تسجيل الدخولเดิมชมหิมะและดอกเหมยจนหนาวเสียเรียวปากซีดเผือด จ้าวเล่อเยียนก็เดินมาถึงเรือนใหญ่ที่เป็นจุดหมายของคนตัวเล็กตั้งแต่ต้น นางสูดลมหายใจเข้าท้องจนเต็มแล้วปล่อยออก ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะเด็กสาวกำลังระลึกไปถึงความหลังว่าจ้าวเล่อเยียนในอดีตนั้นเคยกระทำตนเช่นไรกับมารดาของสามีผู้นี้บ้าง เพราะต่อให้นางจะยังคงความเป็นตัวตนเดิมให้ได้มากที่สุด ทว่าต้นไม้ใหญ่นั้นหักโค่นมาไม่น้อยเพราะไม่ยอมอ้อนน้อมลู่ไปตามทิศทางลมเฉกเช่นต้นหญ้าอ่อนฉันใด นางเข้าเมืองดวงตาหลิ่วมิหลิ่วดวงตาตามประเดี๋ยวจะอายุไม่ยืนเสียเปล่าจึงต้องรู้จักปรับตัว
“อ้าวจ้าวฮูหยิน”
เป็นจิ่วฮุ่ยสาวใช้คนสนิทของเหล่าฮูหยินมู่หรงเดินออกมาเพื่อจะไปหยิบใบชาเอามาเติมให้แก่หลวนชิวเหนียงผู้เป็นนายใหญ่ของตนเอง นางกลับพบเข้ากับสะใภ้ใหญ่ที่นางเองรู้จักจ้าวเล่อเยียนมาตั้งเด็กสาวยังเพียงหกหนาว จนบัดนี้อีกฝ่ายสิบเจ็ดหนาวเป็นสาวเต็มกายงดงามอ่อนหวานชวนเอ็นดูไม่มีเปลี่ยน
“ท่านป้าจิ่วฮุ่ย…มิทราบว่าท่านแม่สามีนั้นนั่งอยู่ที่ระเบียงด้านทิศใต้เช่นเดิมหรือไม่เจ้าคะ?”
นางทำความเคารพผู้มากวัยกว่าด้วยการนำสองมือไปวางเอาไว้ที่เอวด้านขวาจากนั้นจึงย่อหัวเข่าลงเล็กน้อยก้มศีรษะแต่พองามดูไม่เสียมารยาทและดูมิใช่ไม่รู้กาลเทศะจนจิ่วฮุ่ยที่มากวัยถึงห้าสิบปียิ่งมองก็ยิ่งชมชอบและคิดว่าสตรีสาวน้อยผู้นี้เหมาะสมที่สุดแล้วกับตำแหน่งสะใภ้ใหญ่ของตระกูลมู่หรงแห่งนี้ โดยเฉพราะกับคุณชายใหญ่มู่หรงด้วยแล้วสองคนนี้คือคู่สวรรค์ลิขิตเลยเชียวละ
“เจ้าค่ะ จ้าวฮูหยินคงจะมาร่วมดื่มน้ำชาในยามบ่ายกับเหล่าฮูหยินกระมังเจ้าคะ?”
สายตาของสาวใช้สูงวัยเหลือบไปเห็นกล่องใส่ขนมดอกกุ้ยฮวาที่เหล่าฮูหยินมู่หรงนั้นชื่นชอบก็พอจะคาดเดาได้แล้วว่าเด็กสาวซึ่งงดงามราวหยกถูกสลักจนยากจะหาข้อตำหนิมายืนส่งยิ้มหวานยังหน้าเรือนใหญ่เช่นนี้นั้นมีจุดประสงค์ใด
“ท่านป้าจิ่วฮุ่ยกล่าวได้ถูกต้องแล้ว วันนี้เล่อเยียนรู้สึกสบายดีอย่างยิ่งจึงอยากมาอ่านนวนิยายให้ท่านแม่สามีฟังในยามบ่ายเจ้าค่ะ”
เพราะทุกยามบ่ายหากไม่มานั่งชมงิ้วที่เหล่าฮูหยินจ้างมา ก็จะเป็นจ้าวเล่อเยียนที่อ่านนวนิยายหรือบทของงิ้วให้มารดาของสามีฟังอยู่เสมอนั่นเอง
“เช่นนั้นเชิญที่เดิมเลยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวท่านป้าจิ่วจะนำชาดอกโม่ลี่ฮวาที่จ้าวฮูหยินชอบติดมาให้ด้วยเจ้าค่ะ”
สาวใช้ข้างกายเหล่าฮูหยินมู่หรงนั้นทราบดีว่าสะใภ้ใหญ่แซ่จ้าวผู้นี้ชื่นชอบยิ่งนักกับน้ำชาดอกโม่ลี่ฮวาหรือไม่ก็จะเป็นดอกหอมหมื่นลี้จึงอยากเอาใจเด็กสาวสักหน่อย
“ลำบากท่านป้าจิ่วแล้ว”
วิธีการกล่าวขอบคุณผู้สูงวัยกว่า จ้าวเล่อเยียนเริ่มจดจำได้บ้างแล้วจึงเอ่ยมิติดขัดอันใดทั้งสิ้น ดังนั้นพอคล้อยหลังสาวใช้วัยดึกจ้าวเล่อเยียนก็ถึงกับระบายลมหายใจออกมาเสียงดังแล้วหันไปหาฟางหรูยักคิ้วหนึ่งข้างดังจะถามว่าที่นางทำไปเมื่อครู่นั้น ‘โอเค’ ไหม ทว่าฟางหรูสาวใหญ่กลับไม่ทราบทำหน้าเป็นปลาสงสัย จ้าวเล่อเยียนจึงต้องเปิดปากถามออกไปเสียให้สิ้นความกันไป
“เมื่อตะกี้นี้ข้าพูดถูกต้องโอเคหรือยัง ใช่ได้ไหมปกติดีแล้วหรือยัง อดีตข้าพูดและแสดงกับท่านป้าจิ่วเช่นนี้หรือไม่”
“!!?”
ฟางหรูถึงกับอ้าปากกว้างจนมีไข่เป็ดก็คงจับยัดเข้าไปได้ทั้งฟองเพราะที่ ‘คุณหนูรอง’ ของตนเองพูดแต่ละคำฟังอย่างไรคนโง่เขลาเช่นนางก็ฟังไม่เข้าใจสักนิดเดียว
“โอเคก็คือ…ตกลง…เมื่อครู่ข้ากล่าวได้ถูกต้อง แสดงกิริยาได้งดงามแล้วหรือไม่...ตกลงว่าถูกต้องไหม?”
เดือดร้อนให้คนข้ามภพข้ามชาติมาต้องแปลภาษาจีนให้เป็นจีนอีกครั้ง กล่าวจบนางถึงกับมองบนไปหนึ่งรอบคล้ายปวดศีรษะรุนแรง
“อ๋อ…โคเคเจ้าค่ะ...ถูกต้องดีทุกสิ่งเจ้าค่ะคุณหนูรอง”
…เจริญละโอเคก็กลายเป็นโคเค ยังดีไม่เป็นโคเคนนะ ไม่อย่างนั้นนางอาจจะติดคุกเอาได้กับภพใหม่แห่งนี้…
“เอาละข้าขอโทษ เป็นข้าที่สลบไปเสียหลายวันจึงเลอะเลือนไปเช่นนี้ พี่ฟางหรูอย่าพยายามพูดจาประหลาดตามข้าเลย ท่านเคยเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นเดิมเถิด”
นางเองก็ลำบากอย่างยิ่งที่ต้องมาฝึกพูดจาภาษาของเทียนสุ่ย จึงเข้าใจดีว่าฟางหรูเองก็คงย่อมลำบากใจและลำบากลิ้นเช่นกันที่ต้องมาพูดจาภาษาจีนสำเนียงไทยปนอังกฤษเช่นนี้ แล้วนางก็พยายามจะท่องไว้ในใจว่า 'ใจเขาใจเรานะ' นางพันซ์เอ๊ย
“อ้าวเยียนเอ๋อร์”
พอคนที่กำลังตัดแต่งต้นไม้พุ่มในกระถางอยู่หันมาเจอสะใภ้คนโปรดก็ร้องทักขึ้นด้วยน้ำเสียงรวมไปถึงสีหน้าอันแสนจะสดใสทันที
“ท่านแม่สามี สะใภ้ใหญ่นำขนมดอกกุ้ยฮวามาให้ท่านแม่สามีทานคู่กับน้ำชายามบ่ายเจ้าค่ะ”
กิริยางดงาม น้ำเสียงอ่อนหวาน กับขนมดอกกุ้ยฮวากลิ่นหอมคุ้นเคย กลับทำให้หลวนชิวเหนียงแทบจะนึกภาพเด็กสาวที่ลุกขึ้นมาเอาน้ำมนตร์เอย ดาบไม้เอยไล่ทุบตีหลวงจีนปลอมเหล่านั้นไม่ออกจริง ๆ แต่คิดให้ดีจ้าวเล่อเยียนเป็นบุตรสาวแม่ทัพผู้หนึ่งจะมีมุมห้าวหาญที่นางกับสามีจะไม่เคยเห็นไปบ้างย่อมไม่แปลกอันใด
“หืม? ...เยียนเอ๋อร์อยากไปตลาด”
ผ่านมาร่วมจะสองเดือนสะใภ้ใหญ่ของนางจะออกจากจวนครึ่งก้าวยังไม่เคย ทว่าสลบไปสามวันตื่นขึ้นมาจ้าวเล่อเยียนกลับดูเปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือถึงกับมาขออนุญาตนางนั้นไปชมตลาดของเทียนสุ่ยเช่นนี้ ช่างแปลกยิ่งนัก
“เจ้าค่ะท่านแม่สามี เยียนเอ๋อร์อยากไปซื้อพวกเครื่องหอมกับผ้ามาตัดเสื้อผ้าชุดใหม่บ้าง มิทราบว่าท่านแม่จะขัดข้องหรือไม่”
นางกล่าวอ่อนน้อมระมัดระวังเพราะเช่นไรนางก็เป็นสะใภ้ ต่อให้อีกฝ่ายจะรักและเอ็นดูนางมากเพียงใดก็ตาม แต่สังคมแห่งนี้คนออกเรือนแล้วที่ต้องเคารพยิ่งกว่าสามีก็บิดาและมารดาของสามีนั่นเอง ดังนั้นวันนี้หากคิดจะออกไปท่องเที่ยวดูโลกภายนอกนางจะต้อง ‘โปรยเสน่ห์’ กันอย่างถึงแก่นเลยทีเดียว
“จะไปขัดข้องอันใดเล่าเจ้าเด็กผู้นี้นี่ เจ้าอยากออกไปซื้อข้าวของนี่มันเรื่องปกติของสตรีทั่วไป อยากไปวันใดก็ไปแจ้งแก่ฮ่าวเฉินเขาเสียก่อนก็แล้วกัน”
…เฮ้อ!…
นางลืมไปได้เช่นไรว่าสถานที่แห่งนี้มันบุรุษเป็นใหญ่ ก่อนแต่งงานเชื่อฟังบิดาและพี่ชาย พอออกแต่งงานแล้วทั้งชีวิตต้องยกให้แก่ผู้เป็นสามี พอสามีตายจากก็ยังต้องยกชีวิตที่เหลือให้แก่บุตรชายต่อไป อกอีพันซ์จะแหก!
ตอนพิเศษนับจากวันนั้นที่จ้าวเล่อเยียนไปอำลาน้องสามีจากใจจริงก็ผ่านมาร่วมหกเดือน บัดนี้เหลาอาการ ‘เฉินเล่อ’ ก็ตกแต่งสำเร็จและพร้อมปิดร้านเปิดกิจเป็นวันแรก แขกมากมายนั้นมาจนเต็มแน่น เพราะวันนี้นางลงทุนลดค่าอาหารทุกเมนูถึงครึ่งราคาทุกจาน แถมร้านนั้นอยู่ในทำเล ‘ทอง’ ไม่พอท่านผู้เฒ่ามู่หรงฮ่าวหนานกับเหล่าฮูหยินต่างลุกขึ้นมาประกาศออกไปอย่างไม่อับอายผู้ใดว่าร้าน ‘เฉินเล่อ’ แห่งนี้คือกิจการของบุตรชายคนโตมู่หรงฮ่าวเฉินร่วมกันเปิดขึ้นมากับสะใภ้ใหญ่ ‘จ้าวเล่อเยียน’ บุตรีคนรองของท่านแม่ทัพจ้าวจึงทำให้คนทั่วเมืองหลวงของเทียนสุ่ยนั้นต่างก็อดจะสนอกสนใจอยากมีพิสูจน์รสชาติและสีสันของอาหารกันถ้วนหน้า“คนมากจริง ๆ เหนื่อยแย่เลย พักก่อนดีหรือไม่?”มู่หรงฮ่าวเฉินเดินเข้ามาดูภายในห้องครัวเห็นทุกคนวุ่นวาย ก็สงสารภรรยายิ่งนัก เพราะนางไม่เคยวางตนเองเป็น ‘นายหญิง’ ทว่านางทำตนเองเสมอภาคกับคนภายในครัวทุกอย่าง ปรุงอาหาร จัดจานเอง มีเพียงไม่ได้เดินออกไปส่งอาหารตามโต๊ะเองก็เพียงเท่านั้น“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะพี่ฮ่าวเฉิน ยิ่งคนมากเสี่ยวเยียนยิ่งมีความสุข”พวงแก้มแดงระเรื่อมีหยาดเหงื่อเกาะแพรวพราวแต่ดวงตาคู่นั้นสดใสง
และแล้วกำหนดเดินทางก็มาถึงเร็วไวยิ่งนัก มู่หรงฮ่าวเฉินเดินมาส่งภรรยาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยด้วยต้องจากกันไกลไปถึงห้าร้อยลี้ เดินทางก็ถึงหกวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่คนไม่ชอบพูดมากหรือแสดงกิริยาใดภายนอก วันนี้จึงเพียงดึงภรรยามากอดจนแน่นกระซิบกระซาบแผ่วเบาว่า “หากงานพี่เสร็จเร็วจะเร่งตามไปรับเจ้ากลับเรือนของเรานะเสี่ยวเยียน” ซึ่งเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วนับว่ามากจนจ้าวเล่อเยียนนั้นยังตกอกตกใจเลย ดังนั้นมู่หรงฮ่าวหรานที่มาแอบมองยังต้องกำหมัดแน่นเพราะเริ่มทราบแล้วว่าพี่ชายตนเองนั้นมีใจให้จ้าวเล่อเยียนมากเพียงใด“เสี่ยวเยียนจะรอนะเจ้าคะ”นางจับมือแกร่งมาบีบแล้วยิ้มอ่อนหวานและเอ่ยทิ้งท้ายจากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่มีเฉินกุ้ยถิงกับฟางหรูนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว เมื่อรถม้าเคลื่อนออกไปนางก็ยังเปิดผ้าม่านของรถม้าออกมาโบกมืออำลาคนหน้าขรึมที่ยังยืนอยู่จนเงาร่างนั้นลับสายตาไปจ้าวเล่อเยียนจึงกลับมานั่งรถม้า เดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาอยู่ยังแผ่นดินเทียนสุ่ยแห่งนี้ สาวน้อยที่เติบโตเป็นหญิงสาว แล้วมองสำรวจถนนหนทางและสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่รถม้าผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผ่านไปหกวันไ
สตรีเราจะมัวมานั่งจิบน้ำชากินของว่างหายใจทิ้งเวลาให้หมดลงไปวันต่อวัน แล้วปล่อยให้บุรุษที่ออกไปทำงานมาทำตนเป็นใหญ่ในจวน คิดจะตบแต่งอนุภรรยาก็แต่ง คิดจะรับสตรีบำเรอก็ทำ มันไม่ใช่แนวของนาง เพราะสำหรับนาง สามีเขามีงานในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ นางเองก็มีความฝันมีสิ่งที่อยากจะทำเช่นกันเรียกได้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันใดขาดเขาพวกสตรีเช่นเราต้องอยู่ได้ ไม่ใช่ขาดเขาแล้วเราหมดสิ้นคุณค่าไปทุกสิ่ง ชีวิตอันสดใสจบสิ้นไร้สีสันมีเพียงสีดำและสีเทาครอบคลุมไปชั่วชีวิตที่เหลือนั่นมันไม่ใช่แล้ว“วันนี้ลองจับมีดนี้ดู ข้าสั่งทำมาเพื่อเจ้า แกะสลักนี้มีดคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะต้องพอเหมาะกับมือ คล้ายกับเจ้ากับมีดนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”จ้าวเล่อเยียนจดจำคำสอนนี้มาจากมารดาในอดีต ก่อนจะมาแต่งงานกับบิดาของนางท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์มาก่อน เรื่องแกะสลักนี้ อดีตคุณหนูพันซ์จึงนับว่าเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สิบขวบเห็นจะได้ มีดกับมือและใจของคนที่จะสลักลวดลายลงไปนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นกับพ่อครัวบางคนที่นางเคยได้ฟังมาว่าเขาต้องมีมีดส่วนตัว ไปจนถึงกระทะและตะหลิวที่พิเศษ มีเพียงเขาจับและใช้ได้เพ
พอมาถึงมื้อเช้า จ้าวเล่อเยียนนั้นจึงแจ้งให้แก่บิดาและมารดาของสามีได้ทราบว่าตนเองจะขออนุญาตพวกท่านกลับไปบ้านเดิมโดยเล่าถึงจุดประสงค์ของนางเรื่องจะรับเอาเฉินกุ้ยถิงมาเป็นคนของสกุลจ้าว สองผู้เฒ่าได้ฟังก็อยากจะเห็นเด็กสาวที่สะใภ้ใหญ่ถูกตาต้องใจจนถึงขนาดจะให้ใช้สกุลจ้าว ไม่พอยังจะส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนอย่างจริงจังในสำนักศึกษาของเทียนสุ่ยอีกด้วย เลยอยากพบหน้าสักหนึ่งครั้ง“เสี่ยวชุ่ยไปเรียกอาถิงมาคารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเร็วเข้า”พอได้โอกาสจ้าวเล่อเยียนจึงเร่งให้สาวใช้ของตนเองนั้นไปพาเอาเฉินกุ้ยถิงมาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองทันที ส่วนคนอื่นบนโต๊ะกินข้าวนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินก็ล้วนอยากเห็นเด็กสาวที่มากความสามารถทั้งฝีมือทำอาหารและจัดตกแต่งผลไม้กับจัดตกแต่งดอกไม้อย่างงดงามได้เร็วไวมากเช่นนี้“เสี่ยวถิง คารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเสีย ทางด้านนั้นคือคุณชายรอง ด้านนั้นคุณชายห้าและสะใภ้ห้า”จ้าวเล่อเยียนแนะนำทุกคนบนโต๊ะอาหารที่อาหารถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงถ้วยน้ำชาหลังมื้ออาหารของแต่ละคนเพียงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เฉินกุ้ยถิงสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมนั้นถูกรวบไว้เป็นมวยก้อนกลมคล้ายซาลาเปาอยู่ส
นางยังคงอยู่ในเสื้อคลุมครบครัน แต่บุรุษผู้เป็นสามีนั้นเปลือยเปล่าอวดโฉมแข็งแกร่งกำยำจนจ้าวเล่อเยียนมองแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นางทรุดลงไปคุกเข่า พร้อมสองมือตรงเข้าโอบประคองท่อนลำเอ็นแกร่งเอาไว้แล้วเหลือบสายตาขึ้นไปประสานสายตากับสามีราวกับจะกล่าวขออนุญาต 'กลืนกิน’ อีกฝ่ายให้หายกระหายหิว ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งสายตาลงมาว่าจงเร่งลง ‘ลิ้น’ เถิด แล้วเพียงนางตวัดปลายลิ้นลงไปทักทายปลายหัวบากบานใหญ่ราวดอกเห็ดนั้น มู่หรงฮ่าวเฉินก็ถึงกับถอยหลังไปพิงกับถังอาบน้ำไปใหญ่สองมือเอื้อมไปกำขอบถังไม้เอาไว้แน่น ยิ่งนางดูดกลืนด้วยกิริยาอร่อยลิ้นหนักหนา คุณชายใหญ่ก็แทบจะทรงตัวยืนอีกต่อไปไม่ไหว แน่นอนว่าเขาที่มีอายุขนาดนี้ย่อมมิใช่บุรุษผู้ถือครองพรหมจรรย์ แต่ไม่เคยมีสตรีใดเอาอกเอาใจปรนเปรอเขาจนแทบแตกสลายเพียงเรียวปากงามกับลิ้นนุ่มสัมผัสส่วนปลายเท่านั้นเช่นที่จ้าวเล่อเยียนนั้นทำให้แก่เขา“ปล่อยมันออกมาเจ้าค่ะ อย่าเสียดาย เสี่ยวเยียนรอดื่มกินท่านพี่อยู่นะเจ้าคะ”สายตาออดอ้อนอ่อนหวานมาพร้อมกันกับน้ำเสียงยั่วยวนเป็นธรรมชาติ แล้วนางก็ก้มลงไป ‘จัดการ’ เขาต่อ นางเริ่มจากกดจุมพิตไปที่ขาพับด้านใน จนถึงถุงทองสองใบนั้นนางกล
หลังจากนั้นอีกสามวันต่อมาเด็กสาวเช่นเฉินกุ้ยถิงก็ถูกหนิงเจียวและหมิงเซินพามาส่งจนถึงจวนสกุลมู่หรง พอพบหน้าจ้าวเล่อเยียนก็ยิ้มแย้มแล้วเดินตรงไปต้อนรับเด็กสาวทันที นางดีใจมากที่สุดท้ายตนเองก็สามารถช่วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ให้ต้องใช้ร่างกายสนองราคะของบุรุษเพื่อดำรงชีวิตอยู่รอด คนเรามีสองมือ สองเท้า หนึ่งสมอง สองใบหู สองดวงตากับหนึ่งจมูกเช่นกัน ถึงกำลังสตรีจะน้อยกว่าบุรุษแต่เชื่อเถิดสตรีนั้นก็มิได้มีสมองไม่น้อยกว่าบุรุษเช่นกัน“ไหนเข้ามานั่งตรงนั้นสิอาถิง” จ้าวเล่อเยียนกวักมือเรียกเด็กสาวที่หน้าตาหมดจดวัยสิบสามปีให้ขยับเข้ามาใกล้ อดีตนางไม่เคยมีน้องแม่เดียวกัน ถ้าต่างมารดานั้นนับหัวไม่ถูก แต่เด็กสาวตรงหน้านั้นนางถูกชะตายิ่งนัก ต้องจับอาบน้ำขัดถูคราบไคลแล้วก็หาอาภรณ์สะอาดสะอ้านให้สวม กับสระผมและตัดให้เข้ารูปเข้าทรงอีกหน่อย รับรองได้เลยว่าเฉินกุ้ยถิงย่อมงดงามราวนางอุทัยเทวีเป็นแน่“มานี่ดีกว่า เสี่ยวชุ่ยเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าหน่อย”คิดแล้วหญิงสาวก็ต้องลงมือทำเลย ขั้นแรกนางจึง ‘ต้อน’ ลูกห่านป่าของนางไปอาบน้ำสระผมทำความสะอาดร่างกาย ขัดถูผิวพรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่องภายในเวลาร่วมสองชั่วยาม ท
“คำตอบช่างใจดำเสียจริง ต้าซ้อนั้นแสนจะงดงามปานล่มเมืองมิอาจจะละลายน้ำแข็งในใจของพี่ใหญ่ได้บ้างเซียวหรือ?” คนอารมณ์ดีอยู่เสมอยังเอ่ยปากหยอกเย้าผู้เป็นพี่ชายโดยแท้เพียงคนเดียวอย่างเห็นเป็นสนุกเสียมิได้“หากจะกล่าวว่าข้านั้นมีใจดำอำมหิตต่อเล่อเยียนแล้วตัวของเจ้าเล่ามิเรียกว่าอำมหิตกว่าข้าหลายหมื่นเท่า
เมื่อวันใหม่มาเยือนจ้าวเล่อเลียนก็ต้องมานั่งขยี้ศีรษะตนเองเพราะความยุ่งยากสำหรับคนยุค 2022 ต้องมาอยู่ในแผ่นดินเทียนสุ่ยที่อาจจะล้าหลังกว่าในโลกที่นางจากมาหลายพันปีดังนั้นไม่ว่าจะเป็น แปรงสีฟัน ที่ยังดีว่ามีให้นางได้ใช้กับเกลือจนสบายปากโล่งคอไม่ใช่ว่าต้องใช้นิ้วขัดถูฟันเอาเพราะหากเป็นเช่นนั้นนางคงปร
“เป็นเช่นไร หนาวหรือไม่ในยามถูกน้ำมนตร์จอมปลอมนี่สาด แล้วเจ็บปวดหรือไม่ในยามถูกไอ้เจ้าดาบไม้นี่ฟาดไปตามเนื้อตามตัว ออกไปเลยนะไอ้พวกหัวโล้นจอมต้มตุ๋น เด็ก ๆ ผู้ใดอยู่ด้านนอกเร่งเข้ามาจับกุมไอ้พวกสี่คนนี้มัดรวมกันเอาไว้ที่ลานหน้าเรือนของข้าหากท่านพี่ของข้ากลับมาจงเร่งให้เขามาจับพวกมันไปขังคุกให้หมด!”
แล้วจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นักบวชศีรษะโล้นโล่งเตียน แต่ดวงตานั้นกลับหลุกหลิกกับคนแต่งกายดูรุงรัง หากคาดเดาตามประสาหญิงไทยสมองใสแสนจะชาญฉลาดว่าเหล่าบุรุษสี่คนท่าทางแปลกประหลาดนี้คงเป็น’ หมอผี’ เวอร์ชัน’ จีนโบราณ’ อย่างแน่นอนแล้วก็พลันกลอกตามองบนพร้อมเท้าเอวมองทั้งสี่ด้วยดวงตาเจ้าเล่ห์ ...เอาวะข้







