Masuk“เจ้าค่ะท่านแม่สามี”
จะให้นางกล่าวอันใดไปได้มากกว่านั้นอีก ในเมื่อมารดาสามีเอ่ยบอกเช่นนั้นจึงเป็นอันว่าเย็นนั้นนางจึงต้องไปยืนรอ ‘ท่านพี่ฮ่าวเฉิน’ กลับจากกรมอาญาอย่างที่จ้าวเล่อเยียนในอดีตมิเคยทำมาก่อนเลยตลอดสองเดือน ดังนั้นพอรถม้าคันโตมาหยุดนิ่งไล่เรียงกันถึงสามคันก็ทำเอาบุรุษทั้งสามที่ก้าวลงจากรถม้ามาในเวลาใกล้เคียงกันถึงกับอึ้งตื่นตะลึงไปทุกผู้
“เล่อเยียนคารวะท่านพ่อสามี คารวะท่านพี่ฮ่าวเฉิน ท่านพี่ฮ่าวหรานเจ้าค่ะ”
กิริยาย่อกายนอบน้อมกับน้ำเสียงอ่อนหวาน พร้อมด้วยใบหน้ายิ้มละไมหวานหยดย้อย อย่าได้กล่าวแค่เพียงบุรุษเจ้าชู้เช่นมู่หรงฮ่าวหรานที่ดวงใจเต้นผิดจังหวะ เพราะแม้แต่คนเย็นชาที่สุดในจวนเช่นมู่หรงฮ่าวเฉินยังถึงกับจับจ้องโดยลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่งไปเลยทีเดียว
“อะแฮ่ม…เยียนเอ๋อร์คงออกมารอรับพี่ฮ่าวเฉินกระมัง”
เป็นท่านผู้เฒ่ามู่หรงคนพ่อที่ดึงกิริยากลับมาได้ก่อนเลยเอ่ยทักถามสะใภ้ใหญ่ออกไปด้วยใจเมตตาและเอ็นดูที่มีมานานปี
“ท่านพ่อสามีกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ พี่ฮ่าวเฉินอากาศเย็นนัก น้ำขิงเจ้าค่ะ”
คนตัวเล็กหันไปรับถ้วยน้ำขิงที่ยังคงอุ่นอยู่ให้แก่ ‘พี่ฮ่าวเฉิน’ ด้วยมือของนางเอง ส่วนของบิดาสามีกับน้องสามีนางก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าสาวใช้ทั้งหลายไปแทน เป็นการแสดงออกทางกิริยาว่านางใส่ใจในตัวของสามีเพียงใด แล้วเป็นการ 'ใส่ใจจริงจัง' มิได้เสแสร้งแม้แต่น้อย
“วันนี้เล่อเยียนทำอาหารไว้หลายอย่าง มิทราบว่าพี่ฮ่าวเฉินพอจะแวะไปร่วมมื้อค่ำที่เรือนแสงจันทร์ได้หรือไม่เจ้าค่ะ”
…แค่ก…แค่ก…แค่ก…
คราวนี้เป็นมู่หรงฮ่าวหรานที่เพิ่งดื่มน้ำขิงยังมิทันหมดถ้วยแล้วหูดันไป ครั้นได้ยินวาจาอ่อนหวานของจ้าวเล่อเยียนที่ปกติร่วมสองเดือนที่ผ่านมาพูดจากับพี่ชายของเขาอาจนับคำได้หมดว่ากี่คำ บัดนี้กลับมายืนยิ้มหวานรอรับสามีกลับจวนไม่พอนางยังถึงขนาดเอ่ยปากชวนผู้เป็นพี่ชายของเขาที่อดีตนางกลัวอีกฝ่ายยิ่งกว่าอะไร ก็สำลักไอออกมาหน้าดำหน้าแดงเพราะเกินจะคาดนั่นเอง
“ได้สิ เจ้าไปรอที่เรือนเถิด ข้าขอกลับเรือนไปอาบน้ำสักครู่”
การที่ฮูหยินมายืนรอรับกันถึงหน้าจวนใหญ่ ไม่พอนางยังยกน้ำร้อนน้ำชา ทั้งยังมีผ้าที่นึ่งจนอุ่นและกลิ่นหอมสะอาดมาให้เขาเช็ดหน้าเช็ดตาอย่างภรรยาที่ดีถึงเพียงนี้ ต่อให้เขาเป็นบุรุษแข็งกร้าวและเย็นชา ทว่านางอ่อนน้อมเข้ามาหาสามีเขาย่อมมิอาจหักหน้าผู้เป็นภรรยาหรือฮูหยินเอกไปได้ ซึ่งคำตอบดังกล่าวทำเอาอนุภรรยาทั้งสามของมู่หรงฮ่าวเฉินที่มายืนหลบมุมแอบดูและแอบฟังต่างก็โกรธเคืองจ้าวเล่อเยียนกันไปถ้วนหน้า
เพราะพวกนางเอาแต่เฝ้ารอท่านใต้เท้ารองเจ้ากรมอาญามาร่วมเดือน จนนาผืนน้อยแห้งแล้งกันถ้วนหน้า คุณชายใหญ่กลับมิเคยไปเยือนเรือนด้านหลังของพวกนางบ้างเลย ทว่าวันนี้พอนางฮูหยินเอกจ้าวเล่อเยียนมายืนเสนอหน้าแล้วออกมาชักชวนคุณชายใหญ่กลับรับปากรับคำมั่นอย่างดี
…ประเดี๋ยวเถอะ!…
ได้เจอฤทธิ์เดชของอนุภรรยาทั้งสามเช่นพวกนางแน่ ทว่าในยามนี้ขอพวกนางไปสุมศีรษะปรึกษาหารือกันก่อนว่าจะแก้ลำกลับนางฮูหยินเอกเช่นไรดี โดยพวกนางทั้งสามคงหลงลืมไปแล้วว่าที่ไปสู่ขอและแต่งพวกนางเข้ามา ดีต่อพวกนาง แบ่งสรรปันส่วนเงินทองรายเดือนให้ใช้มิได้ขาดมือ กินดีอยู่สบายก็ล้วนเป็น ‘ฮูหยินเอก’ นางจ้าวเล่อเยียนตัวน้อยผู้นั้นทั้งสิ้น!
“คุณหนูยังไม่เร่งอาบน้ำหรือเจ้าคะ?”
เป็นฟางหรูที่เข้ามาทักสอบถามเมื่อยังเห็นว่าจ้าวเล่อเยียนยังสนใจจัดดอกไม้ตกแต่งโต๊ะกินข้าวมื้อเย็น โดยมิเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่และใส่เครื่องหอมเตรียมตัวรอรับ ‘คุณชายใหญ่’ เสียที
“อากาศหนาวเช่นนี้เนี่ยนะ?”
หนาวจนเครื่องในจะแข็งแต่แม่สาวใช้คนดีก็จะจับนางไปอาบน้ำ…ใจคออำมหิตเกินสาวใช้ไปแล้วจริง ๆ จ้าวเล่อเยียนคิดไม่พอยังมองอีกฝ่ายด้วยสายตากล่าวหาฟางหรูเต็มที่
“คุณหนูไปห้องครัวมา ปรุงอาหารตั้งหลายอย่าง กลิ่นติดทั้งอาภรณ์และเส้นผม หากสตรีเราจะออดอ้อนสามีจะต้องมีร่างกายที่หอมหวนเย้ายวนด้วยนะเจ้าคะมิใช่เพียงแค่ฝีมือปรุงอาหารเป็นเลิศ ห้องหอสะอาดสะอ้านเท่านั้น”
…หือ? …
ที่ฟางหรูกล่าวมาก็มีเหตุผลเช่นกัน แต่ก็นะ…มันหนาวเหน็บจนปลายนิ้วแข็งเช่นนี้…แต่พอนึกไปถึงว่าหากมู่หรงฮ่าวเฉินมาเจอสภาพนางทั้งตัวและผมมีแต่กลิ่นอาหารและเครื่องปรุงมากมายในห้องครัวใหญ่แล้ว เขาคงเร่งกินเร่งกลับไปหาพวกอนุภรรยาตัวหอมเย้ายวนใจที่รอคอยถึงสามนาง แผนที่นางวางเอาไว้ย่อมสลายเหนื่อยฟรีไปหมด นางจึงจำยอมไปห้องอาบน้ำ ซึ่งเอาเข้าจริงน้ำอุ่นกับกลิ่นสมุนไพรและเครื่องหอมของคนโบราณนี่ก็ดีใช่น้อย นางอาบและขัดถูอย่างเพลิดเพลินลืมความหนาวเย็นไปเลย จึงถูกเสี่ยวชุ่ยมาเร่งว่าอาหารมาพร้อมกับตัวของสามีกำมะลอของนางแล้ว จ้าวเล่อเยียนจึงจำใจต้องปีนขึ้นจากถังอาบน้ำไปแต่งกายจนเรียบร้อยและออกไปหาสามีกำมะลอที่เขานั่งทะมึนรออยู่ที่โต๊ะอาหารเสียแล้ว
“เล่อเยียนขออภัยที่ปล่อยให้พี่ฮ่าวเฉินรอนะเจ้คะ”
กายบอบบางค้อมกายลงศีรษะแทบจะโขกพื้น ทว่ามู่หรงฮ่าวเฉินเขาเพียงพยักหน้าว่า ‘ไม่เป็นไร’ ให้เห็นเพียงแผ่วเบาเท่านั้น แล้วจึงมองไปที่เก้าอี้ตัวที่ว่างตรงกันข้ามอย่างจะบอกกันผ่านสายตาว่าให้นางนั้นไปนั่งได้แล้วจะได้เริ่มมื้อค่ำให้เสร็จ เขาจะได้รีบกลับเรือนของตนเองไปเสีย
นี่ขนาดนางมีภูมิคุ้มกันความเยือกเย็นมาไม่ธรรมดายังอดจะหนาวสะท้านกับสายตากับใบหน้าของสามีกำมะลอเสียมิได้ แต่หน้าด้านหน้าทนเช่น ‘คุณหนูพันซ์’ มีหรือจะหวั่นไหวอยู่ได้นายสุดท้ายนางก็ดึงสติกลับมาชี้ชวนอีกฝ่ายพูดคุยโดยแนะนำเมนูอาหารบนโต๊ะกินข้าวซึ่งก็เช่นเดิม นางย่อมพูดมันอยู่ผู้เดียวส่วนอีกฝ่ายเขาก็เพียงคีบอาหารเข้าปากพร้อมยกถ้วยพุ้ยข้าวตามเข้าปากไปอย่างเงียบเชียบ
…แข็งกว่าศิลาก็สามีกำมะลอของนางนี่แหละ!…
ตอนพิเศษนับจากวันนั้นที่จ้าวเล่อเยียนไปอำลาน้องสามีจากใจจริงก็ผ่านมาร่วมหกเดือน บัดนี้เหลาอาการ ‘เฉินเล่อ’ ก็ตกแต่งสำเร็จและพร้อมปิดร้านเปิดกิจเป็นวันแรก แขกมากมายนั้นมาจนเต็มแน่น เพราะวันนี้นางลงทุนลดค่าอาหารทุกเมนูถึงครึ่งราคาทุกจาน แถมร้านนั้นอยู่ในทำเล ‘ทอง’ ไม่พอท่านผู้เฒ่ามู่หรงฮ่าวหนานกับเหล่าฮูหยินต่างลุกขึ้นมาประกาศออกไปอย่างไม่อับอายผู้ใดว่าร้าน ‘เฉินเล่อ’ แห่งนี้คือกิจการของบุตรชายคนโตมู่หรงฮ่าวเฉินร่วมกันเปิดขึ้นมากับสะใภ้ใหญ่ ‘จ้าวเล่อเยียน’ บุตรีคนรองของท่านแม่ทัพจ้าวจึงทำให้คนทั่วเมืองหลวงของเทียนสุ่ยนั้นต่างก็อดจะสนอกสนใจอยากมีพิสูจน์รสชาติและสีสันของอาหารกันถ้วนหน้า“คนมากจริง ๆ เหนื่อยแย่เลย พักก่อนดีหรือไม่?”มู่หรงฮ่าวเฉินเดินเข้ามาดูภายในห้องครัวเห็นทุกคนวุ่นวาย ก็สงสารภรรยายิ่งนัก เพราะนางไม่เคยวางตนเองเป็น ‘นายหญิง’ ทว่านางทำตนเองเสมอภาคกับคนภายในครัวทุกอย่าง ปรุงอาหาร จัดจานเอง มีเพียงไม่ได้เดินออกไปส่งอาหารตามโต๊ะเองก็เพียงเท่านั้น“ไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะพี่ฮ่าวเฉิน ยิ่งคนมากเสี่ยวเยียนยิ่งมีความสุข”พวงแก้มแดงระเรื่อมีหยาดเหงื่อเกาะแพรวพราวแต่ดวงตาคู่นั้นสดใสง
และแล้วกำหนดเดินทางก็มาถึงเร็วไวยิ่งนัก มู่หรงฮ่าวเฉินเดินมาส่งภรรยาด้วยใบหน้าเคร่งเครียดไม่น้อยด้วยต้องจากกันไกลไปถึงห้าร้อยลี้ เดินทางก็ถึงหกวันกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง แต่คนไม่ชอบพูดมากหรือแสดงกิริยาใดภายนอก วันนี้จึงเพียงดึงภรรยามากอดจนแน่นกระซิบกระซาบแผ่วเบาว่า “หากงานพี่เสร็จเร็วจะเร่งตามไปรับเจ้ากลับเรือนของเรานะเสี่ยวเยียน” ซึ่งเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วนับว่ามากจนจ้าวเล่อเยียนนั้นยังตกอกตกใจเลย ดังนั้นมู่หรงฮ่าวหรานที่มาแอบมองยังต้องกำหมัดแน่นเพราะเริ่มทราบแล้วว่าพี่ชายตนเองนั้นมีใจให้จ้าวเล่อเยียนมากเพียงใด“เสี่ยวเยียนจะรอนะเจ้าคะ”นางจับมือแกร่งมาบีบแล้วยิ้มอ่อนหวานและเอ่ยทิ้งท้ายจากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่มีเฉินกุ้ยถิงกับฟางหรูนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว เมื่อรถม้าเคลื่อนออกไปนางก็ยังเปิดผ้าม่านของรถม้าออกมาโบกมืออำลาคนหน้าขรึมที่ยังยืนอยู่จนเงาร่างนั้นลับสายตาไปจ้าวเล่อเยียนจึงกลับมานั่งรถม้า เดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาอยู่ยังแผ่นดินเทียนสุ่ยแห่งนี้ สาวน้อยที่เติบโตเป็นหญิงสาว แล้วมองสำรวจถนนหนทางและสภาพแวดล้อมของบ้านเมืองที่รถม้าผ่านไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผ่านไปหกวันไ
สตรีเราจะมัวมานั่งจิบน้ำชากินของว่างหายใจทิ้งเวลาให้หมดลงไปวันต่อวัน แล้วปล่อยให้บุรุษที่ออกไปทำงานมาทำตนเป็นใหญ่ในจวน คิดจะตบแต่งอนุภรรยาก็แต่ง คิดจะรับสตรีบำเรอก็ทำ มันไม่ใช่แนวของนาง เพราะสำหรับนาง สามีเขามีงานในส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบ นางเองก็มีความฝันมีสิ่งที่อยากจะทำเช่นกันเรียกได้ว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน วันใดขาดเขาพวกสตรีเช่นเราต้องอยู่ได้ ไม่ใช่ขาดเขาแล้วเราหมดสิ้นคุณค่าไปทุกสิ่ง ชีวิตอันสดใสจบสิ้นไร้สีสันมีเพียงสีดำและสีเทาครอบคลุมไปชั่วชีวิตที่เหลือนั่นมันไม่ใช่แล้ว“วันนี้ลองจับมีดนี้ดู ข้าสั่งทำมาเพื่อเจ้า แกะสลักนี้มีดคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะต้องพอเหมาะกับมือ คล้ายกับเจ้ากับมีดนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน”จ้าวเล่อเยียนจดจำคำสอนนี้มาจากมารดาในอดีต ก่อนจะมาแต่งงานกับบิดาของนางท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคหกรรมศาสตร์มาก่อน เรื่องแกะสลักนี้ อดีตคุณหนูพันซ์จึงนับว่าเชี่ยวชาญมาตั้งแต่สิบขวบเห็นจะได้ มีดกับมือและใจของคนที่จะสลักลวดลายลงไปนั้นต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่นกับพ่อครัวบางคนที่นางเคยได้ฟังมาว่าเขาต้องมีมีดส่วนตัว ไปจนถึงกระทะและตะหลิวที่พิเศษ มีเพียงเขาจับและใช้ได้เพ
พอมาถึงมื้อเช้า จ้าวเล่อเยียนนั้นจึงแจ้งให้แก่บิดาและมารดาของสามีได้ทราบว่าตนเองจะขออนุญาตพวกท่านกลับไปบ้านเดิมโดยเล่าถึงจุดประสงค์ของนางเรื่องจะรับเอาเฉินกุ้ยถิงมาเป็นคนของสกุลจ้าว สองผู้เฒ่าได้ฟังก็อยากจะเห็นเด็กสาวที่สะใภ้ใหญ่ถูกตาต้องใจจนถึงขนาดจะให้ใช้สกุลจ้าว ไม่พอยังจะส่งเสริมให้เด็กสาวไปเรียนอย่างจริงจังในสำนักศึกษาของเทียนสุ่ยอีกด้วย เลยอยากพบหน้าสักหนึ่งครั้ง“เสี่ยวชุ่ยไปเรียกอาถิงมาคารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเร็วเข้า”พอได้โอกาสจ้าวเล่อเยียนจึงเร่งให้สาวใช้ของตนเองนั้นไปพาเอาเฉินกุ้ยถิงมาคารวะท่านผู้เฒ่าทั้งสองทันที ส่วนคนอื่นบนโต๊ะกินข้าวนอกจากมู่หรงฮ่าวเฉินก็ล้วนอยากเห็นเด็กสาวที่มากความสามารถทั้งฝีมือทำอาหารและจัดตกแต่งผลไม้กับจัดตกแต่งดอกไม้อย่างงดงามได้เร็วไวมากเช่นนี้“เสี่ยวถิง คารวะนายท่านกับเหล่าฮูหยินเสีย ทางด้านนั้นคือคุณชายรอง ด้านนั้นคุณชายห้าและสะใภ้ห้า”จ้าวเล่อเยียนแนะนำทุกคนบนโต๊ะอาหารที่อาหารถูกเก็บไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงถ้วยน้ำชาหลังมื้ออาหารของแต่ละคนเพียงเท่านั้น ซึ่งวันนี้เฉินกุ้ยถิงสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน ผมนั้นถูกรวบไว้เป็นมวยก้อนกลมคล้ายซาลาเปาอยู่ส
นางยังคงอยู่ในเสื้อคลุมครบครัน แต่บุรุษผู้เป็นสามีนั้นเปลือยเปล่าอวดโฉมแข็งแกร่งกำยำจนจ้าวเล่อเยียนมองแล้วกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ นางทรุดลงไปคุกเข่า พร้อมสองมือตรงเข้าโอบประคองท่อนลำเอ็นแกร่งเอาไว้แล้วเหลือบสายตาขึ้นไปประสานสายตากับสามีราวกับจะกล่าวขออนุญาต 'กลืนกิน’ อีกฝ่ายให้หายกระหายหิว ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งสายตาลงมาว่าจงเร่งลง ‘ลิ้น’ เถิด แล้วเพียงนางตวัดปลายลิ้นลงไปทักทายปลายหัวบากบานใหญ่ราวดอกเห็ดนั้น มู่หรงฮ่าวเฉินก็ถึงกับถอยหลังไปพิงกับถังอาบน้ำไปใหญ่สองมือเอื้อมไปกำขอบถังไม้เอาไว้แน่น ยิ่งนางดูดกลืนด้วยกิริยาอร่อยลิ้นหนักหนา คุณชายใหญ่ก็แทบจะทรงตัวยืนอีกต่อไปไม่ไหว แน่นอนว่าเขาที่มีอายุขนาดนี้ย่อมมิใช่บุรุษผู้ถือครองพรหมจรรย์ แต่ไม่เคยมีสตรีใดเอาอกเอาใจปรนเปรอเขาจนแทบแตกสลายเพียงเรียวปากงามกับลิ้นนุ่มสัมผัสส่วนปลายเท่านั้นเช่นที่จ้าวเล่อเยียนนั้นทำให้แก่เขา“ปล่อยมันออกมาเจ้าค่ะ อย่าเสียดาย เสี่ยวเยียนรอดื่มกินท่านพี่อยู่นะเจ้าคะ”สายตาออดอ้อนอ่อนหวานมาพร้อมกันกับน้ำเสียงยั่วยวนเป็นธรรมชาติ แล้วนางก็ก้มลงไป ‘จัดการ’ เขาต่อ นางเริ่มจากกดจุมพิตไปที่ขาพับด้านใน จนถึงถุงทองสองใบนั้นนางกล
หลังจากนั้นอีกสามวันต่อมาเด็กสาวเช่นเฉินกุ้ยถิงก็ถูกหนิงเจียวและหมิงเซินพามาส่งจนถึงจวนสกุลมู่หรง พอพบหน้าจ้าวเล่อเยียนก็ยิ้มแย้มแล้วเดินตรงไปต้อนรับเด็กสาวทันที นางดีใจมากที่สุดท้ายตนเองก็สามารถช่วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งไม่ให้ต้องใช้ร่างกายสนองราคะของบุรุษเพื่อดำรงชีวิตอยู่รอด คนเรามีสองมือ สองเท้า หนึ่งสมอง สองใบหู สองดวงตากับหนึ่งจมูกเช่นกัน ถึงกำลังสตรีจะน้อยกว่าบุรุษแต่เชื่อเถิดสตรีนั้นก็มิได้มีสมองไม่น้อยกว่าบุรุษเช่นกัน“ไหนเข้ามานั่งตรงนั้นสิอาถิง” จ้าวเล่อเยียนกวักมือเรียกเด็กสาวที่หน้าตาหมดจดวัยสิบสามปีให้ขยับเข้ามาใกล้ อดีตนางไม่เคยมีน้องแม่เดียวกัน ถ้าต่างมารดานั้นนับหัวไม่ถูก แต่เด็กสาวตรงหน้านั้นนางถูกชะตายิ่งนัก ต้องจับอาบน้ำขัดถูคราบไคลแล้วก็หาอาภรณ์สะอาดสะอ้านให้สวม กับสระผมและตัดให้เข้ารูปเข้าทรงอีกหน่อย รับรองได้เลยว่าเฉินกุ้ยถิงย่อมงดงามราวนางอุทัยเทวีเป็นแน่“มานี่ดีกว่า เสี่ยวชุ่ยเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าหน่อย”คิดแล้วหญิงสาวก็ต้องลงมือทำเลย ขั้นแรกนางจึง ‘ต้อน’ ลูกห่านป่าของนางไปอาบน้ำสระผมทำความสะอาดร่างกาย ขัดถูผิวพรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่องภายในเวลาร่วมสองชั่วยาม ท
“เอ่อ…ไยพี่ฮ่าวเฉินจึงไม่ตอบเล่อเยียนแม้เพียงครึ่งคำเล่าเจ้าคะว่าอร่อยหรือไม่?”สุดท้ายคนที่นั่งพูดอยู่คนเดียวจนน้ำลายจะแห้งมหาสมุทรก็อดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมาเพราะคงมีเพียงเท่านี้จึงจะสามารถง้างปาก ‘พ่อก้อนศิลายักษ์’ ตรงหน้าของนางได้แล้วละ“ในยามกินอาหารข้าไม่ชอบพูดปาก เคี้ยวอา
เดิมชมหิมะและดอกเหมยจนหนาวเสียเรียวปากซีดเผือด จ้าวเล่อเยียนก็เดินมาถึงเรือนใหญ่ที่เป็นจุดหมายของคนตัวเล็กตั้งแต่ต้น นางสูดลมหายใจเข้าท้องจนเต็มแล้วปล่อยออก ที่ทำเช่นนั้นก็เพราะเด็กสาวกำลังระลึกไปถึงความหลังว่าจ้าวเล่อเยียนในอดีตนั้นเคยกระทำตนเช่นไรกับมารดาของสามีผู้นี้บ้าง เพราะต่อให้นางจะยังคงควา
“คำตอบช่างใจดำเสียจริง ต้าซ้อนั้นแสนจะงดงามปานล่มเมืองมิอาจจะละลายน้ำแข็งในใจของพี่ใหญ่ได้บ้างเซียวหรือ?” คนอารมณ์ดีอยู่เสมอยังเอ่ยปากหยอกเย้าผู้เป็นพี่ชายโดยแท้เพียงคนเดียวอย่างเห็นเป็นสนุกเสียมิได้“หากจะกล่าวว่าข้านั้นมีใจดำอำมหิตต่อเล่อเยียนแล้วตัวของเจ้าเล่ามิเรียกว่าอำมหิตกว่าข้าหลายหมื่นเท่า
เมื่อวันใหม่มาเยือนจ้าวเล่อเลียนก็ต้องมานั่งขยี้ศีรษะตนเองเพราะความยุ่งยากสำหรับคนยุค 2022 ต้องมาอยู่ในแผ่นดินเทียนสุ่ยที่อาจจะล้าหลังกว่าในโลกที่นางจากมาหลายพันปีดังนั้นไม่ว่าจะเป็น แปรงสีฟัน ที่ยังดีว่ามีให้นางได้ใช้กับเกลือจนสบายปากโล่งคอไม่ใช่ว่าต้องใช้นิ้วขัดถูฟันเอาเพราะหากเป็นเช่นนั้นนางคงปร







