LOGINบทที่8
ใครคนนั้น หลังจากเช้าอุ่นไอรักผ่านพ้นไป มินตราคิดว่าเขาจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง เหมือนทุกครั้งที่หมดภารกิจในห้องนอน แต่เปล่าเลยคิรินทร์กลับทำในสิ่งที่เธอไม่ทันตั้งตัว “ไปเปลี่ยนชุด” เขาพูดขณะยกกาแฟขึ้นจิบใบหน้ายังเรียบเฉยเหมือนทุกวัน แต่แววตานั้นกลับซ่อนรอยยิ้มบางเบาไว้ “หืม..คุณว่าไงนะคะ” มินตราเงยหน้าขึ้นจากขนมปังตรงหน้าที่เขาเตรียมไว้ให้ เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้น “เราจะไปไหนกันเหรอคะ” “ฉันอยากพาเธอไปสูดลมทะเล” เขาตอบเรียบ ๆ ก่อนจะวางแก้วลง “บนเรือ...ไปทะเลกัน” “...” มินตราไม่มีเวลาอึ้งนานก็ต้องเตรียมตัวลุกไปจัดเตรียมสัมภาระ ไม่ถึงชั่วโมงต่อมารถยนต์คันหรูพามาถึงท่าเรือส่วนตัว มินตรายืนกะพริบตาถี่เมื่อเห็นเรือยอชต์สีขาวหรูเทียบท่ารออยู่ คนที่เคยเห็นเรือพวกนี้แค่ในโฆษณา ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้เหยียบมันจริง ๆ ด้วยเท้าตัวเอง “นี่คือ...ของคุณ” เธอถามเสียงอ่อยขณะจับมือเขาขึ้นเรือ “หึ...เธอเข้าใจถูกแล้วล่ะที่นี่เป็นของฉันทุกอย่าง” เขาตอบพร้อมกับรั้งมือเธอแน่น บนเรือยอชต์สุดหรู พนักงานต้อนรับและกัปตันล้วนรู้จักเขาดีจนไม่ต้องออกคำสั่งใด ๆ เรือค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากฝั่งอย่างนุ่มนวล ปล่อยให้สายลมและเสียงคลื่นกล่อมหัวใจของหญิงสาวที่ยังไม่หายตื่นเต้น คิรินทร์เลือกมุมโซฟาเบาะหนานุ่มใต้ร่มผ้าสีขาว มองออกไปยังทะเลที่ทอดยาวไกลสุดสายตา มือข้างหนึ่งวางบนพนักโซฟา อีกข้างวางบนต้นขาของมินตราอย่างแนบเนียน “ทำไมถึงพามาล่องเรือคะ” เธอถามเสียงเบามือกำชายกระโปรงไว้แน่นเพราะอากาศเย็นเฉียบ “อยากให้เห็นโลกในมุมที่ไม่ต้องหลบซ่อน อุดอู้อยู่แต่ในห้องก็คงเบื่อแย่” “...” คำตอบของเขาทำให้เธอชะงัก หัวใจเหมือนถูกลูบด้วยฝ่ามืออุ่นร้อน สายลมเย็นพัดพาเส้นผมเธอปลิวเบา ๆ เขาเอื้อมมือมาเกลี่ยผมให้โดยไม่พูดอะไร ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบข้างหู “ถ้าหนาวก็บอกฉันจะหาวิธีคลายอุ่นให้เธอ” “อย่าใช้วิธีเมื่อคืนก็พอค่ะ” เธอตอบพลางหลบสายตาเพราะรู้ว่ารนอายุมากกว่าต้องวนเข้าเรื่องอย่างว่า “หึ..แสดงว่าเริ่มตามฉันทันแล้วล่ะสิ” เขายิ้มร้ายก่อนจะกระชับวงแขนรั้งเธอเข้ามาใกล้จนแนบชิด กลิ่นหอมจาง ๆ จากคอเสื้อของเขาทำให้เธอใจสั่น จุ๊บ! “อื้ออ” คิรินทร์ก้มลงแตะจูบเบา ๆ ที่ขมับเธอ แล้วลากปลายจมูกผ่านแนวแก้มไปอย่างจงใจ “พะ...พอแล้วค่ะเดี๋ยวใครมาเห็น” เธอขยับตัวหนีแต่เขาไม่ยอมปล่อย “จะมีใครขึ้นมานอกจากเธอกับฉัน” คำตอบนั้นทำให้มินตราใจเต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะ เธอหลับตาอย่างพยายามกลั้นความรู้สึก แต่ริมฝีปากของเขากลับประทับลงอย่างแผ่วเบาที่สันกราม ไล้ลงมาจนถึงลำคอ มือของเขาไล้ไปตามแนวแขนของเธอ ก่อนจะประคองใบหน้าเธอขึ้นมาให้สบตาอีกครั้ง ดวงตาของเขาในแสงแดดยามบ่ายเข้มลึกจนเธอไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป “อยู่เฉย ๆ นะ ฉันแค่อยากทำให้แน่ใจว่าเธอรู้สึกเหมือนฉัน” แล้วจูบของเขาก็ซ้อนทับลงมาแนบแน่นและซื่อตรงต่อความรู้สึกที่ไม่มีชื่อเรียก แต่กำลังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวินาทีที่พวกเขาอยู่ใกล้กัน มินตรารู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนในน้ำหนักสัมผัสของเขา ทุกอย่างช้าแต่ลึกซึ้ง เหมือนคลื่นทะเลที่ซัดเข้าหาฝั่งไม่รู้จบ เขาใช้ปลายนิ้วลูบไล้ผิวเนียนใต้ชายเสื้อที่ค่อย ๆ ถูกปลดออก ทีละกระดุม ทีละชั้น “ฉันจะไม่รีบร้อน ขอแค่ให้เธอรับรู้” คิรินทร์กระซิบชิดริมฝีปากเธอ เขาจูบเธออีกครั้งนุ่มลึกและจงใจชะลอทุกจังหวะจนหัวใจเธอสั่นระรัว เธอวางมือลงบนอกเขา รับรู้ถึงจังหวะเต้นการเต้นของหัวใจที่แรงพอๆ กับของเธอ ชุดเดรสของเธอหลุดจากบ่าเผยผิวขาวนวลที่สะท้อนแสงแดดทะเลอ่อน ๆ เขาก้มลงจูบไหล่ของเธออย่างหลงใหล แล้วไล่จูบขึ้นมาตามแนวลำคอระหง ไล้ริมฝีปากอย่างระมัดระวัง มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังเธอเบา ๆ ลมหายใจร้อนของเขาเป่ารดต้นคอ มินตราเผลอครางออกมาเบา ๆ อย่างห้ามไม่ได้ เขาสบตาเธอ ดึงเธอเข้ามาแนบแน่นอีกครั้ง แล้วจูบอย่างแผ่วเบาเป็นรอบที่สาม เขาไม่ได้เร่งเร้าการกระทำ มีเพียงการสัมผัสอย่างเข้าใจและการประสานความสัมพันธ์ ในยามนั้นไม่ได้เกิดจากไฟราคะเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไว้วางใจที่ก่อตัวขึ้นช้า ๆ เสียงคลื่นและสายลมเป็นฉากหลังของการสื่อสารที่ไม่มีคำพูดใดจำเป็น คิรินทร์ลูบไล้เธอทั้งตัวด้วยความอ่อนโยน “มิน” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ ขณะเคลื่อนไหวเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกันกับร่างกายเธอ มินตรารู้สึกเหมือนถูกละลายภายใต้สัมผัสของเขา หัวใจของเธอไม่ได้แค่ถูกกระตุ้นจากร่างกาย หากแต่ถูกโอบไว้ด้วยความรู้สึกที่ล้นปรี่ เขาอยู่เหนือเธอไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งหรืออำนาจ แต่เพราะเขารู้วิธีทำให้เธอเชื่อว่า เขาจะไม่มีวันปล่อยเธอลอยเคว้ง แม้จังหวะจะเร่งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเธอกระซิบครางชื่อเขาซ้ำ ๆ ด้วยเสียงสั่นพร่า แต่เขาก็ยังคงใช้จังหวะหนักแน่นแต่เนิบช้า ให้เธอรู้ว่าเธอมีความสำคัญแค่ไหน เขาสอดประสานมือเข้ากับมือของเธอ บีบแน่นเพียงพอให้รู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ฝัน มินตราเบียดตัวเข้าหาเขาในทุกช่วงการเคลื่อนไหวยกมือคล้องลำคอเขาไว้แล้วดึงเขาลงมาหอมหน้าผากด้วยรอยยิ้มความรักที่ไม่พูดออกมา กำลังสื่อสารผ่านร่างกายทั้งสองเรือนร่าง หลังจากช่วงบ่ายบนเรือที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิด คิรินทร์พามินตรากลับขึ้นฝั่งด้วยท่าทีที่เงียบขรึม แต่แฝงความอ่อนโยนในทุกการกระทำ เสียงเครื่องยนต์เบาของรถยนต์หรูทำลายความเงียบสงบระหว่างทางกลับบ้านเล็กน้อย แต่ในหัวใจของมินตรายังคงวาบไหวไม่หยุด “คุณจะทำแบบนี้กับทุกคนที่เลี้ยงไหมคะ” เธอถามเบา ๆ ระหว่างรถเลี้ยวเข้าเส้นทางส่วนตัว สายตาจับจ้องวิวข้างทางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแนวต้นไม้และสนามหญ้า “หมายถึงอะไร” คิรินทร์ถามกลับโดยไม่ละสายตาจากถนน แต่เสียงทุ้มของเขาเหมือนสะกิดเข้ามาในใจเธอทันที “ดูแลเอาใจใส่ พาไปล่องเรือแบบนั้นน่ะค่ะ” เขาไม่ตอบทันที มีเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากก่อนเขาจะหยุดรถหน้าเพ้นท์เฮ้าส์ “ไม่ใช่ทุกคน และจะไม่มีใครอื่นได้มาผ่อนคลายแบบเธอหรอก” เขาหันมามองเธอด้วยสายตานิ่งลึกมินตราเงียบไป หัวใจเต้นรัวอย่างประหลาด เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นแปลว่าอะไรแน่ แต่ไม่กล้าถามต่อ กลัวจะได้คำตอบที่ต่างจากสิ่งที่เธออยากได้ยิน ในขณะที่เธอกำลังจะเปิดประตูลงจากรถ เสียงโทรศัพท์มือถือของคิรินทร์ก็ดังขึ้น เขาชำเลืองมองเบอร์ที่โชว์บนหน้าจอ แล้วตัดสินใจกดรับสาย “ครับ” เสียงทุ้มต่ำเปลี่ยนไปเล็กน้อย มินตรารู้สึกถึงระยะห่างทันทีโดยไม่ต้องได้ยินปลายสายพูดอะไรเลย “ตอนนี้เหรอ ได้ เดี๋ยวผมเข้าไป” เขากดวางสาย และหันมามองเธออีกครั้ง “...” “ฉันต้องเข้าออฟฟิศด่วน มีเรื่องประชุมกับบอร์ดกะทันหัน” “ค่ะ” “เธอขึ้นไปพักก่อนนะ เดี๋ยวคืนนี้ฉันกลับมา” มินตราพยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้ในใจจะมีคำถามอยู่เต็มไปหมดว่าใครโทรมา ทำไมเขาต้องดูเคร่งเครียดขนาดนั้น เมื่อเขาขับรถจากไป เธอก็ยืนอยู่หน้าประตูบ้านอย่างเงียบ ๆ แสงแดดยามเย็นส่องผ่านใบไม้ตกต้องใบหน้าเธอ ลมเย็นพัดผ่านปลายผมแต่ไม่ได้ช่วยลดความรู้สึกโหวงในอกได้เลย เธอก้าวขึ้นบ้านช้า ๆ นั่งลงบนโซฟาตัวยาวในห้องนั่งเล่น เงียบงัน จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นบ้างเบอร์ที่ขึ้นไม่ใช่คนรู้จัก แต่เมื่อเธอกดรับสายเสียงปลายสายกลับทำให้หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ “เธอคือมินตราใช่ไหม” ปลายสายนั่นเป็นเสียวผู้หญิงที่มินตราไม่คุ้นเคยเลยด้วยซ้ำ “ค่ะ แล้วคุณเป็นใคร?รู้จักเบอร์ฉันได้ยังไง” เธอถามทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นเว้นช่องว่างให้เธอตอบ “หึ ก็แค่อยากเตือนว่า อย่าคิดว่าคุณเป็นคนแรก หรือคนเดียวของคุณคิรินทร์นะ” คำพูดนั้นทำให้เธอเย็นวาบไปทั้งร่าง “ไม่เชื่อก็ ลองไปค้นในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขาสิ อาจมีบางอย่างที่เขาไม่อยากให้เธอเห็น” “อะไร..ดะ..เดี๋ยวสิ!!” ตื้ดๆๆๆๆ แล้วสายก็ถูกตัดไปอย่างไร้เยื่อใยมินตรานั่งนิ่งอยู่นาน เธอควรทำอย่างไรคำพูดเหล่านั้นอาจเป็นเรื่องโกหก อาจมาจากใครบางคนที่ต้องการทำลายความสัมพันธ์ของเธอกับเขา แต่เธออยากรู้ความจริง ในคืนนั้นเมื่อความมืดเข้าครอบคลุมบ้านทั้งหลัง และคิรินทร์ยังไม่กลับมา เธอเดินไปที่ห้องทำงานของเขาอย่างช้า ๆ มือสั่นขณะจับลูกบิดประตู เสียงเปิดลิ้นชักแผ่วเบา แต่หัวใจของเธอดังโครมคราม เธอพบแฟ้มเอกสารบางอย่างซุกไว้ใต้แผ่นเอกสารอื่น ๆ ข้างในมีภาพผู้หญิงคนหนึ่งใบหน้าสวยคม นัยน์ตาดุดัน และภาพเธอกับคิรินทร์ในงานเลี้ยงส่วนตัวที่ถูกแอบถ่ายไว้จากมุมไกล และใต้แฟ้มภาพนั้นมีซองจดหมายแบน ๆ ใบหนึ่ง ที่จ่าหน้าซองว่า ‘ถึงคนที่อยู่ข้างกายฉันไม่ว่าจะวันนี้ พรุ่งนี้ หรืออนาคต’ มินตราชะงักน้ำตารื้นขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ เธอยังไม่ได้เปิดซอง แค่คำจ่าหน้าก็มากพอจะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอกำลังยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างอดีตและอนาคตของชายคนหนึ่ง ทว่า แล้วเสียงรถที่แล่นเข้ามาหน้าบ้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง คิรินทร์กลับมาแล้วเธอควรเก็บซองจดหมายนั้นคืน หรือเปิดมันดี หรือเธอควรถามเขาตรง ๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้มินตราไม่แน่ใจเลยสักอย่าง...บทที่35วันวิวาห์เช้าวันใหม่ของเมืองใหญ่ทอแสงสีทองอ่อนลอดผ่านม่านขาวในห้องสวีทของโรงแรมหรู เสียงหัวเราะคิกคักจากทีมงานแต่งหน้าทำผมดังเป็นระยะ ผสมกับเสียงคลาสสิกที่เปิดคลอเบา ๆ บรรยากาศอบอุ่นแต่แฝงด้วยความตื่นเต้นของวันพิเศษ มินตรานั่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ แสงไฟนวลส่องสะท้อนเงาในกระจกให้เห็นหญิงสาวในชุดคลุมเจ้าสาวสีงาช้าง ผิวขาวนวลยิ่งขับให้ใบหน้าที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยฝีมือช่างดูงดงามขึ้นทุกวินาที เธอมองตัวเองเงียบ ๆ ดวงตากลมค่อย ๆ เอ่อคลอ น้ำตาใสไหลรินโดยไม่รู้ตัว นี่คือฉันจริง ๆ เหรอ ผู้หญิงธรรมดาที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นเมียลับ วันนี้กำลังจะได้สวมชุดเจ้าสาวช่างแต่งหน้าหันมาเห็นยิ้มบาง ๆ “อย่าร้องนะคะ เดี๋ยวเครื่องสำอางเลอะหมด” น้ำเสียงนั้นแฝงความเอ็นดูทำให้มินตรารีบยกมือซับน้ำตาเบา ๆ พลางยิ้มทั้งน้ำตา “ขอโทษค่ะ…แค่ไม่คิดว่าชีวิตจะพามาถึงวันนี้” ในอีกฟากของอาคาร ห้องเจ้าบ่าวเงียบขรึมกว่าเล็กน้อย คิรินทร์ยืนอยู่หน้ากระจกบานเต็มตัว สูทสีดำตัดพิเศษเข้ารูปกอดร่างสูงสง่า ปลายเนกไทเรียบหรูสีเดียวกับผ้าเช็ดอก เขาจัดกระดุมข้อมืออย่างใจเย็น แต่ในแววตาคมกลับสะท้อนความจริงจังแน่วแน่ที่ไม่
บทที่34ว่าที่คุณนายบ้านวัชรเมธาแสงแฟลชสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรู ทุกเลนส์จับจ้องไปยังเวทีที่ชายหนุ่มในสูทเข้มก้าวออกมาเคียงข้างหญิงสาวร่างเล็กในเดรสสีงาช้างเรียบสง่าภาพที่เหมือนประกาศต่อทั้งโลกว่า เธอไม่ใช่เงาอีกต่อไป‘คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศหมั้นกลางงานแถลง!’พาดหัวข่าวออนไลน์กระจายไปแทบจะพร้อมกันทุกสำนักในไม่กี่นาทีหลังเขาเอ่ยประโยคชัดถ้อยคำต่อหน้าสื่อ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมทั่วประเทศ บางกระแสชื่นชมความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มที่ไม่สนเสียงนินทา บางกระแสกลับพุ่งเป้าโจมตีมินตรา “เด็กสาวที่มีอดีตไม่สวยงามจะคู่ควรกับตระกูลใหญ่จริงหรือ”มินตรานั่งข้างเขาบนเก้าอี้สูงของเวทีแถลงข่าว ดวงตากลมโตสั่นไหวเหมือนถูกโหมกระหน่ำด้วยคำถามและแสงแฟลช เธอพยายามประคองสติ มือเล็กกำชายกระโปรงแน่นจนยับย่นนักข่าวหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นถามเสียงดัง “คุณคิรินทร์มั่นใจหรือคะว่าผู้หญิงคนนี้คู่ควรกับการเป็นภรรยาในอนาคตของท่าน”หัวใจมินตราแทบหยุดเต้น คำพูดนั้นเหมือนหอกที่เสียบกลางอกต่อหน้าผู้คนมากมาย เธอยกสายตาขึ้นช้า ๆ แต่ก่อนที่น้ำตาจะเอ่อเต็มขอบตา แขนแข็งแรงของคิรินทร์ก็โอบรอบไหล่เธอแน่นเขาหัน
บทที่33ฉันสนใจแค่เธอกับลูกเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด โลกทั้งใบเหมือนพลิกตลบ ข่าวใหญ่พาดหัวตัวโตติดทุกสื่อ ทุกเว็บไซต์ ทุกหน้าหนังสือพิมพ์ และแทบทุกการสนทนาบนโซเชียล คิรินทร์ วัชรเมธา ประกาศแต่งงาน!ภาพชายหนุ่มในชุดสูทเข้ม สายตาคมมั่นคง จับมือหญิงสาวหน้าหวานขึ้นยืนต่อหน้านักข่าวนับร้อย กลายเป็นภาพไวรัลที่ถูกแชร์ซ้ำไปทั่วประเทศ คลิปคำพูดหนักแน่นว่า “เธอไม่ใช่เมียลับ แต่คือคู่หมั้น และผู้หญิงที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย” ถูกเปิดซ้ำจนแทบทุกคนต้องได้ยิน เสียงชื่นชมดังลั่นในโลกออนไลน์“เขาให้เกียรติเธอมาก นี่สิผู้ชายที่แท้จริง!”“คิรินทร์คือไอดอล แกร่งทั้งธุรกิจและหัวใจ”“ผู้หญิงคนนี้โชคดีที่สุดในโลกแล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน เสียงต่อต้านก็ปะทุไม่แพ้กัน“เสียสติหรือเปล่าจะทิ้งศักดิ์ศรีเพราะผู้หญิงขายตัวคนเดียวงั้นเหรอ”“นี่มันความรักหรือแค่ราคะกันแน่”“ธุรกิจวัชรเมธากำลังจะล่มเพราะผู้หญิงที่ไม่มีค่าในสายตาสังคม” ภายในห้องประชุมบอร์ดบริษัท เสียงถกเถียงดังระงม นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวล ผู้บริหารบางคนถึงกับตบโต๊ะว่าการกระทำของประธานคือการเล่นกับไฟ แต่ก็มีเสียงโต้กลับว่า การยืนหยัด
บทที่32ไม่มีใครกล้าทำไม่มีใครกล้าดำรงชีวิตฉันนอกจากตัวฉันเองเช้าวันถัดมาเมืองทั้งเมืองเหมือนสั่นสะเทือนด้วยเสียงกดแชร์และพาดหัวสีแดงสด บนหน้าหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ข่าว ไปจนถึงโซเชียลเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป‘เมียลับนายทุน! ภาพหลุดยืนยันสัมพันธ์ต้องห้าม’ภาพถ่ายที่ถูกปล่อยออกมาไม่ใช่เพียงเงาลาง ๆ เหมือนก่อน แต่เป็นภาพเก่าที่ถูกขุดขึ้นมินตราในชุดเดรสเรียบง่ายยืนกอดเอกสารหน้าคอนโดหรู ที่มีชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทเข้มเดินตามหลังอยู่ แม้ใบหน้าของคิรินทร์จะหันข้าง แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าคือเขาไม่เพียงเท่านั้น บทความยังมีคำให้สัมภาษณ์จากแหล่งข่าววงใน ที่ระบุว่าเด็กสาวคนนี้ถูกเลี้ยงดูมานานเกือบปี อยู่เพนต์เฮาส์เดียวกับท่านประธาน และได้รับสิทธิพิเศษเกินกว่าผู้หญิงคนไหนทุกถ้อยคำเหมือนหอกแหลมแทงลงกลางอกมินตรา เธอนั่งตัวสั่น มือเล็กกำโทรศัพท์จนแน่น น้ำตาไหลรินไม่หยุด ความจริงที่ควรถูกปกปิดกลับถูกฉีกออกมาให้โลกทั้งโลกเห็น“ทำไมต้องเป็นตอนนี้” เธอพึมพำเสียงสั่น หัวใจบีบรัดเหมือนจะหยุดเต้น เธอเดินถอยไปพิงผนังเย็นเฉียบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้น หายใจถี่รัว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บ
บทที่31อบอุ่นหัวใจแสงอาทิตย์อ่อนยามเช้าทอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องนอน เพนต์เฮาส์ที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและสัมผัสเร่าร้อน ตอนนี้กลับเงียบสงบ มีเพียงเสียงนกไกล ๆ และเสียงลมพัดกระทบกระจกสูง มินตราขยับเล็กน้อยในอ้อมแขนที่โอบรัดไว้แน่น ร่างกายยังอ่อนล้า แต่ความอบอุ่นจากอกกว้างทำให้เธอไม่อยากลืมตาขึ้นเลย กลิ่นหอมอุ่นแบบผู้ชายของคิรินทร์ยังคงติดอยู่ตามปลายจมูก และเสียงหัวใจเต้นหนักแน่นใต้แผ่นอกหนานั้นทำให้เธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในความฝันคิรินทร์ตื่นก่อนแล้ว ดวงตาคมมองใบหน้าหวานที่ซุกแนบอกเขาอย่างไว้ใจ เส้นผมยุ่งเล็กน้อยปรกแก้มเนียน แก้มแดงเรื่อราวกับผลไม้สุก เขายกมือหนาขึ้น เกลี่ยเส้นผมออกอย่างเบามือ แล้วกดจูบลงบนหน้าผากเล็ก ๆ นั้นโดยไม่ลังเล“เช้าแล้วนะ” เสียงทุ้มพร่าเอ่ยชิดหูมินตราคลายเปลือกตาช้า ๆ ดวงตากลมโตพร่าไหวจากแสง เธอขยับเล็กน้อยเหมือนจะซ่อนหน้าลงในอกเขา “ให้หนูหลับอีกนิดได้ไหมคะ” เสียงแผ่วอ้อนเบาเหมือนเด็ก คิรินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ แขนแข็งแรงกระชับกอดแน่นขึ้น “เธอจะนอนต่อก็ได้ แต่ฉันไม่รับปากว่าจะไม่กวน” น้ำเสียงเจือแกล้ง แต่แววตาที่ทอดมองเธอกลับเต็มไปด้วยความอ่
บทที่30สัญญาใจแสงไฟสีส้มอุ่นในห้องนอนเพนต์เฮาส์ทอดเงาลงบนผ้าปูเตียงสีขาวสะอาด มินตรานั่งพิงหัวเตียง ใบหน้ายังแดงเรื่อจากคราบน้ำตาที่เพิ่งแห้งไป เธอไม่ได้ขยับหนีเมื่อร่างสูงใหญ่ค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ คิรินทร์จ้องเธอด้วยสายตาคมเข้มปนอบอุ่น แววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่เหมือนคำสัญญาที่เพิ่งหลุดออกจากปากเขา มือหนาเอื้อมขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ปรกแก้มออกอย่างแผ่วเบา นิ้วโป้งไล้ผ่านผิวแก้มเนียนราวกับกำลังปลอบโยน “เธอยังกลัวฉันอยู่ไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดริมฝีปาก มินตราส่ายหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตไหววูบ แต่กลับสบตาเขาโดยไม่หลบ มือเล็กกำชายเสื้อไว้แน่นเหมือนพยายามหาที่พึ่ง “ฮึกก”คิรินทร์ก้มลงช้า ๆ ริมฝีปากหยักแตะสัมผัสแรกที่มุมปากเธอ อ่อนโยนราวกับกลัวว่าแรงเกินไปจะทำให้เธอแตกสลาย มินตราหลับตาแน่น รับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ จ้วบบ!จูบแรกที่แผ่วเบาค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น ริมฝีปากหนากดแนบแน่นกว่าเดิม ลมหายใจทั้งคู่สอดประสาน มินตรารู้สึกถึงแรงเต้นหัวใจตัวเองที่ดังจนแทบกลบเสียงรอบข้าง เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ ราวกับเชิญชวน จนเธอเผลอเผยอปากรับในที่สุด และทันใดนั้น ลิ้นร้อนของเขาก็แทรกเข้ามาชิมควา
บทที่14ที่พึ่งพิงเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์สงบลงเมื่อเท้าของมินตราแตะพื้นฮอลิโพลของโรงพยาบาลเอกชนใจกลางกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเครื่องแบบรีบมารับทันที หญิงสาวอยากวิ่งไปยังแผนกฉุกเฉิน แต่ฝ่ามืออบอุ่นกลับคว้ามือเธอไว้ ไม่ใช่เพื่อห้าม หากแต่ให้เธอใช้บัตรVIPที่เขาให้เลขาคนสนิทเร่งเอามาให้“ใช้บ
ตอนที่13จะไม่ปล่อยมือเสียงคลื่นยังคงซัดสาดบางเบาในยามค่ำ ขณะที่ในห้องโดยสารของเรือยอชต์มีความร้อนแรงของร่างกายทั้งสองยังไม่ทันจางหายไปมินตรานอนหอบไออุ่นอยู่ใต้ผ้าห่ม มือเล็กยังสั่นไหวเพราะความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ริมฝีปากเธอแดงช้ำเล็กน้อยจากจูบที่ลากยาว และดวงตาเยิ้มหวานยังจ้องเขาไม่วางค
บทที่12หนูขออยู่บนนะคะบนห้องนอนบนเรือยอชต์ขนาดใหญ่ที่ยังทอดลำอยู่กลางทะเล มินตราขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมแขนแข็งแรงของชายหนุ่มที่นอนแนบข้าง แผ่นอกแน่นตึงของคิรินทร์ขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอพร้อมกับลมหายใจที่อุ่นนุ่มแนบข้างแก้มของเธอกลิ่นหอมสะอาดจากกายเขายังติดอยู่ที่ปลายจมูก และเธอก็ไม่มีเจตนาจะผละออก
บทที่11คุณคิรินทร์กินแซ่บอากาศในห้องเพนต์เฮาส์เย็นเฉียบจากแอร์ที่ทำงานเต็มกำลัง แต่อุณหภูมิภายในร่างกายของคนสองคนกลับตรงกันข้ามมินตราซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีครีม ร่างกายเปลือยเปล่าแนบชิดแผ่นอกหนา เสียงลมหายใจของคิรินทร์สม่ำเสมอและหนักแน่น แต่อ้อมแขนยังคงกอดกระชับไม่ปล่อยราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป“คุณ







