Partager

บทที่ 9

ภายในเย็นวันเดียวกันยังไม่ทันแสงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า จักรยานคันใหญ่สองคันก็หยุดลงยังโค่นต้นมะม่วงห่างจากแคร่ที่คนบ้านของบุญมีนั่งอยู่ไม่ไกล

ผู้อายุน้อยกว่าทั้งสองครอบครัวต่างยกมือไหว้ทักทายกัน ชะอมก็กล่าวทักทายตามพี่กับน้องของตนอย่างเนียน ๆ เพราะเธอไม่รู้ว่าใครเป็นใครนั่นเอง

“พวกพี่กินข้าวกินปลากันมาหรือยัง” บุญมีถามขึ้น เนื่องจากพวกเขาเพิ่งจะกินมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยก่อนหน้า

“เรียบร้อยแล้ว ว่าแต่เราจะไปจับจิ้งหรีดกันที่ไหน” มิ่ง ถามพลางนั่งลงข้างเกลอรุ่นน้อง “รอให้มืดกว่านี้อีกสักหน่อย ฉันจะพาไปทุ่งนาห่างจากเรือนไม่ไกลหรอก ให้พวกเด็ก ๆ มันไปเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือกับชะอมเถอะ”

“พวกเอ็งได้ยินแล้วนะ รีบไปเรียนรู้จากหลานซะ” มิ่งบอกลูกชายทั้งสองคน ส่วนหลานชายคนเล็กนั้นได้เดินไปหาโมกผู้เป็นเพื่อนร่วมชั้นโดยไม่ต้องให้ปู่พูดซ้ำ “โมก เอ็งสอนข้าด้วยนะ”

“ได้สิ แต่ข้าก็ไม่เก่งหรอกนะเพราะเพิ่งจะเคยจับไปครั้งเดียว” โมกตอบตามตรง มะขามผู้ซึ่งช่วยพี่สาวเตรียมกระบอกไม้ไผ่จึงได้พูดขึ้นอย่างโอ้อวดคนเป็นพี่

“แม้พี่โมกจะจับไม่เก่งแต่พี่สาวจ๋าของหนูจับเก่งมากพี่เสือไม่ต้องกลัวว่าจะจับจิ้งหรีดไม่ได้หรอก” ชะอมได้แต่ยิ้มแหยส่งออกไปให้กับเพื่อนของพี่ชาย

“อย่างนั้นเหรอว่าแต่ชะอมจับเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กันแต่ก่อนไม่ใช่ว่าน้องกลัวแมลงหรอกเหรอ” เด็กชายร่างอวบเอ่ยพลางยกมือเกาศีรษะไปมา

“เอ็งจะสงสัยอะไรให้มากความ มาช่วยข้าจับเชือกเตรียมตะเกียงกับกระบอกไม้ไผ่เถอะ” โมกกอดคอของสหายให้เดินมากับตน

เวลาผ่านไปฟ้าเริ่มมืด อากาศค่อย ๆ เย็นลง เสียงนกร้องยามกลับรังถูกแทนที่ด้วยเสียงกิ่งไม้ดังเสียดสีกอปรกับเสียงใบไม้ไหวยามเมื่อลมพัดผ่าน เสียงแมลงกลางคืนเริ่มร้องระงม “ได้เวลาแล้ว” ชะอมพูดขึ้นโดยในมือของเธอมีตะเกียงเจ้าพายุเช่นเดียวกับพ่อ

มะขามรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ออกไปจับจิ้งหรีดอีกครั้ง บุญมีได้พาคณะจับจิ้งหรีดของตนโดยทิ้งให้สายใจกับชบาและมะลิเฝ้าอยู่กับเรือน

ทุ่งนาหลังบ้านนั้นมีต้นหญ้า ต้นไม้ใหญ่ขึ้นรกทึบจึงเต็มไปด้วยจิ้งหรีดหลากหลายชนิดมิ่งผู้มีตะเกียงในมือก็เดินตามเกลอรุ่นน้องไปติด ๆ

ส่วนลูกชายกับหลานนั้นต่างก็มีกระบอกไม้ไผ่และเชือก เช่นเดียวกับลูกหลานของบุญมี

แสงสว่างจากตะเกียงในเวลาค่ำคืนส่องวูบ ๆ วาบ ๆ นำพาให้รอบด้านเกิดแสงและเงาแลดูน่ากลัวไม่น้อย

โดยเฉพาะคนตาขาวอย่างเพิ่มแม้ว่าเจ้าตัวจะแต่งงานมีลูกเมียแล้วก็ตาม “พี่มั่น มันจะไม่มีตัวอะไรโผล่มาระหว่างเราจับจิ้งหรีดใช่ไหม”

คนเป็นพี่เหลือบตามองน้องชายอย่างระอา “เอ็งจะปอดลอยทำไม ไม่อายเด็ก ๆ บ้างเหรอดูสิแต่ละคนต่างเดินพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างสนุกสนาน”

“ฉันไม่ได้กลัวนะพี่ แค่รู้สึกเกรงใจหากว่าจู่ ๆ เกิดมีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มา” เพิ่มโต้

“ไม่กลัวก็รีบเดิน นู่นทั้งพ่อกับหลานเดินไปตั้งไกลแล้ว” มั่นไม่พูดเปล่าเจ้าตัวผู้ถือตะเกียงยังได้เดินจำอ้าว ๆ โดยไม่สนใจน้องชายของตนอีก

“พี่มั่นรอฉันด้วย” เพิ่มรีบวิ่งตามคนเป็นพี่โดยไม่เลี้ยวซ้ายแลขวา

“ตรงนี้แหละเหมาะ ทุกคนอย่าส่งเสียงนะจ๊ะคอยฟังตำแหน่งของมันให้ดี” ทุกคนต่างฟังในสิ่งที่ชะอมพูดเมื่อได้ยินเสียงของสัตว์ตัวจ้อยอย่างชัดเจน

ชะอมจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปทางต้นเสียงอย่างเงียบ ๆ เมื่อเข้าใกล้เด็กหญิงได้วางกระบอกไม้ไผ่ในมือคว่ำลงบนพื้นดินและใช้ไม้ที่เก็บมาระหว่างเดินเขี่ยตัวจิ้งหรีดเพื่อให้เข้ามาในกระบอกไม้ไผ่ที่ตนได้หงายขึ้นเล็กน้อย

“ทุกคนทำตามหนูนะจ๊ะ ค่อย ๆ ไม่ต้องรีบร้อนพอได้จำนวนมากแล้วก็หงายกระบอกไม้ไผ่ขึ้นจากนั้นก็หาอะไรปิดปากเพื่อไม่ให้จิ้งหรีดหนีออกมา”

การจับจิ้งหรีดของคณะบุญมีใช้เวลาไปหลายชั่วโมงกว่าทุกคนจะพอใจ โดยเฉพาะเด็กผู้ชายทั้งสามพวกเขารู้สึกสนุกกับการจับจิ้งหรีดเป็นอย่างมาก

“โมก พวกเราจะกินมันได้ยังไง” เสือถามสหายด้วยความอยากรู้

“ต้องทำให้มันสุกก่อน”

“ทำยังไงให้สุกเอาไปต้มหรือย่างล่ะ” เสือยังคงถามต่อ

“ได้ทั้งหมดนั่นแหละแม้แต่นำมาลาบวันนี้ปู่มิ่งยังมากินเลย”

“ข้าอยากกินบ้าง เอ็งทำให้กินได้ไหม” เสือถามขึ้นน้ำลายสอเขาอยากกินตั้งแต่ได้ยินปู่พูดให้ฟังตั้งแต่ช่วงบ่ายดังนั้นจึงได้ตามมาด้วย

“เอ็งต้องถามชะอม เพราะข้าทำไม่เป็น” โมกพยักพเยิดไปทางน้องสาวผู้กำลังหัวเราะอยู่กับน้องชาย

“น้องชะอมจ๋า น้องช่วยทำอาหารจากจิ้งหรีดพวกนี้ให้พี่กินบ้างนะ” เสือรีบเดินเข้าไปหาเด็กหญิงน้องสาวของเพื่อนร่วมชั้นทันที

“ได้สิจ๊ะ เอาไว้วันพรุ่งนี้พี่ก็มากับปู่มิ่งสิ”

“พี่ไม่พลาดแน่ ขอบใจน้องมากนะ” คนชอบกินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

กว่าที่พวกเขาจะเดินถึงเรือนของบุญมี ท้องฟ้าก็ค่อนข้างมืดเนื่องจากแสงจันทร์ได้ถูกเมฆบนท้องฟ้ากลืนไปนานแล้ว

“เจ้าบุญพวกข้ากลับก่อนนะ” มิ่งพูดขึ้นหลังจากส่งกระบอกไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยจิ้งหรีดให้กับพี่น้องทองทั้งคู่

“พี่ไม่นอนที่นี่เหรอดึกแล้วนะ” บุญมีท้วง

“เอ็งทำอย่างกับว่าข้าไม่เคยกลับเรือนดึก ๆ ดื่น ๆ ไปได้ ทางแถวนี้ต่อให้หลับตาเดินข้าก็กลับถูก” มิ่งคุยโว

“ตามใจพี่เถอะ วันพรุ่งก็อย่าลืมพาพี่สะใภ้มาด้วยล่ะ พวกเอ็งก็มาด้วยนะจะได้มาช่วยกันต้มเกลือเผื่อว่าช่วงวันตรุษจะได้เอาไปทำบุญอีกทั้งยังจะได้ขายด้วย”

“จ้ะอาบุญมี” สองพี่น้องมั่นกับเพิ่มรับคำด้วยความยินดี

คล้อยหลังจักรยานสองคันหายไปกับความมืด บุญมีจึงได้ก้าวเท้าขึ้นเรือนของตนบ้าง

เช้าวันต่อมาหลังจากมื้อเช้าของบ้านจบลงได้ชั่วครู่ รถจักรยานของมิ่งก็หยุดลงใต้ร่มมะม่วงเช่นเมื่อวาน

“แม่สายใจวันนี้ฉันขอมารบกวนหล่อนด้วยนะ” อ้อยเมียของมิ่งพูดคุยกับหญิงวัยกลางคนรุ่นน้องด้วยรอยยิ้ม

“รบกวนอะไรกันพี่อ้อยก็พูดไปฉันเองก็ต้องอาศัยให้หลานสาวเป็นคนสอนเหมือนกัน” ถ้อยคำของสายใจทำให้อ้อยเลิกคิ้วมองหล่อนอย่างไม่เข้าใจ

“ชะอมนะเหรอ” นางอ้อยย้อนถาม

“ใช่แล้วจ้ะพี่อ้อย ฉันเองก็ได้หลานคนนี้นี่แหละช่วยแนะนำอาหารการกินตั้งหลายอย่าง” กาบเป็นคนตอบแทนพี่สะใภ้ตน

“นางกาบข่าวลือที่ฉันได้ยินเป็นจริงเหรอ” นางอ้อยกระซิบถามหญิงวัยกลางคนรุ่นน้องเสียงเบา

“จริงจ้ะ แต่เรื่องนี้นับว่าเป็นโชคดีของพวกเรานะ พี่ไม่คิดอย่างนี้เหรอ”

“ก็นับว่าเป็นโชคดีจริงนั่นแหละและที่สำคัญก็คือดีแล้วที่ชะอมได้กลับมา” อ้อยพูดขึ้นจากใจจริง

“ฉันก็คิดเหมือนพี่นั่นแหละหาไม่ครอบครัวของฉันคงเต็มไปด้วยความเศร้า” สายใจกล่าวผสมโรง

หลังจากหญิงทั้งสามพูดคุยกันได้ชั่วครู่ สายใจจึงได้เอ่ยชวนให้แขกผู้มาเยือนมาเรียนวิธีทำอาหารจากจิ้งหรีด

วันนี้ชะอมตั้งใจจะแนะนำเมนูทอดด้วยเพราะว่ากาบได้นำไขมันหมูที่ลูกชายผู้เป็นคนงานเลี้ยงหมูต่างหมู่บ้านซื้อมาในราคาถูกจากเถ้าแก่ตามที่ชะอมเคยบอกไว้

กลิ่นเจียวมันหมูหอมตามลมได้เรียกเสียงท้องร้องจากคนชอบกินอย่างเสือรวมถึงมะขามไม่น้อย

“หอมจัง น้องชะอมทำอะไรเหรอ” ใบหน้าอูมของเสือก้มมองมันหมูที่กลายเป็นสีเหลืองทองในกระทะพร้อมกับกลืนน้ำลายหลายอึกลงคอ “น้องชะอมมันกินได้ไหม”

“กินได้จ้ะ เอามาคลุกกับพริกน้ำปลาหรือไม่ก็นำมาทำเป็นน้ำพริกอร่อยเหาะทีเดียว” คำพูดของชะอมยิ่งเรียกให้คนฟังน้ำลายสอ

“พี่จ๋า หนูกินด้วยได้ไหม” มะขามพูดโพล่งขึ้นด้วยความอยากกิน

“กินได้สิ แต่ว่าน้องเพิ่งกินข้าวเช้าไปเองนะ” ชะอมสัพยอกน้องชายผู้กำลังจ้องมองสิ่งที่อยู่ในกระทะตาวาว

“หนูยังกินได้จ้ะ”

“ถ้าอยากกินได้เยอะ ไปเดินย่อยกับพี่ดีไหม พานางเผือกกับเจ้าทุยไปกินหญ้ากันเถอะเสือเอ็งก็มากับข้าด้วย” โมกส่งเสียงเรียกน้องชายกับเพื่อนร่วมเรียน

สองเด็กชายผู้ชอบกินมองหน้ากันก่อนที่จะเดินไปหาเด็กชายตัวสูงผิวคล้ำพร้อมกัน

“โมก ให้ข้าขี่เจ้าตัวนี้ได้ไหม” เสือชี้นิ้วไปทางเจ้าทุยผู้กำลังมองมาทางตนด้วยสายตาเมินเฉย “จะขี่ก็ได้ ถ้าเจ้าทุยมันยอม”

“เจ้าทุยสุดหล่อ ขอให้น้องเสือคนนี้ขี่หลังได้ไหมจ๊ะ”

“ฮ่า ๆ พี่เสือตลกจังเลย คุยกับพี่ทุยรู้เรื่องด้วย” มะขาม เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะจนดังลั่น

ควายทั้งสองตัวหยุดเล็มหญ้าของตนในคอกและพากันมองมาทางเด็กชายทั้งสามพลางส่งเสียงร้องแปลได้ว่า มนุษย์พวกนี้ประหลาดจริง

“มันร้องแบบนี้แสดงว่าข้าสามารถขึ้นหลังเจ้าทุยได้แล้วใช่หรือเปล่า” เสือมองใบหน้าของเกลอถามอย่างมีความหวัง

“คงได้แหละ เอ็งก็ลองปีนขึ้นไปสิหากเจ้าทุยไม่สะบัดเอ็งตกลงมาก็แสดงว่าได้” เมื่อโมกพูดออกมาแบบนี้เจ้าเสือจึงได้รีบปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของเจ้าทุยผู้ซึ่งให้ความร่วมมือด้วยเป็นอย่างดีในการย่อตัวลง

“ฮ่า ๆ ข้านั่งได้แล้วขอบใจนะพี่ทุยสุดหล่อ” เสือไม่พูดเปล่าเพราะได้ยกมือลูบหัวของเจ้าทุยไปด้วย

ทางโมกก็อุ้มน้องชายขึ้นหลังนางเผือกก่อนที่ตัวเองจะตามขึ้นไปบ้าง น้ำหนักเด็กทั้งสองคนหาได้ทำให้ควายตัวใหญ่สะทกสะท้านแต่อย่างใด

ท้องทุ่งในยามเช้ายังพอมีลมพัดทำให้อากาศไม่ร้อนจนเกินไป มะขามผู้มีความซุกซนได้ลงวิ่งเล่นลุยโคลนมาจนถึงลำห้วยด้วยความนึกสนุกเจ้าตัวจึงคิดจะดักปลาอย่างที่คนเป็นพี่สาวเคยทำ ไวเท่าความคิดเด็กชายจึงวิ่งมาทางพี่ชายก่อนที่จะคว้าถังน้ำวิ่งย้อนกลับไปทางล้ำห้วยอีกครั้ง

“โมก น้องเอ็งเอาถังไปทำไม”

“ดักปลา” สองคำจากปากสหายได้นำพาความงุนงงมาให้เด็กชายตัวอวบอีกครั้งนอกจากเรื่องของจิ้งหรีด

“ห๊ะ! มันเอาไปดักปลาได้เหรอ เอ็งคงไม่ได้ปดข้าหรอกใช่ไหม” คำถามอย่างกังขาของเพื่อนทำให้โมกยกมุมปากของตนขึ้นสูง

“หากเอ็งอยากรู้ก็ตามไปดูสิ จะได้รู้ว่าข้าปดหรือไม่”

“ได้” เสือหมุนกายกึ่งเดินกึ่งวิ่งลุยโคลนไปทางมะขาม เมื่อถึงตัวของเด็กชายผู้อายุน้อยกว่าเจ้าตัวก็จ้องมองการกระทำของเขาด้วยความสงสัยระคนใคร่รู้

“มะขาม นี่คือวิธีดักปลาเหรอ” เสือนั่งยองช่วยคนเป็นน้องของเพื่อนโกยดิน

“ใช่จ้ะ พี่เสือคอยรอกินปลาได้เลย หนูไม่อยากจะคุยพี่จ๋าของหนูทำอาหารอร่อยมาก วันก่อนนู้นนะพี่ชะอมได้ทำปลาช่อนนึ่งลุยสวนให้กิน หนูยังติดใจอยู่เลยไม่เพียงแค่นั่นนะ พี่สาวจ๋ายังเอาปลาที่เหลือมาทำปลาร้าด้วยแต่อันนี้หนูยังไม่เคยกินเพราะพี่จ๋าบอกว่ามันยังหมักไม่ได้ที่” เสือฟังเสียงเจื้อยแจ้วของคนอายุน้อยกว่าเล่าเรื่องของกินไปพลางก็รู้สึกหิวขึ้นมา

“พี่หิวซะแล้วสิ”

“อีกเดี๋ยวเราก็ได้กลับแต่ถ้าพี่หิวมากหนูจะพาไปกินมะม่วงสุกตรงนั้นยังมีมะขามเทศด้วยนะหนูจะพาพี่ไปเก็บมากินรองท้องก่อนแต่กินมากไม่ดีพี่จ๋าได้บอกไว้เพราะมะม่วงสุกน้ำตาลเยอะส่วนมะขามเทศกินมากอาจทำให้ท้องอืด”

“เก่งนะเรารู้เยอะทีเดียวพี่ยังไม่รู้เลย” คำชมของคนอายุมากกว่าทำให้เด็กชายตัวเล็กยิ้มเขิน

“หนูไม่ได้เก่งจ้า เป็นพี่จ๋าต่างหากที่เก่ง”

ชะอมส่งเสียงจามในขณะคั่วพริกเพื่อจะนำมาตำน้ำพริกกากหมู กลิ่นอาหารจากหน้าเรือนครัวทำให้ชายต่างวัยกลืนน้ำลายด้วยความอยากกิน

“หอมมากเลย บุญมีข้าชักจะเริ่มอิจฉาเอ็งแล้วสิ” มิ่งเอ่ยด้วยท่าทางตามคำพูด “หากพี่อิจฉาก็มาเรือนฉันบ่อย ๆ สิ”

“มาบ่อยอยู่แล้วละ เพราะข้าจะส่งลูกชายมาต้มเกลือกับเอ็งเรื่องเกลือเอาไว้หลังวันตรุษข้าจะเข้าไปตัวอำเภอนะถึงเวลานั้นเอ็งก็ไปกับข้าด้วยล่ะเอาเกลือไปให้พวกเขาดูด้วย”

“ได้สิ”

เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมงเด็กชายทั้งสามกับควายสองตัวก็เดินกลับมาถึงเรือน “หอมมาก ท้องข้าร้องโครกครากแล้ว” เสือ พูดขึ้นเสียงดัง

“เอ็งยังจะกินไหวอีกเหรอ ข้าเห็นเอ็งกับมะขามกินทั้งมะม่วง มะขามเทศไม่หยุดปาก” โมกกล่าวแซว

“กินไหวอยู่แล้ว” คนชอบกินตอบพร้อมกัน

หลังจากพาควายเข้าคอก โมกกำลังจะพาเพื่อนไปล้างเนื้อล้างตัวและไม่ลืมหิ้วถังใส่ปลาที่ได้มา

“ได้ปลามาด้วยเหรอลูก” ทองคำถามลูกชายเมื่อเห็นเขาหิ้วถังตัวเอียงเจ้าตัวจึงได้รีบเดินเข้าไปช่วย

“จ้ะพ่อ มะขามเป็นคนไปดัก” คำพูดของเขาได้ทำให้สองพี่น้องลูกของมิ่งเกิดความสงสัยคนทั้งคู่จึงได้เดินเข้าไปมองถังปลาในมือของสองพ่อลูก

“โอ้โห มะขามเก่งมากถึงเพียงนี้เลยได้ปลามาตั้งมาก” มั่นกล่าวชม

“ผมรู้ว่าน้องทำยังไงด้วยนะพ่อ เอาไว้ผมจะกลับไปทำให้ดู”

“จริงเหรอ แต่เรื่องนี้เป็นความลับหรือเปล่าเอ็งต้องถามน้องดูก่อนนะ” มั่นบอกลูกชายน้ำเสียงจริงจัง

“ไม่เป็นความลับหรอกจ้ะลุงมิ่ง พี่จ๋าบอกว่าหากเราทำให้คนมีกินได้ก็แนะนำออกไปเถอะ”

“จริงเหรอทองคำ” เพิ่มถามเอากับเกลอของตน “จริง เอาไว้ข้าจะบอกวิธีให้นะจากนั้นเอ็งก็ลองเอาไปทำดู”

“ขอบใจมากนะเพื่อน”

อาหารจากจิ้งหรีดนั้นมีทั้งต้ม ทั้งทอด และลาบอีกทั้งยังมีกากหมูแบบธรรมดากับน้ำพริกเผากากหมูด้วย

ซึ่งมะลิได้ทำการนึ่งข้าวเหนียวเอาไว้แทนการหุงข้าวสวยเพราะชะอมตั้งใจจะทำส้มตำให้ทุกคนได้กินอีกอย่าง เนื่องจากได้เก็บมะละกอดิบมาหนึ่งผลใหญ่

“พวกเราจะกินข้าวกันที่นี่หรือจะไปกินที่แปลงเกลือดี” บุญมีถามกับแขกผู้มาเยือน

“เวลานี้ตะวันยังไม่ตรงหัวข้าว่าไปใช้แรงกันก่อนเถอะ” คำตอบของมิ่งไม่มีใครเห็นต่าง

ลูกชายรวมถึงเมียของมิ่งรู้สึกตื่นตะลึงเมื่อพวกเขามองเห็นเกลือที่อยู่ในกระบุงเป็นจำนวนไม่น้อย

“เกลือทั้งนั้นเลย อาบุญผมขอบบคุณมากนะครับที่ให้พวกเราได้มาทำงานด้วย” สองพี่น้องมั่นกับเพิ่มพากันยกมือขึ้นไหว้ชายรุ่นพ่อกล่าวขอบคุณพร้อมกันด้วยความซาบซึ้ง

“พวกเอ็งทำงานให้ดีก็พอแล้ว”

ชะอมมองครอบครัวของมิ่งด้วยความดีใจที่ครอบครัวนี้ต่างก็เป็นคนดีอีกทั้งหลังได้ยินเรื่องราวแต่หนหลังของปู่เธอก็ยิ่งเข้าใจความหมายของคำว่ามิตรภาพมากยิ่งขึ้นเพราะก่อนเกิดใหม่เธอไม่เคยสัมผัสเรื่องแบบนี้เลยสักครั้ง

การใช้แรงท่ามกลางแดดจ้าค่อนข้างหนักเอาการ โดยเฉพาะสำหรับชายสูงวัยผู้อาสามาเก็บไม้ฟืน

ดังนั้นพอถึงเวลามื้อกลางวันทั้งบุญมีกับมิ่งจึงได้รู้สึกหิวเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับเด็กชายทั้งสามที่ต่างหิวโหยไม่แพ้กันเพราะพวกเขาเองก็ช่วยงานในสิ่งที่ตนทำได้ ชะอมจึงต้องคอยห้ามเพราะเกรงว่าพวกเขาจะจุกหากกินเร็วจนเกินไป

“กากหมูเจียวนี่อร่อยอย่างที่น้องสาวบอกเลย” เสือกินจนปากมันกล่าวชม

“อร่อยก็ดีแล้วแต่เอ็งควรกินแต่พอดีไม่ได้ยินที่ชะอมกล่าวเตือนเหรอ” โมกพูดขึ้นหลังจากกลืนจิ้งหรีดคั่วลงคอ

“ข้าจำได้หรอกน่า จิ้งหรีดคั่วนี่ก็อร่อยเค็ม ๆ มัน ๆ เคี้ยวเพลินทีเดียว” เสือตอบรับแบบขอไปที

ส่วนคนที่กินแบบไม่พูดไม่จานั้นคือเด็กชายมะขาม เจ้าตัวซดน้ำแกงจิ้งหรีดที่คนเป็นพี่ทำอย่างพอใจ

ชะอมรู้สึกดีใจที่ทุกคนพากันชอบอาหารที่ตนทำและหลังมื้อกลางวันสิ้นสุดเด็กหญิงจึงได้พูดถึงสิ่งที่ตนคิดไว้ซึ่งก็ตรงใจกับคนเป็นปู่เช่นกัน

“ปู่จ๋า วันตรุษพวกเรานำเกลือไปถวายพระและก็นำไปขายด้วยดีไหมหนูว่าจะนำมะม่วงกวนไปขายด้วยปู่เห็นควรยังไง”

“ปู่จะว่าอะไรล่ะ หลานคิดเหมือนปู่นั่นแหละและหลังจากวันตรุษปู่จะนำเรื่องต้มเกลือไปบอกกับทางอำเภอด้วยเอ็งว่าดีไหม”

“ก็ดีนะจ๊ะ ให้ทางผู้ใหญ่รู้ไว้ก็ไม่เสียหายเพราะถึงอย่างไรที่ดินตรงนี้ก็เป็นของเราแล้วอีกอย่างจะได้ไม่มีใครกล้ามาแอบอ้างว่าเป็นของเขาแต่ว่าผู้ใหญ่ทางอำเภอไว้ใจได้หรือเปล่าจ๊ะ”

“เอ็งไว้ใจได้คนที่ปู่จะไปพบนั้นเป็นคนดีมากทีเดียวละ” ชายสูงวัยทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 11

    ทั้งสามคนขายของกันจนลืมหิว เมื่อสิ่งที่เตรียมมาหมดลงแต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ต่างก็ถามขึ้นด้วยความเสียดาย “แม่หนู เกลือกับมะม่วงกวนยังมีอีกไหม” หญิงวัยชราผู้เดินลงมาจากศาลาถามขึ้นพลางมองไปทางกระจาดอันว่างเปล่า “เย็นนี้หนูจะนำมาขายอีกครั้งจ้ะ” คำตอบของเด็กหญิงได้เรียกรอยยิ้มให้ก

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 10

    เสียงไก่ขันยามรุ่งอรุณปลุกให้เด็กชายผู้กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขลืมตาตื่น มะขามเด้งตัวขึ้นด้วยความตื่นเต้น ก่อนมองหาพี่สาวสุดที่รัก “พี่จ๋า คงลงไปในครัวนานแล้วเป็นแน่” เด็กชายพูดพลางกระวีกระวาดเก็บที่นอนหมอนมุ้ง “เจ้ามะขามตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำอาบท่า วันนี้เอ็งต้องสวมเสื้อให้เร

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 8

    หลังจากครอบครัวของชะอมได้ที่ดินแปลงนั้นมาท่ามกลางความมึนงงของชาวบ้านที่ต่างเล่าลือกันถึงการกระทำของผู้ใหญ่บุญมี “เจ้าบุญเอ็งวิปลาสไปแล้วเหรอถึงได้ซื้อที่ดินตรงนั้น เอ็งก็รู้เหมือนกันกับข้านี่ แม้ว่าที่ตรงนั้นจะติดแหล่งน้ำทว่ามันกลับปลูกสิ่งใดไม่ขึ้น” กำนันผู้เป็นรุ่นพี่ของชายวัยห้าสิบเดิ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 7

    “กินได้สิจ๊ะ” คำตอบของหลานสาวทำให้ทองคำซึ่งกำลังกินข้าวถึงกับสำลัก “แค่ก ๆ ดินมันกินได้จริงเหรอชะอม” “หนูไม่ได้ให้นำดินมากินจ้ะ แต่จะนำมาต้มทำเป็นเกลือต่างหาก แต่ทั้งนี้หนูจะต้องไปดูสภาพดินก่อนว่ามันเป็นอย่างที่หนูต้องการหรือเปล่า” “ต้มเกลือ แม้แต่เรื่องนี้เอ็งก็รู้อย่างนั้นเ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status