Masuk“คำตอบช่างใจดำเสียจริง ต้าซ้อนั้นแสนจะงดงามปานล่มเมืองมิอาจจะละลายน้ำแข็งในใจของพี่ใหญ่ได้บ้างเซียวหรือ?” คนอารมณ์ดีอยู่เสมอยังเอ่ยปากหยอกเย้าผู้เป็นพี่ชายโดยแท้เพียงคนเดียวอย่างเห็นเป็นสนุกเสียมิได้
“หากจะกล่าวว่าข้านั้นมีใจดำอำมหิตต่อเล่อเยียนแล้วตัวของเจ้าเล่ามิเรียกว่าอำมหิตกว่าข้าหลายหมื่นเท่าหรือฮ่าวหราน?”
กล่าวจบมู่หรงฮ่าวเฉินก็วางตะเกียบแล้วหันไปเอ่ยปากลาบิดากับมารดาเพื่อจะเข้ากรมอาญาเช่นทุกวัน โดยหมิงเซินบ่าวชายคนสนิทจัดเตรียมข้าวของและหมวกยืนรออยู่ที่ข้างรถม้าคันโตที่เขานั้นใช้เป็นประจำ ทิ้งคำพูดแสนเจ็บแสบบาดลึกนั้นเอาไว้ให้มู่หรงฮ่าวหรานกลืนข้าวที่เหลือในถ้วยไม่ลงอีกเลย
เพราะภาพในอดีตก่อนงานแต่งงานสามเดือนเป็นจ้าวเล่อเยียนที่มีใจหาญกล้าแอบลักลอบหนีมาเมืองหลวงแล้วขอนัดพบกับเขาจากนั้นนางก็สารภาพอย่างหมดความละอายของสาวน้อยไปจนสิ้นว่าหลายปีนับจากนางเติบโตเป็นสาวแล้วรู้จักความรักระหว่างชายหญิง นางก็รักปักใจแต่เพียงเขาคนเดียวมิได้รักคนเย็นชาและดูดุดันเช่นมู่หรงฮ่าวเฉิน นางจึงยากจะตบแต่งกับคู่หมั้นในวัยเด็กเช่นท่านรองมู่หรงไปได้เด็ดขาด!
นางจึงอยากจะขอเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าว ทว่าเขากลับปฏิเสธนางออกไปเพราะตนเองยังไม่พร้อมจะแต่งงานมีฮูหยินและเขาเองก็รักและเอ็นดูนางเป็นเพียงน้องสาวเท่านั้น แต่จ้าวเล่อเยียนกลับคุกเข่าโขกศีรษะวิงวอนให้เจ้าบ่าวเป็นเขาเถิด หากเขาไม่รักนาง ในวันใดที่เขาพบสตรีที่รักนางจะยอมหย่าขาดแล้วลดตนเองไปเป็นเพียงอนุภรรยา ยอมให้เขายกสตรีที่เขารักขึ้นเป็นฮูหยินเอกแทน
นางร้องไห้ราวกับจะขาดใจ แล้วกล่าวว่าถึงจะเป็นเพียงอนุภรรยาแต่นางนั้นรักมั่นคงแต่งงานไปย่อมมีความสุข ทว่าแต่งงานกับคนที่นางไม่มีใจรักต่อให้เป็นฮูหยินเอกนางก็ไร้ซึ่งความสุขเรียกได้ว่าตกนรกทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เกินจริง เรียกว่าในวันนั้นจะให้นางยอมเป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียงจ้าวเล่อเยียนก็ยินยอมแก่เขามิเกี่ยงงอนเลยสักนิด
ดังนั้นเขาจึงมิอาจจะตัดเยื่อใยปฏิเสธนางออกไปไม่รับไมตรีใดทั้งสิ้นเด็ดขาดถึงเขาจะมีเหตุผลรองรับมากมายอยู่แล้วและหนักแน่นเสียด้วย แต่เขามันคนกะล่อนปลิ้นปล้อนยอมรับจากใจจึงเสแสร้งหลอกลวงเด็กสาวในวันนั้น โดยบอกว่าวันแต่งงานกำหนดแล้ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวเองก็กำหนดแน่นอน
ดังนั้นจะให้เขานั้นไปเอาเปรียบนางที่เป็นถึงสาวน้อยและเป็นบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอกได้อย่างไร เช่นนั้นวิธีเดียวหากเขาจะยอมนับนางเป็นอนุภรรยาหรือสาวใช้อุ่นเตียงก็ต้องให้นางแต่งงานไปกับพี่ชายของเขาเสียก่อน อย่างน้อยก็ต้องสักหกเดือนแล้วจึงค่อยหย่าขาดจากกันด้วยเหตุผลที่เหมาะสมมิทำให้นางได้อับอาย ดังนั้นเด็กสาวโง่เขลานางหนึ่งถูกคำหวานล่อลวงนางจึงหลงเชื่อเขาหมดหัวใจ ทว่าผู้ใดจะทราบดีไปกว่าตัวของเขากันเล่าว่าเหตุใดจึงไม่ยอมรับนางมาเป็นภรรยาเอกตั้งแต่แรกทั้งที่เขาทำได้สบายมากเพียงเอ่ยปากหนึ่งคำเท่านั้น
ก็เพราะสตรีจืดจางเช่นจ้าวเล่อเยียนเขามิอาจทนร่วมหอร่วมเรือนได้ สำหรับเขานอกจากจะงดงามไปด้วยรูปโฉมแล้วยังต้องฉลาดคล่องแคล่วเท่าทันคน ไม่ใช่ทึ่มทื่อแข็งเป็นท่องซุง ไม่พอจ้าวเล่อเยียนยังอ่อนแอ คนจะเป็นภรรยาพ่อค้าเช่นเขาอ่อนแอและโง่งมจะใช้ได้ที่ไหน สำหรับเขาก้อนภาระเช่นนี้โยนให้พี่ชายรับผิดชอบไปย่อมดีที่สุดแล้ว
...จวบจนในวันนั้น...
ก่อนวันแต่งงานของเขากับเสวียนหลิวอิ๋ง ‘ต้าซ้อ’ หรือสะใภ้ใหญ่ที่แทบไม่เคยจะออกจากเรือนไปยังเรือนใดนอกจากเรือนใหญ่ที่บิดากับมารดาของเอาอาศัยอยู่ ทว่านางกลับแอบลักลอบมาขอพบเขา มาขอร้องผู้เป็นน้องสามีทั้งที่ดึกมากแล้ว นางมาสอบถามเขาด้วยใบหน้านองน้ำตา
‘พี่ฮ่าวหรานเคยบอกแก่เล่อเยียนว่าท่านยังไม่คิดแต่งงานในเร็ววันนี้ พี่บอกให้เล่อเยียนแต่งงานไปก่อนรอเวลาสักหกเดือน แล้วพี่ยังบอกอีกว่าท่านกำลังสนุกกับการทำการค้าไม่อยากแต่งงาน แล้วนี่เล่า? ...พรุ่งนี้ระหว่างพี่ฮ่าวหรานและหลิวอิ๋งคืออันใด?...ท่านหลอกลวงเล่อเยียน!"
นางมองเขาด้วยสายตากล่าวหาผสานผิดหวังคล้ายนางนั้นโดนหักหลัง ซึ่งหากจะกล่าวไปมันก็จริง เพราะในยามนั้นเขาหว่านล้อมนางไปคำใดบ้างก็ลืมไปหมดแล้ว ที่รู้และจำได้คือสุดท้ายนางก็ยินยอมกลับรั่วหยางและยินยอมแต่งงานกับพี่ใหญ่ของเขาเท่านั้น
แต่จะทำเช่นไรได้ในช่วงนั้นเขาเกิดไปเจรจาการค้าที่รั่วหยางบ่อยครั้ง ได้พบพานกับคุณหนูหกสกุลเสวียนที่เป็นสหายสนิทของจ้าวเล่อเยียน ที่ภายในวันนั้นก็ติดตามสาวน้อยมาด้วย คราวแรกเขาก็เพียงถูกใจรูปโฉม ทว่าพอเขาแวะไปรั่วหยางหลายครั้งเข้ายิ่งสนิทยิ่งชิดใกล้เขาก็คิดว่านี่แหละสตรีที่จะมาเป็นฮูหยินเอกของเขาได้ดีที่สุด เขาผิดอันใดที่จะเลือกตามใจตนเองภรรยาเอกมันสมควรเป็นเขาที่พึงใจมิใช่ตบแต่งตามคำสัญญาหรือเพียงแค่สงสารสตรีนางนั้น
‘กลับไปเสียเล่อเยียน บัดนี้เจ้าคือภรรยาของพี่ใหญ่ข้า ส่วนตัวของเจ้าเองก็เป็นพี่สะใภ้ของข้า หากใครมารับรู้มิใช่เพียงเจ้าที่จะเสียหายแต่ข้าย่อมผิดใจกับพี่ชาย เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้สมองทึ่มทื่อของเจ้าก็คิดไม่ได้หรือ? ...หึ...นี่เช่นไรเล่าที่ให้ตายอีกสิบชาติข้าก็แต่งเจ้ามาเป็นแม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงก็ไม่มีทางเด็ดขาด!!!’
เด็กสาวที่ไม่คาดว่าบุรุษอัธยาศัยดี และใจดีต่อนางมาตลอดหลายปีจะกล่าววาจาร้ายกาจกับตนเองได้เช่นนี้ ในวันนั้นเขาสัญญาว่าหากนางยอมแต่งงานกับพี่ชายของตน พอในยามใดที่เขาพร้อมขอเพียงนางและมู่หรงฮ่าวเฉินไม่แตะต้องกาย มีสัมพันธ์เช่นสามีภรรยาทั่วไป เขาเองจะเป็นฝ่ายขอให้พี่ชายคนโตหย่าขาดแก่นางแล้วรับนางมาเป็นอนุภรรยา ซึ่งในวันนั้นนางก็จากไปอย่างมีความหวัง
...ไยนางจึงโง่งมเชื่อคำหลอกลวงของบุรุษผู้นี้ไปได้? ...
หรือเป็นเพราะนางรักเขามากจนดวงตามืดมน จึงคิดไม่ได้ว่าการทำเช่นนั้นมันแทบจะเป็นไม่ได้ คนที่เคยตบแต่งกับพี่ชายแล้วจะหย่าขาดไปเป็นอนุภรรยาของคนเป็นน้องชายโดยแท้ ย่อมไม่ถูกชาวบ้านชาวเมืองยอมรับ ทว่าในวันนั้นนางกลับเชื่อคำเขาโดยไร้ข้อกังขา!? ...
...เล่อเยียนเอ๋ย...เล่อเยียน...เจ้ามันโง่งมสมควรตายอย่างยิ่ง!...
‘ได้...ข้ามันโง่...ข้ามันสมควรตาย...หึ...เช่นนั้นท่านจงจดจำเอาไว้ วันแต่งงานของท่านกับสหายชั่วเช่นเสวียนหลิวอิ๋ง วันนั้นคือวันตายของข้า...จ้าวเล่อเยียน!’
กล่าวจบนางก็ผลุนผลันวิ่งหนีกลับเรือนแสงจันทร์ของนางไป เขาเองที่กำลังมีความสุข ที่กำลังจะได้แต่งงานกับสตรีอันเป็นยอดดวงใจจึงมิใส่ใจเด็กเอาแต่ใจเช่นจ้าวเล่อเยียนอีกเลย จวบจนในวันรุ่งขึ้นผู้ใดจะคาดในยามที่เขากำลังเข้าห้องหอหวานชื่นกลับมีเสียงกรีดร้องยาวเหยียดของสตรีดังขึ้นราวกับนางเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากนั้นบึงบัวด้านข้างเรือนหอของเขาก็บังเกิดเสียงดัง’ ตูม!’ ต่อจากนั้นเสียงของสาวใช้ที่เขาพอจะจดจำได้ว่าเป็นของจ้าวเล่อเยียนก็กรีดร้องเรียกหาคนช่วยว่าสะใภ้ใหญ่ตกน้ำก็ดังขึ้น
ความตกใจจึงวิ่งพล่านสุดท้ายเขาก็ต้องออกจากห้องหอไปดูเหตุการณ์ ทว่าก็ยังช้ากว่าคนเป็นพี่ชายใหญ่เช่นมู่หรงฮ่าวเฉินที่พุ่งกายลงไปดำผุดดำว่ายค้นหาร่างอรชรอยู่ครู่หนึ่งก็ได้นางคืนกลับมา ทว่ากลับไร้ลมหายใจไปแล้ว แต่มู่หรงฮ่าวเฉินก็พยายามอย่างเต็มที่สุดท้ายลมหายใจของจ้าวเล่อเยียนก็จึงกลับมาอีกครั้ง
ทว่านางก็ไร้สติไปถึงสามวันเต็ม ถามว่าความผิดนั้นมันอยู่ที่ใครมีเพียงเขาเท่านั้นที่ทราบดีว่าต้นสายปลายเหตุล้วนเป็นเขาเอง หากในวันนั้นเขาไม่หลอกลวงนางแต่บอกกับนางออกไปอย่างตรงไปตรงมาเหตุการณ์ดังกล่าวย่อมไม่เกิดขึ้นแล้วมายุ่งยากยุ่งเหยิงในภายหลังเช่นนี้
ยังดีว่าฟางหรูนางยังรู้ความกล่าวไปว่าจ้าวเล่อเยียนเดินออกมาสูดอากาศที่ใกล้บึงบัวแล้วบังเอิญเจองูเข้า นางจึงเสียขวัญแล้วพุ่งตกน้ำไปมิใช่เปิดเผยว่าแท้จริงสะใภ้ใหญ่ตั้งใจจบชีวิตในค่ำคืนเข้าหอของเขา ทุกสิ่งภายในจวนจึงยังปกติดี
ทางฝ่ายต้นเหตุนั้นกำลังรู้สึกผิดจากใจ ทว่าฝ่ายของนิวจ้าวเล่อเยียนนั้นกลับมิได้สนใจหรือใส่ใจอดีตอันแสนเจ็บปวดของเจ้าของร่างผู้เดิมที่จากไปแล้ว ก็อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่าวันนี้และบัดนี้ ร่างนี้เป็นของนาง ชีวิตใหม่ก็เป็นของนาง
จะไปเอาอดีตอันเจ็บปวดของกายนี้มาใส่ใจไปไย คนเช่นนางสาวพันวารีเป็นพวกมองไปข้างหน้า อดีตเก็บเอาไว้เป็นบทเรียนเตือนใจก็พอ และในวันนี้นางก็อยากไปซื้อผ้ามาตัดเย็บเป็นเจ้าสองชิ้นน้อยทั้งบนและด้านล่าง ทว่าจะออกจากจวนวันนี้คงยากแล้ว
...อย่ากระนั้นเลยเจ้าของร่างเก่านี้ มารดาสามีรักใคร่ บิดาของสามีหลงใหลค นมีสมองย่อมต้องรู้จักใช้ให้มีประโยชน์!...
“พี่ฟางหรูข้าจะไปจิบน้ำชากินขนมกุ้ยฮวากับท่านแม่ ชุดนี้พอไหวหรือไม่”
นางยังไม่คุ้นลิ้นคุ้นปากภาษาย่อมติดสำเนียงไทยปัจจุบันอยู่บ้าง แต่อยู่กันมาหนึ่งวันหนึ่งคืนฟางหรูเริ่มจะคุ้นเคยแล้วจึงไม่คิดว่าคุณหนูของตนเองถูกปีศาจสิ่งสู่อีก
“งดงามแล้วเจ้าค่ะ”
กล่าวเช่นนี้จ้าวเล่อเยียนแปลได้ว่าชุดที่นางสวมนี้ ‘แจ่ม’ มากพอจะออกไปเฉิดฉายนอกเรือนได้แล้ว ก็นะ...ในจวนนี้มีสามสะใภ้เอก กับอนุภรรยาอีกรวมกันอาจเกินสามสิบคน คนเช่น ‘คุณหนูพันซ์’ ไม่เคยออกจากบ้านแล้วไม่ปัง นางย่อมต้องปังยืนหนึ่งจะมาเสียหน้าในยุคโบราณนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
คิดจบคนตัวบอบบางที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยเสื้อขนสัตว์หนานุ่มก็ได้ก้าวเท้าออกมาเยือนโลกใบใหม่เป็นครั้งแรก จ้าวเล่อเยียนเริ่มจะปรับตัวยอมรับได้กับอากาศหนาวของเมืองเทียนสุ่ยได้แล้ว ทุกก้าวที่เดินผ่านนางก็มิได้เร่งรีบชมหิมะและดอกเหมยทั้งตูมและบานด้วยจิตใจผ่องใส พอจิตใจภายในมันแจ่มใสกายภายนอกของจ้าวเล่อเยียนจึงงดงามผุดผ่องขึ้นมาอีกหลายส่วน
...และความงดงามเหล่านั้นกลับไปสะดุดสายตาของใครบางคนเข้าเต็มเปา...
ใครบางคนที่เคยริษยาจ้าวเล่อเยียนมาโดยตลอด แต่นางสตรีโง่เขลาผู้นั้นกลับนับงูพิษเช่นนางเป็นสหายรักหึ!...รูปโฉมงดงามแต่ไร้สติปัญญากับมารยาหญิงจืดจางราวปลาตาย ไม่แปลกหรอกที่บุรุษสมบูรณ์พร้อมเช่นมู่หรงฮ่าวหรานจะมองข้ามมันแล้วหันมาเลือกนางเสียแทน...
...จะวันใดเจ้าก็เป็นได้เพียงตัวรองมือรองเท้าของข้าเสมอ จ้าวเล่อเยียน!!!...
ตอนพิเศษนับจากวันนั้นที่จ้าวเล่อเยียนไปอำลาน้องสามีจากใจจริงก็ผ่านมาร่วมหกเดือน บัดนี้เหลาอาการ ‘เฉินเล่อ’ ก็ตกแต่งสำเร็จและพร้อมปิดร้านเปิดกิจเป็นวันแรก แขกมากมายนั้นมาจนเต็มแน่น เพราะวันนี้นางลงทุนลดค่าอาหารทุกเมนูถึงครึ่งราคาทุกจาน แถมร้านนั้นอยู่ในทำเล ‘ทอง’ ไม่พอท่านผู้เฒ่ามู่หรงฮ่าวหนานกับเหล่าฮูหยินต่างลุกขึ้นมาประกาศออกไปอย่างไม่อับอายผู้ใดว่าร้าน ‘เฉินเล่อ’ แห่งนี้คือกิจการของบุตรชายคนโตมู่หรงฮ่าวเฉินร่วมกันเปิดขึ้นมากับสะใภ้ใหญ่ ‘จ้าวเล่อเยียน’ บุตรีคนรองของท่านแม่ทัพจ้าวจึงทำให้คนทั่วเมืองหลวงของเทียนสุ่ยนั้นต่างก็อดจะสนอกสนใจอยากมีพิสูจน์รสชาติและสีสันของอาหารกันถ้วนหน้า“คนมากจริง ๆ เหนื่อยแย่เลย พักก่อนดีหรือไม่?”มู่หรงฮ่าวเฉินเดินเข้ามาดูภายในห้องครัวเห็นทุกคนวุ่นวาย ก็สงสารภรรยายิ่งนัก เพราะนางไม่เคยวางตนเองเป็น ‘นายหญิง’ ทว่านางทำตนเองเสมอภาคกับคนภายในครัวทุกอย่าง ปรุงอาหาร จัดจานเอง มีเพียงไม่ได้เดินออกไปส่งอาหารตามโต๊ะเองก็เพียงเท่านั้น“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะพี่ฮ่าวเฉิน ยิ่งคนมากเสี่ยวเยียนยิ่งมีความสุข”พวงแก้มแดงระเรื่อมีหยาดเหงื่อเกาะแพรวพราวแต่ดวงตาคู่นั้นสดใสง
และแล้วกำหนดเดินทางก็มาถึงเร็วไวยิ่งนัก มู่หรงฮ่าวเฉินเดินมาส่งภรรยาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยด้วยต้องจากกันไกลไปถึงห้าร้อยลี้ เดินทางก็ถึงหกวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่คนไม่ชอบพูดมากหรือแสดงกิริยาใดภายนอก วันนี้จึงเพียงดึงภรรยามากอดจนแน่นกระซิบกระซาบแผ่วเบาว่า “หากงานพี่เสร็จเร็วจะเร่งตามไปรับเจ้ากลับเรือนของเรานะเสี่ยวเยียน” ซึ่งเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วนับว่ามากจนจ้าวเล่อเยียนนั้นยังตกอกตกใจเลย ดังนั้นมู่หรงฮ่าวหรานที่มาแอบมองยังต้องกำหมัดแน่นเพราะเริ่มทราบแล้วว่าพี่ชายตนเองนั้นมีใจให้จ้าวเล่อเยียนมากเพียงใด“เสี่ยวเยียนจะรอนะเจ้าคะ”นางจับมือแกร่งมาบีบแล้วยิ้มอ่อนหวานและเอ่ยทิ้งท้ายจากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่มีเฉินกุ้ยถิงกับฟางหรูนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว เมื่อรถม้าเคลื่อนออกไปนางก็ยังเปิดผ้าม่านของรถม้าออกมาโบกมืออำลาคนหน้าขรึมที่ยังยืนอยู่จนเงาร่างนั้นลับสายตาไปจ้าวเล่อเยียนจึงกลับมานั่งรถม้า เดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาอยู่ยังแผ่นดินเทียนสุ่ยแห่งนี้ สาวน้อยที่เติบโตเป็นหญิงสาว แล้วมองสำรวจถนนหนทางและสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่รถม้าผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผ่านไปหกวันไ
สตรีเราจะมัวมานั่งจิบน้ำชากินของว่างหายใจทิ้งเวลาให้หมดลงไปวันต่อวัน แล้วปล่อยให้บุรุษที่ออกไปทำงานมาทำตนเป็นใหญ่ในจวน คิดจะตบแต่งอนุภรรยาก็แต่ง คิดจะรับสตรีบำเรอก็ทำ มันไม่ใช่แนวของนาง เพราะสำหรับนาง สามีเขามีงานในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ นางเองก็มีความฝันมีสิ่งที่อยากจะทำเช่นกันเรียกได้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันใดขาดเขาพวกสตรีเช่นเราต้องอยู่ได้ ไม่ใช่ขาดเขาแล้วเราหมดสิ้นคุณค่าไปทุกสิ่ง ชีวิตอันสดใสจบสิ้นไร้สีสันมีเพียงสีดำและสีเทาครอบคลุมไปชั่วชีวิตที่เหลือนั่นมันไม่ใช่แล้ว“วันนี้ลองจับมีดนี้ดู ข้าสั่งทำมาเพื่อเจ้า แกะสลักนี้มีดคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะต้องพอเหมาะกับมือ คล้ายกับเจ้ากับมีดนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”จ้าวเล่อเยียนจดจำคำสอนนี้มาจากมารดาในอดีต ก่อนจะมาแต่งงานกับบิดาของนางท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์มาก่อน เรื่องแกะสลักนี้ อดีตคุณหนูพันซ์จึงนับว่าเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สิบขวบเห็นจะได้ มีดกับมือและใจของคนที่จะสลักลวดลายลงไปนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นกับพ่อครัวบางคนที่นางเคยได้ฟังมาว่าเขาต้องมีมีดส่วนตัว ไปจนถึงกระทะและตะหลิวที่พิเศษ มีเพียงเขาจับและใช้ได้เพ
พอมาถึงมื้อเช้า จ้าวเล่อเยียนนั้นจึงแจ้งให้แก่บิดาและมารดาของสามีได้ทราบว่าตนเองจะขออนุญาตพวกท่านกลับไปบ้านเดิมโดยเล่าถึงจุดประสงค์ของนางเรื่องจะรับเอาเฉินกุ้ยถิงมาเป็นคนของสกุลจ้าว สองผู้เฒ่าได้ฟังก็อยากจะเห็นเด็กสาวที่สะใภ้ใหญ่ถูกตาต้องใจจนถึงขนาดจะให้ใช้สกุลจ้าว ไม่พอยังจะส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนอย่างจริงจังในสำนักศึกษาของเทียนสุ่ยอีกด้วย เลยอยากพบหน้าสักหนึ่งครั้ง“เสี่ยวชุ่ยไปเรียกอาถิงมาคารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเร็วเข้า”พอได้โอกาสจ้าวเล่อเยียนจึงเร่งให้สาวใช้ของตนเองนั้นไปพาเอาเฉินกุ้ยถิงมาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองทันที ส่วนคนอื่นบนโต๊ะกินข้าวนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินก็ล้วนอยากเห็นเด็กสาวที่มากความสามารถทั้งฝีมือทำอาหารและจัดตกแต่งผลไม้กับจัดตกแต่งดอกไม้อย่างงดงามได้เร็วไวมากเช่นนี้“เสี่ยวถิง คารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเสีย ทางด้านนั้นคือคุณชายรอง ด้านนั้นคุณชายห้าและสะใภ้ห้า”จ้าวเล่อเยียนแนะนำทุกคนบนโต๊ะอาหารที่อาหารถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงถ้วยน้ำชาหลังมื้ออาหารของแต่ละคนเพียงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เฉินกุ้ยถิงสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมนั้นถูกรวบไว้เป็นมวยก้อนกลมคล้ายซาลาเปาอยู่ส
นางยังคงอยู่ในเสื้อคลุมครบครัน แต่บุรุษผู้เป็นสามีนั้นเปลือยเปล่าอวดโฉมแข็งแกร่งกำยำจนจ้าวเล่อเยียนมองแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นางทรุดลงไปคุกเข่า พร้อมสองมือตรงเข้าโอบประคองท่อนลำเอ็นแกร่งเอาไว้แล้วเหลือบสายตาขึ้นไปประสานสายตากับสามีราวกับจะกล่าวขออนุญาต 'กลืนกิน’ อีกฝ่ายให้หายกระหายหิว ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งสายตาลงมาว่าจงเร่งลง ‘ลิ้น’ เถิด แล้วเพียงนางตวัดปลายลิ้นลงไปทักทายปลายหัวบากบานใหญ่ราวดอกเห็ดนั้น มู่หรงฮ่าวเฉินก็ถึงกับถอยหลังไปพิงกับถังอาบน้ำไปใหญ่สองมือเอื้อมไปกำขอบถังไม้เอาไว้แน่น ยิ่งนางดูดกลืนด้วยกิริยาอร่อยลิ้นหนักหนา คุณชายใหญ่ก็แทบจะทรงตัวยืนอีกต่อไปไม่ไหว แน่นอนว่าเขาที่มีอายุขนาดนี้ย่อมมิใช่บุรุษผู้ถือครองพรหมจรรย์ แต่ไม่เคยมีสตรีใดเอาอกเอาใจปรนเปรอเขาจนแทบแตกสลายเพียงเรียวปากงามกับลิ้นนุ่มสัมผัสส่วนปลายเท่านั้นเช่นที่จ้าวเล่อเยียนนั้นทำให้แก่เขา“ปล่อยมันออกมาเจ้าค่ะ อย่าเสียดาย เสี่ยวเยียนรอดื่มกินท่านพี่อยู่นะเจ้าคะ”สายตาออดอ้อนอ่อนหวานมาพร้อมกันกับน้ำเสียงยั่วยวนเป็นธรรมชาติ แล้วนางก็ก้มลงไป ‘จัดการ’ เขาต่อ นางเริ่มจากกดจุมพิตไปที่ขาพับด้านใน จนถึงถุงทองสองใบนั้นนางกล
หลังจากนั้นอีกสามวันต่อมาเด็กสาวเช่นเฉินกุ้ยถิงก็ถูกหนิงเจียวและหมิงเซินพามาส่งจนถึงจวนสกุลมู่หรง พอพบหน้าจ้าวเล่อเยียนก็ยิ้มแย้มแล้วเดินตรงไปต้อนรับเด็กสาวทันที นางดีใจมากที่สุดท้ายตนเองก็สามารถช่วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ให้ต้องใช้ร่างกายสนองราคะของบุรุษเพื่อดำรงชีวิตอยู่รอด คนเรามีสองมือ สองเท้า หนึ่งสมอง สองใบหู สองดวงตากับหนึ่งจมูกเช่นกัน ถึงกำลังสตรีจะน้อยกว่าบุรุษแต่เชื่อเถิดสตรีนั้นก็มิได้มีสมองไม่น้อยกว่าบุรุษเช่นกัน“ไหนเข้ามานั่งตรงนั้นสิอาถิง” จ้าวเล่อเยียนกวักมือเรียกเด็กสาวที่หน้าตาหมดจดวัยสิบสามปีให้ขยับเข้ามาใกล้ อดีตนางไม่เคยมีน้องแม่เดียวกัน ถ้าต่างมารดานั้นนับหัวไม่ถูก แต่เด็กสาวตรงหน้านั้นนางถูกชะตายิ่งนัก ต้องจับอาบน้ำขัดถูคราบไคลแล้วก็หาอาภรณ์สะอาดสะอ้านให้สวม กับสระผมและตัดให้เข้ารูปเข้าทรงอีกหน่อย รับรองได้เลยว่าเฉินกุ้ยถิงย่อมงดงามราวนางอุทัยเทวีเป็นแน่“มานี่ดีกว่า เสี่ยวชุ่ยเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าหน่อย”คิดแล้วหญิงสาวก็ต้องลงมือทำเลย ขั้นแรกนางจึง ‘ต้อน’ ลูกห่านป่าของนางไปอาบน้ำสระผมทำความสะอาดร่างกาย ขัดถูผิวพรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่องภายในเวลาร่วมสองชั่วยาม ท
“เอ่อ…ไยพี่ฮ่าวเฉินจึงไม่ตอบเล่อเยียนแม้เพียงครึ่งคำเล่าเจ้าคะว่าอร่อยหรือไม่?”สุดท้ายคนที่นั่งพูดอยู่คนเดียวจนน้ำลายจะแห้งมหาสมุทรก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาเพราะคงมีเพียงเท่านี้จึงจะสามารถง้างปาก ‘พ่อก้อนศิลายักษ์’ ตรงหน้าของนางได้แล้วละ“ในยามกินอาหารข้าไม่ชอบพูดปาก เคี้ยวอา
“เจ้าค่ะท่านแม่สามี”จะให้นางกล่าวอันใดไปได้มากกว่านั้นอีก ในเมื่อมารดาสามีเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงเป็นอันว่าเย็นนั้นนางจึงต้องไปยืนรอ ‘ท่านพี่ฮ่าวเฉิน’ กลับจากกรมอาญาอย่างที่จ้าวเล่อเยียนในอดีตมิเคยทำมาก่อนเลยตลอดสองเดือน ดังนั้นพอรถม้าคันโตมาหยุดนิ่งไล่เรียงกันถึงสามคันก็ทำเอาบุรุษทั้งสามที่ก้าวลงจากรถ
เดิมชมหิมะและดอกเหมยจนหนาวเสียเรียวปากซีดเผือด จ้าวเล่อเยียนก็เดินมาถึงเรือนใหญ่ที่เป็นจุดหมายของคนตัวเล็กตั้งแต่ต้น นางสูดลมหายใจเข้าท้องจนเต็มแล้วปล่อยออก ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะเด็กสาวกำลังระลึกไปถึงความหลังว่าจ้าวเล่อเยียนในอดีตนั้นเคยกระทำตนเช่นไรกับมารดาของสามีผู้นี้บ้าง เพราะต่อให้นางจะยังคงควา
เมื่อวันใหม่มาเยือนจ้าวเล่อเลียนก็ต้องมานั่งขยี้ศีรษะตนเองเพราะความยุ่งยากสำหรับคนยุค 2022 ต้องมาอยู่ในแผ่นดินเทียนสุ่ยที่อาจจะล้าหลังกว่าในโลกที่นางจากมาหลายพันปีดังนั้นไม่ว่าจะเป็น แปรงสีฟัน ที่ยังดีว่ามีให้นางได้ใช้กับเกลือจนสบายปากโล่งคอไม่ใช่ว่าต้องใช้นิ้วขัดถูฟันเอาเพราะหากเป็นเช่นนั้นนางคงปร







