Share

บทที่ 4 เทศกาลหยวนเซียว

last update Dernière mise à jour: 2025-04-05 15:36:05

เรื่องที่จะต้องไปสืบคดีตามคำสั่งของเสด็จลุงนั้นเซวียนซานหลางไม่ได้บอกเล่ารายละเอียดอะไรให้บิดาฟังมากนัก เซวียนชินอ๋องเองก็ไม่ได้สนใจเช่นเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสองพ่อลูกนับวันยิ่งค่อนข้างห่างเหินเป็นอย่างมาก 

ยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะออกเดินทาง อย่างไรเสียตอนนี้เสิ่นเหวยอันหัวหน้าสำนักบูรพาก็ยังไม่กลับมาจากนอกเมือง ยอมต้องรอไปก่อน

ระหว่างนี้ดูเหมือนว่าจวนชินอ๋องจะเตรียมจัดงานเลี้ยงวันเกิดของเซวียนชินอ๋องบิดาของเขา ทุกๆปีท่านพ่อมักจะจัดงานเลี้ยงใหญ่โต ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหาเงินแต่กลับใช้เงินมือเติบ จัดงานเลี้ยงเชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เขาเองคร้านจะสนใจ จึงไม่ได้เอ่ยทัดทานอันไร เพราะรู้นิสัยบิดาของตนดี

ช่วงนี้เหมือนว่าอวี้หลิงจะไม่ได้คิดก่อคลื่นลมอะไรให้เขาเลยแม้แต่น้อย ด้วยกำลังน้อยนิดและสมองทึมทื่อของนางย่อมไม่อาจทำอะไรเขาได้อยู่แล้ว แต่เซวียนซานหลงก็ไม่เคยวางใจ ยังคงระแวดระวังตนเองเป็นอย่างดี

ในเมืองหลวงยามนี้ค่อนข้างคึกคักคึกครื้น เพราะวันนี้ในเมืองหลวงจัดงานเทศกาลหยวนเซียว ผู้คนออกจากบ้านไปชมโคมไฟและกินขนมมงคล ในจวนชินอ๋องอวี้หลิงก็สั่งให้สาวใช้ทำขนมบัวลอยแจกจ่ายให้คนในจวนกินเพื่อความโชคดี เดิมทีเรื่องเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ปฏิบัติกันมาหลายปี แต่วันนี้ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างแปลกไป

"ท่านพี่กินขนมบัวลอยเร็วเข้า จะได้โชคดีตลอดปี"

เซวียนซานหลางมองดูขนมบัวลอยในถ้วยที่เซวียนเจ๋อนำมามอบให้พร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น แป้งบัวลอยถูกปั้นเป็นรูปเต่า รูปหมู รูปกบและรูปสัตว์อีกสารพัดชนิด อีกทั้งยังปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปผักอีกด้วย

"เจ้าเป็นคนปั้นพวกมันหรือ"

เขาเอ่ยถามน้องชายพลางตักขนมในถ้วยกินไปพลาง

"ที่ไหนกันเล่า นี่เป็นฝีมือของหรานหร่านเชียวนะ พี่ใหญ่ท่านดูสิ นางปั้นพวกมันออกมาได้น่ารักน่าชังมากเลย ข้าลองชิมแล้วแป้งไม่เหนียวเกินไป รสชาติก็หวานกำลังดี จะว่าไปหรานหร่านนางก็มีีฝีมือเหมือนกันนะเนี่ย เหตุใดข้าไม่เคยรู้เลย"

"แค่กแค่ก"

เซวียนซานหลางรู้สึกเหมือนขนมติดคอขึ้นมาทันที เขาไม่ชอบหน้ามู่หลานเฟินแต่กลับมากินขนมที่นางทำ ไม่รู้ว่านางจะแอบใส่สิ่งใดเข้าไปหรือไม่

"พี่ใหญ่ ขนมติดคอหรือ ข้าจะช่วยท่าน!"

ไม่รอช้าเซวียนเจ๋อรีบพุงเขาไปหาพี่ชาย ก่อนจะยกมือทุบกลางหลังเซวียนซานหลางเต็มแรง จนขนมบัวลอยหลุดกระเด็นออกมาจากปากของเขา

ให้ตายเถอะ เขาเชื่อสนิทใจแล้วว่ามู่หลานเฟินดวงไม่สมพงศ์กับเขาจริงๆ!

ด้านมู่หลานเฟินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นดวงพิฆาตตอนนี้กำลังแต่งตัวเตรียมจะออกไปเดินเล่นในงานเทศกาลหยวนเซียว นางนัดกับเซวียนเจ๋อเอาไว้แล้วอย่างไรนางก็เพิ่งมาที่นี่ย่อมไม่รู้จักเส้นทาง ทางที่ดีให้เจ้าถิ่นพาเดินเที่ยวเล่นจะดีกว่า

เซวียนชินอ๋องนับว่าเป็นคนใจกว้างไม่เบาเลย เขามอบตั๋วเงินให้นางมากมาย บอกให้นางเที่ยวเล่นกับเซวียนเจ๋อได้ตามใจชอบ มู่หลานเฟินดีใจเผลอยิ้มออกมาจนดวงตายกโค้งจนเป็นรูปจันทร์เสี้ยว รออยู่ไม่นานเซวียนเจ๋อก็กลับมา ก่อนหน้านี้เขาเอาขนมไปให้เซวียนซานหลาง

"มาแล้วหรือ เร็วเข้า ข้าอยากไปเที่ยวแล้ว เอ๋?เหตุใดสิีหน้าท่านดูไม่สู้ดีเลยเล่า"

นางเอ่ยถามเขาด้วยความสงสัย เซวียนเจ๋อหันมามองมู่หลานเฟิน ก่อนจะเอ่ย

"หรานหร่าน เมื่อครู่พี่ใหญ่สำลักขนมบัวลอยเกือบตาย ข้าสงสารพี่ใหญ่"

มู่หลานเฟินเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ลอบหัวเราะในใจ 

สมน้ำหน้า ในที่สุดเขาก็มีวันที่ไม่สงบสุขเหมือนกันหรือนี่

มู่หลานเฟินคร้านจะสนใจว่าเซวียนซานหลางจะขนมติดคอหรือไม่ นางรีบดึงแขนเซวียนเจ๋อไปที่รถม้าและมุ่งหน้าไปที่งานเทศกาลโคมไฟทันที

เมื่อมาถึงก็พบว่างานเทศกาลหยวนเซียวค่อนข้าคึกคักเป็นอย่างมาก ชาติก่อนๆนางก็เคยเที่ยวชมงานเช่นนี้ เพียงแต่ไม่เคยเห็นงานเทศกาลหยวนเซียวที่จัดยิ่งใหญ่เช่นนี้เลยสักครั้ง บนท้องฟ้ามีโคมหลากสีที่ถูกปล่อยขึ้นมา อาบย้อมท้องนภาดำมืดให้กลายเป็นสีทองราวแดนสวรรค์ ช่างงดงามเกินคำบรรยาย ครั้งนี้นับว่านางได้เปิดหูเปิดตาแล้ว

ภายในงานมีโคมไฟหลากหลายแบบ สวยงามเป็นอย่างมาก ผู้คนตางเดินเล่นและซื้อของกินติดไม้ติดมือกลับไปฝากคนเฒ่าคนแก่ที่จวนของตน สตรีน้อยมากมายที่แต่งตัวงดงามออกมาเที่ยวเล่น อีกทั้งเหล่าบุรุษก็ยังถือโอกาศนี้มาแอบชื่นชมเหล่าสตรีน้อยในงานโคมไฟ หวังจะได้ผูกวาสนาด้ายแดงกับสตรีที่ตนหมายปอง

ภายในงานสายตาของสตรีน้อยเหล่านั้นที่มองมาทางมู่หลานเฟินออกจะไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก ความทรงจำของร่างเดิมบอกว่ามู่หลานเฟินคนเก่าเป็นคนหยิ่งยโส ใครมองหน้านางนิดหน่อยนางก็ตรงเขาไปตบตีไม่ละเว้น ทำให้ไม่มีคุณหนูตระกูลไหนอยากคบหาเป็นสหายกับนาง

ให้ตายเถอะ มู่หลานเฟินเจ้ามันตัวน่ารังเกียจขนานแท้เลย

ยิ่งดึกบรรยากาศภายในงานก็ยิ่งคึกคัก แต่ทว่าในขณะที่เทศกาลหยวนเซียวกำลังดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาน กลับมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น เมื่อมู่หลานเฟินและเซวียนเจ๋อหันไปมองก็พบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งที่ใช้ผ้าปิดหน้าปิดตาสวมชุดดำกำลังจับตัวสตรีน้อยนางหนึ่งเอาไว้และใช้มีดจ่อไปที่ลำคอของนาง ปลายมีดแหลมคมทิ่มแทงลำคอขาวเนียนของสตรีน้อยนางนั้นจนโลหิตไหลซึมเป็นทางยาว 

"ฮือ ช่วยข้าด้วย"

"ให้ตายเถอะ จะฆ่ากันแล้ว!"

เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างวิ่งหนีจนหัวหด ภายในงานชุลมุนวุ่นวายขึ้นมาในทันที มู่หลานเฟินมองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าก่อนจะจ้องบุรุษชุดดำด้วยแววตาที่เย็นเยียบ

ท่าทางเช่นนี้เป็นนักฆ่าแน่นอน อีกทั้งยังฝีมือไม่ธรรมดาอีกด้วย!

เซวียนเจ๋อที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็มีท่าทางร้อนรนขึ้นมาทันที

"หรานหร่าน พวกเรารีบกลับกันเถอะ ภายในงานไม่ปลอดภัยแล้ว"

"ท่านรอข้าตรงนี้ แล้วก็อย่าส่งเสียง"

"หรานหร่าน เจ้าจะทำอะไร"

มู่หลานเฟินไม่ตอบ นางค่อยๆขยับกายไปด้านหลังนักฆ่าคนนั้น ก่อนจะคว้าหยิบก้อนหินขนาดเหมาะมือมขึ้นมาก้อนหนึ่ง และออกแรงดีดมันไปที่หลังต้นคอของนักฆ่าผู้นั้นอย่างรวดเร็ว แรกเริ่มนางไม่มั่นใจเท่าใดนักเพราะร่างนี้บอบบาง หลังจากทะลุมิติมานางก็พยายามฝึกฝนอย่างเงียบๆทุกครั้งที่มีโอกาศ ก็นับว่าไม่เสียเปล่า

แรงของก้อนหินไม่เบาเลย ทำเอานักฆ่าถึงกับสะดุ้งและเสียสมาธิ เดิมทีหินก้อนเดียวไม่อาจทำอะไรเขาได้ แต่ไม่รู้ว่ามีคนใจกล้าจากที่ไหนปาทรายใส่ดวงตาเขาอย่างจัง ทำให้เขาแสบตาและต้องปล่อยเหยื่อที่ถูกจับเป็นตัวประกันไปทันที

มู่หลานเฟินคว้าร่างของสตรีน้อยนางนั้นและออกแรงผลักนางเบาๆไปยังที่ปลอดภัย ก่อนที่นางจะตรงเข้าไปหาบุรุษผู้นั้นและยกเท้าถีบเข้าที่กลางอกของมันจนมันเสียการทรงตัวและล้มลง แต่ดูเหมือนมันจะมีฝีมือไม่น้อยเลย เพียงไม่นานก็กลับมาตั้งหลักได้ และพุ่งเข้าใส่มู่หลานเฟินอย่างรวดเร็ว

มู่หลานเฟินระแวดระวังตนเองเป็นอย่างดี แค่มองเพียงปราดเดียวนางก็มองออกว่าวรยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามสูงส่งเป็นอย่างมาก แต่วรยุทธ์ที่นางเรียนรู้มาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน

หญิงสาวคว้าด้ามไม้ไผ่ขนาดเหมาะมือมาถือเอาไว้ อาศัยจังหวะนี้หลอกล่อศัตรูและใช้ไม้ไผ่ฟาดไปตามลำตัวของฝ่ายตรงข้าม นางลงมือรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่นานนักนักฆ่าตรงหน้าก็เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แต่มันกลับต้านรับได้ทันและชักดาบออกมาฟันไม้ไผ่ในมือนางจนขาดครึ่ง ก่อนจะหันปลายดาบเข้าหาตัวนางหมายจะสังหารให้ตายในดาบเดียว มู่หลานเฟินเบี่ยงกายหลบ ก่อนจะยกฝ่ามือฟาดเข้าที่กลางหลังของมันเต็มแรง

นักฆ่าซวนเซเพราะบาดเจ็บจากการถูกตีอย่างไม่ยั้งมือจึงคิดจะหนี มาคิดเลยว่าสตรีร่างบางนางนี้จะลงมือรวดเร็วและอำมหิตเช่นนี้

 แต่มู่หลานเฟินกลับไม่ยอมปล่อยโอกาศให้มันหนีรอดไปได้ นางรีบเตะเท้าของมันจนล้มลง ก่อนจะยกเท้าเหยียบกลางหลังมันเอาไว้ไม่ให้หลบหนีไปได้ 

"ก่อเรื่องแล้วคิดจะหนีหรือ บัดซบจริงๆพี่ชาย"

นักฆ่าสบถออกมาอย่างหัวเสีย สตรีน้อยนางนี้เป็นใครกันร่างกายก็ดูบอบบางทว่าลงมือแต่ละครั้งไม่ออมแรงสักนิด

ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับมองหน้ากันไปมา พวกเขารู้จักสตรีนางนี้ดี นางคือมู่หลานเฟิน หลานสาวคนงามของพระชายาเอกจวนชินอ๋อง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ ตบตีคนไม่ไว้หน้า แต่เหตุใดคืนนี้นางจึงดูโดดเด่นเช่นนี้เล่า

ด้านเซวียนซานหลางที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในจวน เมื่อได้ทราบข่าวจากองค์รักษ์ลับว่ามีนักโทษกบฏลอบหลบหนีออกมาคุกหลวงซ้ำยังก่อเรื่องในเทศกาลหยวนเซียว เขาจึงรีบออกจากจวนมาจัดการทันที แต่ทว่าเมื่อมาถึงกลับพบเรื่องที่เหนือความคาดหมายเข้าให้

ตอนนี้มู่หลานเฟินกำลังยืนใช้เท้าเหยียบกลางหลังนักโทษ เมื่อสอบถามคนที่เห็นเหตุการณ์ก็ได้ทราบว่านางเป็นคนที่จัดการกับนักโทษเองกับมือ

นี่มันเรื่องอันใดกัน!

"หลีกทางหน่อย ใต้เท้าเสิ่นมาแล้ว!"

เสียงเกือกเท้าม้าดังใกล้เข้ามา เหล่าชาวบ้านต่างแหวกทางให้ผู้มาใหม่ มู่หลานเฟินที่กำลังจับตัวนักฆ่ากดลงบนพื้นรีบหันไปมอง ก่อนจะพบกับบุรุษผู้มาใหม่

ชายหนุ่มกระโดดลงมาจากหลังม้า ก่อนจะมองนางสลับกับมองนักโทษคนนั้นที่นอนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนาง แววตาของชายหนุ่มเจือความสงสัยชั่ววูบหนึ่งก่อนจะเดินเข้ามาหานาง

"แม่นาง ส่งคนให้ข้าได้หรือไม่ เขาคือนักโทษกบฏจากต่างแคว้น มีความผิดติดตัวไม่น้อยเลย เรื่องนี้ทางการจะจัดการเอง"

"อ้อ ได้สิ"

เมื่อได้ยินอย่างนั้นมู่หลานเฟินก็พยักหน้า ก่อนจะเอาเท้าออกจากกลางหลังนักโทษ ในขณะที่นางเพิ่งจะขยับตัวได้ไม่นาน นักโทษคนนั้นก็ถือโอกาศชักมีดสั้นที่แอบซ่อนไว้ออกมา หมายจะสังหารนาง แต่ยังไม่ทันได้ลงมือก็มีมีดสั้นอีกเล่มพุ่งเข้าไปปักที่ข้อมือของมันเสียก่อน

มู่หลานเฟินรีบหันไปมองก่อนจะพบว่าเป็นเซวียนซานหลางนั่นเอง

มู่หลานเฟินรู้สึกว่าตัวของนางคล้ายจะหดลงไปไม่น้อยยามที่ได้เจอกับเซวียนซานหลาง คนผู้นี้ไอสังหารดุดันเกินไป นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา อีกทั้งสายตาที่เขาใช้มองนางตอนนี้ก็มีทั้งความเย็นชาและสงสัยอยู่เต็มไปหมด

"คารวะซื่อจื่อ ขอบคุณมากที่มาช่วยอีกแรง"

ชายหนุ่มผู้มาใหม่เอ่ยจบก็ยกมือขึ้นสั่งให้คนมาลากตัวนักโทษผู้นี้กลับไปไต่สวนต่อ ก่อนจะหันมาเอ่ยกับมู่หลานเฟิน

"แม่นางท่านนี้ ข้าได้ยินว่าท่านเป็นคนช่วยจับคนร้าย เหล่าชาวบ้านพูดกันเซ็งแซ่ว่าเจ้ามีความสามารถ ไม่ทราบว่าเจ้ามีชื่อแซ่ว่าอันใดกัน เป็นบุตรสาวจากตระกูลไหน ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทเพื่อตกรางวัลให้เจ้า"

"เอ่อ.."

"นางเป็นคนของจวนชินอ๋อง ไม่รบกวนให้ใต้เท้าเสิ่นออกหน้าแทนหรอก"

มู่หลานเฟินยังไม่ทันเอ่ยตอบ เซวียนซานหลางก็เป็นฝ่ายพูดตัดบทขึ้นมาเสียก่อน มู่หลานเฟินรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างบุรุษสองคนนี้มันแปลกประหลาดไม่น้อยเลย

ชายหนุ่มผู้มาใหม่ยกยิ้มมุมปาก เขาทำเหมือนไม่ได้ยินในสิ่งที่เซวียนซานหลางพูด แต่กลับหันมาเอ่ยกับมู่หลานเฟินแทน

"แม่นาง ข้าทีนามว่าเสิ่นเหวยอัน เป็นหัวหน้าศาลต้าหลี่ ข้ามาเพื่อจับคนร้ายกลับไปไต่สวน วันนี้โชคดีได้แม่นางยื่นมือช่วยเหลือจึงจับคนร้ายได้สำเร็จ ไว้วันหน้าพบกันข้าจะถามชื่อเจ้าอีกครั้ง วันนี้ขอตัวก่อน"

เสิ่นเหวยอันเอ่ยกับมู่หลานเฟินอย่างสุภาพ เดิมทีเขาปกปิดหน้าที่ของตนเอง การทำภารกิจลับให้ฮ่องเต้ไม่ใช่เรื่องที่จะเปิดเผยตัวตนได้โดยพละการ หลายปีมานี้ไม่มีใครเคยเห็นหน้าค่าตาหัวหน้าสำนักบูรพา เหล่าขุนนางต่างบอกว่าหัวหน้าสำนักบูรพาเป็นคนลึกลับไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด อีกทั้งยามเข้าเฝ้าหน้าท้องพระโรงยังชอบสวมหน้ากากปิดบังอำพรางใบหน้าอีกด้วย  

ที่เขาต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อความปลอดภัยและทำให้การปฏิบัติงานแต่ละครั้งราบรื่นไร้อุปสรรค จึงต้องปลอมตนแฝงตัวอยู่ในศาลต้าหลี่ คอยจับตาดูพวกขุนนางชั่วทั้งหลายที่คิดจะโกงกินบ้านเมือง เป็นหูเป็นตาแทนฮ่องเต้

"หรานหร่าน ข้าตกใจแทบตาย เจ้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ ไม่อย่างนั้นท่านแม่ได้ตีข้าขาหักแน่"

เสิ่นเหวยอันที่กำลังจะหันหลังเดินจากไป พลันชะงักฝีเท้าไปชั่วขณะ

ชายหนุ่มเขายกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ

หน้างาม นามไพเราะ

หรานหร่านหรือ

เป็นชื่อที่ดียิ่ง

เมื่อทุกอย่างคลี่คลายผู้คนต่างแยกย้าย มู่หลานเฟินหันไปมองเซวียนซานหลาง ก็พบว่าตอนนี้เขากำลังจ้องนางเขม็ง ก่อนจะเดินเข้ามาหานาง

"เหตุใดข้าไม่เคยรู้เลยว่าเจ้ามีวรยุทธ์สูงส่งถึงเพียงนี้ คนที่เจ้าจัดการจนหมอบราบคาบเป็นถึงนักฆ่าฝีมือดีอันนับหนึ่งของต่างแคว้นที่ลอบเข้ามาสังหารเชื้อพระวงศ์ ถูกทหารของแคว้นเราจับตัวมาไต่สวนเมื่อไม่นานมานี้ ทหารในคุกหลวงยังต้านเขาไม่อยู่ แต่เจ้ากลับทำได้ มู่หลานเฟิน เจ้าทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อยเลย?"

มู่หลานเฟินลอบกลืนน้ำลายลงคอ มารดามันเถอะ! ไม่ใช่เขาคิดไปไกลว่านางเป็นนักฆ่าที่จะสังหารเขาหรอกกระมัง

ไม่น่าเลย ไม่น่าเปิดเผยฝีมือเลย!

มู่หลานเฟินยังไม่ทันได้เอ่ยตอบก็ได้ยินเสียงของสตรีน้อยนางหนึ่งเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

"มู่หลานเฟิน ข้าขอบใจเจ้ามากที่ช่วยเหลือข้า"

มู่หลานเฟินหันไปมอง ก่อนจะพบกับสตรีใบหน้างดงามนางหนึ่ง เป็นหญิงสาวที่นางช่วยเหลือเอาไว้ก่อหน้านี้ คราแรกยังเห็นหน้านางไม่ชัด ตอนนี้เมื่อได้เห็นในระยะใกล้ อยู่ๆความทรงจำของร่างเดิมก็ปรากฏภาพของสตรนางนี้ในหัวของมู่หลานเฟิน

นางมีนามว่าสวีเมิ่งเหยา เป็นบุตรสาวของท่านราชครู และเป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษในเมืองหลวง เป็นสตรีที่งดงามและมีความสามารถเป็นอันดับหนึ่งในเมืองหลวง และที่สำคัญนางหมายปองเซวียนซานหลาง อีกทั้งยังใช้ความอารมณ์ร้ายของมู่หลานเฟินจนเกิดประโยชน์ หลอกล่อให้มู่หลานเฟินทำไม่ดีต่อหน้าเซวียนซานหลาง ให้เขาไม่ชอบหน้านางหนักเข้าไปอีก

อ้อ ที่แท้ก็ศัตรูหัวใจของนางหรือนี่!

ถุย!ศัตรูหัวใจเจ้าของร่างเดิมสิไม่ใช่ของนางเสียหน่อย

เมื่อคิดได้เช่นนั้นมู่หลานก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ย

"ไม่เป็นอันใด ช่วยคนนับว่าได้บุญ"

"ขอบคุณเจ้ามาก เอ่อ ซื่อจื่อ โอ๊ย"

อยู่ๆสวีเมิ่งเหยาก็ซวนเซล้มลงไปในอ้อมแขนของเซวียนซานหลาง มู่หลานเฟินที่เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับย่นหัวคิ้วด้วยความสงสัย

อันใดกัน เมื่อครู่ตอนเดินมายังดีดีอยู่เลย พอเห็นผู้ชายหล่อเข้าหน่อยขาของสวีเมิ่งเหยาก็อ่อนแรงขึ้นมาทันที ให้ตายเถอะ

สวีเมิ่งเหยาแกล้งทำเป็นเซไปซบอกเซวียนซานหลาง ก่อนจะเงยหน้ามาส่งยิ้มเยาะหยันให้กับมู่หลานเฟิน มู่หลานเฟินที่เห็นเช่นนั้นก็ส่งเสียงเหอะออกมา 

แม่นางคนนี้ร้ายกาจจริงๆ ข้าไม่น่าช่วยนางเลย น่าจะให้นางโดนปาดคอตายไปเสีย!

หากมู่หลานเฟินคนเก่ายังอยู่ป่านนี้คงได้ตบกับสนั่นหวั่นไหวไปนานแล้ว แต่ประทานโทษนะ นางไม่ใช่มู่หลานเฟินคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

เซวียนเจ๋อที่เห็นอย่างนั้นก็หันขวับมามองญาติผู้น้องของตน ก่อนจะยื่นมือมาดึงแขนของมู่หลานเฟินเอาไว้

"หรานหร่าน เจ้าห้ามตบตีคนนะ!"

ไม่เพียงเซวียนเจ๋อเท่านั้น เซวียนซานหลางเองก็จ้องมู่หลานเฟินเขม็ง เพราะเกรงว่ามู่หลานเฟินจะเกิดคลุ้มคลั่งจนตบตีคนขึ้นมาอีก ชายหนุ่มคิดจะผลักสวีเมิ่งเหยาออก แต่นางกลับกอดแขนเขาแน่น จนชายหนุ่มเริ่มโมโห

มู่หลานเฟินส่ายหน้าไปมา ก่อนจะหันมาเอ่ยกับเซวียนเจ๋อ

"ข้าไม่มีเวลาว่างมาตบตีคนหรอก กลับกันเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว"

เอ่ยจบนางก็เดินตรงไปที่รถม้า เซวียนเจ๋อดีใจที่มู่หลานเฟินไม่ก่อเรื่อง เซวียนซานหลางเองก็แปลกใจเช่นเดียวกัน

 ด้านสวีเมิ่งเหยาก็งงเป็นไก่ตาแตกที่วันนี้มู่หลานเฟินไม่ลงมือตบตีตน

มู่หลานเฟินเดินมาถึงรถม้า นางรู้สึกไม่คอยสบายตัวเท่าใดนัก แม้ร่างนี้จะแข็งแรง แต่กลับไม่ได้มีทักษะในการฝึกยุทธ์เท่าใดนัก แม้นางจะแอบฝึกอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง นางรับรู้ได้ในทันทีว่าลมปราณภายในกำลังเสียหาย

ด้านเซวียนซานหลางที่สลัดสวีเมิ่งเหยาได้แล้วก็รีบเดินตามคนทั้งสองมาที่รถม้าทันที เมื่อมาถึงเขาก็ยื่นมือมาคว้าแขนของมู่หลานเฟินเอาไว้

"เจ้ากับข้ามีเรื่องต้องพูดคุยกัน"

"อั๊ก!"

ไม่ทันที่มู่หลานเฟินจะเอ่ยตอบ นางก็กระอักโลหิตออกมาคำโต ก่อนจะหมดสติไป เซวียนซานหลางรีบประคองนางเอาไว้ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น

ดูเหมือนว่าภายในจะได้รับความกระทบกระเทือนไม่น้อยเลย

แทนที่จะได้ไต่สวนนาง กลับกลายเป็นว่าเขาต้องพานางกลับจวนและให้เซวียนเจ๋อเร่งตามหมอมารักษานางแทน

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เมื่อข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายผู้ประสบภัย   ตอนจบ

    แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เข้าห่ำหั่นกับศัตรูเพื่อปิดจบสงครามฉากนี้นี้ ก็ได้ยินเสียงเกือกเท้าม้าดังกึกก้อง คนทั้งสามหันมาสบตากันอีกครั้ง ในดวงตาฉายแววเคร่งเครียดหรือนี่จะเป็นกำลังเสริมของชนเผ่าทุ่งหญ้า?ยังไม่ทันได้คิดสิ่งใดให้มากความเซวียนซานหลางก็เห็นว่ากองทหารของแคว้นทุ่งหญ้าที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแตกแถวออกเป็นวงกว้าง ศีรษะของแม่ทัพเผาทุ่งหญ้าร่วงกระเด็นตกลงบนพื้นดวงตาเบิกโพลงเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าตนจะถูกสังหาร"ฆ่าทิ้งให้หมด!"เซวียนซานหลางมองไปเบื้องหน้า ก่อนที่ดวงตาของเขาจะแดงก่ำตอนนี้มู่หลานเฟิรกำลังควบอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าองอาจ มือหนึ่งจับบังเหียน มือหนึ่งถือหอกเอาไว้ในมือ ปลายด้ามหอกอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงสด นางสวมชุดเกราะรวบผมขึ้นสูง ดวงตามั่นคงหนักแน่นไม่หวาดหวั่น ทุกทีที่นางควบม้าพาดผ่าน ล้วนมีทหารของชนเผ่าทุ่งหญ้าล้มตายราวกับใบไม้ร่วงเสิ่นเหวยอันและซูอวี้เฉิงเมื่อได้เห็นเช่นนั้นก็ตื่นตระหนกไม่น้อย เดิมทีพวกเขารู้ว่านางมีความสามารถ แต่ไม่คิดว่าจะองอาจเยี่ยงแม่ทัพใหญ่ผู้เจนจัดสงครามในสนามรบเช่นนี้มู่หลานเฟินหันมามองบุรุษทั้งสามคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่องอาจ

  • เมื่อข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายผู้ประสบภัย   บทที่ 46 สงคราม

    เมื่อเรื่องราวคลี่คลายแล้ว ทุกคนจึงเกินทางกลับมาที่เมืองหลวง เมื่อกลับมาถึงก็ได้ทราบข่าวร้ายก่อนหน้านี้เซวียนชินอ๋องติดสุราจนเมามาย ทำให้สุขภาพไม่สู้ดีจนถึงขึ้นล้มป่วยลง อีกทั้งยังได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจเนื่องจากรู้ข่าวว่าอวี้หลิงปลิดชีพตนเองตายจากไป แม้ปากจะบอกว่าเกลียดชังนางย่ แต่เมื่อนางตายจากไปจริงๆ เขากลับทำใจไม่ได้ สุดท้ายจึงดื่มเหล้าหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุขภาพทรุดหนักลงเรื่อยๆ จวบจนทนไม่ไหวและตรอมใจตายตามอวี้หลิงไปก่อนจากเขาไม่ได้สั่งเสียสิ่งใดกับบุตรชายทั้งสองคน เอาแต่เหม่อลอยเรียกหาอวี้หลิงและอดีตพระชายาซึ่งก็คือมารดาของเซวียนซานหลาง จวบจนวาระสุดท้ายท่านพ่อของพวกเขาสองคนก็คิดถึงแต่ตนเอง ไม่เคยคิดถึงบุตรชายเลยแม้แต่น้อยงานศพของเซวียนชินอ๋องถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเมื่อบิดาตายจากไป ตำแหน่งชินอ๋องย่อมตกเป็นของเซวียนซานหลางโดยชอบธรรม ส่วนเซวียนเจ๋อนั้นเขาไม่อยากจะรับตำแหน่งใดทั้งสิ้น เขาอยากเป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญที่ได้ใช้ชีวิตตามใจของตนด้านวังหลวงเองก็ไม่สู้ดีเท่าใดนัก ฮ่องเต้เซวียนจงอาการไม่สู้ดีขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังไม่ม่ีทายาทสืบทอด เหล่าขุนนางต่างหวาดหวั่นใจยิ่งน

  • เมื่อข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายผู้ประสบภัย   บทที่ 45 จับคนร้าย

    วันคืนก็ผ่านไปเช่นนี้ จนกระทั่งสุขภาพของมู่หลานเฟินดีขึ้นมาก และเซวียนซานหลางก็สะสางธุระแล้วเสร็จและกลับมาเมืองหลวงพอดี นางจึงบอกเรื่องนี้กับเขาและตัดสินใจกลับบ้านเดิมสักครั้งจวนตระกูลอวี้เป็นตระกูลคหบดี พวกเขาเป็นคนเมืองจินหลิงซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปไม่ไกลเท่าใดนัก นับว่าเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองจินหลิงแล้ว พวกเขาทำการค้าหลายอย่าง หลายปีมานี้กิจการก้าวหน้า เพราะมีน้าสาวและสามีของนางคอยดูแลวันแรกที่มู่หลานเฟินกลับไปถึง ก็พบว่าพวกเขามีท่าทีแปลกประหลาดจริงๆ เหมือนไม่อยากต้อนรับ ราวกับมีบางอย่างปิดบังนางอย่างไรอย่างนั้น แต่่เพราะมู่หลานเฟินต้องการสืบความจริง นางจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นท่าทีนั้นของพวกเขาและยังบอกอีกว่าอยากจะพักอยู่ที่นี่สักระยะเพราะมีเรื่องจะมาแจ้งทุกคน นางเดินทางมาครั้งนี้นำสมบัติมาด้วยหลายหีบบอกว่าเป็นของที่นางเก็บสะสมเอาไว้ แต่ตอนนี้ถูกไล่ออกจากจวนอ๋องแล้วไร้หนทางไปจึงต้องกลับมาบ้านเดิม อวี้หลันมองหลานสาวตนเองด้วยแววตาที่่อ่อนโย แต่ภายในใจกลับเย้ยหยัน ตอนนี้อวี้หลิงถูกขับออกจากจวนอ๋องไปอยู่ที่วัด นางเองไม่ได้สนใจพี่สาวเท่ามดนักเดิมทีพวกนางก็เป็นพี่น้อง

  • เมื่อข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายผู้ประสบภัย   บทที่ 44 น้องสาวบุญธรรม

    เรื่องราวสะเทือนขวัญทั้งหมดที่เกิดขึ้น สร้างคลื่นลมใหญ่หลวงให้กับราชสำนักเป็นอย่างมาก เหล่าราษฎรต่างหวาดหวั่น ต้องใช้เวลาร่วมหลายเดือนกว่าที่คราวจะเงียบหายไปหลังจากเกิดเรื่อง เซวียนชินอ๋องก็กลายเป็นคนเมามาย และวาดใส่คนอื่นไปทั่วทั้งจวน โดยเฉพาะกับมู่หลานเฟิน เขาเอาโทสะทั้งหมดไปลงที่นาง บอกว่านาและป้าของนางคือตัวซวย อีกทั้งยับขับไล่นางออกจากจวนอ๋อง เซวียนซานหลางและเซวียนเจ๋อเองก็ปวดหัวไม่น้อยแต่มู่หลานเฟินกลับไม่ได้โกธร นางเข้าใจเรื่องราวได้อย่างกระจ่างแจ้ง เมื่ออวี้หลิงสิ้นอำนาจแล้ว นางย่อมไม่อาจอยู่ที่จวนอ๋องได้อีก และนางเองก็ไม่อยากจะสร้างปัญหาให้เขาเพิ่ม จึงปรึกษากับเขาว่าจะไปหาซื้อบ้านใหม่อยู่ เปิดร้านขายอาหาร เพราะของมีค่าที่ได้รับพระราชทานมาก่อนหน้านี้ก็ยังมีเหลืออยู่ไม่น้อย แรกเริ่มเซวียนซานหลางไม่เห็นด้วย แต่ม่หลานเฟินกลับเอ่ยโน้มน้าวเขาอย่างใจเย็น เขาจึงยอมตามใจนางเซวียนซานหลางหาบ้านหลังหนึ่งได้ มันตั้งอยู่ในตลาดสามารถทำมาค้าขายได้ เซวียนเจ๋อเป็นห่วงน้องสาวอยากตามมาอยู่ด้วย แต่มู่หลานเฟินบอกว่านางอยู่ได้ชีวิตที่ยากกำบากไม่ใช่ว่านางไม่เคยพานพบ ใช้ชีวิตมาหลายชาติพบเจอความทุ

  • เมื่อข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายผู้ประสบภัย   บทที่ 43 ยาพิษ

    เซวียนซานหลางและมู่หลานเฟินรีบวิ่งมาที่เรือนของอวี้หลิงอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงภาพตรงหน้าก็ทำให้พวกเขาถึงกับหน้าซีดเผือดตอนนี้เซวียนเจ๋อกำลังนอนอยู่บนเตียงเขากระอักโลหิตออกมาไม่หยุด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดจนน่าหวาดหวั่น ลมหายใจก็รวยรินราวกับจะขาดเสียให้ได้ เซวียนซานหลางที่เห็นสภาพน้องชายตนที่ย่ำแย่ถึงเพียงนี้ก็ตื่นตระหนกรีบสั่งให้คนไปตามหมอหลวงมาอย่างเร่งด่วน มู่หลานเฟินเข้าไปประคองญาติผู้พี่ของตนเอง ดวงตาของนางแดงกล่ำ ก่อนจะเอ่ย"เซวียนเจ๋อ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ท่านดื่มยาพิษเข้าไปได้อย่างไรกัน"เซวียนเจ๋อเงยหน้ามามองมู่หลานเฟินอย่างอ่อนแรง ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาไม่ตอบอันใด เพียงมองไปที่มารดาของตนด้วยแววตาที่เย็นชาห่างเหินก่อนหน้านี้ท่านแม่ดูผิดปกติเป็นอย่างยิ่ง นางดูเหมือนครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา เขาจึงจับตาดูนางและพบว่านางกำลังวางแผนจะสังหารพี่ใหญ่ของเขาอีกครั้งเซวียนเจ๋อรู้สึกผิดหวังในตัวมารดาเป็นอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าท่านแม่จะสามารถปล่อยวางความโลภในใจได้แล้ว แต่มันกลับไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย ท่านแม่ยังคงมีจิตใจริษยามักใหญ่ใฝ่สูงท่านแม่คิดอาศัยช่วงชุลมุนวางยาพิษพี่ใหญ่ เขาที

  • เมื่อข้าทะลุมิติมาเป็นนางร้ายผู้ประสบภัย   บทที่ 42 ความจริง

    ด้านมู่หลานเฟินตอนนี้ก็ถูกโซ่ตรวนพันธนาการมือเท้าเอาไว้ นางได้กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นสายหนึ่งที่ฉุนจนแทบแสบจมูก มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ได้กลิ่นจากศพในรูปปั้นเทพธิดา อีกทั้งบนโต๊ะยังมียันต์หลายแผ่นวางเอาไว้"สวีเจี๋ย เราต้องรีบทำพิธีแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเลยฤกษ์ยามดี หลังจากนางตายก็เอาร่างนางหล่อเป็นรูปปั้นของเทพธิดา มอบนางเป็นเครื่องบูชายัญให้เทพปีศาจ เอาล่ะ ข้าจะเร่งขอพร ท่านก็รีบสังหารนาง จากนั้นก็ผ่าท้องนางและเอายันต์ขอพรยัดใส่เข้าไปพร้อมสมุนไพร""ได้เลย"ราชครูสวีรับคำ ด้านเฉินฮองเฮาก็นั่งลงเบื้องหน้าแท่นบูชาที่ตั้งอยู่ในห้องลับ ก่อนจะเอ่ยขอพรอย่างตั้งใจ"ท่านเทพปีศาจ ข้าได้นำเทพธิดามาสังเวยให้ท่านแล้ว หวังว่าท่านจะพอใจ เมื่อท่านพอใจแล้วก็ได้โปรดอำนวยอวยพระให้เซวียนจิ้น บุตรชายของข้าแข็งแรงโดยเร็ว ให้เขาได้ครองราชย์ยอย่างราบรื่น ไร้กังวลด้วยเถิด"มู่หลานเฟินมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่วูบไหว นางพอจะเข้าใจเรื่องราวได้แล้วราชครูสวีและเฉินฮองเฮาดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์พิเศษต่อกัน หรือว่าองค์ชายน้อยผู้นั้นจะ...ยังไม่ทันที่นางจะได้คิดสิ่งใดต่อ ก็พบกับสวีเมิ่งเหยาที่วิ่งเข้ามา ราชครูสวีและเ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status