Se connecterบทที่ 3: แม่มะลิ
กระดาษเอสี่สีขาวสะอาดถูกเลื่อนข้ามโต๊ะกระจกใสไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจขนส่งของประเทศ
กุญชรหลุบตาลงมองแผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรพิมพ์ด้วยหมึกสีดำเรียงรายเป็นข้อๆ อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเลื่อนสายตากลับขึ้นมาสบกับดวงตากลมโตที่กำลังจ้องมองเขาเขม็งราวกับแม่เสือที่พร้อมจะกางเล็บข่วนหากเขาขยับตัวผิดองศา พลันเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำถามเธออย่างราบเรียบ
"นี่คืออะไร"
"กฎของการอยู่ร่วมบ้านค่ะ" มะลิลากอดอก เหยียดกระดูกสันหลังจนสุดเพื่อดึงเอาความมั่นใจทั้งหมดที่มีออกมาประจันหน้ากับเขา "มะลิจะย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นแค่สามเดือน ระหว่างที่รอเงินจากการขายคอนโดและเคลียร์ปัญหาบัญชีของบริษัทให้เรียบร้อย และในเมื่อเราต้องอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน มะลิก็ต้องการขอบเขตที่ชัดเจน"
สามวันแล้วนับตั้งแต่วันที่ธนาหายตัวไปพร้อมกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ มะลิลาวิ่งเต้นจัดการปัญหาจนแทบไม่มีเวลานอน เธอตัดสินใจขายคอนโดหรูของตัวเองในราคาที่ต่ำกว่าทุนเพื่อแลกกับเงินสดก้อนแรกนำไปปิดปากเสี่ยวิชัย ทำให้รอดพ้นจากการถูกอายัดบัญชีบริษัทมาได้อย่างฉิวเฉียด แต่เธอก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียที่พักอาศัยของตัวเองไป
และทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่และสมเหตุสมผลที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์ ก็คือการกลืนน้ำลายตัวเองแล้วกลับไปซุกหัวนอนในบ้านที่มีชื่อเธอเป็นเจ้าของร่วม
...บ้านของอดีตสามี
กุญชรหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยท่าทางผ่อนคลายราวกับกำลังอ่านรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ก่อนที่มะลิลาจะเริ่มอธิบายข้อความบนกระดาษด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ข้อหนึ่ง...ห้ามส่งคนคอยติดตามหรือรายงานความเคลื่อนไหวของมะลิ ไม่ว่าจะไปที่ไหนหรืออยู่กับใคร"
“อืม...”
"ข้อสอง...ห้ามตั้งคำถามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว โดยเฉพาะเรื่องเวลาเข้าออกบ้าน ข้อสาม...ห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับปัญหาของ Mali Atelier ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม หากมะลิไม่เป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือ"
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่ออ่านถึงข้อที่สาม แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากขัด ปล่อยให้เธออ่านต่อ
"ข้อสี่ ห้ามเสนอเงินหรือใช้เส้นสายของเฮียมาช่วยแก้ปัญหาให้มะลิลับหลังเด็ดขาด"
“อืม”
"ข้อห้า...เราจะแยกห้องนอนกันอย่างเด็ดขาด” หญิงสาวสูดลมหายใจลึกเมื่อเข้าสู่ข้อตกลงที่สำคัญที่สุด “และข้อสุดท้าย...ห้ามแตะต้องตัวมะลิเกินความจำเป็น ไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น"
หลังจากร่ายยาวจนจบ มะลิลาก็เตรียมตัวโต้แย้งคำทัดทานของอีกฝ่ายไว้ในหัวเป็นสิบประโยค เพราะรู้ดีว่าผู้ชายที่คุ้นชินกับการเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างในจักรวาลของตัวเองอย่างกุญชรจะต้องพ่นลมหายใจเยาะเย้ย หรือไม่ก็ฉีกกระดาษแผ่นนี้ทิ้งต่อหน้าเธอ ด้วยเขาไม่มีทางยอมรับข้อตกลงที่ลิดรอนอำนาจของเขาจนหมดสิ้นแบบนี้แน่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามกับทุกภาพที่เธอจำลองไว้ในหัว เพราะกุญชรไม่ได้ฉีกกระดาษทิ้ง หรือแม้แต่จะขมวดคิ้วด้วยซ้ำ นอกเสียจากจะเอื้อมมือไปหยิบปากกาหมึกซึมด้ามเก่งที่วางอยู่บนโต๊ะ ปลดปลอกปากกาออก แล้วจรดปลายแหลมลงบนช่องว่างด้านล่างสุดของกระดาษเพื่อเซ็นชื่อตัวบรรจงลงไปบนกฎเหล็กหกข้อของอดีตภรรยาอย่างง่ายดาย
"เสร็จแล้ว" กุญชรเลื่อนกระดาษกลับคืนไปตรงหน้าเธอ พร้อมกับวางปากกาลง "มีข้อเจ็ด ข้อแปด เพิ่มอีกไหม เฮียจะได้เซ็นทีเดียว"
มะลิลามองลายเซ็นบนกระดาษสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยของเขา พลางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจที่ไม่อาจปิดบัง ทำเอาอาการเตรียมพร้อมรบเมื่อครู่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศเหมือนคนที่ง้างหมัดสุดแรงแต่ศัตรูกลับโยนอาวุธทิ้งแล้วเดินหนี
"เฮีย...จะไม่อ่านทวนหน่อยเหรอคะ" เธอถามเสียงแผ่ว ความหงุดหงิดก่อตัวขึ้นมาแปลกๆ เมื่อพบว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกทำให้เสียจังหวะ
หากแต่กุญชรทำเพียงประสานมือวางไว้บนโต๊ะ แล้วกระตุกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่มองแทบไม่เห็น
"ถ้าเฮียเถียง แล้วมะลิบอกว่าถ้างั้นก็ไม่ต้องตกลง แล้วสะบัดหน้าหนีไปเช่าห้องรูหนูอยู่...เฮียก็ไม่เถียง"
คำตอบที่ตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งความพยายามจะเอาชนะ ทำเอามะลิลาถึงกับพูดไม่ออก
เขาไม่ได้ยอมแพ้เพราะเขาอ่อนแอ แต่เขายอมถอยเพราะเขารู้ว่าเป้าหมายสูงสุดคืออะไร...กุญชรกำลังเรียนรู้ที่จะเล่นเกมยาวที่เขาไม่ต้องชนะในทุกบทสนทนา ขอเพียงแค่ผลลัพธ์สุดท้ายคือการมีเธออยู่ในระยะสายตาก็พอ
"มะลิเอาไปถ่ายสำเนาเก็บไว้คนละชุดก็แล้วกันค่ะ" หญิงสาวรีบดึงกระดาษกลับมาพับใส่กระเป๋า พยายามซ่อนความว้าวุ่นในใจ "เย็นนี้มะลิจะย้ายของเข้าไป รบกวนเฮียสั่งให้แม่บ้านเปิดห้องนอนแขกที่ปีกซ้ายให้มะลิด้วยนะคะ"
"ไม่ต้องหรอก" กุญชรตอบกลับทันที "มะลิไปใช้ห้องนอนใหญ่เหมือนเดิมนั่นแหละ เฮียย้ายของตัวเองออกมานอนห้องปีกขวาตั้งแต่สามปีที่แล้ว ห้องนั้นเป็นของมะลิ"
มะลิลาเม้มริมฝีปาก เธออยากจะค้าน แต่เมื่อนึกถึงเหตุผลเรื่องความสะดวกในการจัดเก็บเสื้อผ้าและข้าวของที่คุ้นเคย เธอก็เลือกที่จะพยักหน้ารับ
"เข้าใจแล้วค่ะ งั้นเจอกันตอนเย็น"
สิ้นเสียง ร่างบางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องทำงานของเขาไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในหัวของเธอตีกันวุ่นวายไปหมด
ผู้ชายที่ยอมเซ็นรับทราบกฎทุกข้อโดยไม่ปริปากบ่น คือคนเดียวกับคนที่เคยส่งบอดี้การ์ดตามติดเธอทุกฝีก้าวจนเธอแทบหายใจไม่ออกจริงๆ หรือ?
เรื่องนี้มันบ้าบอชะมัดเลย!
คฤหาสน์หลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นคลาสสิกที่ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่าห้าไร่ชานเมืองยังคงตั้งตระหง่านอย่างเงียบสงบในยามเย็น
รถเอสยูวีคันกะทัดรัดของมะลิลาแล่นผ่านประตูรั้วอัลลอยด์บานใหญ่เข้ามาจอดเทียบที่หน้ามุข ทำให้พนักงานรักษาความปลอดภัยและคนสวนต่างค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อมราวกับว่าเธอไม่เคยจากสถานที่แห่งนี้ไปไหนในฐานะ ‘นายหญิง’
หญิงสาวก้าวลงจากรถ มองดูตัวอาคารสีขาวสะอาดตาที่ถูกล้อมรอบด้วยแมกไม้ร่มรื่น พลันความทรงจำในอดีตก็พุ่งเข้ามาในหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันที่เธอย้ายเข้ามาที่นี่วันแรกในฐานะเจ้าสาวป้ายแดง...กุญชรอุ้มเธอข้ามธรณีประตูหน้าบ้านทั้งที่เธอร้องโวยวายว่ามันเป็นธรรมเนียมโบราณคร่ำครึ
‘โบราณที่ไหน บ้านใหม่ก็ต้องเอาเมียเข้าก่อนสิ ของอย่างอื่นค่อยตามมาทีหลัง’
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของเขาในวันนั้นยังคงชัดเจนอยู่ในลิ้นชักความทรงจำของเธอเสมอ
"ให้ผมช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปบนห้องไหมครับคุณมะลิ"
แต่แล้ว เสียงของลูกน้องคนสนิทของกุญชรก็ดึงเธอให้หลุดจากอดีต
"ไม่เป็นไรค่ะ มะลิมีกระเป๋าแค่สองใบ ยกเองได้ ขอบคุณมากนะคะ"
เธอยิ้มตอบและปฏิเสธอย่างสุภาพ ก่อนลากกระเป๋าเดินทางสองใบเข้าไปในตัวบ้าน
ทุกอย่างในบ้านยังคงถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งเดิมเป๊ะ ทั้งโซฟาหนังสีน้ำตาลตัวใหญ่ แจกันคริสตัลบนโต๊ะรับแขก แม้กระทั่งภาพวาดสีน้ำมันที่เธอเป็นคนเลือกซื้อมาประดับผนังก็ยังคงแขวนอยู่ที่เดิม
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ยกเว้นรูปคู่ในวันแต่งงานที่เคยแขวนอยู่บนผนังห้องรับแขก...ตอนนี้มันได้หายไปแล้ว
หญิงสาวก้าวขึ้นบันไดวนที่ปูด้วยพรมสีครีม มุ่งหน้าตรงไปยังห้องนอนมาสเตอร์ที่อยู่สุดโถงทางเดินชั้นสอง ก่อนจะผลักบานประตูไม้สีเข้มเข้าไปช้าๆ
ภายในห้องนอนกว้างขวางยังคงสะอาดสะอ้านและได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม เตียงคิงไซส์ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีขาวเรียบตึง โต๊ะเครื่องแป้งของเธอไม่มีฝุ่นเกาะแม้แต่นิดเดียวประหนึ่งบรรยากาศในห้องเหมือนถูกสตัฟฟ์เอาไว้ตั้งแต่วันที่เธอเดินจากไป
มะลิลาลากกระเป๋าเข้าไปเก็บในห้องแต่งตัวแบบวอล์กอินโคลเซต เธอเปิดตู้เสื้อผ้าฝั่งที่เคยเป็นของตัวเองเพื่อจะจัดเรียงเสื้อผ้า แต่แล้วสองมือก็ชะงักค้างเมื่อเห็นว่าตู้เสื้อผ้าฝั่งของเธอไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คิด เพราะยังคงมีชุดนอนผ้าซาตินตัวเก่าสองสามชุดที่เธอไม่ได้เก็บไปด้วยในวันหย่าแขวนเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอตกตะลึง...เพราะสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด คือเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทตัวใหญ่ของกุญชร ที่ถูกแขวนแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างชุดนอนของเธอ
เสื้อเชิ้ตตัวนั้นไม่ใช่เสื้อใหม่ มันดูคุ้นตาเสียจนเธอจำได้ว่ามันคือเสื้อตัวโปรดที่เขาชอบใส่ในวันหยุดพักผ่อน
"ห้องตัวเองมีตั้งกว้าง ทำไมต้องเอาเสื้อมาแขวนทิ้งไว้ตรงนี้ด้วย" เธอพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ
"ก็...ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน"
แต่แล้วเสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำเอามะลิลาสะดุ้งสุดตัว เธอหมุนตัวขวับกลับไปมอง และพบว่ากุญชรที่สวมเสื้อยืดคอวีสีเทาสบายๆ กับกางเกงวอร์มขายาวกำลังยืนพิงกรอบประตูห้องแต่งตัวอยู่
"มาตั้งแต่เมื่อไรคะ ทำไมไม่ให้สุ้มให้เสียง" เธอถามเสียงเขียว พยายามซ่อนความตกใจ
"มาทันได้ยินคนบ่นเรื่องเสื้อ" เขายักไหล่ ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาใกล้ "ตอนย้ายของไปห้องปีกขวา เฮียลืมเสื้อตัวนี้ไว้ พอแม่บ้านซักเสร็จก็เอามาแขวนคืนที่ตู้ฝั่งเฮีย แต่ตู้เฮียมันว่างไปหมดแล้ว...เฮียเห็นชุดนอนมะลิแขวนอยู่เหงาๆ ก็เลยเอาไปแขวนเป็นเพื่อน"
เป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นและข้างๆ คูๆ ที่สุดเท่าที่นักธุรกิจระดับพันล้านจะคิดออกได้ ทำเอามะลิลามองหน้าเขาอย่างจับผิด
"บ้านมีตั้งหลายสิบห้อง ตู้เสื้อผ้าฝั่งเฮียก็กว้างจนลงไปนอนได้ เฮียจะบอกว่าไม่มีที่แขวนเสื้อเชิ้ตตัวเดียวเนี่ยนะคะ"
"อืม" เขาตอบรับสั้นๆ หน้าตาย "คงเป็นความผิดแม่บ้านที่จัดของไม่เป็นระเบียบ เดี๋ยวเฮียเอาออกให้ก็แล้วกัน"
ว่าพลางเอื้อมมือไปปลดไม้แขวนเสื้อที่แขวนเชิ้ตสีดำตัวนั้นออก หากแต่จังหวะที่เขาวาดแขนผ่านหน้าเธอ กลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาที่เป็นกลิ่นของไม้สนผสมกับความสดชื่นที่เย็นยะเยือกก็ลอยมากระทบจมูก...มันเป็นกลิ่นที่เธอเคยซุกหน้าดมจากแผงอกกว้างนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
ซึ่งเมื่อกุญชรดึงเสื้อตัวนั้นออกไปแล้ว พื้นที่ว่างเปล่าที่ถูกทิ้งก็ทำให้มะลิลารู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาดอย่างที่เขาว่าจริงด้วย
"ขาดเหลืออะไรก็บอกแม่บ้านได้เลยนะ คืนนี้ล็อกห้องให้เรียบร้อยด้วย"
เขาเอ่ยบอกขณะหมุนตัวเดินกลับออกไป มะลิลามองแผ่นหลังกว้างที่เดินลับออกจากห้องไป ก่อนความรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องจะเริ่มทำงานอีกครั้ง
เขาทำตามกฎอย่างเคร่งครัด...ไม่ก้าวก่าย ไม่ล้ำเส้น และยอมรับทุกคำสั่งของเธอ
แต่ทำไม...การที่เขาทำตัวเป็น 'ผู้อาศัยร่วมบ้านที่แสนดี' ถึงได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าการที่เขาทำตัวบ้าอำนาจเสียอีก!
เข็มนาฬิกาบนผนังห้องนอนชี้บอกเวลาตีสองครึ่ง...มะลิลาพลิกตัวไปมาบนเตียงคิงไซส์ที่เคยกว้างขวางพอดี แต่คืนนี้มันกลับดูกว้างใหญ่จนน่าใจหาย มิหนำซ้ำ ผ้าปูที่นอนเนื้อละเอียดก็ไม่ได้ช่วยให้เธอหลับสบายขึ้นเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเอาแต่เบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิด ขณะที่สมองทำงานอย่างหนักราวกับเครื่องจักรที่ไม่มีปุ่มปิดภาพใบหน้าของธนาตอนที่ยิ้มให้เธอ...ภาพตัวเลขยี่สิบแปดล้านบาทที่หายไปจากบัญชี...ภาพใบแจ้งหนี้จากเสี่ยวิชัย ทุกอย่างหมุนวนปะปนกันจนหัวแทบระเบิดสามปีที่ผ่านมา เธอคิดว่าตัวเองจัดการชีวิตได้ดีมาตลอด เธอสร้าง Mali Atelier จนเป็นที่รู้จัก มีรายได้ที่มั่นคง มีคนรักที่ดูเหมือนจะเข้าใจเธอทุกอย่าง แต่เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอิสรภาพที่เธอคิดว่าครอบครองอยู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา และสุดท้าย เธอก็ต้องหอบร่างที่บอบช้ำกลับมาซ่อนตัวอยู่ในอาณาเขตของผู้ชายที่เธอเคยผลักไสมะลิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลันผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วเสยผมที่ปรกหน้าออกอย่างหงุดหงิด อาการนอนไม่หลับทำให้คอแห้งผาก หญิงสาวตัดสินใจตวัดผ้าห่มออกจากตัว สอดเท้าเข้ากับรองเท้าสลิปเปอร์นุ่มนิ่ม แล้วเดินออกจากห้องนอ
บทที่ 3: แม่มะลิกระดาษเอสี่สีขาวสะอาดถูกเลื่อนข้ามโต๊ะกระจกใสไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจขนส่งของประเทศกุญชรหลุบตาลงมองแผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรพิมพ์ด้วยหมึกสีดำเรียงรายเป็นข้อๆ อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเลื่อนสายตากลับขึ้นมาสบกับดวงตากลมโตที่กำลังจ้องมองเขาเขม็งราวกับแม่เสือที่พร้อมจะกางเล็บข่วนหากเขาขยับตัวผิดองศา พลันเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำถามเธออย่างราบเรียบ"นี่คืออะไร""กฎของการอยู่ร่วมบ้านค่ะ" มะลิลากอดอก เหยียดกระดูกสันหลังจนสุดเพื่อดึงเอาความมั่นใจทั้งหมดที่มีออกมาประจันหน้ากับเขา "มะลิจะย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นแค่สามเดือน ระหว่างที่รอเงินจากการขายคอนโดและเคลียร์ปัญหาบัญชีของบริษัทให้เรียบร้อย และในเมื่อเราต้องอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน มะลิก็ต้องการขอบเขตที่ชัดเจน"สามวันแล้วนับตั้งแต่วันที่ธนาหายตัวไปพร้อมกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ มะลิลาวิ่งเต้นจัดการปัญหาจนแทบไม่มีเวลานอน เธอตัดสินใจขายคอนโดหรูของตัวเองในราคาที่ต่ำกว่าทุนเพื่อแลกกับเงินสดก้อนแรกนำไปปิดปากเสี่ยวิชัย ทำให้รอดพ้นจากการถูกอายัดบัญชีบริษัทมาได้อย่างฉิวเฉียด แต่เธอก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียที่พักอาศั
สำนักงานกฎหมายของภูผาตั้งอยู่บนตึกระฟ้าใจกลางย่านสาทร ซึ่งการตกแต่งเน้นโทนสีขาวและกระจกใส แตกต่างจากสำนักงานใหญ่ของกลุ่มอัครพิทักษ์ที่เน้นความขรึมขลังและดุดันอย่างสิ้นเชิงและเมื่อมะลิลาผลักประตูห้องประชุมชั้นสามเข้าไป เธอคาดหวังว่าจะพบเพียงทนายความหนุ่มนั่งรออยู่พร้อมกับกองแฟ้มเอกสาร แต่เธอกลับคิดผิดเมื่อเห็นว่าที่หัวโต๊ะกระจกตัวยาวมีกุญชรในชุดสูทสีเทาเข้มกำลังนั่งไขว่ห้าง มือหนึ่งถือแก้วกาแฟดำ อีกมือหนึ่งกำลังเลื่อนดูข้อมูลบนหน้าจอแท็บเล็ต ส่วนภูผายืนอยู่ด้านข้าง คอยชี้แจงรายละเอียดบางอย่างด้วยท่าทางเคร่งเครียดซึ่งเมื่อทั้งสองได้ยินเสียงประตูเปิด ผู้ชายทั้งสองคนก็หันมามอง ทำเอามะลิลาชะงักฝีเท้า ก่อนความรู้สึกอึดอัดจะก่อตัวขึ้นในช่องท้องด้วยเธอไม่คิดว่าจะเจออดีตสามีที่นี่เขาเพิ่งบอกว่าถ้าเธอจ้างทนายของเขา เขาจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว แล้วทำไมเขาถึงมานั่งวางอำนาจเป็นประธานในห้องประชุมนี้ได้?"สวัสดีครับคุณมะลิ เชิญนั่งครับ" ภูผาเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ พร้อมกับผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกุญชรมะลิลาจึงละทิ้งความคิดนั้นแล้วเดินเข้าไปนั่งลงอย่างระมัดระวัง พลางปรายตามองกุญชรแวบหนึ่ง แต่ชายหน
บทที่ 2: โชคชะตาเล่นตลกเสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ปลดล็อกตู้เซฟดังขึ้นพร้อมกับหัวใจของมะลิลาที่หล่นวูบลงไปกองอยู่แทบเท้า เพราะทันทีที่บานประตูเหล็กนิรภัยที่ซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้าแบบบิลต์อินเปิดอ้าออก หญิงสาวก็รีบทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม ยื่นมือสั่นเทาไปดึงแฟ้มเอกสารทุกชิ้นออกมาเทกองรวมกัน ทั้งพาสปอร์ต สมุดบัญชีเงินฝากส่วนตัว สูติบัตรทุกอย่างยังอยู่ครบตามที่มันควรจะเป็น ยกเว้น...ซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มที่มีตราประทับของกรมที่ดินที่หายไป!มะลิลากวาดสายตามองเข้าไปในความว่างเปล่าของตู้เซฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังเพียงว่าสายตาของตนเองจะพร่ามัวจนมองข้ามมันไป เธอรื้อค้นข้าวของในตู้เสื้อผ้า ดึงลิ้นชักทุกบานออกมาจนข้าวของหล่นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นห้องนอน แต่ความจริงก็ยังคงเป็นความว่างเปล่าเช่นเดิม ทำเอาเธอหวนคิดถึงคำเตือนของกุญชรขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม‘มันไม่ได้เอาไปแค่เงิน แต่มันเอาเอกสารสิทธิที่ดินของมะลิไปด้วย’ตอนแรกที่ได้ยิน เธอพยายามหลอกตัวเองว่ากุญชรอาจจะแค่ข่มขู่ให้เธอหวาดกลัว เพราะโฉนดที่ดินฉบับจริงยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในตู้นิรภัยของธนาคารพาณิชย์ ไม่มีใครสามารถนำมันไปทำธุรกรรมใด
วินาทีนั้น หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าอากาศในห้องเหมือนถูกสูบออกไปจนหมด มะลิลารู้สึกหน้ามืด วิงเวียนคล้ายจะอาเจียน เพราะสิ่งที่ธนาทำมันไม่ใช่แค่การขโมยเงิน แต่มันคือการจงใจฝังกลบชีวิตเธอให้ตายทั้งเป็นหนี้สินเกือบสี่สิบล้านบาทที่งอกขึ้นมาในชั่วข้ามคืน กับเจ้าหนี้นอกระบบที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงทวงหนี้ทุกเมื่อ...ผู้ชายที่เธอนอนร่วมเตียงและกำลังจะหมั้นหมายด้วยในวันพรุ่งนี้ กล้าทำเรื่องโหดเหี้ยมขนาดนี้กับเธอได้อย่างไร!?กุญชรมองผู้หญิงที่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่ตรงข้าม พลางกำมือเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะจนเส้นเลือดปูดโปน สัญชาตญาณเดิมในตัวเขาร้องตะโกนให้ส่งคนไปลากคอไอ้สวะนั่นมากระทืบให้จมดิน แล้วเซ็นเช็คจ่ายหนี้ทั้งหมดแทนเธอซะนั่นคือสิ่งที่เฮียช้างในอดีตจะทำโดยไม่ลังเล...เพราะเขาจะสวมบทอัศวินขี่ม้าขาว เข้าไปจัดการปัญหาทุกอย่างให้เธอ แล้วคาดหวังให้เธอสำนึกบุญคุณและยอมอยู่ในโอวาทแต่สามปีที่สูญเสียเธอไปสอนบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตให้เขา เขาได้เรียนรู้แล้วว่าการเข้าไปแทรกแซงและแก้ปัญหาแทนเธอโดยไม่ถามความสมัครใจ คือสิ่งที่ผลักเธอออกไปจากชีวิตเขา ซึ่งเขาตั้งใจว่า...จะไม่ทำมันอีกเพราะอย่างนั้น กุญชรจึงได้
บทที่ 1: ผัวเก่าที่เหม็นขี้หน้าเสียงส้นสูงสีดำขนาดสามนิ้วกระแทกพื้นดังก้องไปทั่วโถงทางเดินชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ของกลุ่มธุรกิจอัครพิทักษ์และเจ้าของเสียงนั้นก็คือมะลิลาที่ก้าวเดินอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าตรงไปยังบานประตูบานใหญ่สุดทางเดินโดยไม่สนใจสายตาตกตะลึงของพนักงานหลายคนที่เดินสวนไปมา กระทั่งชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูห้องทำงานประธานกรรมการขยับตัวเข้าขวางตามสัญชาตญาณ แต่พอเห็นชัดเจนว่าผู้หญิงที่พุ่งพรวดเข้ามาคือใคร พวกเขาก็ชะงัก ก่อนที่ ชายคนหนึ่งจะหลุดสรรพนามเก่าออกมาด้วยความเคยชิน แล้วรีบเปลี่ยนคำเรียกเมื่อเห็นสายตาเย็นเยียบของหญิงสาว"ซ้อ...เอ้ย คุณมะลิ""ฉันต้องการพบเฮีย หลีกทาง"มะลิลาออกคำสั่งอย่างทรงอำนาจในแบบที่คนที่เคยยืนเคียงข้างเจ้าพ่อโลจิสติกส์มาหลายปีเท่านั้นถึงจะทำได้ และนั่นก็ทำให้ลูกน้องเก่าทั้งสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะแม้พวกเธอจะหย่าขาดจากเจ้านายมาถึงสามปีแล้ว แต่คนวงในต่างรู้ดีว่าใครก็ตามที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้มีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บ จะต้องเจอกับนรกขุมไหน"แต่เฮียช้างกำลังตรวจเอกสารสำคัญอยู่ครับ คุณมะลิรอสักครู่ เดี๋ยวผมเข้าไปเรียนเฮี







