ทันใดนั้น หน้าต่างระบบก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า
[“ยินดีด้วย! ตรวจพบภารกิจแบบสุ่ม : การพรางตัว”]
[“โฮสต์โปรดจัดหาเครื่องแต่งกายของโลกนี้เพื่อลดความโดดเด่น เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น คุณจะได้รับรางวัลอันล้ำค่า!”]
เมื่อได้ยินเสียงของระบบ ลู่หลินก็พ่นลมหายใจออกมาทันที
‘หวังว่าคราวนี้ของรางวัลจะล้ำค่าจริง ๆ นะ’
[“แน่นอนอยู่แล้วครับโฮสต์! ผมขอรับประกันว่าของรางวัลทุกชิ้นใช้งานได้จริง ไม่มีของไร้ประโยชน์เด็ดขาด... ขอเพียงโฮสต์ตั้งใจทำภารกิจ ของรางวัลจากระบบ จะช่วยให้การใช้ชีวิตในทวีปสัตว์อสูรของคุณง่ายขึ้นแน่นอน”]
ลู่หลินหลุดยิ้มมุมปากบาง ๆ
‘เธอพูดเหมือนพวกขายประกันเลยนะ...’
[“...”] ระบบถึงกับพูดไม่ออก
เฟิงอวี่มองนางที่ยืนทำหน้าตาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาด้วยความสงสัย
“เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ”
“ปะ... เปล่าหรอก ไม่ได้คิดอะไร”
เธอรีบเดินเข้าร้านเสื้อผ้าที่เห็นตรงหน้าทันที
ร้านนี้ดูเหมือนจะใหญ่ที่สุดในตลาด เป็นร้านของสัตว์อสูรกวางตัวสูงสง่า เขามีเขาสีทองแตกกิ่งสวยงามอยู่บนศีรษะ
“ยินดีต้อนรับขอรับ”
เขายิ้มสุภาพ ก่อนสายตาจะเหลือบมองลู่หลินอย่างประหลาดใจเล็กน้อย
“เลือกได้ตามสบายเลยขอรับ”
ลู่หลินกวาดสายตามองรอบร้าน ก่อนจะเริ่มเครียดทันที
สัตว์อสูรที่นี่ตัวสูงใหญ่มากจริง ๆ เสื้อผ้าส่วนใหญ่ในร้านจึงตัวมหึมาไปหมด
เธอที่สูงเพียงร้อยหกสิบเซนติเมตรยืนอยู่ตรงนี้เหมือนเด็กหลงทางยังไงยังงั้น
เฟิงอวี่มองนางที่กำลังยืนทำหน้าหนักใจ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา
“เจ้าตัวเล็กมากจริง ๆ”
“ฉันไม่ได้ตัวเล็กสักหน่อย คุณตัวสูงไปต่างหาก”
เธอทำหน้ามุ่ย ก่อนจะชี้ไปมั่ว ๆ ที่ชุดหนึ่งเพื่อกลบเกลื่อน
“ฉันเอาชุดนี้ก็ได้”
พ่อค้ากวางรีบหยิบชุดขนกระต่ายเมฆาสีขาวออกมาให้
มันเป็นชุดคลุมมีฮู้ดขนนุ่ม สีขาวสะอาด ขลิบขนสัตว์ละเอียดงดงาม
ลู่หลินลองจับดูแล้วตาเป็นประกายด้วยรอยยิ้มทันที
“นุ่มมากเลยนะ...”
เฟิงอวี่มองท่าทางนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน รอยยิ้มสดใสของนางที่ตื่นเต้นกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้หัวใจของเขาพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาก้าวเข้าไปใกล้แล้ววางมือหนาลงบนกลุ่มผมนุ่มของนางอย่างเบามือ
“เจ้าชอบชุดนี้หรือ”
“อื้อ”
ลู่หลินพยักหน้าตอบ
เฟิงอวี่ไม่รอช้า เขาหยิบผลึกสีเขียวในถุงหนังสัตว์ข้างเอวออกมา แล้วยื่นมันให้พ่อค้าทันที
เมื่อจ่ายเสร็จเรียบร้อย ลู่หลินก็ถามขึ้นอย่างเคยชิน
“ฉันจะเปลี่ยนชุดได้ที่ไหนเหรอ”
พ่อค้ากวางทำหน้างุนงง จนเฟิงอวี่ต้องก้มลงกระซิบข้างหูของนางแผ่วเบา
“ในทวีปนี้ไม่มีธรรมเนียมการหลบซ่อนเวลาเปลี่ยนผ้าหรอกนะ ไม่ว่าตัวผู้หรือตัวเมียก็เปลี่ยนกันตรงนี้แหละ...”
ลู่หลินอ้าปากค้าง หน้าเริ่มขึ้นสี แต่เฟิงอวี่กลับแกล้งก้มลงมาใกล้อีกจนลมหายใจร้อน ๆ รดใบหูของนาง
“แต่ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าไปแก้ผ้าให้ใครเห็นเหมือนกัน เก็บไว้ก่อนเถอะ”
เขายิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“หาที่พักได้เมื่อไร... ข้าจะเฝ้าให้เจ้าเปลี่ยนเอง”
เสียงของเขาทุ้มต่ำแหบพร่า
“คะ... คุณพูดอะไรเนี่ย”
ลู่หลินหน้าแดงจนแทบจะระเบิด
พ่อค้ากวางถึงกับหลุดหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นตัวเมียตัวเล็กหน้าแดงก่ำ
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เฟิงอวี่ก็พาลู่หลินออกจากตลาดเพื่อหาที่พักที่ปลอดภัย ทั้งคู่จึงมุ่งหน้าเข้าป่าลึกอีกครั้ง
เฟิงอวี่บินอยู่พักใหญ่ก่อนจะเจอถ้ำขนาดกำลังดี เมื่อเข้าไปสำรวจจนแน่ใจว่าปลอดภัย เขาก็ลากหินก้อนใหญ่มาปิดปากถ้ำไว้
“เจ้าเปลี่ยนผ้าเถอะ”
เขาหันหลังให้อย่างไม่รีบร้อน
“ข้าจะออกไปล่าสัตว์สักหน่อย”
ลู่หลินจัดการเปลี่ยนชุดทันที ชุดขนกระต่ายเมฆานุ่มสบายกว่าที่คิดมาก มันอุ่นจนแทบไม่อยากถอดออกเลย
ทันใดนั้น ระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[“ภารกิจเสร็จสมบูรณ์! โฮสต์กรุณารับของรางวัลด้วย!”]
ถุงหนังสัตว์ใบหนึ่งตกใส่มือเธอทันที
ลู่หลินก้มลงมองถุงหนังสัตว์ในมือ แล้วพบว่ามันคล้ายกระเป๋าใบหนึ่ง
เธอลองเปิดออกดูกลับไม่มีอะไรในนั้นเลย เธอจึงสงสัยมาก
“ทำไมไม่เห็นมีอะไรเลยล่ะ?”
[“นี่คือกระเป๋ามิติครับ มันมีพื้นที่ช่องว่างขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บของได้มากมายมหาศาลเลย”]
ดวงตาของเธอเป็นประกายทันที
“จริงเหรอ สุดยอดไปเลยนะ!”
เธอรีบผูกมันไว้ที่เอวอย่างตื่นเต้น แล้วนำของที่ระบบมอบให้จากครั้งก่อนใส่ลงไป ก่อนจะเงียบไปนิดหนึ่ง
“642... ทำไมฉันถึงมาโลกนี้ได้เหรอ”
ลู่หลินถามด้วยความสงสัย
ระบบเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ
[“มันเรียกว่า สุ่มโชคชะตาน่ะครับ เหมือนกับการสุ่มกาชาปอง แล้วโฮสต์ก็คือรางวัลที่ระบบสุ่มได้พอดี”]
ลู่หลินอึ้งไปทันที
“เดี๋ยวก่อนนะ...”
[“ยินดีด้วยนะครับ... คุณคือผู้โชคดีที่ได้รับตั๋วเที่ยวเดียวสู่ทวีปสัตว์อสูร! พร้อมโปรโมชั่นแถมฟรีภารกิจและของรางวัลมากมาย”]
“นี่เธอพูดจริงหรือเปล่าเนี่ย”
เสียงหัวเราะของระบบดังขึ้นในหัวเธอทันที
...
อากาศเริ่มเย็นลงเมื่อตะวันตกดิน เฟิงอวี่กลับมาพร้อมกวางตัวหนึ่ง
เขาวางมันลง ก่อนใช้กรงเล็บกรีดเนื้อส่วนดีที่สุดส่งให้นาง
“นี่... ส่วนที่นุ่มและดีที่สุด เจ้ากินสิ”
ลู่หลินมองชิ้นเนื้อดิบที่มีเลือดซึมออกมาเล็กน้อยด้วยใบหน้าซีดเผือด
“อึก... ฉันไม่กินเนื้อดิบหรอกนะ คุณกินเถอะ!”
เฟิงอวี่ชะงักไป เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าไม่กินเนื้อหรือ? หรือเจ้าเป็นพวกกินพืช?”
ลู่หลินส่ายหน้าตอบ
“ไม่ใช่หรอกนะ ฉันกินเนื้อได้ แต่ต้องเป็นเนื้อสุกเท่านั้น เนื้อดิบ ๆ แบบนี้ฉันขอผ่านเด็ดขาด!”
เขามองนางนิ่ง ๆ ราวกับกำลังเจอสิ่งมีชีวิตประหลาด
“เนื้อสุกหรือ... มันต้องทำอย่างไร?”
“เดี๋ยวฉันทำให้ดูนะ”
เธอหยิบเชื้อไฟออกมาจุดกองไฟขึ้น ก่อนจะนำเนื้อมาเสียบไม้แล้วนำไปอังไฟอย่างตั้งใจ
กลิ่นหอมค่อย ๆ ลอยอบอวลไปทั่วถ้ำ
เฟิงอวี่มองนางเงียบ ๆ
แสงไฟสีส้มสะท้อนใบหน้าขาวนุ่มของนาง ดูอบอุ่นจนหัวใจของเขาอ่อนยวบ
ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวและเติมเต็มความอ้างว้างในอกของเขาอย่างช้า ๆ
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต... ที่เขารู้สึกว่า การกลับมาแล้วมีใครรออยู่ มันเป็นแบบนี้เอง
“ลองดูสิ ระวังร้อนนะ”
ลู่หลินยื่นไม้เสียบให้เขา เฟิงอวี่รับมาแล้วกัดลงไปคำหนึ่ง ก่อนจะชะงักทันที
รสชาติหวานหอมของเนื้อที่ผ่านความร้อนทำให้เขาเบิกตานิด ๆ
“อร่อยไหม”
“อืม”
เขาตอบสั้น ๆ แต่กลับกินต่อเงียบ ๆ จนหมดไม้
ลู่หลินหลุดหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนคุณจะชอบมากเลยนะ”
เฟิงอวี่เงยหน้ามองนาง ดวงตาสีอำพันสะท้อนแสงไฟวูบไหวอย่างอ่อนโยน
“ข้าชอบทุกอย่างที่เจ้าทำให้”
หัวใจของลู่หลินกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรีบหลบสายตาลงต่ำทันที
แต่เฟิงอวี่กลับยังคงมองนางนิ่ง ๆ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงเอ่ยถามขึ้นช้า ๆ
“แล้วเจ้าล่ะ... ที่ที่เจ้าจากมาเป็นเช่นไร”
มือของลู่หลินชะงักไปเล็กน้อย หัวใจพลันเต้นแรงขึ้นมาทันที
เฟิงอวี่มองนางด้วยสายตาลุ่มลึก
“เจ้าต่างจากสัตว์อสูรที่ข้าเคยพบมาก ทั้งอาภรณ์ที่สวมใส่ วิธีพูด หรือแม้แต่วิธีใช้ชีวิต...”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ
“เจ้ามาจากที่ใดกันแน่”
ลู่หลินเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ กลบเกลื่อน
“ที่ที่ฉันอยู่... มันไกลมากน่ะ”
เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที พร้อมยื่นไม้เสียบเนื้อให้เขาอีกอัน
“เลิกถามเรื่องฉันเถอะนะ มากินต่อดีกว่า เดี๋ยวเนื้อเย็นหมด”
เฟิงอวี่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับรู้ว่านางจงใจหลบเลี่ยงคำตอบ
แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ซักต่อ เพียงรับไม้เสียบจากมือนางมาเงียบ ๆ
คืนนั้น ทั้งสองนั่งกินเนื้อย่างด้วยกันอยู่หน้ากองไฟท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบภายในถ้ำ
ดูเหมือนหลังจากได้ลิ้มรสเนื้อสุกฝีมือลู่หลินแล้ว สัตว์อสูรผู้ชื่นชอบเนื้อดิบมาตลอดชีวิต ก็คงไม่อยากกลับไปกินแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว
เมื่อถึงเวลานอน ลู่หลินจึงไปนั่งพิงมุมหินเงียบ ๆ ส่วนเฟิงอวี่ก็นั่งพิงผนังถ้ำอยู่ไม่ห่าง
เสียงลมกลางคืนพัดผ่านปากถ้ำแผ่วเบา
เฟิงอวี่มองนางอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ลู่หลิน”
“หืม?”
ดวงตาสีอำพันของเขาจ้องตรงมาอย่างจริงจัง
“ข้าชอบเจ้า”
เมื่อได้ยินคำนั้นจากปากเขา หัวใจของลู่หลินเต้นแรงทันที
“ข้าขอเป็นคู่ครองของเจ้าได้หรือไม่”
ภายในถ้ำเงียบลงในพริบตา ลู่หลินหน้าแดงก่ำ รีบหลบสายตาแทบไม่ทัน
“คะ... คือ...”
เธอกำชายเสื้อแน่น
“ฉันขอคิดดูก่อนได้ไหม เราเพิ่งเจอกันเองนะ”
เฟิงอวี่เงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มจาง ๆ
“ได้สิ”
เขาเอ่ยเสียงต่ำอย่างอ่อนโยน
“ข้าให้เวลาเจ้า”
ดวงตาสีอำพันของเขาวาวลึกขึ้นเล็กน้อย
“แต่อย่านานนักล่ะ”
'เพราะไม่ว่าอย่างไร... ข้าก็ไม่มีวันปล่อยเจ้าไปให้ใครอยู่ดี'
ประโยคสุดท้ายเขาไม่ได้เอ่ยมันออกไป
ภายในถ้ำกลับมาเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงไม้ในกองไฟที่แตกดังเปรี๊ยะเป็นระยะ
ลู่หลินก้มหน้าซ่อนแก้มร้อน ๆ ของตัวเองไว้กับหัวเข่า หัวใจยังเต้นแรงไม่ยอมหยุด
นี่เป็นครั้งแรก... ที่มีใครบอกชอบเธอตรง ๆ แบบนี้
แถมยังเป็นผู้ชายที่ทั้งหล่อ ทั้งอันตราย และชอบพูดอะไรทำให้ใจสั่นอยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก
เฟิงอวี่มองร่างเล็กที่เอาแต่นั่งเงียบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“เจ้ากลัวข้าหรือ”
ลู่หลินสะดุ้งนิดหนึ่ง ก่อนรีบเงยหน้าขึ้น
“เปล่านะ!”
เธอตอบเร็วเกินไปเสียจนเฟิงอวี่หลุดยิ้มออกมา
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าต้องทำเหมือนอยากหนีข้าด้วยเล่า”
“ก็... เพราะคุณชอบพูดอะไรน่าอายอยู่เรื่อยนี่นา”
ลู่หลินพึมพำเสียงเบา
เฟิงอวี่หัวเราะต่ำ ๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี
“น่าอายตรงไหนหรือ”
“ก็ตรงที่คุณพูดเหมือนฉันเป็น... เป็น...”
เธอชะงักไป ใบหน้าร้อนขึ้นอีกครั้ง
“เป็นอะไรหรือ”
เขาจงใจถามต่อ ทั้งที่รู้อยู่แล้ว
ลู่หลินเม้มปาก ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ
“เหมือนฉันเป็นคู่ครองของคุณจริง ๆ น่ะ”
เฟิงอวี่มองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากช้า ๆ
“แล้วมันไม่ใช่ตรงไหนหรือ... ในเมื่อข้าตีตราจองไว้บนตัวเจ้าไปแล้ว”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
ลู่หลินเบิกตากว้างทันที
“คะ... คุณยังจะพูดเรื่องนั้นอีกเหรอ!”
เฟิงอวี่หัวเราะต่ำ ๆ เบา ๆ
“เหตุใดข้าจะพูดไม่ได้”
เขาเอนตัวพิงผนังถ้ำอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาสีอำพันยังคงจับจ้องนางไม่วาง
“ตอนนี้ทั้งตัวเจ้ามีกลิ่นของข้าติดอยู่เต็มไปหมด”
“หยุดพูดเลยนะ...”
ลู่หลินรีบดึงขนสัตว์ขึ้นมาปิดหน้า เหลือเพียงดวงตากลมโตที่มองเขาอย่างขัดเขิน
เฟิงอวี่มองท่าทางนั้นแล้วก็ยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“เจ้านอนเถอะ”
เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนแผ่นหลังกว้างกลายเป็นที่กำบังลมหนาวให้นางโดยอัตโนมัติ
ก่อนจะดึงร่างเล็กที่ห่อด้วยขนสัตว์ให้มาพิงอกแกร่งของเขาอย่างถือสิทธิ์
“ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว... คืนนี้แค่หลับให้สบายก็พอ ข้าจะเฝ้าเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน”
ท่ามกลางความเงียบงันและไออุ่นจากกองไฟ ลู่หลินกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก
ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของเขาทำให้เธอค่อย ๆ ผล็อยหลับไปในที่สุด