LOGINหลังจากที่ร่างกายเริ่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หลิวเซียงเอ๋อร์ยันกายลุกขยับออกจากเตียงพร้อมทำท่าบิดไปมา
“ตายแล้ว!! พระสนมทรงทำท่าอะไรเพคะ” หลินเสียงรีบเอ่ยปรามขณะที่นางเดินยังไม่พ้นธรณีประตูด้วยซ้ำ
“ก็บิดขี้เกียจไงเจ้าไม่รู้จักหรือ” หลิวเซียงเอ๋อร์ทำหน้าสงสัยนางไม่รู้ว่าสตรียุคนี้จะอ่อนช้อยไปไหนกันรักษากิริยามารยาทแม้ยามอยู่ในห้องหอส่วนตัวก็ตาม
“ขี้เกียจ? พระสนมเหตุใดทรงพูดไม่ไพเราะเช่นนั้นเพคะ” หลินเสียงเอ่ยถามระคนสงสัย นางไม่เคยเห็นสนมตนจะลืมกริยางดงามแม้ยามนอนนางก็จะบรรจงเอนกายอย่างสง่างาม
“ก็มันขี้เกียจจริง ๆ แล้วก็น่าเบื่อมากด้วย ตั้งแต่เราลุกมายังมิได้ก้าวออกจากตำหนักไปไหนเลย” หลิวเซียงเอ๋อร์ทำปากเบ้ตึงสายตามองหลินเสียง
“เช่นนั้นพระสนมจักเข้าเฝ้าฮ่องเต้ใช่หรือไม่เพคะ” หลินเสียงถามอย่างใคร่รู้เพราะปกติแล้วยามที่นางลุกจากเตียงจะเอ่ยถึงฮ่องเต้เป็นคนแรก
“ไม่..เราจะออกไปเที่ยวชมตลาด เจ้าว่าดีหรือไม่” หลิวเซียงเอ๋อร์เอ่ยชวนหลินเสียงที่กำลังเตรียมน้ำล้างหน้าให้นาง
“หม่อมชั้นว่าพระสนมควรเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก่อนดีหรือไม่เพคะ”
“ทำไมเราต้องเข้าเฝ้าก่อนด้วยหล่ะ ในเมื่อฮ่องเต้ก็ทรงมีสนมมากมายใส่ใจดูแลแล้ว”
“พระสนมพูดเช่นนี้มิได้นะเพคะ หากผู้ใดได้ยินจะนำไปกราบทูลฮ่องเต้ได้นะเพคะ”
“เข้าใจแล้ว ๆ งั้นเอาไว้พรุ่งนี้เราจะไปดีไหม แต่วันนี้เราไปเที่ยวตลาดกันก่อน”
“แต่...”
"ไม่มีแต่ หากเจ้าเรื่องเยอะเราจะออกไปคนเดียวก็ได้"
"มิได้นะเพคะ..เช่นนั้นหม่อมชั้นต้องไปบอกองครักษ์เฉินก่อนเพคะ" หลินเสียงประสานมือเสมออกน้อมย่อกายลงก่อนจะเดินออกไป หลิวเซียงเอ๋อร์นั่งพิจารณาใบหน้าเล็กเรียวที่สะท้อนกับแผ่นทองเหลืองขัดจนมันวาวราวกับกระจก แต่ก็ไม่ได้ชัดเจนนัก
‘หน้าเล็กจังดูจมูกนี่ซิชั่งน่าบีบนักเชิดรั้นราวคนหยิ่งยโส ดวงตายาวเรียวคมเฉียวราวกับตาหงส์ ช่างเป็นนางร้ายที่ดูสวยงามปานล่มเมืองจริง ๆ ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ แอบนึกหมั่นใส้ผิดกับเธอที่เป็นหญิงสาวหน้าตาสุดแสนจะธรรมดา แต่กับหลิวเซียงเอ๋อร์นางมีรูปโฉมงดงามชายใดได้เห็นต่างก็คงต้องหลงรัก หากแต่นางกลับเลือกที่จะเป็นเพียงสนมของฮ่องเต้ผู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง
“พระสนม..องครักษ์เฉินเตรียมรถม้าไว้ให้พระองค์แล้วเพคะ” หลินเสียงเดินเข้ามาด้านหลังขณะที่นางกำนัลสองสามนางกำลังแต่งกายให้กับเธออย่างงดงาม ใบหน้าที่ขาวซีดกลับดูมีน้ำมีนวลขึ้น ผิดเพียงที่เธอสั่งห้ามไม่ให้นางกำนัลผัดแป้งเยอะเหมือนทุกครั้ง เพราะเธอคิดว่าสนมหลิวซูเฟยผิวพรรณนั้นดีอยู่แล้วแต่งแต้มเพียงนิดหน่อยก็งดงาม
เสียงผู้คนพูดคุยกันเสียงดังครึกครื้นทำให้นางที่อยู่ภายในรถม้าอดที่จะแง้มผ้าออกมาดูผู้คนไม่ได้
“พระสนมเดียวเราลงเดินชมตลาดกันตรงนี้ดีหรือไม่เพคะ”
“ดี..งั้นเราลงก่อนนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์ลุกพรวดอย่างลืมตัว
‘อ่ะ..ไม่ได้ซินะฉันเป็นสนมหลิวแล้วต้องรักษากิริยาท่าทางเสียหน่อย’ เธอหันไปมองจ้องหน้าหลินเสียงที่อ้าปากค้าง
“พระสนม!! ท่านทำท่าทางเยี่ยงนี้ไม่ได้นะเพคะ”
“อืม..เรารู้แล้วไปเถอะหลินเสียง เฉินฮั่วท่านไม่ต้องตามติดเราก็ได้ไม่มีเรื่องอันใดหรอก” หลิวเซียงเอ๋อร์หันมาบอกองครักษ์ข้างกายที่กำลังจะเดินมาขนาบข้างกับเธอ จนเขาต้องหยุดก้าวถอยหลังไปสองก้าว
หลิวเซียงเอ๋อร์เพลิดเพลินกับการเที่ยวชมตลาดโบราณนี้นักผู้คนสวมใส่อาภรณ์ราวกับอยู่ในซีรีย์หนังจีนโบราณ เสียงตะโกนเรียกซื้อไม่ขาดสายสิ่งของต่าง ๆ ก็ดูแปลกตา
“คุณหนูท่านดูหยกของข้าก่อนไหม หยกข้าสวยงามที่สุดใต้หล้านะขอรับ” เสียงแหบ ๆ เอ่ยเรียกเธอข้าง ๆ หลิวเซียงเอ๋อร์หันชมหยกสวย
‘สวยจริง ๆ ด้วยแหะ ขนาดสมัยนี้เครื่องไม้เครื่องมือยังไม่ก้าวหน้าแต่หยกชิ้นนี้สวยมันเงาเชียว’ หลิวเซียงเอ๋อร์พลิกหยกไปมา
“คุณหนูข้าว่าเราเดินชมกันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” หลินเสียงเรียกหลิวเซียงเอ๋อร์เหมือนเช่นแต่ก่อน ก่อนที่เธอจะแต่เข้ามาเป็นสนมตำแหน่งซูเฟย เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่านางเป็นใคร และเป็นเรื่องธรรมดาที่ชาวบ้านจะจดจำใบหน้าพระสนมไม่ได้ซึ่งสมัยนั้นกษัตริย์นั่งเกี้ยวผ่านชาวบ้านต่างก็ต้องก้มหน้าลงพื้นดินตามธรรมเนียมประเพณี
……
“พี่ใหญ่ท่านดูนั่น นั่นพระสนมหลิวซูเฟยมิใช่หรือขอรับ” บุรุษสองคนที่นั่งมองลงมาจากชั้นบนของหอคณิกา
“นางออกวังมาเที่ยวชมตลาดช่างแปลกนัก” บุรุษหนึ่งพึมพำเบา ๆ แววตาคมจ้องมองคล้ายคนสงสัย เดิมสนมหลิวซูเฟยเป็นคนหยิ่งยโสโอหังไม่ชอบเบียดเสียดกับผู้ใดแต่ยามนี้นางกับเดินชมอย่างเพลิดเพลินอารมณ์ดี
‘เหตุใดนางถึงออกมาอยู่ในที่แบบนี้กัน ในเมื่อหายดีแล้วทำไมถึงไม่เข้าเฝ้าฮ่องเต้’ ร่างแกร่งสูงกำยำจับสาบเสื้อกระชับเข้ากับลำตัวก่อนจะกระโดดลงมายังมุมกำแพงอิฐเก่า ๆ เขาต้องการอยากรู้ว่านางออกมาติดต่อหาใครหรือไม่เพราะในสายข่าวกรองที่ได้รับมีเพียงบอกเป็นสนมในวังเป็นผู้ติดต่อกับกลุ่มคิดก่อการกบฏที่ลักพาตัวไท่เฟยไป
“แค่ติดตามนางไป อย่าให้นางรู้ตัว เจ้าจงระวังองครักษ์นางด้วย” บุรุษชุดดำกระซิบบอกบุรุษที่ยืนแนบข้างอีกคน
“ขอรับ” เขาน้อมคำนับก่อนจะกระโดดหายไปอย่างไร้เงา
……
“คุณหนูข้าว่าเราเดินชมตลาดกันนานแล้ว เช่นนั้นเรากลับกันดีหรือไม่เจ้าคะ” หลินเสียงเดินหอบหิ้วสิ่งของพะรุงพะรังเช่นเดียวกับเฉินฮั่ว นางรีบเดินขนาบข้างนายสาวก่อนจะทักท้วงเบา ๆ หลิวเซียงเอ๋อร์หยุดเดินและหันมามองร่างบางข้าง ๆ ที่ถือของสูงท้วมใบหน้าทำให้อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ฮะ..ฮ่า ก็ได้ ๆ เรากลับกันก่อนก็ได้” หลิวเซียงเอ๋อร์หยิบยกสิ่งของนั่นก่อนจะเดินนำฝ่าผู้คนที่กำลังเดินชมเดินซื้อสิ่งของต่าง ๆในตลาด
.......
“หลบเร็ว!! หลบเร็ว!! รถม้าพยศกำลังวิ่งมาทางนี้” เสียงชายคนหนึ่งตะโกนมาจากที่ไกล ๆ แต่ก็พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลิวเซียงเอ๋อร์หันไปมองหน้าองครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างก่อนที่เขาจะลอยตัวไปควบรถม้านั่น เฉินฮั่วพยายามยื้ออาชาสองตัวที่กำลังพยศเขารั้งดึงไว้จนอาชาคู่หยุดลง แต่เกี้ยวที่หลุดออกกับวิ่งตรงมายังหลิวเซียงเอ๋อร์ เธอมองรถม้าที่วิ่งมาด้วยความเร็วจนทำอะไรไม่ถูกได้แต่เพียงหลับตาแน่น
พลัก!! ตุบ!!
‘ไม่เจ็บแฮ่ะ…’ หลิวเซียงเอ๋อร์ค่อย ๆ ลืมตามอง ภาพที่เห็นคือร่างของเธอกำลังนอนทับลงแผลงอกแกร่งของเขา ริมฝีปากอิ่มประกบทับบนผืนผ้าคลุมที่ใช้ปกปิดใบหน้า แม้ว่าสัมผัสที่เธอประทับลงจะมีผ้ากั้นไว้แต่ความรู้สึกกลับสัมผัสได้ถึงริมฝีปากอุ่นของเขามันช่างชัดเจนเสียยิ่งกระไร
“อ่ะ!!..” เธอรีบดันตัวลุกขึ้นจัดแต่งชุดให้เรียบร้อยด้วยความไว ใบหน้านวลตอนนี้เริ่มมีสีแดงระเรือบุรุษในชุดดำรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เขาไม่เคยเห็นท่าทางเขินอายของสตรีใดน่ามองเช่นนาง
“คุณหนู!! คุณหนูเจ้าคะ” เสียงเรียกของหลินเสียงที่ดังเรียกมาแต่ไกล ทำให้บุรุษชุดดำรีบใช้วิชาตัวเบากระโดดหลบหายไปเสียก่อนที่นางจะมาถึง หลิวเซียงเอ๋อร์ ได้แต่ยืนหันซ้ายมองขวา เธออยากรู้ว่าชายชุดทำเป็นใครแล้วทำไมถึงมาช่วยเธอไว้
"คุณหนู ข้าคิดว่าคุณหนูจะได้รับบาดเจ็บแล้วเสียอีก ข้านี่สมควรได้รับโทษจริง ๆ ที่ปล่อยคุณหนูอยู่ในที่อันตรายเช่นนี้” หลินเสียงตำหนิตนเองที่ละทิ้งให้เธอคาดสายได้จากนาง
“พระสนมข้าว่าเรารีบกลับตำหนักกันเสียจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” เฉินฮั่วรีบเดินนำรถม้าเข้ามารอรับ หลิวเซียงเอ๋อร์ยังคงเก็บความสงสัยไว้เธอเพราะดวงตาและคิ้วเรียวพาดเฉียงนั่นทำให้เธอกลับนึกถึงภาพของใครซักคน
~ พิธีอภิเษกสมรสสนมเต๋อเฟย~ ลานกว้างหน้าพระราชวังถูกประดับไปด้วยช่อผ้าสีแดงสด เหล่านางกำนัลกำลังเร่งรีบจัดแต่งชุดให้เจ้าสาว ใบหน้านางยามนี้ฉายแววไปด้วยความสุข แม้นางจะมิเคยพบฮ่องเต้หนานรั่วหานคนนี้มาก่อนแต่เมื่อได้มาพบนางก็ยินดีพร้อมแต่งแม้ต้องอยู่ขั้นสนมนางก็รับได้ แม่สื่อจัดแต่งมงกุฎให้นางเป็นครั้งสุดท้าย“ฮ่องเต้เสด็จ!!..” เหิงกงกงที่ยืนอยู่หน้าตำหนักซูเฉียวกง เอ่ยตะโกนบอกกล่าวให้นางรู้ว่าพิธีส่งตัวได้เริ่มแล้ว ร่างสูงย่างลงจากเกี้ยวหลังใหญ่ ด้วยท่วงท่าสง่างามชุดสีแดงสะบัดตามแรงจังหวะก้าวเดิน“ข้ามีงานที่ต้องสะสางต่อฉะนั้นรีบเสร็จพิธี” ฮ่องเต้หนานรั่วหานเอ่ยบอกเหิงกงกง ชายชรายอบกายก่อนเร่งรีบวิ่งไปหน้าห้องหอนาง ร่างบางยามนี้นั่งนิ่งในใจกลับราวมีเสียงกลองตีกึกก้อง มือเล็ก ๆก็พลางสั่นด้วยความตื่นเต้นปนกลัวไปได้ ฮ่องเต้หนุ่มค่อย ๆ นั่งลงข้างนางก่อนจะยกผ้าปิดหน้าออก ใบหน้าอิ่มแหงนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากลมโตเขาขมวดคิ้วหนาก่อนจะหันไปหยิบยกสุรามงคลขึ้นดื่มรวดเดียวหมดก่อ
ร่างสูงมองกองหนังสือมากมายที่จัดเรียงไว้รอสะสาง‘ดูท่าเห็นทีคืนนี้คงต้องพักไว้ก่อน’ ใบหน้าเคร่งขรึมยามนี้ได้หยุดมือลงละมองไปนอกหน้าต่างที่มีเพียงแสงส่องของดวงจันทร์และตะเกียงไฟที่จุดไว้เรียงรายตามทางเดิน“เหิงกงกงเตรียมเกี้ยวข้าจะไปตำหนักสนมหลิว” เสียงทุ้มเอ่ยหนักแน่น ยามนี้เขาไม่สามารถข่มใจให้นั่งอยู่ต่อได้ “ฮ่องเต้จะเสด็จตำหนักซูฮวากง เด็ก ๆ เตรียมเกี้ยววว” เสียงเหิงกงกงประกาศบอกเหล่าขันทีองครักษ์ที่ดูแลรอบด้านตำหนักให้ทราบ ก่อนที่ร่างสูงจะทอดเดินไปตำหนักซูฮวากงยามนี้มีเพียงแสงไฟบางจุดที่ส่องแสงรวมถึงในห้องหอนางยามนี้ก็ดูสลัวยิ่งนัก ฮ่องเต้ลุกก้าวลงจากเกี้ยวจนเหล่านางกำนัลขันทีวิ่งรับกันแทบไม่ทัน“ถวายพระพร//ถวายบังคมฮ่องเต้ เพคะ//พ่ะย่ะค่ะ” เสียงดังในยามค่ำคืนปลุกให้เธอที่กำลังขดตัวกอดหมอนอุ่นต้องพลิกฟัง‘ฮ่องเต้..มายามนี้ทำไมกัน หรือวันนี้เราจะสร้างเรื่องอะไรให้พระองค์ไม่พอใจกันนะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ผละตัวลุกจากเตียงนอนก่อนรีบลุกไปเปิดประตูห้องหออย่างไม่รอช้า หลินเสียงที่ดูท่าที่ยังไม่ตื่นจากฝันได้ยกศีรษะเล็ก ๆ หันมองก่อนรีบยอบตัวลงแทบติดพื้น“ถะ..ถวายพระพรฝ่าบาท” หลินเสียงรีบคารวะ
ร่างสูงของสตรีคนหนึ่งยืนรอเธออยู่ด้านนอกห้องบรรทมพลางเร่งเร้า ด้วยการเดินไปเดินมาหน้าห้องทำให้เธอต้องรีบจัดแจงชุด หลิวเซียงเอ๋อร์ยืนมองตัวเธอผ่านเงาสะท้อนจากแผนทองเหลือง ร่างอรชรที่สวมชุดคล้ายคลึงบุรุษ มัดรวบผมตึงกลางศรีษะใบหน้ายามไร้เครื่องประทินโฉมกลับมองดูสดใส ผิวกายเรียบเนียนขับชุดสีครามเข้มให้ดูสว่าง“หลินเสียงพอแล้ว เราจะไปฝึกซ้อมมิได้ออกไปเที่ยวไหนมิต้องแต่งมากนัก” เสียงห้ามของเธอทำให้นางหยุดมือลง หลินเสียงมองนายหญิงตนอย่างสงสัยเหตุใดนางถึงมีวรยุทธ์จนสามารถที่จะฝึกสอนผู้อื่นได้ เพราะนางเองก็มิเคยออกห่างจากกายนางไปที่ใด“พระสนมท่านไปเอาวิชาวรยุทธ์นี้มาจากที่ใดกันหม่อมชั้นใคร่อยากรู้นัก” หลินเสียงเอ่ยถามอย่างสงสัย‘ฉันจะบอกได้ยังไง ว่าจากภพชาติเดิมที่ฉันเคยอยู่’ หลิวเซียงเอ๋อร์มองหน้ายกยิ้มกรุ่มกริ้มก่อนจะกระซิบบอกนาง“เราก็แค่จำเอาเวลาที่เฉินฮั่วฝึกไง” เธอโกหกหญิงสาวตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัยให้นาง หากความจริงแล้วถ่วงท่าที่เธอใช้ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เฉินฮั่วใช้จริง ๆ เธอเองก็สงสัยเช่นกันเหตุใดเฉินฮั่วจึงรู้ท่าทางของศิลปะเทควันโดนี้“...เพคะ” หลินเสียงทำท่าพยักหน้ารับงก ๆ ราวกับเข
เสียงผู้คนพลุกพล่านแข่งกับเสียงนกร้องในยามเช้า หลิวเซียงเอ๋อร์กระสับกระสายร่างไปมาบนเตียงอุ่นพลางเอาหมอนหนุนยกปิดหูทั้งสองข้าง“หลินเสียง..เกิดอะไรขึ้น” เธอมองหน้าบ่าวในตำหนักที่กรูเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมีหลินเสียงยืนอยู่ด้านหน้าแถว“ทูลพระสนม..ฝ่าบาทมีราชโองการให้จัดเลี้ยงต้อนรับคณะทูตจากแคว้นหูเยว่ที่จะมาถึงในอีกสามวันเพคะ” เธอยกมือจับชายผ้าคลุมกระชับไหล่ก่อนจะลุกเดินออกไปมองดูด้านหน้าที่เหล่าขันทีและสาวใช้นางกำนัลกำลังปัดกวาดเช็ดถูคล่องแคล่ว เธอผินหน้ามองไปยังตำหนักใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง“คงเพราะทราบข่าวเมื่อคืนซินะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องหอตามเดิม“เตรียมชุดให้ข้าที ข้าจะไปที่พระราชวัง” หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เธอมีความกังวลอย่างหนึ่งคือชะตาชีวิตตระกูลหลิวถูกใส่ร้ายจากช่วงที่มีการจัดเตรียมงานพิธีสำคัญ ด้วยเพราะบิดาเป็นเสนาบดีฝ่ายธรรมการดูแลงานราชพิธีต่าง ๆ ถูกใส่ความก่อกบฏคิดทำร้ายราชวงศ์เธอจึงมีความกังวลที่อยากจะพบหน้าผู้ที่เป็นหัวหน้าตระกูลหลิว“พระสนมจะ
ร่างบางขยับกายเล็กน้อย มือเล็กลูบสัมผัสความเย็นไปที่เตียงนอน‘เขาคงออกไปก่อนรุ่งสางสินะ’ หลิวเซียงเอ๋อร์ปรือตามองไปรอบห้องหอไร้เงาฮ่องเต้หนุ่ม แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกโล่ง แต่ใจหนึ่งกลับรู้สึกเปลี่ยวเหงา ร่างบางยันกายลุกนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมา เธอนึกได้ว่าเฉินฮั่วได้เข้ามาที่ห้องหอนี้เช่นกัน อาจเพราะคิดว่าเธอมีภัยเขาจึงพลีพลามเข้ามาในห้องเธอในยามจังหวะนั้นได้“พระสนม..ทรงตื่นบรรทมแล้วหรือไม่เพคะ” น้ำเสียงคุ้นเอ่ยเรียกนางในยามเช้าอย่างตื่นเต้น“มีอะไรหรือ..”“องค์หญิงเจ็ดมาพบพระสนม รออยู่ที่ศาลาหน้าตำหนักแล้วเพคะ” น้ำเสียงตื่นเต้นของนางทำให้คนฟังพลางขมวดคิ้วตาม‘องค์หญิงเจ็ด? นี่เรายังต้องพบใครอีกบ้างนะ’ ภาพความคิดครั้งเก่าก่อนที่เธอจะมาที่แห่งนี้ก็ไม่เคยมีผ่านในความคิดนั้นซักครั้ง เพราะนี่คือตัวละครนอกที่ไม่มีเอ่ยเล่าอยู่ในนิยายที่เธอเคยอ่าน แววตาเรียวจับจ้องมองสตรีร่างสูงกว่าเธอไม่มากนัก แต่กลับดูสง่างามราวบุรุษ ริมฝีปากเรียวบางยกยิ้มทักทายจนเธอแปลกใจในท่าทางนาง แววตากลมราวกวา
แสงแดดยามสายสาดรอดเข้ามายังโต๊ะข้างหน้าต่างในห้องหอ ความอบอุ่นของแสงแดดในยามนี้กระตุ้นให้หลิวเซียงเอ๋อร์รู้สึกประปรี้ประเปร่ายกกายบิดเล็กน้อย“หลินเสียง เตรียมชุดให้ข้าทีข้าอยากออกไปชมสวน” เสียงเล็ก ๆ ของนางเอื้อนเอ่ยหานางกำนัลคู่กาย แววตาที่เคยดูเหนื่อยล้ากลับสดใสดังเช่นเดิม“พระสนม..พระองค์ทรงหายป่วยดีแล้วหรือเพคะ” หลินเสียงหยิบยกน้ำชารินยื่นส่งให้นาง“เราหายดีแล้ว และก็อยากออกไปข้างนอกจวนนี้เสียให้ไว เรานอนอยู่แต่ในห้องนี้มาเกือบสามวันแล้วนะ” หลิวเซียงเอ๋อร์บ่นอุบ ก่อนจะเดินไปนั่งลงโต๊ะแต่งกายที่มีเหล่านางกำนัลค่อยผลัดเปลี่ยน ส่วนหลินเสียงเองนางก็กำลังผลัดแป้งให้เธอ“พระสนม..เห็นนางกำนัลตำหนักซูเม่ยกงเอ่ยว่าสนมจูทรงป่วยเช่นเดียวกับพระองค์ แต่ฮ่องเต้กลับไปหานางเพียงคนเดียว พระสนมมิทรงทำอะไรบ้างหรือเพคะ” หลินเสียงนึกน้อยใจแทนนายตน นางรู้ดีว่าหลิวเซียงเอ๋อร์มีใจรักฮ่องเต้เพียงผู้เดียวแม้ยามหลับนางก็ยังคงห่วงหาฮ่องเต้ที่มิทรงเหลียวแลเลยตั้งแต่แต่งเข้าวังหลวงนี่ก็เกือบจะสามหนาวแล้วเห็นจะได้“แล้วเจ้าจักให้เราทำสิ่งใด ในเมื่อสนมจูนางเป็นคนโปรดของฝ่าบาท”“ยามพระสนมป่วยมีเพียงสั่







