Partager

บทที่ 8

หลังจากครอบครัวของชะอมได้ที่ดินแปลงนั้นมาท่ามกลางความมึนงงของชาวบ้านที่ต่างเล่าลือกันถึงการกระทำของผู้ใหญ่บุญมี

“เจ้าบุญเอ็งวิปลาสไปแล้วเหรอถึงได้ซื้อที่ดินตรงนั้น เอ็งก็รู้เหมือนกันกับข้านี่ แม้ว่าที่ตรงนั้นจะติดแหล่งน้ำทว่ามันกลับปลูกสิ่งใดไม่ขึ้น” กำนันผู้เป็นรุ่นพี่ของชายวัยห้าสิบเดินทางมาหาเกลอคนสนิทอย่างเป็นห่วง

“พี่มิ่งมาถึงนี่เพราะเรื่องนี้เหรอ”

“ก็เออสิวะ ไม่งั้นเอ็งคิดว่าข้าจะขี่จักรยานผ่านมาตั้งหลายท้องทุ่งฝ่าความร้อนของแสงแดดมาทำไมหากไม่เป็นห่วงเอ็งที่ข่าวลือได้แพร่กระจายไปจนทั่วทั้งตำบลสิบหมู่บ้าน” ชายวัยห้าสิบสองตะเบ็งหอบตัวโยนในขณะจักรยานคันใหญ่

“พี่มิ่งใจเย็นลงก่อนเถอะ มาดื่มน้ำดื่มท่าให้หายเหนื่อยจากนั้นฉันจะพาพี่ไปดูอะไรบางอย่างรับรองว่าพี่จะต้องตะลึงจนต้องอ้าปากค้าง”

แม้จะรู้สึกสงสัยในถ้อยคำของเกลอรุ่นน้อง ถึงอย่างนั้นชายสูงวัยกว่าผู้เป็นเกลอกันมาตั้งแต่สมัยยังเยาว์ก็หาได้ซักไซ้ให้มากความจึงได้มานั่งตามคำเชิญและหลังจากคนทั้งคู่สนทนาปราศรัยกันครู่ใหญ่

มิ่งก็ยังไม่เห็นคนในครอบครัวของบุญมี ชายสูงวัยกว่าเล็กน้อยจึงได้ถามขึ้นอย่างใคร่รู้ระคนสงสัย

ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามให้กระจ่าง บุญมีผู้นั่งสนทนาอยู่ด้วยกันจู่ ๆ ได้ลุกขึ้นเดินไปจากแคร่ก่อนที่จะเดินย้อนกลับมาพร้อมกับจานสังกะสีในมือ

“เจ้าบุญ สิ่งนี้คืออะไร”

“มะม่วงกวน พี่ลองกินดูสิอร่อยทีเดียวแต่อย่าได้กินมากนักนะน้ำตาลมันเยอะอาจจะทำให้เจ็บป่วยเอาได้” บุญมีพูดพร้อมกับหยิบมะม่วงกวนในจานส่งให้เกลอรุ่นพี่

“มะม่วงกวนชื่อพิลึก ข้าไม่เคยได้ยินจะลองชิมดูสักหน่อยก็แล้วกัน” แต่หลังจากมะม่วงกวนเข้าปาก กำนันมิ่งก็หยิบสิ่งที่อยู่ในจานที่มีอยู่ค่อนข้างเยอะจนแทบจะหมดลง

“พี่มิ่ง อร่อยใช่ไหมล่ะ แต่พี่กินมากแบบนี้ไม่ดีนะ”

“กับข้าเอ็งกล้าหวงของกินด้วยเหรอ เสียทีที่ข้าเป็นห่วง” คำตัดพ้อเช่นนี้ทำให้บุญมีกลอกตาขาววนไปมา

“ฉันไม่ได้หวงแต่มันน้ำตาลเยอะ หากกินเข้าไปมากอาจจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยพวกเราอายุมากแล้วจะกินอะไรก็ควรกินแต่พอดีของยังมีอีกมากอีกทั้งยังเก็บไว้ได้นานฉันจะแบ่งให้พี่เอากลับเรือนไปด้วย”

“น้ำตาลมันแพงนะ เอ็งจะเอามาให้ข้าโดยเปล่าแบบนี้จะดีเหรอไม่เหมาะหรอกของอร่อยแบบนี้ให้ข้าจ่ายสตางค์เถอะ” มิ่งเตรียมจะล้วงถุงเงินที่ตนเหน็บเอาไว้กล่าวอย่างเกรงใจ

“ฉันไม่ได้หมายถึงน้ำตาลอย่างนั้น จะว่ายังไงดีล่ะ หลานสาวฉันบอกเอาไว้ว่ามะม่วงสุกมีน้ำตาลเยอะฉันก็จำมาจากหล่อนนั่นแหละ”

“น้ำตาลในมะม่วงอย่างนั้นเหรอ ข้าเพิ่งเคยได้ยินจะว่าไปหลานสาวเอ็งหายดีแล้วอย่างนั้นหรือ ข้าเพิ่งได้ยินข่าววันนี้ก็เลยถือโอกาสมาดูด้วย ว่าแต่ข้ามาตั้งนานแล้วบ้านช่องเอ็งทำไมถึงยังเงียบแบบนี้ล่ะ”

“ทุกคนไปอยู่ที่ดินแปลงนั้นกันหมด พี่หายเหนื่อยหรือยัง ฉันจะพาพี่ไปดูของดีที่ว่า” ท่าทางมีลับลมคมในของบุญมีได้เรียกความสนใจให้กับมิ่งเป็นอย่างมาก

“เอ็งก็ทำท่าซะอยากให้ข้าอยากรู้ หายแล้วโว้ย ข้ายังไม่แก่สักหน่อยจะพาไปไหนก็ไปเถอะ” มิ่งทำเป็นหัวเสีย

“ไม่แก่ก็ไม่แก่ ถ้าอย่างนั้นก็ตามฉันมา”

บริเวณพื้นที่ดินโล่งกว้างมีร่มเงาไม้ประปรายเมื่อครั้งอดีตซึ่งแตกต่างจากในตอนนี้เพราะได้มีสิ่งปลูกสร้างในร่มขึ้นมาอย่างง่าย ๆ ที่ทำเป็นเพิงขึ้นมาโดยด้านในมีเตาดินที่ถูกทำขึ้นอยู่สามแห่ง และเพิงพักเอาไว้ให้ร่มยามกินข้าวหรือพักจากความเหน็ดเหนื่อยอีกสอง

มิ่งขี่จักรยานคันใหญ่ไม่ต่างจากบุญมีมาถึงพื้นที่กว้างด้วยความสงสัย “เอ็งพาข้ามาดูอะไรวะ” เจ้าตัวถามขึ้นเสียงดัง

“พามาดูสินในดิน”

“บ๊ะ! ทำเป็นเล่นสำบัดสำนวนหากว่าไม่ใช่สินในดินนะข้าจะไล่เตะเอ็งให้รอบทุ่งทีเดียว” มิ่งขู่

บุญมีส่งเสียงหัวเราะให้กับท่าทางของเขาโดยไม่ตอบโต้ยิ่งนำพาให้มิ่งรู้สึกหมั่นไส้เป็นอย่างมาก

ย้อนกลับไปสมัยครั้งยังเยาว์ในตอนนั้นเขากับบุญมีต่างไม่ชอบหน้าซึ่งกันและกันด้วยว่ามาจากคนละหมู่บ้าน

แต่ต้องมาเรียนโรงเรียนวัดแห่งเดียวกันจึงทำให้พวกเขาที่ไม่ชอบหน้าต่างก็หาเรื่องท้าตีท้าต่อยอีกฝ่ายอีกทั้งเขาทั้งคู่ยังเป็นหัวโจกอีกด้วย

อาจจะอย่างที่มีคนกล่าวไว้ว่าไม่ต่อยตีไม่รู้จัก เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้เขากับชายหนุ่มรุ่นน้องกลายมาเป็นเกลอสนิทชนิดที่ว่าสามารถตายแทนกันได้ก็เริ่มจากเย็นวันหนึ่ง

“มึงอยู่คนเดียวแล้วสินะ วันนี้ข้าจะเอาเอ็งให้ตาย”

“ข้าทำอะไรให้เอ็ง จึงต้องมาแค้นกันจนต้องหมายเอาชีวิต” ในตอนนั้นเขาอายุย่างเข้าสิบสี่สิบห้ากำลังห้าวหาญจึงตะเบ็งถามมันอย่างไม่เกรงกลัว

“เอ็งนะไม่ได้ทำแต่พี่ของเอ็งมันทำ ใครให้มันมาแย่งแม่กลิ่นของฉันล่ะ” เด็กหนุ่มรุ่นพี่พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ

“เอ็งมันนักเลงกระจอกนี่หว่า ที่ผู้หญิงเขาไม่เลือกเอ็งก็คงเพราะอย่างนี้แหละข้าว่าเอ็งรีบกลับเรือนไปเถอะ”

“เอ็งมันปากดีเหมือนพี่ไม่มีผิดข้าอยากรู้นักว่าหากเอ็งโดนกระทืบจะยังปากดีอยู่ไหม” เด็กหนุ่มรุ่นพี่ไม่พูดเปล่าเพราะมันได้เข้ารุมล้อมมิ่งพร้อมกันห้าคน

แม้ว่ามิ่งจะค่อนข้างมีทักษะเชิงมวยดีกระนั้นน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเพราะพวกมันนั้นมีมากกว่าต่อยตีกันไปได้พักใหญ่เด็กหนุ่มจึงเหนื่อยหอบอีกทั้งพวกมันยังเล่นไม่ซื่อเพราะมีอาวุธ

ในขณะที่เขากำลังจะเสียท่าเพราะหลบมือมีดของหนึ่งในนั้นไม่พ้นจึงทำให้ได้แผลบริเวณสีข้างของเหลวสีแดงไหลออกมาตามบาดแผลและกำลังคิดว่าวันนี้คงตายแน่

“พวกเอ็งหยุด หาไม่อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นอย่างห้าวหาญทำให้เขามองใบหน้าของคนผู้นั้น

“เจ้าบุญ” น้ำเสียงของเขาเริ่มแผ่ว

ในตอนนั้นเองดวงตากำลังจะปิด จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเพียงแค่ได้ยินเสียงตุบตับพลันสติก็ดับลง

พอฟื้นขึ้นมาจึงได้รู้ว่าตัวเองได้ถูกคนที่ตั้งตัวเป็นอริช่วยเหลือเอาไว้ อีกทั้งพ่อของเขายังช่วยรักษาแผลให้ด้วยไม่อย่างนั้นในตอนนี้คงไม่มีมิ่งกำนันตำบลบางท้องทุ่ง

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาพวกเขาทั้งสองหมู่บ้านจึงได้เป็นมิตรอันดีต่อกันกระทั่งมิตรภาพอันดีได้ลากยาวมาจนถึงปัจจุบัน

“พี่มิ่ง!!” เสียงตะโกนของบุญมีได้เรียกให้มิ่งตื่นจากภวังค์

“อะไรของเอ็งหูข้าจะแตก” ชายวัยห้าสิบเศษยกนิ้วแคะหู มองค้อนชายรุ่นน้อง

“ฉันเรียกพี่ตั้งนาน ไม่รู้มัวแต่เหม่ออะไรอยู่ แม่สายใจกับลูกหลานฉันยกมือไหว้พี่ก็ยังนิ่งเป็นหุ่นปั้น”

ชะอมมองการสนทนาของชายรุ่นปู่ด้วยรอยยิ้มขัน มิ่งรู้สึกเก้อก่อนจะกระแอมวางท่าของตนเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ

“ไหว้พระเถอะ ชะอมหลานหายดีแล้วเหรอ”

เด็กหญิงเจ้าของชื่อส่งยิ้มพร้อมตอบออกไปอย่างนอบน้อม “หายดีแล้วจ้ะ”

“หลานดูมีความกล้าขึ้นนะแต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว” แม้มิ่งจะรู้สึกประหลาดใจกับท่าทางของเด็กตรงหน้าก็ตามแต่กระนั้นเขาก็ปล่อยผ่าน

หลังทักทายกับคนในครอบครัวของเกลอเก่าได้พอหอมปากหอมคอมิ่งจึงเดินดูสถานที่แห่งนี้และเมื่อพบว่ามีรางใส่ดินและเตาดินที่ก่อขึ้นมาเขาก็ยิ่งรู้สึกสงสัยแฝงความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก

“เจ้าบุญ พวกเอ็งกำลังทำอะไรกันแน่”

“ต้มเกลือ”

“เอ็งว่าอะไรนะ ที่แห่งนี้จะมีเกลือไปได้อย่างไร ข้าว่าเอ็งคงวิปลาสไปแล้วจริง ๆ ไม่ได้การข้าจะต้องพาเอ็งไปหาหมอ” สีหน้าของมิ่งกับคำพูดหาได้ทำให้บุญมีโกรธแต่อย่างใด

“พี่มาดูตรงนี้เถอะแล้วจะรู้ว่าฉันไม่ได้บ้า”

บุญมีเดินมายังเตาดินแห่งหนึ่งที่ทองก้อนกำลังช้อนเกลือขึ้นจากกระทะใบใหญ่

มิ่งมองเม็ดเกลือสีขาวหม่นด้วยดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า “เจ้าบุญ ข้าฝันไปหรือเปล่า”

เสียงเพี๊ยะ ได้ปลุกสติของเขาให้กลับคืนมาจากฝ่ามือของเกลอรุ่นน้องที่ใบหน้าตน

“เจ็บนะโว้ย เอ็งใช้วิธีอื่นก็ได้แต่ข้าเชื่อแล้วว่าไม่ได้ฝัน ว่าแต่เอ็งทำเกลือได้ยังไง” บุญมีโวยวายเสียงดัง

“นี่แหละสินในดินที่ฉันบอก”

ด้วยความที่ยังไม่กระจ่างกำนันมิ่งจึงได้ซักในสิ่งที่ตนอยากรู้อย่างละเอียด

“เอ็งขายเกลือหรือนำไปแลกสิ่งของในหมู่บ้านของข้าบ้างนะ เรื่องนี้ข้าก็จะนำไปปรึกษากับทางอำเภอด้วยเพื่อให้เขาส่งคนมาคอยดูคนในหมู่บ้านเอ็งเพราะข้าเกรงพวกผู้ไม่หวังดี”

“เอาตามที่พี่ว่าเถอะ เรื่องนี้ฉันคงต้องรบกวนยกให้เป็นธุระของพี่ด้วย”

“เอ็งจะเกรงใจทำไม อีกอย่างการที่หมู่บ้านเอ็งผลิตเกลือได้ก็นับว่าเป็นผลดีกับตำบลของเรา”

บุญมีทำเพียงส่งยิ้มให้คนพูดก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ไหน ๆ พี่ก็มาแล้วลองมาชิมเจ้าสิ่งนี้ด้วยสิ” บุญมีนำเสนออาหารจานเด็ดจากฝีมือหลานสาวด้วยรอยยิ้ม

“ตัวอะไรของเอ็งวะ หน้าตามันดูคุ้น ๆ อยู่นะ แต่ข้าจะลองกินดูสักหน่อยก็แล้วกัน” คำพูดคุ้นเคยเช่นเดียวกับมะม่วงกวนดังเข้าหูบุญมีอีกครั้ง

ครั้นแล้วดูเหมือนว่าเหตุการณ์จะวนกลับมาเหมือนเดิมเช่นเดียวกับมะม่วงกวนเพราะเผลอแป๊บเดียวลาบจิ้งหรีดในจานก็หมดลง

“เจ้าบุญอาหารจานนี้เรียกว่าอะไร ช่างอร่อยลิ้นยิ่ง” มิ่ง ถามขึ้นทันทีหลังจากวางช้อนสังกะสีลงด้วยความเสียดาย

“ลาบจิ้งหรีด”

“ห๊ะ!! มันกินได้เหรอ” มิ่งร้องเสียงหลง

“กินไม่ได้มั้ง พี่เล่นกินซะหมดจานยังจะถามอีก” บุญมี มองเขากะหลับกะเหลือก

“เอ่อ..ข้าขอโทษเพียงแต่ไม่เคยรู้ว่ามันกินได้อีกทั้งยังอร่อยลิ้นอีกด้วย เอ็งพอจะบอกวิธีทำให้ข้าบ้างได้ไหม” กำนันมิ่งพูดเสียงอ่อย

“บอกนะได้ แต่ฉันว่าไม่สู้ให้เมียพี่มาเรียนรู้กับสายใจไม่ดีเหรอ รวมถึงหากว่าลูกสาวลูกชายพี่อยากทำงานก็ให้มาช่วยกันต้มเกลือดีไหม”

“ขอบใจเอ็งมากนะที่นึกถึงข้าก่อนคนอื่น” มิ่งยกมือจับบ่าของบุญมีเอ่ยอย่างซาบซึ้งใจ

“พี่จะเกรงใจอะไร พวกเราคนกันเองสมัยก่อนพี่เองก็ช่วยฉันเอาไว้มากไม่ว่าจะเรื่องกินเรื่องอยู่ ยิ่งในตอนพ่อแม่ฉันเสียหากไม่ได้บ้านพี่ช่วยฉันเกรงว่าจะไม่มีเงินจัดงานด้วยซ้ำ”

“ก็เอ็งกับข้าเป็นเกลอกันนี่ พ่อแม่เอ็งก็เหมือนพ่อแม่ข้า เอาเป็นว่าระหว่างเราอย่าได้เกรงใจกันเลยดีไหม”

“ดี ถ้าอย่างนั้นเอาตามนี้แหละ หากจะจับจิ้งหรีดพี่ก็ให้เจ้ามั่นกับเจ้าเพิ่มมาที่เรือนของข้าคืนนี้ก็แล้วกันแต่จะให้นางสีมาด้วยคงไม่เหมาะเพราะเป็นสาวเป็นนาง”

“ความคิดเอ็งเข้าท่า ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ข้าจะมาด้วยก็แล้วกัน”

“ตามใจพี่เถอะ”
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 11

    ทั้งสามคนขายของกันจนลืมหิว เมื่อสิ่งที่เตรียมมาหมดลงแต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้ต่างก็ถามขึ้นด้วยความเสียดาย “แม่หนู เกลือกับมะม่วงกวนยังมีอีกไหม” หญิงวัยชราผู้เดินลงมาจากศาลาถามขึ้นพลางมองไปทางกระจาดอันว่างเปล่า “เย็นนี้หนูจะนำมาขายอีกครั้งจ้ะ” คำตอบของเด็กหญิงได้เรียกรอยยิ้มให้ก

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 10

    เสียงไก่ขันยามรุ่งอรุณปลุกให้เด็กชายผู้กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขลืมตาตื่น มะขามเด้งตัวขึ้นด้วยความตื่นเต้น ก่อนมองหาพี่สาวสุดที่รัก “พี่จ๋า คงลงไปในครัวนานแล้วเป็นแน่” เด็กชายพูดพลางกระวีกระวาดเก็บที่นอนหมอนมุ้ง “เจ้ามะขามตื่นแล้วก็รีบไปอาบน้ำอาบท่า วันนี้เอ็งต้องสวมเสื้อให้เร

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 2

    สาวใหญ่วัยห้าสิบกำลังยืนมองร่างของตนที่แน่นิ่งคอพับคออ่อนอยู่กับพวงมาลัยภายในรถยนต์คันหรูหลังจากเธอขับตกแม่น้ำด้วยความไม่ตั้งใจ “เฮ้อ! เราทำความดีมาตั้งมากมายกลับมาตกตายเพียงเพราะความโลภของคนที่อยากปล้นทรัพย์ระหว่างเดินทาง” ในขณะที่เธอกำลังยืนมองสภาพของตน จู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงค่

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 1

    สายตาฝ้าฟางของชายชรากำลังมองไปยังหญิงชราผู้ร่วมชีวิตไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข แม้สายตาของเขาจะเริ่มขุ่นมัวเนื่องจากอายุที่มากขึ้น แต่กระนั้นสายตาทั้งสองข้างก็ยังคงทอดมองด้วยความอ่อนโยนเฉกเช่นเมื่อครั้งวันวาน “ตาคะ มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ยายเรียกไปกินข้าวตั้งนานแล้วนะ” น้ำเสียงค่อน

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status