Masuk{ยามเฉิน} 07.00-08.59 น.
“พระสนมพระอาการเป็นเช่นไรเพคะ”
หลิวหลิวเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง สติของเธอสามารถรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีดวงตาเรียวหงส์หันมองไปรอบ ๆ ราวสำรวจสิ่งของเครื่องใช้ ต่าง ๆ ที่ดูแปลกตา หลิวหลิวถูกพัดนำดวงวิญญาณห้วงสุดท้ายของจิตสำนึกเธอมายังร่างที่ไร้ดวงจิต แต่ว่าดวงจิตของเธอนั้นแทนที่จะกลับไปสู่ร่างเดิม กลับถูกพัดพามายังร่างของหญิงสาวอีกคน
‘นี่เรามาอยู่ยุคไหนกันละเนี้ย..ทำไมทุกสิ่งอย่างรอบตัวถึงดูแตกต่างราวคนละยุคละสมัยอย่างนี้นะ’ ร่างเล็กยันตัวลุกก่อนจะเอนศีรษะอิงกับเตียงนอน เธอหันจ้องมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงใบหน้ารูปไข่แววตาส่งยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะบิดผ้าสีขาวสะอาดจากอ่างทองเหลืองขนาดพอเหมาะ มือเล็ก ๆ ของนางยกขึ้นบรรจงสัมผัสเช็ดใบหน้าเธออย่างเบามือ
"ตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหนช่วยบอกได้ไหมคะ" หลิวหลิวเอื้อนเอ่ยออกมาแม้แต่น้ำเสียงของเธอก็ดูต่างออกไปราวกับเป็นคนละคน
“พระสนม!! พระสนมรู้ไหม ตอนที่พระองค์ตกลงไปในสระบัวนั่น หม่อมชั้นเกือบจะกระโดดลงตามพระสนมเสียแล้ว โชคดีที่องครักษ์เฉินเห็นเข้าจึงช่วยพระสนมได้ทันนะเพคะ”
“องครักษ์เฉิน?” หลิวหลิวหลุดเอ่ยเบา ๆ อย่างสงสัย เธอเพราะเธอรู้สึกเหมือนรู้จักคุ้นเคยชื่อนี้มาก่อน
“พระสนมอย่าทรงทำเช่นนั้นอีกนะเพคะ” หญิงสาวตรงหน้าเธอเอ่ยพร้อมน้ำตาเออล้นจนเกือบจะไหล แต่หญิงสาวผู้นี้ก็ยังคงเช็ดลูบแขนของร่างเธอนั้นอย่างเบามือ
"ช่วยบอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น" หลิวหลิวพยายามเค้นหาความจริงเพราะเธอมั่นใจว่าร่างที่เธอรู้สึกนี้มันไม่ใช่ตัวเธอเลยจะทั้งอดีตหรืออนาคตก็ตาม
"พระสนมตกลงไปในสระบัวที่สวนซีเซียนพร้อมกับพระสนมจูเสียนเฟยเพคะ"
'พระสนมจูเสียนเฟย องครักษ์เฉิน ทำไมชื่อช่างดูคุ้นเคยนัก' หลิวหลิวนึกคิด เธอพยายามค่อย ๆ ทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่
'ทำไมชื่อทั้งสองคนช่างเหมือนตัวละครในนิยายเรื่องจักรพรรดินีผู้หนึ่งเดียว' เธอมองมือเล็ก ๆ ที่ดูซูบผอมแต่ผิวพรรณกลับดูผุดผ่อง
‘ถ้าเดาไม่ผิดเราก็คงจะเป็นสนมคนใดคนหนึ่ง ว่าแต่สนมคนไหนกัน’
"เมื่อกี้เจ้าเรียกข้าว่าอะไรเหรอ" เธอเอ่ยถามขณะที่ร่างบางตรงหน้าน้ำตายังมิแห้งหายกับร้องโฮขึ้นมาอีกครั้ง
"อือ..อือ ..พระสนม ทรงลืมหลินเสียงแล้วหรือเพคะ"
'หลินเสียง องครักษ์เฉิน นี่เราอยู่ในร่างสนมหลิวซูเฟยงั้นเหรอ...ตาแก่นั่นคงสะเพร่าเหมือนเดิมซินะ ไม่ส่งฉันกลับไปร่างเดิมยังไม่พอ ยังส่งฉันมาอยู่ร่างใกล้ตายอีก' หลิวหลิวยกขาหนึ่งวางบนเตียงพร้อมเอามือเท้าศีรษะเล็ก ๆ นั่นไว้
“แล้วองครักษ์เฉินอยู่ไหนรึ”
“องครักษ์เฉิน..? ” หลินเสียงจ้องมองหน้านายหญิงตนพลางก็สงสัยเพราะยามปกติแล้วนางจะเรียกองครักษ์ข้างกายเพียงชี่อ หากในยามนี้กลับเรียกราวกับคนแปลกหน้ากัน
"อือ..อือ..พระสนมท่านป่วยแล้วจริง ๆ" หลินเสียงร้องไห้หนักอีกครั้งจนเธอต้องตบหลังร่างบางนั่นเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยแก้ตัว
“อ่ะ…ข้าหมายถึงเฉินฮั่ว เจ้าเรียกเขาให้ข้าหน่อย” หลิวหลิวนึกขึ้นได้จึงรีบแก้ตัว
‘นี่เราจะใช้ชีวิตเป็นสนมหลิวรอดไหมนะ ในเนื้อหาเรียกว่าเป็นตัวละครที่มีอายุสั้นเสียจริง…เห้อ..’ หลิวหลิวนึกไปพลางถอนหายใจไป นึก ๆ แล้วชีวิตเธอช่างน่าสงสารนักตายแล้วก็จะต้องมาตายซ้ำอีก
“เดี๋ยวหม่อมชั้นไปเรียกองครักษ์เฉินให้นะเพคะ” หลินเสียงยกมือหนึ่งปาดน้ำตาก่อนจะลุกถืออ่างทองเหลืองออกไป
หลินเสียงเดินก้าวข้ามธรณีประตูไม่ไกลก็พบร่างสูงยืนกอดอกอิงบานผนังเฝ้ารออยู่ข้าง ๆ ประตูห้องเหมือนในทุกๆ วันตั้งแต่ที่สนมหลิวซูเฟย หรือหลิวเซียงเอ๋อร์ตกน้ำ องครักษ์หนุ่มผู้นี้ก็ยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้นสลักอยู่หน้าประตู สายตาคมดุทอดมองออกไปอย่างไม่มีจุดหมาย
“พระสนมทรงเรียกหาท่าน ท่านเข้าไปเถอะองครักษ์เฉิน” หลินเสียง กล่าวสั้น ๆ
“พระสนมเป็นเช่นไร อาการดีขึ้นมากไหมแม่นางหลิน” เฉินฮั่วรีบถาม
“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ แต่....."
"แต่อะไรหรือแม่นางหลิน?"
"เชิญท่านเข้าไปดูเถอะ ให้พระสนมทรงรอนานจะทรงโกรธได้นะเจ้าคะ”
หลิวหลิวหลับตาพริ้มเธอนึกยังไงก็ไม่เห็นความทรงจำของสนมหลิวซูเฟยเลยมีเพียงความมืดยามหลับตากับเสียงผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา
‘ทำไมในนิยายที่ฉันเคยอ่านเวลาข้ามเวลามาอยู่ในร่างอีกคนถึงสามารถดูความทรงจำร่างคนอื่นได้ล่ะ หรือเรายังตั้งสมาธิไม่พอ’ นึกได้เช่นนั้นเธอจึงยกขาทั้งสองข้างขึ้นนั่งขัดตะหมาดพร้อมวางมือประสานไว้ที่ตัก เฉินฮั่วเปิดประตูเข้ามา เขาได้แต่ยืนมองท่าทางแปลก ๆ ของนางอย่างไม่เข้าใจ ครั้นจะถาม เห็นจะไม่สมควร เขาจึงทำได้เพียงยืนรอนาง หลิวหลิวเริ่มหมดความอดทนในการค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเธอจึงลืมตาขึ้นอย่างเร็ว
“แม่ตก!!” เสียงอุทานเล็ก ๆ หลุดออกจากริมฝีปากเล็ก ๆ ทำให้คนที่ยืนตรงหน้าถึงกับขมวดคิ้วเรียวนั่น
“กระหม่อมคารวะพระสนม” เฉินฮั่วยกมือประสานโค้งคำนับ
‘พระเจ้านี่องครักษ์เฉินหรือนี่ ฉันคิดว่านายแบบซะแล้ว สนมหลิวโชคดีจังมีคนหล่ออยู่ข้างกายแบบนี้ ไม่ต้องสนใจฮ่องเต้แล้วก็ได้ เป็นเราเมินซิคะ ในเมื่อฮ่องเต้เองก็ไม่ได้สนใจสนมหลิวอยู่แล้วด้วยแบบนี้เราก็คงพ้นโทษถูกส่งเข้าตำหนักเย็น’
“พระสนมทรงเรียกระหม่อมมาทรงมีอะไรจะรับสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เออ..เราเรียกท่านเพราะอยากขอบคุณที่ท่านช่วยเราไว้” หลิวหลิวในร่างหลิวเซียงเอ๋อร์เอ่ยตอบอย่างเกรง ๆ เธอไม่เคยเห็นใครรูปงามเช่นนี้มาก่อน
‘คงเป็นเขาซินะที่เห็นเมื่อคราวที่แล้ว ฉันนี่น่าอายจริง ๆ เห็นคนองครักษ์ตัวเองก็คิดว่าเทพเซียนบนสวรรค์’ นางนึกถึงภาพชายหนุ่มเมื่อครั้นลืมตาตื่นหลังจากที่ได้สติจากการจมน้ำเมื่อสามวันก่อน
“มันคือหน้าที่กระหม่อม ขอพระสนมอย่าได้ถือเป็นหนี้บุญคุณ หากเป็นบุญคุณนั้นแล้ว กระหม่อมเองต้องเป็นผู้ตอบแทนพ่ะย่ะค่ะ” เฉินฮั่วรีบกล่าว
“เช่นนั้นเราก็ยังอยากขอบคุณท่านอยู่ดี ท่านอยากได้อะไรบอกเรา เราจักให้ท่าน” หลิวหลิวเอ่ยถึงน้ำใจที่นางจะมอบให้ ผิดกับหลิวเซียงเอ๋อร์คนเดิมแทบไม่มีเลย นางเกิดในตระกูลสูงศักดิ์และคิดเสมอว่าบ่าวไพรเป็นของตระกูลหลิวแม้จะตายแทนก็ย่อมได้ จริงอยู่ในยุคสมัยนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาแต่ หลิวหลิวผู้ที่เกิดอยู่ในยุคสองพันสิบสอง ยุคสมัยที่ทุกคนเท่าเทียมกันย่อมต้องมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรคิดแบบนั้น
“มิสมควรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทำตามหน้าที่ขอพระสนมอย่าได้ทำเช่นนี้เลยกระหม่อมมิสบายใจได้พ่ะย่ะค่ะ” เฉินฮั่วคุกเข่าลงยกมือประสานขึ้นเหนือศีรษะ
‘ช่างเป็นคนดีเสียจริง’ ดวงตาเธอจับจ้องท่าทางบุรุษตรงหน้าพลางนึกชมเขาอยู่ภายใน พร้อมยกยิ้มอย่างพอใจ
“งั้น…หากท่านยังนึกไม่ออกตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ไว้เมื่อท่านนึกได้เมื่อไหร่ขอให้บอกเราถือว่าเป็นน้ำใจจากเราก็พอ”
“เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” เฉินฮั่วโค้งคำนับก่อนจะลุกยืนตรงตามเดิม แม้เขาจะรู้สึกแปลกใจในท่าทางของหลิวเซียงเอ๋อร์เช่นไร แต่ความรักที่เขามีให้นางก็ยังคงเช่นเดิม
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ
ร่างบางขยับกายเล็กน้อย มือเล็กลูบสัมผัสความเย็นไปที่เตียงนอน‘เขาคงออกไปก่อนรุ่งสางสินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ปรือตามองไปรอบห้องหอไร้เงาฮ่องเต้หนุ่ม แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกโล่ง แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกเปลี่ยวเหงา ร่างบางยันกายลุกนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมา เธอนึกได้ว่าเฉินฮั่วได้เข้ามาที่ห้องหอนี้เช่นกัน อาจเพราะคิดว่าเธอมีภัยเขาจึงพลีพลามเข้ามาในห้องเธอในยามจังหวะนั้นได้“พระสนม..ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงคุ้นเอ่ยเรียกนางในยามเช้าอย่างตื่นเต้น“มีอะไรหรือ..”“องค์หญิงเจ็ดมาพบพระสนม รออยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักแล้วเพคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นของนางทำให้คนฟังพลางขมวดคิ้วตาม‘องค์หญิงเจ็ด? นี่เรายังต้องพบใครอีกบ้างนะ’ ภาพความคิดครั้งเก่าก่อนที่เธอจะมาที่แห่งนี้ก็ไม่เคยมีผ่านในความคิดนั้นซักครั้ง เพราะนี่คือตัวละครนอกที่ไม่มีเอ่ยเล่าอยู่ในนิยายที่เธอเคยอ่าน แววตาเรียวจับจ้องมองสตรีร่างสูงกว่าเธอไม่มากนัก แต่กลับดูสง่างามราวบุรุษ ริมฝีปากเรียวบางยกยิ้มทักทายจนเธอแปลกใจในท่าทางนาง แววตากลมราวกวา
แสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่







