แสงแดดยามเช้าค่อย ๆ ส่องลอดผ่านม่านหมอกและซอกหินของถ้ำเข้ามาอย่างแผ่วเบา
ไออุ่นสีทองตกกระทบปลายขนกระต่ายสีขาวนุ่มที่ห่มอยู่บนร่างเล็กของลู่หลิน จนเธอขยับตัวงัวเงียเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
กลิ่นหอมจาง ๆ ของขนสัตว์ผสมกับกลิ่นป่าเย็นสดชื่นลอยวนอยู่รอบตัว ทำให้เธอเผลอซุกหน้าลงกับความนุ่มนั้นอีกนิดอย่างไม่รู้ตัว
ลู่หลินยันตัวลุกขึ้นช้า ๆ ผมสีดำยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการนอนทำให้เธอดูเหมือนลูกสัตว์ตัวน้อยที่เพิ่งตื่นจากจำศีล
ดวงตากลมโตยังง่วงงุนอยู่เล็กน้อยขณะหันมองไปรอบถ้ำ
แต่แล้วสายตาของเธอก็หยุดอยู่ที่แผ่นหลังกว้างของเฟิงอวี่
เขายืนอยู่ตรงปากถ้ำ ผมยาวสีทองปลิวเบา ๆ ตามแรงลม
เขาไม่ได้สวมชุดคลุม เผยให้เห็นไหล่หนาและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ดูแข็งแกร่งภายใต้ผิวสีซีดขาวนวล
“ตื่นแล้วหรือ เจ้าตัวเมียตัวน้อยขี้เซา”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทั้งที่เขายังไม่ได้หันมา
ลู่หลินทำหน้ามุ่ยทันที
“ฉันไม่ได้ขี้เซาสักหน่อย… อากาศมันน่านอนต่างหาก”
เฟิงอวี่หัวเราะต่ำ ๆ ในลำคอ ก่อนจะหันกลับมา
ในมือของเขามีผลไม้ป่าสีแดงสดหลายลูกวางอยู่บนใบไม้ขนาดใหญ่
“กินเสีย”
เขาเดินเข้ามาหาแล้วนั่งยอง ๆ ลงตรงหน้านาง
“วันนี้เราต้องเดินทางอีกไกล”
ลู่หลินรับผลไม้มาถือไว้ กลิ่นหวานหอมลอยขึ้นแตะปลายจมูกทันที
เธอกัดลงไปคำหนึ่งก่อนดวงตาจะเป็นประกาย
“หวานมากเลย”
เฟิงอวี่มองท่าทางนั้นของนางด้วยสายตาอ่อนโยน
“หากเจ้าชอบ วันหลังข้าจะหามาให้อีก”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ลู่หลินเอ่ยถามขณะยังเคี้ยวอยู่เต็มปาก
“เราจะไปไหนกันต่อเหรอ”
“เมืองหมอก”
ลู่หลินกะพริบตาปริบ ๆ
“เมืองหมอกเหรอ”
เฟิงอวี่พยักหน้าเล็กน้อย สายตาคมมองออกไปด้านนอกถ้ำ
“ป่าแถบนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้าหรอก กลิ่นของเจ้าชัดเกินไป หากยังเร่ร่อนอยู่ด้านนอก ต่อให้เป็นข้าก็อาจปกป้องเจ้าได้ไม่ทั่วถึง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อเสียงต่ำ
“อีกอย่าง… ที่เมืองหมอกมีบ้าน มีเตียง มีที่พักที่อบอุ่นกว่าในถ้ำ ข้าอยากให้เจ้าอยู่สบายกว่านี้”
หัวใจของลู่หลินกระตุกเบา ๆ เธอรีบก้มหน้ากินผลไม้ต่อเพื่อกลบอาการเขิน
หลังจากจัดการอาหารเช้าเสร็จ ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อทันที
ช่วงเช้าอากาศยังเย็นสบาย หมอกบาง ๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ตามยอดไม้ แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็นเส้นสวยงาม
เฟิงอวี่ยังคงเดินอยู่ไม่ห่างจากนางเลยแม้แต่น้อย
ทุกครั้งที่ทางชันขึ้น มือหนาของเขาจะเอื้อมมาจับเอวบางประคองไว้โดยอัตโนมัติ ราวกับกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ลู่หลินเองก็เริ่มชินกับสัมผัสนั้นของเขา
แต่ทว่าเมื่อเดินต่อได้ไม่นาน เธอกลับสังเกตเห็นว่า ในจังหวะที่เขาขยับตัวแรง ๆ คิ้วเข้มของเขามักจะขมวดมุ่นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
ลู่หลินจึงหยุดเดินแล้วเอ่ยถามเบา ๆ
“เฟิงอวี่... คุณเจ็บแผลไหม?”
เฟิงอวี่ชะงักฝีเท้า ก่อนจะหันกลับมามองนาง
ดวงตาสีอำพันคู่นั้นทอดมองตัวเมียตัวน้อยที่สูงเพียงระดับอกของเขาอย่างเงียบงัน แววตาลุ่มลึกจนยากจะคาดเดาความคิด
“เจ้ากังวลเรื่องของข้ามากกว่าตัวเองอีกแล้วนะ”
ลู่หลินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะเถียงกลับเสียงเบา
“ก็ฉันเป็นคนทำแผลให้คุณนี่นา ถ้าคุณเป็นอะไรไป... ฉันก็ลำบากสิ”
แม้คำพูดจะฟังเหมือนแก้ตัวข้าง ๆ คู ๆ แต่แววห่วงใยในดวงตากลับปิดไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
เฟิงอวี่นิ่งไปครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้ตอบอะไรออกมา เพียงแต่กระชับมือที่กุมมือนางไว้แน่นขึ้น ขณะพานางก้าวข้ามขอนไม้ใหญ่ที่ขวางทางอยู่ตรงหน้า
“ถ้าเจ้าเป็นห่วงข้า...”
เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบาพลางหันมามองนางด้วยสายตาที่อ่อนลง
“ก็อย่าเดินห่างจากข้าเกินสามก้าว เข้าใจหรือไม่”
ลู่หลินพยักหน้าตอบรับเบา ๆ พลางก้าวเดินตามหลังเขาไปติด ๆ
สองข้างทางของป่าเริ่มเต็มไปด้วยดอกไม้ป่าสีสันแปลกตาจนชวนให้หลงใหล
เธอก้าวเดินไปเรื่อย ๆ พลางกวาดสายตามองความงามเหล่านั้นจนลืมสังเกตเส้นทางเบื้องหน้า
“ระวัง!”
เฟิงอวี่ดึงตัวนางเข้าหาตัวทันทีเมื่อพื้นด้านหน้าเป็นโคลนลื่น ร่างเล็กเซถลาเข้าไปชนอกแกร่งเต็มแรง
“อ๊ะ!”
แขนแข็งแรงของเขารับร่างเธอไว้ทันที
ลู่หลินเงยหน้าขึ้น ก่อนจะพบว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้มากจนแทบสัมผัสกันได้ ดวงตาสีอำพันคู่นั้นมองเธอนิ่ง ๆ
“เดินเหม่ออะไรอยู่หรือ”
“กะ... ก็ดอกไม้ข้างทางมันสวยน่ะ ฉันเลยมองเพลินไปหน่อย”
เฟิงอวี่มองแก้มแดง ๆ ของนางแล้วหลุดยิ้มมุมปาก
“เจ้าดูเหมือนลูกสัตว์ตัวเล็กที่ต้องคอยเฝ้าตลอดเวลาเลยนะ”
“ฉันไม่ใช่ลูกสัตว์สักหน่อยนะ!”
เธอเถียงทันที แต่เฟิงอวี่กลับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะปล่อยมือจากเอวบางช้า ๆ
เมื่อเดินต่อไปได้อีกสักพัก
ลู่หลินก็เริ่มสังเกตเห็นว่าป่าแถบนี้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
สองข้างทางไม่ได้มีเพียงดอกไม้ป่าสีสันแปลกตาที่ชวนให้หลงใหลเท่านั้น แต่ยังมีต้นไม้มากมายที่ออกผลสีสดใสสะดุดตาไปทั่วทั้งผืนป่าด้วย
“ที่นี่สวยจังเลย…”
เธอพึมพำเบา ๆ สายตาของเธอกวาดมองไปรอบข้างอย่างหลงใหล
เฟิงอวี่ที่เดินเคียงข้างมาตลอดทางหันมามองนางเล็กน้อย มุมปากของเขาคลี่ยิ้มจาง ๆ
“ที่ที่เจ้าเคยอยู่ ไม่มีป่าเช่นนี้หรือ”
“มี... แต่ต่างกันมาก”
ลู่หลินสูดลมหายใจเข้าลึก
“ป่าที่นี่ถึงจะน่ากลัวไปหน่อย แต่ก็สวยกว่าที่ที่ฉันเคยอยู่เยอะเลย”
เฟิงอวี่ขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ถามต่อว่า ที่ที่เคยอยู่ คือที่ไหน
แม้เขาจะยังอยากรู้เกี่ยวกับตัวนางมากมาย แต่เขาก็เริ่มรู้แล้วว่า… นางยังไม่พร้อมจะเล่าเรื่องพวกนั้น เขาจึงเลือกที่จะรอ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินมาถึงลำธารสายเล็กที่น้ำใสจนมองเห็นก้อนหินด้านล่าง
เฟิงอวี่หยุดฝีเท้าลง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“พักก่อนเถอะ”
ลู่หลินถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ในที่สุดก็ได้พักสักที”
เธอนั่งยอง ๆ ลงข้างลำธาร มองปลาตัวโตที่ว่ายผ่านไปมาในน้ำอย่างสนใจ ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้น
“เฟิงอวี่!”
“มีอะไรหรือ”
“คุณช่วยจับปลาหน่อยได้ไหม เอาสักสอง... ไม่สิ สามตัวเลย!”
เฟิงอวี่มองนางที่กลับมาร่าเริงอีกครั้งแล้วหลุดขำในลำคอเบา ๆ
เขาใช้กรงเล็บพุ่งลงน้ำเพียงไม่กี่ครั้ง ปลาก็ถูกโยนขึ้นมาบนฝั่งอย่างแม่นยำ
ลู่หลินรีบวิ่งไปเก็บทันที
เธอเริ่มเดินวนหาใบไม้และรากพืชแถวลำธาร ก่อนจะเจอสมุนไพรกลิ่นคล้ายขิงป่ากับใบไม้รสเปรี้ยวบางชนิด
เฟิงอวี่นั่งมองนางก่อกองไฟอย่างคล่องแคล่วด้วยสายตาเงียบ ๆ
ท่ามกลางแสงจากกองไฟเล็ก ๆ
ภาพของลู่หลินนั่งยอง ๆ สะท้อนอยู่ในดวงตาสีอำพันของเขา
แสงสีส้มอบอุ่นจากเปลวไฟอาบไล้ใบหน้าของนาง ทำให้ดูนุ่มนวลจนเขาละสายตาไม่ได้เลย
ไม่นาน กลิ่นหอมของปลาย่างก็เริ่มลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ
เฟิงอวี่ที่เดิมตั้งใจเฝ้าระวังรอบด้าน กลับถูกกลิ่นนั้นดึงความสนใจจนต้องหันกลับมามองกองไฟอีกครั้ง
“เจ้าทำอะไรแปลก ๆ อีกแล้ว”
ลู่หลินหัวเราะเบา ๆ
“นี่เรียกว่าปลาอบสมุนไพรฉบับฉันต่างหาก”
เธอฉีกเนื้อปลาชิ้นหนึ่งแล้วยื่นไปตรงหน้าเขาโดยไม่คิดอะไร
“ลองชิมดูสิ”
เฟิงอวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง
นัยน์ตาสีอำพันจ้องมองปลายนิ้วเรียวที่ถือเนื้อปลาป้อนเขาอย่างนิ่งงัน ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงมางับเนื้อปลาชิ้นนั้นช้า ๆ
ริมฝีปากของเขาแตะถูกปลายนิ้วของลู่หลินเบา ๆ จนเธอสะดุ้งรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน
หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก
เฟิงอวี่กลับยังคงมองนางนิ่ง ๆ ขณะเคี้ยวปลาอย่างเชื่องช้า
“อืม...”
เขาพึมพำเสียงต่ำ
“รสชาติดีมาก”
ดวงตาสีอำพันหรี่ลงเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ
“เจ้าใส่ความลับอะไรลงไปในอาหารกันแน่”
เฟิงอวี่กระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยต่อ
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า ยิ่งกินของที่เจ้าทำ ข้าก็ยิ่งเสพติดเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ”
ลู่หลินรีบก้มหน้ากินปลาของตัวเองทันทีเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว
“ก็แค่... ใส่สมุนไพรนิดหน่อยเอง”
เสียงหัวเราะต่ำ ๆ ของเขาดังขึ้นข้างหูอย่างอารมณ์ดี
สายลมเย็นพัดผ่านผืนป่าเบา ๆ เปลวไฟจากกองไฟส่ายไหวไปตามแรงลม
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ เฟิงอวี่มองรอยยิ้มของนางแล้วเอ่ยเบา ๆ
"ดูเหมือนเจ้าจะชอบที่นี่มาก"
สายตาของเขาทอดมองไปยังผืนป่าเบื้องหน้า
“ชอบมากสิ”
ลู่หลินตอบตามตรง ก่อนจะเงียบไปเล็กน้อย แล้วหัวเราะแห้ง ๆ
“แต่ฉันยังไม่ชินกับการต้องเดินป่าไกล ๆ แบบนี้เลย ขาฉันล้าไปหมดแล้ว”
เฟิงอวี่หลุบสายตามองขาเรียวของนางที่โผล่พ้นชุดขนสัตว์ออกมาเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
เขาขยับตัวลงไปนั่งที่พื้นเบื้องล่างของนาง แล้วถือวิสาสะคว้าข้อเท้าเล็ก ๆ ของนางมาวางบนหน้าขาแกร่งของเขา
“อุ๊ย! คุณจะทำอะไร?”
ลู่หลินสะดุ้ง หน้าแดงก่ำ รีบพยายามดึงขาคืนทันที
“อยู่นิ่งๆ ... ข้าแค่จะช่วยให้เจ้าเดินต่อได้”
มือหนาที่แสนอบอุ่นเริ่มบีบนวดที่น่องและฝ่าเท้าของนางอย่างเบามือ
แรงกดที่พอดีทำให้ความเมื่อยล้าที่สะสมมาค่อย ๆ จางหายไป
หัวใจของลู่หลินเต้นแรงขึ้นกับสัมผัสที่อ่อนโยนของเขา
เธอตัวแข็งทื่อ พยายามก้มหน้ามองปลายนิ้วเท้าตัวเองที่ดูเล็กจ้อยเมื่ออยู่ในมือของเขา
“ขอบคุณนะ... คุณใจดีกว่าที่ฉันคิดเยอะเลย”
เธอพึมพำเสียงเบา
เฟิงอวี่ไม่ได้ตอบกลับอะไร เขาเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยนเท่านั้น
ขณะที่เขากำลังบีบนวดเท้าเล็ก ๆ ของลู่หลินอยู่นั้น
คิ้วเข้มของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่น เมื่อนิ้วโป้งของเขาลูบไปโดนรอยแดงที่เท้าของนาง
“เท้าของเจ้า... บอบบางถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
น้ำเสียงของเขาแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยนิ่งเฉยกลับมีความรู้สึกผิดบางอย่างเจืออยู่
“เจ้าเจ็บมากหรือไม่”
“ฉันไม่เจ็บมากหรอกนะ…คุณไม่ต้องกังวลหรอก”
เฟิงอวี่นิ่งเงียบไป
เขาเอื้อมมือไปหยิบหนังสัตว์ที่เก็บไว้ออกมา แล้วใช้กรงเล็บคมกริบตัดแต่งหนังสัตว์อย่างชำนาญและรวดเร็ว
ลู่หลินมองตามอย่างอึ้ง ๆ
“คุณ... จะทำรองเท้าให้ฉันเหรอ?”
“เจ้าจะเดินเท้าเปล่าไปถึงเมืองหมอกได้อย่างไร ขืนปล่อยไว้เช่นนี้ เท้าเจ้าได้เยินจนเดินไม่ไหวแน่”
เขาโน้มตัวไปหยิบหญ้าชนิดหนึ่งที่มีความเหนียวเป็นพิเศษมาถักเป็นเชือก ก่อนจะประกอบหนังสัตว์เข้าด้วยกันอย่างคล่องแคล่ว
ไม่นาน รองเท้าหนังสั้นที่บุขนสัตว์ด้านในก็ถูกทำขึ้นอย่างเรียบร้อย
เฟิงอวี่ค่อย ๆ สวมมันให้ลู่หลินอย่างระมัดระวัง
นิ้วมือหนาแตะผ่านข้อเท้านุ่มเบา ๆ จนเธอเผลอเกร็งตัวเล็กน้อย
เมื่อเขามัดเชือกให้จนแน่นพอดี เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือทันที นิ้วหัวแม่มือคลึงผ่านส้นเท้าของนางเบา ๆ ผ่านเนื้อหนังสัตว์
“ลองเหยียบดูสิ ว่ายังเจ็บอยู่หรือไม่”
ลู่หลินลองลุกขึ้นยืนแล้วขยับเท้าเบา ๆ ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นทันที
“นุ่มมากเลย! ไม่เจ็บแล้วด้วย... ขอบคุณนะ”
เธอยิ้มกว้างอย่างดีใจ แววตาที่จ้องมองเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
เฟิงอวี่เงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มนั้น
ภาพลู่หลินที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ท่ามกลางแสงแดดร่ำไรที่ส่องลงมา ทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระตุกอย่างแรง
เขาค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างช้า ๆ จนลู่หลินต้องแหงนหน้าขึ้นเพื่อจะสบตากับเขา
ระยะห่างที่ใกล้เกินไป ทำให้ใบหน้าของเธออยู่ในระดับแผงอกแกร่งของเขาพอดี
กลิ่นอายเย็นสดชื่นเหมือนป่าหลังฝนตกจากกายเขาปะทะเข้ากับจมูกของเธอจนสมองเริ่มพร่าเบลอ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ในเมื่อเจ้าเป็นตัวเมียของข้า ข้าก็ย่อมต้องดูแลให้ดีที่สุด...”
เสียงทุ้มต่ำดังแผ่วอยู่เหนือศีรษะ
ลู่หลินรู้สึกเหมือนใจมันหล่นวูบเมื่อเขาโน้มตัวลงมาหาเล็กน้อย
นิ้วเรียวยาวเชยคางมนของเธอขึ้นช้า ๆ บังคับให้เธอต้องสบตากับดวงตาสีอำพันคู่นั้นโดยตรง
“ถ้าเจ้าชอบอะไรนุ่ม ๆ”
เขากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เป็นรอยยิ้มที่ทั้งอันตรายและชวนใจสั่นในเวลาเดียวกัน
“คืนนี้... จะลองเปลี่ยนจากกองใบไม้พวกนี้ มานอนบนแขนของข้าแทนดีหรือไม่”
เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำชิดใบหู
“ข้ารับรองว่า มันจะทั้งนุ่ม... และอุ่นกว่ากองใบไม้แน่ ๆ”
“คะ... คุณพูดอะไรเนี่ย!”
ลู่หลินหน้าแดงจัดจนแทบลุกเป็นไฟ เธอรีบใช้มือดันอกเขาไว้ทันที ทว่าร่างสูงกลับแทบไม่ขยับแม้แต่น้อย
“ฉัน... ฉันนอนคนเดียวได้!”
เธอรีบถอยกรูดหนีไปอีกด้านอย่างลุกลี้ลุกลน แต่สายตาของเฟิงอวี่ยังคงทอดมองตามแผ่นหลังเล็กนั้นไม่วาง
เขาหัวเราะต่ำ ๆ ในลำคออย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้าย
“ข้าล้อเล่นเท่านั้น... แต่หากเจ้าเปลี่ยนใจเมื่อใด... อ้อมกอดของข้าก็ว่างสำหรับเจ้าเสมอนะ”
คำพูดนั้นทำเอาลู่หลินแทบไม่กล้าหันกลับไปมองเขาอีก
ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว หัวใจเต้นรัวไม่หยุดราวกับจะทะลุออกมานอกอกเสียให้ได้