสียงช้อนกระทบแก้วดังกรุ๋งกริ๋ง เขาหันมารับรู้สายตาหญิงสาว แล้วยกยิ้มมุมปากที่ทำให้กล้ามแก้มเขาเป็นคลื่น“ตื่นแล้วเหรอ คนขี้เซา ฝากอุ่นนมให้ทีสิ” เขาพูดเสียงนุ่มสอดสายตาอบอุ่นแม้ยังถือมีดมินตรายิ้มและพยักหน้าเข้าใจก่อนเดินไปเปิดเตาเล็ก เคลื่อนหม้อนมอย่างคล่อง เธอเติมผงโกโก้ลงไปเล็กน้อยให้สีละมุน แล้วคนด้วยช้อนเงิน ยกขึ้นดมกลิ่นหอมละมุนทำให้เธอนึกถึงบ้านครั้งยังเด็กคิรินทร์จับเบคอนเรียงลงกระทะ เสียงฉ่าเบา ๆ ดัง เคล้าเสียงขนมปังเด้งจากเครื่องปิ้งอัตโนมัติราวจังหวะด
บทที่5 กอดทั้งคืน กลางคืนของกรุงเทพฯ ความเงียบสงัดกลับกล่อมโลกทั้งใบให้หลับใหล มินตรายืนอยู่ริมหน้าต่าง กระชับเสื้อคลุมแพรสีน้ำเงินเข้มแนบอก ร่างบางสะท้อนแสงจันทร์เป็นเงาอ่อนบนกระจกเงา กลิ่นสบู่อ่อน ๆ จากห้องน้ำยังติดปลายจมูก ภาพของชายหนุ่มที่เดินเข้าไปด้วยท่วงท่าหนักแน่นและเงียบงันยังติดตา เธอก้มมองโทรศัพท์ที่วางหงายอยู่บนโต๊ะ ข้อความสุดท้ายที่ได้รับก่อนเขาเดินเข้าไปอาบน้ำเพียงหนึ่งบรรทัด K:คืนนี้ อย่าแตะโทรศัพท์ ฉันต้องการเวลากับเธอทั้งคืน หัวใจเธอเต้นแรงกว่าเดิมไม่ใช่เพราะถ้อยคำหวงแหน แต่เพราะน้ำเสียงในข้อความนั้นแฝงแรงดึงดูดบางอย่างที่ห้ามไม่ได้ เสียงประตูเลื่อนเปิดช้า ๆ กลุ่มไอร้อนจากห้องน้ำลอยออกมาก่อนที่เขาจะก้าวออกมา คิรินทร์สวมชุดคลุมอาบน้ำผืนบาง เส้นผมเปียกชื้นแนบกรอบหน้า ดวงตาคมเข้มหยั่งลึกจับจ้องเธอในความมืดครึ่งหนึ่งของห้อง เขาไม่ได้พูดทันที แค่เดินเข้าใกล้เรื่อย ๆ “ยังไม่นอน?” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม ผิดกับบุคลิกที่เธอเคยรู้จักในห้องประชุมมากนัก “รอคุณค่ะ” เธอกลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนตอบเขาหยุดห่างเพียงช่วงลมหายใจ ดวงตาของเขามองต่ำลงที่เสื้อคลุมของเธอที่คล้ายหลวมไปนิด
บทที่4ของขวัญฟ้าเช้าวันใหม่ส่องลอดผนังกระจกของเพนต์เฮาส์ เหลือบแสงอุ่นไล้ไหลตามพื้นไม้สักจนเกิดริ้วละมุนราวผืนผ้าทอทอง มินตรานั่งนิ่งงันที่ปลายโซฟา ทว่าดวงตากลมกลับขุ่นมัวคล้ายหมอกเช้าเพราะน้ำตาที่ค้างขอบชั่วครู่เธอไม่แน่ใจว่าหลับไปตอนไหน ความอ่อนแรงทำให้สติเลือนหายราวฝัน หากสิ่งแรกที่เห็นตอนลืมตา คือกล่องสีน้ำตาลสันเรียบวางอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้า ไม่มีโบ ไม่มีการ์ด ไม่มีแม้กระดาษแทรกบอกชื่อผู้ส่ง แต่มินตรากลับรู้ว่าของสิ่งนี้ผู้ให้คือใครมินตราไม่รีบเปิด แต่ทอดมองกล่องนั้นชั่วครู่พลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พอจะให้หัวใจที่ถูกขยี้ด้วยคำพูดเมื่อคืนคลี่คลาย ก่อนปลายนิ้วเรียวจะค่อย ๆ แกะปมริบบิ้นออกฝากล่องถูกยกอย่างช้า ช้า จนแสงเช้าสาดลงบนเนื้อในกระดาษสา เผยให้เห็นบางสิ่งที่ทำให้ลมหายใจเธอติดขัดอีกครั้งเช็กเงินสดยอดหกหลักวางเรียงอย่างราบเรียบอยู่ในซองขาวไร้ตัวหนังสือ และเหนือเช็กนั้นคือแฟ้มแผ่นบางพิมพ์ตราโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ในนั้นแนบสัญญาค่ารักษาครบวงจร ลงลายเซ็นคิรินทร์ วัชรเมธาชัดเจน เส้นหมึกเรียบกริบราวคมมีด แต่ตวัดปลายอักษรอย่างอ่อนโยนจนชวนให้คิดว่าเจ้าของลายเซ็นคงตั้งใจมอบมากกว่า







