LOGIN“ท่านแม่”
เสียงเรียกของใครบางคนดังแว่วเข้ามาในหัวของเธอเบาๆ ไป๋ฉางอวี้ฝืนความเจ็บปวดพยายามลืมตาตื่นขึ้นมาทีละนิดแต่เมื่อดวงตาเปิดจนเต็มตากลับพบเพียงภาพบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย เพดานห้องที่ควรจะเป็นฝ้าแบบยุคสมัยใหม่ทำไมถึงได้มีแต่ขื่อไม้ที่ถูกวางขวางเอาไว้ระหว่างเสาต้นใหญ่อย่างไม่เป็นระเบียบนัก
‘ที่นี่มันที่ไหนกัน’
ไป๋ฉางอวี้ขยี้ตาอีกครั้งเธอหันไปมองรอบๆ ห้องและพบเข้ากับใบหน้าของเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอนัก เสื้อผ้าที่มอมแมมในชุดจีนโบราณนั้นทำเอาไป๋ฉางอวี้อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องดังลั่นจนเด็กชายตัวน้อยเป็นต้องรีบวิ่งไปหลบที่ด้านหลังเสาเรือนด้วยความรวดเร็ว
“ทะ ท่านแม่เป็นอะไรไปหรือขอรับ”
“ผีหลอก!”
“ห๋า! ท่านแม่พูดอะไรข้ากลัวแล้วนะขอรับ”
เด็กชายตัวน้อยที่เดิมยืนกอดเสาอยู่นั้นเป็นต้องรีบวิ่งขึ้นมานั่งบนปลายเตียงนอนของผู้เป็นมารดา เขานั่งขดตัวอยู่อย่างนั้นทั้งยังหันซ้ายมองขวาไปทั่วห้องอย่างหวาดกลัว
“ถะ ถอยออกไปนะอย่ามาหลอกมาหลอนฉันเลย ฉันจะทำบุญไปให้”
“ท่านแม่พูดอะไรข้าไม่เข้าใจ”
เด็กชายนั่งกอดเข่าซุกใบหน้าเล็กลงคล้ายคนหวาดกลัวจนตัวสั่น ไป๋ฉางอวี้จ้องมองใบหน้าเล็กนั้นอีกครั้ง ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเด็กชายที่เธอขับรถชนนั่นเหตุใดถึงมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้นะ
“หนะ หนูเรียกฉันว่าอะไรนะ”
“ข้าเรียกท่านว่าท่านแม่ขอรับ”
‘แล้วทำไมถึงพูดจาแบบนั้นกันอย่าบอกนะว่าฉันทะลุมิติเข้ามาในยุคโบราณเหมือนในนิยายที่เคยอ่านผ่านๆ บ้าน่าไม่จริงหรอก!’
“ช่วยบอกฉัน ไม่ใช่สิ..ช่วยบอกข้าทีว่าที่นี่คือที่ไหน”
“ที่นี่ก็คือหมู่บ้านเฟิ่งหวงในตัวเมืองลั่วหนานอย่างไรเล่าขอรับ นี่ท่านแม่หกล้มจนลืมเลือนไปหมดแล้วงั้นหรือ”
“เมืองลั่วหนาน?”
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ ทั้งยังจ้องมองนางด้วยแววตาใสซื่อ
‘เมืองลั่วหนานนี่มันอยู่ส่วนไหนของประเทศจีนกันนะ มาโผล่ทำไมที่นี่กันอยากจะบ้าตายจริงๆ’
‘แล้วฉันข้ามมิติมาที่แห่งนี้ได้อย่างไรหรือว่าฉันตายไปจากโลกนั้นแล้วอย่างนั้นหรือ’
ไป๋ฉางอวี้ยังคงคิดไม่ตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เธอพยายามทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ยิ่งคิดมากเท่าใดก็ยังคงหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่
“ท่านแม่”
เสียงเรียกน้อยๆ ของเด็กชายทำให้ไป๋ฉางอวี้มีสติขึ้นมาอีกครั้ง เธอจ้องมองใบหน้าเล็กนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายเพราะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์กับคนตรงหน้าจึงไม่รู้จะสนทนากันอย่างไร
ไป๋ฉางอวี้มองไปรอบๆ ห้องดวงตาก็สบเข้ากับคันฉ่องทองเหลืองที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ไม่ไกลจากเตียงนอนนัก นางลุกขึ้นก่อนจะไปส่องคันฉ่องนั้นแม้จะมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าใดนักแต่ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันนั้นทำให้เธออ้าปากค้างด้วยความมึนงง
‘มันมีด้วยหรือที่จะมีคนหน้าตาคล้ายกันดั่งฝาแฝดเช่นนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน อีกทั้งยังอยู่คนละยุคเช่นนี้บ้าน่าไม่จริงหรอก’
เธอตบหน้าของตนเองเพื่อเรียกสติอีกครั้งเผื่อว่าเรื่องที่พบเจออยู่ในตอนนี้จะเป็นเพียงแค่ความฝันแต่แล้วความเจ็บแสบที่ก่อตัวขึ้นทำให้รู้ได้ทันทีว่านี่คือเรื่องจริง!
‘สวรรค์นี่ฉันทะลุมิติมาจริงๆ หรือนี่แล้วเหตุใดถึงส่งมาอยู่ในที่แบบนี้กันเล่า’
ไป๋ฉางอวี้หันมองไปรอบๆ อีกครั้งสภาพห้องนอนที่ทรุดโทรมประตูหน้าต่างเกือบจะผุพังอยู่แล้ว
‘เก่าเกือบจะพังลงมาได้แล้วกระมัง พวกเขาอยู่ได้อย่างไรกันนะ’
เธอโอดครวญในใจก่อนจะหันไปมองเด็กน้อยอีกครั้ง
“คือเจ้าบอกว่าข้าหกล้มใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
“นั่นอาจทำให้ข้าเลอะเลือนจนจดจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ไม่ได้ไปบ้างเจ้าอย่าถือสาข้าเลยนะ”
เด็กน้อยจ้องมองนางก่อนจะพยักหน้าให้เล็กน้อย
“เจ้าหนูชื่ออะไรแล้วที่นี่คือที่ไหนช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“...”
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม [1]
ไป๋ฉางอวี้หลังจากฟังเรื่องราวจากเด็กน้อยแล้วก็ออกมานั่งใช้ความคิดเพียงลำพังบนชิงช้าที่ถูกผูกเอาไว้ตรงต้นไม้ใหญ่หน้าริมรั้วบ้าน ในใจก็ยังคงไม่เชื่อว่าตนเองนั้นได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในยุคโบราณเช่นนี้ทั้งหยิกทั้งตีตนเองไปหลายครั้งก็ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากความเจ็บปวดที่ได้รับบนผิวกายนี้
‘ของจริงแล้วกระมังทะลุมิติมาจริงๆ เฮ้อ..แล้วฉันจะกลับบ้านได้อย่างไรกันนะ’
แม้ในใจจะสับสนคิดถึงบ้านมากเพียงใดแต่เมื่อหันมองไปรอบๆ ที่นี่กับดูสงบกว่ายุคที่จากมาเสียอีก
ไป๋ฉางอวี้ขยี้ผมของนางอย่างแรงก่อนจะทุบไปที่ต้นขาเพื่อระบายอารมณ์ออกมาเมื่อไม่ได้ดั่งใจกับอะไรสักอย่างเหมือนในยุคที่เคยจากมา
แต่แล้วกำไลข้อมือที่นางสวมติดตัวอยู่ตลอดเวลานั้นอยู่ๆ ก็พลันเปร่งประกายแสงบางอย่างออกมาปรากฎให้เห็นเป็นหน้าจอสี่เหลี่ยมสีฟ้าบางเบา
“อะไรกันเนี่ย”
เมื่อจ้องมองที่หน้าจอสีฟ้าโปร่งใสนั้นก็ทำเอาไป๋ฉางอวี้ตกตะลึงไปไม่น้อย
“มะ มาได้อย่างไรกันนะ”
นางยื่นมือไปสัมผัสหน้าจอนั้นอย่างแผ่วเบาเมื่อนิ้วเรียวแตะไปที่ปุ่มเปิดปิด หน้าจอนั้นก็แสดงข้อมูลที่อยู่ภายในขึ้นมาทีละอย่างแต่ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นก็คือ
ระบบร้านค้าที่นางเคยเปิดเอาไว้ขายสินค้าในยุคที่จากมานั่นมาอยู่ในนี้! ได้อย่างไรกัน!
ข้าวของทุกชิ้นที่นางรังสรรค์หามาเพื่อขายนั้นอยู่ในนี้ทั้งหมดที่สำคัญยังสามารถค้นหาสินค้าจากร้านอื่นๆ ได้ด้วย
“แม่เจ้า! ใช้งานได้จริงหรือไม่นะ”
ไป๋ฉางอวี้หันมองไปรอบๆ บ้านเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครเห็นนางจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ใกล้ที่สุด นางเปิดระบบขึ้นมาอีกครั้งคิดอยากจะลองเลือกสินค้าออกมาสักชิ้น
อากาศที่นี่แม้จะเป็นช่วงกลางวันแต่กับเย็นยิ่งนักเมื่อคิดเห็นภาพของเด็กน้อยผู้เป็นบุตรชายของเจ้าของร่างนี้ที่ยืนตัวสั่นเพราะความหนาวเย็นของอากาศเหตุเพราะสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นทั้งยังเก่าและขาดจนไม่น่าใส่นางจึงลองเลือกสินค้าจากร้านของตนเองออกมาหนึ่งชิ้น
ไป๋ฉางอวี้เลือกผ้าห่มขนสัตว์หนานุ่มออกมาสามผืนแต่เมื่อจะค้นหาเสื้อผ้าสำหรับใส่ในยุคนี้กลับมีเพียงชุดคอสเพลย์ที่บางเบาเสียอย่างนั้น
‘แบบนี้ไม่ใช่ว่าต้องหาเงินเพิ่มเพื่อซื้อเสื้อผ้าใส่เอาเองหรอกหรือนี่’
ไป๋ฉางอวี้คิดดังนั้นจึงนำผ้าห่มวางไว้บนชั้นวางของ ผ้าเหล่านี้ยังสะอาดและมีกลิ่นหอมน่าจะยังไม่ต้องซักก่อนใช้นางจึงเดินออกไปจากห้องครัวก่อนจะเดินสำรวจบ้านหลังนี้อีกครั้ง
ตัวบ้านทำจากแผ่นไม้ขนาดใหญ่เรียงต่อกันแต่ในส่วนของห้องครัวที่นางเพิ่งออกมานั้นน่าจะทำจากดินและสีที่ดำคล้ำของผนังน่าจะเกิดจากควันหรือฝุ่นที่จับกันนานและขาดการดูแลอย่างแน่นอน
ดวงตาที่มองไปจนทั่วบ้านทำให้รู้ว่าบ้านหลังนี้นั้นข้าวของเครื่องใช้มีน้อยชิ้นยิ่งนัก พวกเขานำมันไปขายหรือว่าไม่มีใช้มาตั้งแต่แรกนั้นก็ไม่อาจรู้ได้
นางเดินไปจนถึงห้องโถงกลางบ้านที่น่าจะเป็นเพียงห้องเดียวที่ดูจะใหญ่สุดแล้ว ก่อนที่สองขาจะก้าวข้ามพ้นประตูไปดวงตาก็สบเข้ากับแผ่นหลังหนาของใครบางคนบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังนั่งหันหลังให้นาง เสื้อผ้าที่ถูกปะชุนซ่อมแซมไปทั่วทั้งตัวนั้นทำเอานางอดที่จะเวทนาไม่ได้
‘รอยปะชุนนั่นฝีมือดีไม่ใช่เล่น ไป๋ฉางอวี้คนเก่าหรือใครที่เป็นคนทำกันแน่นะ’
[1] ครึ่งชั่วยาม = 1 ชั่วโมง
-ตลาดจีนเมืองลั่วหนาน-ถนนในเมืองลั่วหนานทุกซอกทุกมุมในเวลานี้นั้นล้วนมีแต่เสียงจุดประทัดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเมือง เทศกาลหยวนเซียวเวียนมาถึงอีกครั้งผู้คนในเมืองต่างก็ดูปรีติยินดี และพากันออกมาชื่นชมความงดงามของโคมไฟและลวดลายต่างๆ กันมากมายยิ่งนักกลุ่มเด็กน้อยก็กำลังวิ่งเล่นในตลาดเสียงหัวเราะของพวกเขาดังกึกก้องไปทั่ว เมื่อผ่านแผงขายขนมจีนโบราณนานาชนิดต่างก็หยุดแวะซื้อกันจนล้นมือ ขนมมากมายมากหน้าหลายตาเต็มแผงขายของไปหมดมีทั้งขนมถั่วแปบ ขนมเปี๊ยะและขนมทอดกรอบกลิ่นที่หอมหวานนั้นตลบอบอวลไปทั่วตลาด“ท่านแม่ข้าไปเรียนแล้วนะขอรับ”เหวินเซียวหยวนลูกชายเพียงคนเดียวของเหวินเซียวเย่และไป๋ฉางอวี้นั้นยืนทำแก้มป่องอยู่ตรงหน้าของนาง ท่าทางที่ดูมีความสุขเมื่อได้ออกไปร่ำเรียนกับเพื่อนๆ ทำให้ไป๋ฉางอวี้อดที่ยิ้มอย่างเอ็นดูให้เขาไม่ได้“ไปเถอะแต่เมื่อเช้าเจ้ากินข้าวเพียงนิดเดียวเอง เอาขนมนี่ติดตัวไปด้วยเผื่อจะหิว”“ขอบคุณขอรับท่านแม่”เหวินเซียวหยวนที่สะพายย่ามภายในบรรจุหนังสืออยู่ก็ยื่นมือไปรับเอาห่อขนมมาใส่ในย่ามของเขา ขนมที่ห
เหวินเซียวเย่ คือบุตรชายของหนึ่งในอนุใต้เท้าเว่ยผู้ที่หนีหายออกไปจากจวนเพราะถูกรองฮูหยินใส่ร้ายเรื่องคบชู้กับทหารในจวนทหารคนสนิทที่คอยอยู่เคียงข้างใต้เท้าเว่ยผู้นั้นถูกลงโทษโบยจนตายไป ก่อนหน้าที่จะรับโทษเขาได้วางแผนให้นางหนีออกไปจากจวนไม่ว่าใต้เท้าเว่ยจะออกตามหานางเท่าใดก็ไม่เคยได้พานพบกันอีกเลยฮูหยินเว่ยไม่คิดว่าบุตรชายที่เกิดจากสายเลือดที่แท้จริงของเขานั้นจะยังมีชีวิตอยู่ น่าเสียดายที่ใต้เท้าเว่ยไม่อาจพานพบเขาได้อีกแล้วลายปักผ้าที่ฮูหยินเว่ยยังคงทะนุถนอมมาจนถึงทุกวันนี้นั้นคือผ้าเช็ดหน้าที่มารดาของเหวินเซียวเย่เป็นคนทำขึ้นมา ลวดลายที่คล้ายคลึงกันกับของสามีไป๋ฉางอวี้เป็นเหตุให้นางโยงเรื่องราวทั้งหมดจนทั้งสองคนได้มาพบกันอีกครั้ง“ฮูหยินแม้ว่าข้าจะมีสายเลือดตระกูลเว่ยก็จริงแต่ว่าข้าก็เป็นเพียงบุตรของอนุเท่านั้นหาได้มีสิ่งใดเหมาะสมกับตระกูลของท่านไม่ ท่านได้โปรดอย่าใส่ใจข้าอีกเลยขอรับ”“พูดอะไรเช่นนั้นมารดาของเจ้าเว่ยอิงเป็นเหมือนน้องสาวของข้าหากว่าไม่มีนางข้าก็คงตรอมใจเรื่องอนุคนที่พ่อของเจ้ารับเข้าจวนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว นางเป
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าในที่สุดนางก็มาอาศัยอยู่ในตัวเมืองได้หนึ่งเดือนเต็มๆ แล้ว ร้านค้าของนางแรกเริ่มขายเพียงสุราและอาหารเท่านั้น ส่วนกระเบื้องเคลือบเหล่านี้นางยังคงเก็บสะสมเอาไว้บนชั้นวางเพื่อเรียกความสนใจจากลูกค้าเท่านั้นยังไม่ได้เปิดขายจริงจังเสียทีเพราะงานในร้านที่มากมายจนในแต่ละวันแทบไม่มีเวลาพักทำเอานางลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิท ปานรูปหัวใจในที่ลับของเหวินเซียวเย่!กลางดึกคืนนั้นไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงตะกุกตะกักด้านล่างของร้านค้าแต่เมื่อหันไปมองด้านข้างของตนกลับพบเพียงความว่างเปล่า“ท่านพี่หายไปไหนนะ”ไป๋ฉางอวี้ที่คิดว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่อาจเป็นเสียงของผู้เป็นสามีนางจึงลุกจากเตียงนอน แต่ทันใดนั้นอาการวิงเวียนหน้ามืดก็ตีตื้นขึ้นมารู้สึกได้ว่าห้องของนางหมุนได้อาการหน้ามืดเช่นนี้ไม่ใช่ว่านางจะเป็นบ่อยๆ หรือเพราะนางทำงานหนักเกินไปงั้นหรือไป๋ฉางอวี้เลิกคิดฟุ้งซ่านก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องนอนแล้วลงมาที่ชั้นล่างเมื่อมาถึงก็ต้องแปลกใจที่เครื่องเคลือบที่สั่งมาก่อนหน้านี้ถูกวางตั้งเอาไว้บนโต๊ะหลายหลายชิ้นที่สำคัญลวดลายเหล่านี้ไม่ใช่
“ในที่ลับของสามีท่านมีปานรูปหัวใจหรือไม่”“พรู๊ด!”“พ่อบ้านซือเหตุใดจึงถามเช่นนี้กันเล่า”ไป๋ฉางอวี้ตกใจจนถึงกับพ่นน้ำชาออกมาใบหน้าของนางแดงก่ำเพราะความเขินอาย‘มาถามเรื่องลับๆ แบบนี้ได้อย่างไรกันนะนางใช่ว่าจะเคยร่วมหอกับเขาเสียที่ไหนกันเล่า คนที่เคยๆ ทำเรื่องนั้นมันก็ภรรยาคนเก่าของเขานี่นาใช่นางเสียที่ไหนกัน’“ก็ท่านกับเขาเป็นสามีภรรยากันย่อมรู้เห็นทุกเรื่องของกันและกันอยู่แล้ว ก่อนหน้าข้าไม่กล้าถามแต่ในเมื่อท่านเป็นคนเริ่มข้าถึงได้กล้าถามออกมาอย่างไรเล่า”“คือว่า”“หืม”ไป๋ฉางอวี้มองหน้าอีกฝ่ายอย่างจนใจตั้งแต่ทะลุมิติมานางได้นอนร่วมเตียงกันกับเขาก็จริงแต่ได้เคยร่วมรักกันที่ไหนเล่ากลางดึกสงัดของคืนนี้ไป๋ฉางอวี้หยิบเอาน้ำหอมออกมาจากระบบวิเศษ น้ำหอมที่มีกลิ่นจางๆ แต่ทำให้เพศตรงข้ามต้องการบางอย่างจากตัวของสตรีได้‘ไม่เอาน่าข
“หุบปากน่า”“!”น้ำเสียงที่กำลังตวาดผู้เป็นน้องชายของเขานั้นทำเอาสองสตรีหันมาจ้องมองพวกเขาในทันที“มีอะไรหรือเจ้าคะ”“ไม่มีอะไร/ไม่มีอะไร”ทั้งคู่รีบตอบพวกนางพร้อมกันทันทีเมื่อเวลาล่วงเลยไปพอสมควรแล้วครอบครัวของเหวินเซียวเผยก็ขอตัวกลับไปเก็บของที่บ้านด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก-เช้าวันถัดไป-รถม้าจากสกุลเว่ยเข้ามารับสุราจากบ้านของนางตั้งแต่เช้าตรู่ไป๋ฉางอวี้ที่ตกลงกับผู้เป็นสามีเรียบร้อยจึงฝากความไปถึงฮูหยินเว่ยว่าวันพรุ่งนี้เช้าทั้งครอบครัวจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองตามที่ได้ตกลงกันมาก่อนหน้านี้พ่อบ้านซือที่ได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งรีบควบรถม้ากลับเข้าเมืองไปอย่างไว“ดีใจอะไรถึงเพียงนั้นกันนะ”ไป๋ฉางอวี้ที่ยืนส่งเขาอยู่หน้าประตูอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวให้คนแก่อย่างเขาคืนนั้นทั้งคืนนางนั่งเก็บของลงหีบเก่าๆ ความตื่นเต้นที่จะได้ย้ายบ้านทำเอานางนอนไม่หลับทั้งคืนเช้าวันนี้ขอบตาของนางจึงบวมเปล่งอย่
ไป๋ฉางอวี้ที่เดินตามสองแม่ลูกสกุลเว่ยมาจนถึงใจกลางของตัวเมืองลั่วหนานมาหยุดอยู่ตรงร้านค้าร้านหนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นมองอาคารร้านค้าสองชั้นที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าด้วยความรู้สึกทึ่งเล็กน้อยคุณชายใหญ่เว่ยผู้นี้มากด้วยสมบัติและรูปโฉมเสียจริงหากว่านางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีที่ไม่มีพันธะใดๆ แล้วล่ะก็ไม่แน่นางอาจจะใช้เสน่ห์ของสตรีเกี้ยวของดูสักครั้งก็เป็นได้‘ไม่ได้สิรูปร่างหน้าตาของเขาคล้ายพี่ชายของนางเมื่อชาติที่แล้วเช่นนี้ จะไปคบหาเขาได้ลงคอได้อย่างไรกัน น่าขนลุกจะตายไป’“เจ้าเป็นอะไร”“เจ้าคะ”“ข้าเห็นเจ้าทำหน้าตาแปลกๆ”“เอ่อ คือว่าข้าคิดว่ามันใหญ่โตไปหรือไม่เจ้าคะคุณชาย”“ไม่หรอกนี่เหมาะสมแล้ว อยู่ใจกลางเมืองทั้งยังมีข้าวของที่เหมาะกับการค้าที่เจ้าตั้งใจจะทำอีกด้วย”“จริงหรือเจ้าคะ”“เดิมทีร้านนี้คือร้านขายอาหารน่ะแต่เจ้าของย้ายออกไปอยู่ในเมืองหลวงจึงทิ้งร้างเอาไว้ ข้าจึงได้รับซื้อเอาไว้ไปดูข้างในกันเถอะ”“เจ้าค่ะ”นางเดินตามฮูหยินและคุณชายเว่ยเข้าไปด้านในร้าน ภายในถูกตกแต่งเอาไว้อย่างงดงามทางเด







