Masuk“ท่านแม่”
เสียงเรียกของใครบางคนดังแว่วเข้ามาในหัวของเธอเบาๆ ไป๋ฉางอวี้ฝืนความเจ็บปวดพยายามลืมตาตื่นขึ้นมาทีละนิดแต่เมื่อดวงตาเปิดจนเต็มตากลับพบเพียงภาพบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย เพดานห้องที่ควรจะเป็นฝ้าแบบยุคสมัยใหม่ทำไมถึงได้มีแต่ขื่อไม้ที่ถูกวางขวางเอาไว้ระหว่างเสาต้นใหญ่อย่างไม่เป็นระเบียบนัก
‘ที่นี่มันที่ไหนกัน’
ไป๋ฉางอวี้ขยี้ตาอีกครั้งเธอหันไปมองรอบๆ ห้องและพบเข้ากับใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอนัก เสื้อผ้าที่มอมแมมในชุดจีนโบราณนั้นทำเอาไป๋ฉางอวี้อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องดังลั่นจนเด็กชายตัวน้อยเป็นต้องรีบวิ่งไปหลบที่ด้านหลังเสาเรือนด้วยความรวดเร็ว
“ทะ ท่านแม่เป็นอะไรไปหรือขอรับ”
“ผีหลอก!”
“ห๋า! ท่านแม่พูดอะไรข้ากลัวแล้วนะขอรับ”
เด็กชายตัวน้อยที่เดิมยืนกอดเสาอยู่นั้นเป็นต้องรีบวิ่งขึ้นมานั่งบนปลายเตียงนอนของผู้เป็นมารดา เขานั่งขดตัวอยู่อย่างนั้นทั้งยังหันซ้ายมองขวาไปทั่วห้องอย่างหวาดกลัว
“ถะ ถอยออกไปนะอย่ามาหลอกมาหลอนฉันเลย ฉันจะทำบุญไปให้”
“ท่านแม่พูดอะไรข้าไม่เข้าใจ”
เด็กชายนั่งกอดเข่าซุกใบหน้าเล็กลงคล้ายคนหวาดกลัวจนตัวสั่น ไป๋ฉางอวี้จ้องมองใบหน้าเล็กนั้นอีกครั้ง ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเด็กชายที่เธอขับรถชนนั่นเหตุใดถึงมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้นะ
“หนะ หนูเรียกฉันว่าอะไรนะ”
“ข้าเรียกท่านว่าท่านแม่ขอรับ”
‘แล้วทำไมถึงพูดจาแบบนั้นกันอย่าบอกนะว่าฉันทะลุมิติเข้ามาในยุคโบราณเหมือนในนิยายที่เคยอ่านผ่านๆ บ้าน่าไม่จริงหรอก!’
“ช่วยบอกฉัน ไม่ใช่สิ..ช่วยบอกข้าทีว่าที่นี่คือที่ไหน”
“ที่นี่ก็คือหมู่บ้านเฟิ่งหวงในตัวเมืองลั่วหนานอย่างไรเล่าขอรับ นี่ท่านแม่หกล้มจนลืมเลือนไปหมดแล้วงั้นหรือ”
“เมืองลั่วหนาน?”
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ ทั้งยังจ้องมองนางด้วยแววตาใสซื่อ
‘เมืองลั่วหนานนี่มันอยู่ส่วนไหนของประเทศจีนกันนะ มาโผล่ทำไมที่นี่กันอยากจะบ้าตายจริงๆ’
‘แล้วฉันข้ามมิติมาที่แห่งนี้ได้อย่างไรหรือว่าฉันตายไปจากโลกนั้นแล้วอย่างนั้นหรือ’
ไป๋ฉางอวี้ยังคงคิดไม่ตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เธอพยายามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยิ่งคิดมากเท่าใดก็ยังคงหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่
“ท่านแม่”
เสียงเรียกน้อยๆ ของเด็กชายทำให้ไป๋ฉางอวี้มีสติขึ้นมาอีกครั้ง เธอจ้องมองใบหน้าเล็กนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายเพราะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์กับคนตรงหน้าจึงไม่รู้จะสนทนากันอย่างไร
ไป๋ฉางอวี้มองไปรอบๆ ห้องดวงตาก็สบเข้ากับคันฉ่องทองเหลืองที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ไม่ไกลจากเตียงนอนนัก นางลุกขึ้นก่อนจะไปส่องคันฉ่องนั้นแม้จะมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าใดนักแต่ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันนั้นทำให้เธออ้าปากค้างด้วยความมึนงง
‘มันมีด้วยหรือที่จะมีคนหน้าตาคล้ายกันดั่งฝาแฝดเช่นนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน อีกทั้งยังอยู่คนละยุคเช่นนี้บ้าน่าไม่จริงหรอก’
เธอตบหน้าของตนเองเพื่อเรียกสติอีกครั้งเผื่อว่าเรื่องที่พบเจออยู่ในตอนนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันแต่แล้วความเจ็บแสบที่ก่อตัวขึ้นทำให้รู้ได้ทันทีว่านี่คือเรื่องจริง!
‘สวรรค์นี่ฉันทะลุมิติมาจริงๆ หรือนี่แล้วเหตุใดถึงส่งมาอยู่ในที่แบบนี้กันเล่า’
ไป๋ฉางอวี้หันมองไปรอบๆ อีกครั้งสภาพห้องนอนที่ทรุดโทรมประตูหน้าต่างเกือบจะผุพังอยู่แล้ว
‘เก่าเกือบจะพังลงมาได้แล้วกระมัง พวกเขาอยู่ได้อย่างไรกันนะ’
เธอโอดครวญในใจก่อนจะหันไปมองเด็กน้อยอีกครั้ง
“คือเจ้าบอกว่าข้าหกล้มใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
“นั่นอาจทำให้ข้าเลอะเลือนจนจดจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ได้ไปบ้างเจ้าอย่าถือสาข้าเลยนะ”
เด็กน้อยจ้องมองนางก่อนจะพยักหน้าให้เล็กน้อย
“เจ้าหนูชื่ออะไรแล้วที่นี่คือที่ไหนช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“...”
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม [1]
ไป๋ฉางอวี้หลังจากฟังเรื่องราวจากเด็กน้อยแล้วก็ออกมานั่งใช้ความคิดเพียงลำพังบนชิงช้าที่ถูกผูกเอาไว้ตรงต้นไม้ใหญ่หน้าริมรั้วบ้าน ในใจก็ยังคงไม่เชื่อว่าตนเองนั้นได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในยุคโบราณเช่นนี้ทั้งหยิกทั้งตีตนเองไปหลายครั้งก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากความเจ็บปวดที่ได้รับบนผิวกายนี้
‘ของจริงแล้วกระมังทะลุมิติมาจริงๆ เฮ้อ..แล้วฉันจะกลับบ้านได้อย่างไรกันนะ’
แม้ในใจจะสับสนคิดถึงบ้านมากเพียงใดแต่เมื่อหันมองไปรอบๆ ที่นี่กับดูสงบกว่ายุคที่จากมาเสียอีก
ไป๋ฉางอวี้ขยี้ผมของนางอย่างแรงก่อนจะทุบไปที่ต้นขาเพื่อระบายอารมณ์ออกมาเมื่อไม่ได้ดั่งใจกับอะไรสักอย่างเหมือนในยุคที่เคยจากมา
แต่แล้วกำไลข้อมือที่นางสวมติดตัวอยู่ตลอดเวลานั้นอยู่ๆ ก็พลันเปร่งประกายแสงบางอย่างออกมาปรากฎให้เห็นเป็นหน้าจอสี่เหลี่ยมสีฟ้าบางเบา
“อะไรกันเนี่ย”
เมื่อจ้องมองที่หน้าจอสีฟ้าโปร่งใสนั้นก็ทำเอาไป๋ฉางอวี้ตกตะลึงไปไม่น้อย
“มะ มาได้อย่างไรกันนะ”
นางยื่นมือไปสัมผัสหน้าจอนั้นอย่างแผ่วเบาเมื่อนิ้วเรียวแตะไปที่ปุ่มเปิดปิด หน้าจอนั้นก็แสดงข้อมูลที่อยู่ภายในขึ้นมาทีละอย่างแต่ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ
ระบบร้านค้าที่นางเคยเปิดเอาไว้ขายสินค้าในยุคที่จากมานั่นมาอยู่ในนี้! ได้อย่างไรกัน!
ข้าวของทุกชิ้นที่นางรังสรรค์หามาเพื่อขายนั้นอยู่ในนี้ทั้งหมดที่สำคัญยังสามารถค้นหาสินค้าจากร้านอื่นๆ ได้ด้วย
“แม่เจ้า! ใช้งานได้จริงหรือไม่นะ”
ไป๋ฉางอวี้หันมองไปรอบๆ บ้านเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครเห็นนางจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ใกล้ที่สุด นางเปิดระบบขึ้นมาอีกครั้งคิดอยากจะลองเลือกสินค้าออกมาสักชิ้น
อากาศที่นี่แม้จะเป็นช่วงกลางวันแต่กับเย็นยิ่งนักเมื่อคิดเห็นภาพของเด็กน้อยผู้เป็นบุตรชายของเจ้าของร่างนี้ที่ยืนตัวสั่นเพราะความหนาวเย็นของอากาศเหตุเพราะสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นทั้งยังเก่าและขาดจนไม่น่าใส่นางจึงลองเลือกสินค้าจากร้านของตนเองออกมาหนึ่งชิ้น
ไป๋ฉางอวี้เลือกผ้าห่มขนสัตว์หนานุ่มออกมาสามผืนแต่เมื่อจะค้นหาเสื้อผ้าสำหรับใส่ในยุคนี้กลับมีเพียงชุดคอสเพลย์ที่บางเบาเสียอย่างนั้น
‘แบบนี้ไม่ใช่ว่าต้องหาเงินเพิ่มเพื่อซื้อเสื้อผ้าใส่เอาเองหรอกหรือนี่’
ไป๋ฉางอวี้คิดดังนั้นจึงนำผ้าห่มวางไว้บนชั้นวางของ ผ้าเหล่านี้ยังสะอาดและมีกลิ่นหอมน่าจะยังไม่ต้องซักก่อนใช้นางจึงเดินออกไปจากห้องครัวก่อนจะเดินสำรวจบ้านหลังนี้อีกครั้ง
ตัวบ้านทำจากแผ่นไม้ขนาดใหญ่เรียงต่อกันแต่ในส่วนของห้องครัวที่นางเพิ่งออกมานั้นน่าจะทำจากดินและสีที่ดำคล้ำของผนังน่าจะเกิดจากควันหรือฝุ่นที่จับกันนานและขาดการดูแลอย่างแน่นอน
ดวงตาที่มองไปจนทั่วบ้านทำให้รู้ว่าบ้านหลังนี้นั้นข้าวของเครื่องใช้มีน้อยชิ้นยิ่งนัก พวกเขานำมันไปขายหรือว่าไม่มีใช้มาตั้งแต่แรกนั้นก็ไม่อาจรู้ได้
นางเดินไปจนถึงห้องโถงกลางบ้านที่น่าจะเป็นเพียงห้องเดียวที่ดูจะใหญ่สุดแล้ว ก่อนที่สองขาจะก้าวข้ามพ้นประตูไปดวงตาก็สบเข้ากับแผ่นหลังหนาของใครบางคนบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังนั่งหันหลังให้นาง เสื้อผ้าที่ถูกปะชุนซ่อมแซมไปทั่วทั้งตัวนั้นทำเอานางอดที่จะเวทนาไม่ได้
‘รอยปะชุนนั่นฝีมือดีไม่ใช่เล่น ไป๋ฉางอวี้คนเก่าหรือใครที่เป็นคนทำกันแน่นะ’
[1] ครึ่งชั่วยาม = 1 ชั่วโมง
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”“ฮูหยินเว่ย!”“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น“เอาว่ะสู้ตาย!”นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผ
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่งในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว“หายไปไหนแล้วล่ะ”“อะไรหรือขอรับ”“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”“แต่เช้าเลยหรือ”“อื้ม”เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ “ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”“ขอร้าบบบ”เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”“อืม”ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรอง
“พรู๊ด!”ไป๋ฉางอวี้ที่ตักข้าวต้มใส่ปากไม่ทันได้เคี้ยวเป็นต้องรีบคายออกมาอย่างรวดเร็ว“อะ อะไรเนี่ย”“ท่านแม่ข้าว่าต่อไปให้ท่านพ่อทำอาหารเถอะนะขอรับ”“ก็ข้าแค่…ละ แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ยอมบอกข้ามาตรงๆ กันเล่า”“ก็พวกเรา”“ไม่เป็นไรหรอกน่าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว”“พอเถอะข้าจะไปทำให้ใหม่”“ไม่เป็นไรๆ เชื่อข้าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว บ้านของเราแต่ก่อนก็กินแบบนี้น้ำเยอะหน่อยข้าวเพียงก้นชามก็อร่อยแล้ว”ไป๋ฉางอวี้มองผู้เป็นสามีที่เติมน้ำลงไปทีละนิดโดยมีเหวินเซียวหยวนบุตรชายคอยเตือนระดับการเติมน้ำอย่างรู้งาน‘ช่างน่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้’“เอาล่ะกินได้แล้ว”“อืม”เหวินเซียวเย่พูดออกมาก่อนจะตักข้าวต้มกินจนแทบจะเกลี้ยงชาม นางยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยไปว่า“เอาไว้วันหลังท่านก็สอนข้าทำอาหารบ้างสิเจ้าคะจะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย”“ให้ข้าทำเหมือนเดิมน่ะดีแล้วจะได้ไม่ว่างเกิน”‘กลัวกินฝีมือของข้าไม่ได้ล่ะสิ เฮ้อ…มีเครื่องปรุงรสเลิศทั้งทีแต่เหตุใดถึงไม่มีปัญญาทำให้มันอร่อยเหมือนคนอื่นเขากันนะ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้อย่างไรกันเล่า’“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพูดเถอะข้าเองก็ไม
“เพล้ง!”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็วเมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายตามพื้นห้องกับหนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังก้มเก็บเศษของมันอยู่นั่นเอง“พวกเจ้าทำอะไรกัน”“ท่านแม่!”“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะหากถูกเศษกระเบื้องบาดมือเข้าจะทำอย่างไร”นางเข้าไปดึงตัวเด็กน้อยให้ถอยห่างออกจากบริเวณนั้นก่อนจะยึดเศษกระเบื้องมาถือเอาไว้ หันกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามีของเจ้าของร่างที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้านางเลยสักเพียงนิดความฉุนเฉียวที่เห็นเขาไม่ระวังใดๆ ทั้งยังปล่อยให้ลูกชายมาเก็บเศษพวกนี้หากบาดมือเข้าจะทำอย่างไร ปากที่กำลังจะก่นด่าแต่เหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานั้นตาบอดอยู่! ความร้อนรุ่มภายในอกก็เริ่มทุเลาลงทีละนิด“แล้วท่านไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นหรือ”“ข้า…”“ลุกขึ้นมาได้แล้วๆ ก็ช่วยถอยออกไปจากตรงนี้ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของท่านเดี๋ยวนี้”“แต่ว่าข้าจะเก็บเศษกระเบื้องพวกนี้”“ท่านมองไม่เห็นไม่ใช่หรือแล้วจะเก็บอย่างไรหมด”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มปากเอาไว้แน่นดวงตาของเขาดูเหมือนจะแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยอาจจะเพ







