Mag-log inเข็มนาฬิกาบนผนังห้องนอนชี้บอกเวลาตีสองครึ่ง...
มะลิลาพลิกตัวไปมาบนเตียงคิงไซส์ที่เคยกว้างขวางพอดี แต่คืนนี้มันกลับดูกว้างใหญ่จนน่าใจหาย มิหนำซ้ำ ผ้าปูที่นอนเนื้อละเอียดก็ไม่ได้ช่วยให้เธอหลับสบายขึ้นเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเอาแต่เบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิด ขณะที่สมองทำงานอย่างหนักราวกับเครื่องจักรที่ไม่มีปุ่มปิด
ภาพใบหน้าของธนาตอนที่ยิ้มให้เธอ...ภาพตัวเลขยี่สิบแปดล้านบาทที่หายไปจากบัญชี...ภาพใบแจ้งหนี้จากเสี่ยวิชัย ทุกอย่างหมุนวนปะปนกันจนหัวแทบระเบิด
สามปีที่ผ่านมา เธอคิดว่าตัวเองจัดการชีวิตได้ดีมาตลอด เธอสร้าง Mali Atelier จนเป็นที่รู้จัก มีรายได้ที่มั่นคง มีคนรักที่ดูเหมือนจะเข้าใจเธอทุกอย่าง แต่เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอิสรภาพที่เธอคิดว่าครอบครองอยู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา และสุดท้าย เธอก็ต้องหอบร่างที่บอบช้ำกลับมาซ่อนตัวอยู่ในอาณาเขตของผู้ชายที่เธอเคยผลักไส
มะลิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลันผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วเสยผมที่ปรกหน้าออกอย่างหงุดหงิด อาการนอนไม่หลับทำให้คอแห้งผาก หญิงสาวตัดสินใจตวัดผ้าห่มออกจากตัว สอดเท้าเข้ากับรองเท้าสลิปเปอร์นุ่มนิ่ม แล้วเดินออกจากห้องนอนเพื่อไปหาน้ำดื่มที่ห้องครัวชั้นล่าง
หญิงสาวเดินลงบันไดวนมายังชั้นล่าง ก้าวเดินอย่างเงียบเชียบไปตามทางเดินที่ทอดยาวสู่โซนห้องครัวด้านหลังตัวบ้าน เมื่อใกล้ถึงจุดหมาย เธอสังเกตเห็นแสงไฟสีส้มสลัวๆ ลอดผ่านรอยแยกของประตูห้องครัวที่เปิดแง้มไว้
มะลิลาขมวดคิ้ว...
ใครมาทำอะไรในครัวตอนตีสองครึ่ง? แม่บ้านงั้นหรือ? หรือว่าจะเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่เข้ามาหาของกินรอบดึก?
เธอผลักบานประตูให้เปิดออกกว้างขึ้นเล็กน้อย แล้วก้าวเท้าเข้าไปในอาณาบริเวณของห้องครัวสไตล์โมเดิร์นที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำ แต่ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำเอาฝีเท้าของเธอชะงักกึกอยู่กับที่ เพราะบริเวณเคาน์เตอร์ไอส์แลนด์กลางห้องครัว มีร่างสูงใหญ่ของกุญชรกำลังยืนหันหลังให้เธอในสภาพที่สวมเสื้อยืดสีขาวตัวย้วยกับกางเกงนอนขายาวผ้าฝ้ายลายตาราง ดูห่างไกลจากคำว่าเจ้าพ่อมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลอย่างสิ้นเชิง
ขณะที่มือข้างหนึ่งของเขากำลังจับหูหม้อต้มขนาดเล็กที่วางอยู่บนเตาไฟฟ้า ส่วนมืออีกข้างกำลังถือตะเกียบไม้ คีบเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขึ้นมาเป่าลมฟู่ๆ ก่อนจะยัดเข้าปากอย่างหิวโหย
มะลิลายืนนิ่งงันกะพริบตาปริบๆ ภาพลักษณ์ของผู้ชายที่สั่งการลูกน้องนับร้อยและหมุนเงินหลักพันล้านในตลาดหลักทรัพย์ กับผู้ชายที่ยืนซดน้ำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับตอนตีสองครึ่งในความมืด ช่างขัดแย้งกันจนเธอแทบปรับอารมณ์ไม่ทัน
นี่เขาใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดสามปีเลยหรือ?
ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง ตอนที่เธอยังอยู่ที่นี่ กุญชรไม่เคยต้องเข้าครัวมาต้มบะหมี่กินเองกลางดึก ถ้าเขาหิว เธอจะเป็นคนลงมาอุ่นซุปหรือทำแซนด์วิชง่ายๆ ให้เขาทานเสมอ และเขาก็มักจะสวมกอดเธอจากด้านหลัง วางคางเกยบนไหล่บางขณะที่เธอกำลังง่วนอยู่หน้าเตา
แต่ตอนนี้ ไม่มีใครคอยทำมื้อดึกให้เขาอีกแล้ว...กลายเป็นว่าคนมีเงินมหาศาลอย่างเขากลับมีชีวิตส่วนตัวที่เละเทะและเงียบเหงาอย่างน่าใจหาย
เพียงเท่านั้น ความรู้สึกสงสารก็แล่นปราดเข้ามาในอกอย่างห้ามไม่ได้ แต่เธอก็รีบปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ด้วยหญิงสาวตระหนักได้ว่ากุญชรไม่ใช่คนที่ต้องการความสงสารจากใคร ก่อนที่เธอจะตั้งใจถอยหลังกลับออกไปเงียบๆ ปล่อยให้เขาจัดการกับมื้อดึกของตัวเองต่อไป
แต่จังหวะที่เธอก้าวเท้าถอยหลัง ส้นรองเท้าสลิปเปอร์ดันไปสะดุดเข้ากับขอบรอยต่อของกระเบื้องหินอ่อนจนเกิดเสียงดังเบาๆ ทำเอาร่างสูงที่กำลังคีบบะหมี่เข้าปากชะงักกึก ก่อนจะวางตะเกียบลงบนเคาน์เตอร์ทันทีด้วยสัญชาตญาณระแวดระวังภัย พลันกุญชรก็หันขวับกลับมามองทางประตูครัว
เมื่อเห็นว่าเป็นใครที่ยืนอยู่ตรงนั้น แววตาดุดันก็คลายลงเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจเล็กน้อย
"มะลิ? ลงมาทำไมดึกป่านนี้ นอนไม่หลับเหรอ"
มะลิลาเม้มริมฝีปาก รู้สึกทำตัวไม่ถูกที่ถูกจับได้ว่ามายืนแอบดูเขาต้มมาม่ากิน
"คอแห้งค่ะ เลยจะลงมาหาน้ำดื่ม" เธอตอบสั้นๆ พยายามทำน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด "ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่"
กุญชรพยักหน้ารับรู้ พลางเอื้อมมือไปเปิดตู้เย็นที่บิลต์อินเนียนไปกับผนัง หยิบขวดน้ำแร่ขวดใหม่ออกมา บิดฝาเกลียวเปิดให้เสร็จสรรพ ก่อนจะเดินเอามาวางไว้บนเคาน์เตอร์ฝั่งที่ใกล้กับเธอ
"กินยานอนหลับไหม เฮียมีอยู่ในลิ้นชักยา" เขาเสนอความช่วยเหลืออย่างหวังดี
"ไม่ต้องค่ะ มะลิไม่อยากพึ่งยา" เธอปฏิเสธพร้อมกับเดินเข้าไปหยิบขวดน้ำแร่ยกขึ้นดื่มรวดเดียวไปเกือบครึ่งขวด แต่ความเย็นของน้ำก็ไม่อาจจะทำให้ความร้อนรุ่มในใจลดลงไปได้เลยแม้แต่น้อย
กุญชรมองท่าทางที่เต็มไปด้วยความเครียดของอดีตภรรยา ก็รู้ดีว่าเธอกำลังแบกรับอะไรอยู่บ้าง ทั้งหนี้สินก้อนโต การถูกหักหลัง และอนาคตของบริษัทที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย
ถ้าเป็นเขา ...ขาคงกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซากไปแล้ว แต่สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง มันคือภาระที่หนักหนาสาหัสเกินไป
เขาเดินกลับไปที่หน้าเตาไฟฟ้า มองดูหม้อบะหมี่ที่ยังควันฉุย
"หิวไหม...แม่มะลิ"
ประโยคสั้นๆ ที่หลุดออกจากปากเขา ทำเอาทุกสรรพสิ่งรอบตัวมะลิลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ จนมือที่กำลังถือขวดน้ำแร่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ พร้อมกับดวงตากลมโตที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
'แม่มะลิ'
สรรพนามที่เธอสั่งห้ามเด็ดขาดในวันเซ็นใบหย่า...
สรรพนามที่เขาไม่ได้เรียกมาตลอดสามปีเต็ม...
และสรรพนามที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาจีบเธอที่ร้านดอกไม้...
‘ถ้าชื่อมะลิลาเรียกยากนัก ก็เรียกแม่มะลิไปเลยก็ได้ค่ะ เหมือนชื่อช้างตัวเมียดี น่าจะจำง่ายกว่า’
‘ก็ดีนะ เฮียชื่อกุญชร แปลว่าช้าง...ส่วนคุณชื่อแม่มะลิ ก็เป็นช้างเหมือนกัน’
ถ้อยคำหยอกล้อในวันวานดังก้องขึ้นมาในความทรงจำ มันเคยเป็นคำเรียกที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและสิทธิพิเศษที่มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้ ก่อนที่มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรงขังที่รัดรึงเธอไว้จนเธอต้องตะเกียกตะกายหนีออกมา
มะลิลากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอควรจะโกรธ หรือไม่ก็เตือนความจำเขาว่าสถานะระหว่างเราไม่ได้อนุญาตให้ใช้ความสนิทสนมแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่เธอกลับเอาแต่นิ่ง ในขณะที่กุญชรเองก็ชะงักไปเช่นกันเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป
เขายืนนิ่ง หันหลังให้เธอ ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองผลงานความผิดพลาดของตัวเอง เพราะมันเป็นความเคยชินที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะลบเลือนได้ง่ายๆ เมื่อเห็นเธอยืนอยู่ในครัวตอนกลางดึก เท่านั้น ภาพในอดีตก็ซ้อนทับจนเขาเผลอหลุดปากออกไป
แต่แทนที่หญิงสาวจะพูดอะไร สิ่งที่ปรากฎขึ้นกลับเป็นความเงียบที่โรยตัวลงมาน่าอึดอัดจนแทบทนไม่ไหว
ชายหนุ่มหลับตาลง เตรียมเปิดปากเอ่ยคำขอโทษเพื่อรักษาสถานการณ์
"ขอโ..."
"ต้มเผื่อหรือเปล่าล่ะคะ"
คำพูดที่สวนขึ้นมาขัดจังหวะคำขอโทษ ทำเอากุญชรต้องลืมตาขึ้นและหันขวับกลับมามองผู้หญิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเคาน์เตอร์ด้วยความตกตะลึง
มะลิลาวางขวดน้ำแร่ลงบนโต๊ะ แล้วทอดสายตามองไปที่หม้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ส่งกลิ่นหอมฉุย
“ว่าไงคะ ได้ต้มเผื่อมะลิไหม”
พอถามย้ำขึ้นมาอีกครั้ง กุญชรก็ได้สติ
“ไม่ได้เผื่อ แต่ถ้ามะลิจะกิน เฮียจะต้มให้ใหม่”
“งั้นก็ต้มให้หน่อยค่ะ”
หญิงสาวว่าเสียงเรียบ พลางเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ก่อนจะทอดมองร่างสูงใหญ่หยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกห่อมาจัดการฉีกแล้วเอาใส่หม้อต้มอีกใบเพื่อทำให้เธอกิน
มะลิลามองภาพนั้นแล้วก็รู้สึกได้ว่าลึกๆ ในใจ เธอกำลังสับสนกับตัวเองอย่างหนัก เพราะก้อนเนื้อนุ่มนิ่มในอกซ้ายดันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อได้ยินคำเรียกร้องนั้นอีกครั้งจากปากของเขาทั้งที่เธอเป็นคนสั่งให้เขาอย่าเรียกเธอด้วยสรรพนามนั้นเอง
แต่ในขณะเดียวกัน...เธอก็ไม่ได้อยากสั่งให้เขาหยุดเรียก ซึ่งมันก็เป็นความจริงที่น่ากลัวที่สุดที่เธอเพิ่งค้นพบในคืนนี้ เพราะความเจ็บปวดจากการถูกธนาหักหลังสอนให้เธอรู้ว่า ผู้ชายที่พูดจาไพเราะและเรียกเธอด้วยสรรพนามห่างเหินอย่างให้เกียรติ อาจจะเป็นคนที่พร้อมจะแทงข้างหลังเธอได้ทุกเมื่อ
ในขณะที่ผู้ชายที่ยืนหน้าบึ้งตึง ทำตัวเละเทะยามไร้คนดูแล และเผลอเรียกเธอด้วยชื่อที่น่ารำคาญที่สุด กลับเป็นคนเดียวที่เปิดประตูต้อนรับเธอในวันที่เธอไม่เหลือใคร
กุญชรหันมามองร่องรอยความสับสนและยอมจำนนที่พาดผ่านดวงตาคู่สวยของอดีตภรรยา พลันมุมปากก็ค่อยๆ ยกขึ้นทีละน้อยด้วยความรู้สึกโล่งอกที่หญิงสาวไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะถามออกมาเสียงเรียบเรื่อย
“ใส่ไข่ไหม”
“ก็ดีค่ะ”
ชายหนุ่มหันกลับไปเปิดตู้เย็นหยิบไข่ไก่และผักกาดขาวออกมาหั่นเพิ่มลงไปในหม้ออย่างเงียบเชียบ โดยไม่คิดจะพูดอะไรออกมาอีก เพราะแค่เธอไม่ได้ห้ามให้เขาเรียกเธอด้วยสรรพนามเดิมอีก...นั่นก็ทำให้หัวใจของเขาพองฟูจนแทบจะระเบิดออกมานอกอกแล้วล่ะ
เข็มนาฬิกาบนผนังห้องนอนชี้บอกเวลาตีสองครึ่ง...มะลิลาพลิกตัวไปมาบนเตียงคิงไซส์ที่เคยกว้างขวางพอดี แต่คืนนี้มันกลับดูกว้างใหญ่จนน่าใจหาย มิหนำซ้ำ ผ้าปูที่นอนเนื้อละเอียดก็ไม่ได้ช่วยให้เธอหลับสบายขึ้นเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตเอาแต่เบิกโพลงท่ามกลางความมืดมิด ขณะที่สมองทำงานอย่างหนักราวกับเครื่องจักรที่ไม่มีปุ่มปิดภาพใบหน้าของธนาตอนที่ยิ้มให้เธอ...ภาพตัวเลขยี่สิบแปดล้านบาทที่หายไปจากบัญชี...ภาพใบแจ้งหนี้จากเสี่ยวิชัย ทุกอย่างหมุนวนปะปนกันจนหัวแทบระเบิดสามปีที่ผ่านมา เธอคิดว่าตัวเองจัดการชีวิตได้ดีมาตลอด เธอสร้าง Mali Atelier จนเป็นที่รู้จัก มีรายได้ที่มั่นคง มีคนรักที่ดูเหมือนจะเข้าใจเธอทุกอย่าง แต่เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอิสรภาพที่เธอคิดว่าครอบครองอยู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา และสุดท้าย เธอก็ต้องหอบร่างที่บอบช้ำกลับมาซ่อนตัวอยู่ในอาณาเขตของผู้ชายที่เธอเคยผลักไสมะลิลาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลันผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วเสยผมที่ปรกหน้าออกอย่างหงุดหงิด อาการนอนไม่หลับทำให้คอแห้งผาก หญิงสาวตัดสินใจตวัดผ้าห่มออกจากตัว สอดเท้าเข้ากับรองเท้าสลิปเปอร์นุ่มนิ่ม แล้วเดินออกจากห้องนอ
บทที่ 3: แม่มะลิกระดาษเอสี่สีขาวสะอาดถูกเลื่อนข้ามโต๊ะกระจกใสไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแวดวงธุรกิจขนส่งของประเทศกุญชรหลุบตาลงมองแผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรพิมพ์ด้วยหมึกสีดำเรียงรายเป็นข้อๆ อย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะเลื่อนสายตากลับขึ้นมาสบกับดวงตากลมโตที่กำลังจ้องมองเขาเขม็งราวกับแม่เสือที่พร้อมจะกางเล็บข่วนหากเขาขยับตัวผิดองศา พลันเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำถามเธออย่างราบเรียบ"นี่คืออะไร""กฎของการอยู่ร่วมบ้านค่ะ" มะลิลากอดอก เหยียดกระดูกสันหลังจนสุดเพื่อดึงเอาความมั่นใจทั้งหมดที่มีออกมาประจันหน้ากับเขา "มะลิจะย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นแค่สามเดือน ระหว่างที่รอเงินจากการขายคอนโดและเคลียร์ปัญหาบัญชีของบริษัทให้เรียบร้อย และในเมื่อเราต้องอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน มะลิก็ต้องการขอบเขตที่ชัดเจน"สามวันแล้วนับตั้งแต่วันที่ธนาหายตัวไปพร้อมกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ มะลิลาวิ่งเต้นจัดการปัญหาจนแทบไม่มีเวลานอน เธอตัดสินใจขายคอนโดหรูของตัวเองในราคาที่ต่ำกว่าทุนเพื่อแลกกับเงินสดก้อนแรกนำไปปิดปากเสี่ยวิชัย ทำให้รอดพ้นจากการถูกอายัดบัญชีบริษัทมาได้อย่างฉิวเฉียด แต่เธอก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียที่พักอาศั
สำนักงานกฎหมายของภูผาตั้งอยู่บนตึกระฟ้าใจกลางย่านสาทร ซึ่งการตกแต่งเน้นโทนสีขาวและกระจกใส แตกต่างจากสำนักงานใหญ่ของกลุ่มอัครพิทักษ์ที่เน้นความขรึมขลังและดุดันอย่างสิ้นเชิงและเมื่อมะลิลาผลักประตูห้องประชุมชั้นสามเข้าไป เธอคาดหวังว่าจะพบเพียงทนายความหนุ่มนั่งรออยู่พร้อมกับกองแฟ้มเอกสาร แต่เธอกลับคิดผิดเมื่อเห็นว่าที่หัวโต๊ะกระจกตัวยาวมีกุญชรในชุดสูทสีเทาเข้มกำลังนั่งไขว่ห้าง มือหนึ่งถือแก้วกาแฟดำ อีกมือหนึ่งกำลังเลื่อนดูข้อมูลบนหน้าจอแท็บเล็ต ส่วนภูผายืนอยู่ด้านข้าง คอยชี้แจงรายละเอียดบางอย่างด้วยท่าทางเคร่งเครียดซึ่งเมื่อทั้งสองได้ยินเสียงประตูเปิด ผู้ชายทั้งสองคนก็หันมามอง ทำเอามะลิลาชะงักฝีเท้า ก่อนความรู้สึกอึดอัดจะก่อตัวขึ้นในช่องท้องด้วยเธอไม่คิดว่าจะเจออดีตสามีที่นี่เขาเพิ่งบอกว่าถ้าเธอจ้างทนายของเขา เขาจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว แล้วทำไมเขาถึงมานั่งวางอำนาจเป็นประธานในห้องประชุมนี้ได้?"สวัสดีครับคุณมะลิ เชิญนั่งครับ" ภูผาเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ พร้อมกับผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกุญชรมะลิลาจึงละทิ้งความคิดนั้นแล้วเดินเข้าไปนั่งลงอย่างระมัดระวัง พลางปรายตามองกุญชรแวบหนึ่ง แต่ชายหน
บทที่ 2: โชคชะตาเล่นตลกเสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ปลดล็อกตู้เซฟดังขึ้นพร้อมกับหัวใจของมะลิลาที่หล่นวูบลงไปกองอยู่แทบเท้า เพราะทันทีที่บานประตูเหล็กนิรภัยที่ซ่อนอยู่หลังตู้เสื้อผ้าแบบบิลต์อินเปิดอ้าออก หญิงสาวก็รีบทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่บนพื้นพรม ยื่นมือสั่นเทาไปดึงแฟ้มเอกสารทุกชิ้นออกมาเทกองรวมกัน ทั้งพาสปอร์ต สมุดบัญชีเงินฝากส่วนตัว สูติบัตรทุกอย่างยังอยู่ครบตามที่มันควรจะเป็น ยกเว้น...ซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มที่มีตราประทับของกรมที่ดินที่หายไป!มะลิลากวาดสายตามองเข้าไปในความว่างเปล่าของตู้เซฟซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังเพียงว่าสายตาของตนเองจะพร่ามัวจนมองข้ามมันไป เธอรื้อค้นข้าวของในตู้เสื้อผ้า ดึงลิ้นชักทุกบานออกมาจนข้าวของหล่นกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นห้องนอน แต่ความจริงก็ยังคงเป็นความว่างเปล่าเช่นเดิม ทำเอาเธอหวนคิดถึงคำเตือนของกุญชรขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม‘มันไม่ได้เอาไปแค่เงิน แต่มันเอาเอกสารสิทธิที่ดินของมะลิไปด้วย’ตอนแรกที่ได้ยิน เธอพยายามหลอกตัวเองว่ากุญชรอาจจะแค่ข่มขู่ให้เธอหวาดกลัว เพราะโฉนดที่ดินฉบับจริงยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยในตู้นิรภัยของธนาคารพาณิชย์ ไม่มีใครสามารถนำมันไปทำธุรกรรมใด
วินาทีนั้น หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าอากาศในห้องเหมือนถูกสูบออกไปจนหมด มะลิลารู้สึกหน้ามืด วิงเวียนคล้ายจะอาเจียน เพราะสิ่งที่ธนาทำมันไม่ใช่แค่การขโมยเงิน แต่มันคือการจงใจฝังกลบชีวิตเธอให้ตายทั้งเป็นหนี้สินเกือบสี่สิบล้านบาทที่งอกขึ้นมาในชั่วข้ามคืน กับเจ้าหนี้นอกระบบที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงทวงหนี้ทุกเมื่อ...ผู้ชายที่เธอนอนร่วมเตียงและกำลังจะหมั้นหมายด้วยในวันพรุ่งนี้ กล้าทำเรื่องโหดเหี้ยมขนาดนี้กับเธอได้อย่างไร!?กุญชรมองผู้หญิงที่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่ตรงข้าม พลางกำมือเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะจนเส้นเลือดปูดโปน สัญชาตญาณเดิมในตัวเขาร้องตะโกนให้ส่งคนไปลากคอไอ้สวะนั่นมากระทืบให้จมดิน แล้วเซ็นเช็คจ่ายหนี้ทั้งหมดแทนเธอซะนั่นคือสิ่งที่เฮียช้างในอดีตจะทำโดยไม่ลังเล...เพราะเขาจะสวมบทอัศวินขี่ม้าขาว เข้าไปจัดการปัญหาทุกอย่างให้เธอ แล้วคาดหวังให้เธอสำนึกบุญคุณและยอมอยู่ในโอวาทแต่สามปีที่สูญเสียเธอไปสอนบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิตให้เขา เขาได้เรียนรู้แล้วว่าการเข้าไปแทรกแซงและแก้ปัญหาแทนเธอโดยไม่ถามความสมัครใจ คือสิ่งที่ผลักเธอออกไปจากชีวิตเขา ซึ่งเขาตั้งใจว่า...จะไม่ทำมันอีกเพราะอย่างนั้น กุญชรจึงได้
บทที่ 1: ผัวเก่าที่เหม็นขี้หน้าเสียงส้นสูงสีดำขนาดสามนิ้วกระแทกพื้นดังก้องไปทั่วโถงทางเดินชั้นบนสุดของอาคารสำนักงานใหญ่ของกลุ่มธุรกิจอัครพิทักษ์และเจ้าของเสียงนั้นก็คือมะลิลาที่ก้าวเดินอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าตรงไปยังบานประตูบานใหญ่สุดทางเดินโดยไม่สนใจสายตาตกตะลึงของพนักงานหลายคนที่เดินสวนไปมา กระทั่งชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มสองคนที่ยืนเฝ้าหน้าประตูห้องทำงานประธานกรรมการขยับตัวเข้าขวางตามสัญชาตญาณ แต่พอเห็นชัดเจนว่าผู้หญิงที่พุ่งพรวดเข้ามาคือใคร พวกเขาก็ชะงัก ก่อนที่ ชายคนหนึ่งจะหลุดสรรพนามเก่าออกมาด้วยความเคยชิน แล้วรีบเปลี่ยนคำเรียกเมื่อเห็นสายตาเย็นเยียบของหญิงสาว"ซ้อ...เอ้ย คุณมะลิ""ฉันต้องการพบเฮีย หลีกทาง"มะลิลาออกคำสั่งอย่างทรงอำนาจในแบบที่คนที่เคยยืนเคียงข้างเจ้าพ่อโลจิสติกส์มาหลายปีเท่านั้นถึงจะทำได้ และนั่นก็ทำให้ลูกน้องเก่าทั้งสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะแม้พวกเธอจะหย่าขาดจากเจ้านายมาถึงสามปีแล้ว แต่คนวงในต่างรู้ดีว่าใครก็ตามที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้มีรอยขีดข่วนแม้แต่ปลายเล็บ จะต้องเจอกับนรกขุมไหน"แต่เฮียช้างกำลังตรวจเอกสารสำคัญอยู่ครับ คุณมะลิรอสักครู่ เดี๋ยวผมเข้าไปเรียนเฮี






![มาเฟียร้าย [ ขัง ] รักเมียเด็ก](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
