เมื่อพักกันจนหายเหนื่อยแล้ว ทั้งสองก็ออกเดินทางต่อ
เส้นทางในช่วงบ่ายเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม ป่ารกทึบค่อย ๆ โปร่งขึ้น ลำแสงสีทองของดวงอาทิตย์ส่องลอดผ่านกิ่งไม้ลงมากระทบพื้นหญ้าเป็นหย่อม ๆ
ลู่หลินเดินตามเฟิงอวี่ไปเงียบ ๆ พลางกวาดตามองรอบตัวอย่างสนใจ
เฟิงอวี่หันกลับมามองนางเพียงนิดเดียว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“หากเหนื่อยก็บอกข้านะ”
ลู่หลินรีบส่ายหน้า
“ฉันยังเดินไหวอยู่”
เธอยืนยันด้วยรอยยิ้ม แม้เหงื่อจะซึมตามไรผมเล็กน้อยก็ตาม
เฟิงอวี่ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่พยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินนำต่อไป
เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ต้นไม้สูงใหญ่ก็เริ่มลดจำนวนลง แทนที่ด้วยพุ่มไม้เตี้ยและดอกไม้สีสดที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วบริเวณ
แม้แต่สายลมก็ยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของเกสรดอกไม้ลอยปะปนมาด้วย
ลู่หลินสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างตื่นตา
“ที่นี่กลิ่นหอมมากเลยนะ”
เฟิงอวี่หันกลับมามองนาง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“เขตนี้เป็นพื้นที่ของเผ่านกยูง”
“เผ่านกยูงเหรอ?”
ดวงตาของลู่หลินเป็นประกายขึ้นมาทันที
“พวกเขาแปลงร่างเป็นนกยูงได้จริง ๆ เหรอ?”
เฟิงอวี่หลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของนาง
“เจ้าคิดว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรล่ะ”
“ก็...”
ลู่หลินทำท่าครุ่นคิดจริงจัง
“พวกเขาต้องสวยมากแน่ ๆ เลยใช่ไหม”
เฟิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนปรายตามองนางช้า ๆ
“แล้วข้าล่ะ”
“หืม?”
“เจ้าคิดว่าข้าดูดีเหมือนกันหรือไม่”
ลู่หลินชะงักไปทันที ใบหน้าค่อย ๆ ร้อนขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“คะ... คุณถามอะไรเนี่ย!”
เฟิงอวี่กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเดินนำต่อราวกับพอใจกับปฏิกิริยาของนางมาก
ลู่หลินรีบเดินตามไปติด ๆ พลางพึมพำเบา ๆ อย่างเขินอาย
“ทำไมชอบพูดอะไรแบบนี้อยู่เรื่อยเลยนะ”
เฟิงอวี่เพียงยิ้มบาง ๆ โดยไม่หันกลับมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นระหว่างเดิน
“ข้าจะพาเจ้าแวะพักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้เราค่อยเดินทางต่อ”
ลู่หลินพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินตามเขาเข้าไปด้านใน
ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไร กลิ่นหอมของดอกไม้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ไม่นานนัก สิ่งปลูกสร้างแปลกตาก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า
บ้านไม้ขนาดเล็กถูกสร้างกระจายอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้หลากสี บางหลังประดับด้วยขนนกสีสดที่สะท้อนแสงแดดยามบ่ายอย่างงดงาม
ลู่หลินมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง
“ว้าว...”
เธอเผลอพึมพำออกมาอย่างลืมตัว
แต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปใกล้ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นเสียก่อน
ร่างหลายร่างทะยานลงมาจากกิ่งไม้ด้านบนอย่างรวดเร็ว
ลู่หลินสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นชายหญิงรูปร่างงดงามหลายคนยืนขวางทางอยู่
พวกเขามีเส้นผมสีสันแตกต่างกันไป และมีขนนกประดับอยู่ตามร่างกาย ดวงตาคมเรียวดูหยิ่งทะนงอย่างเห็นได้ชัด
และเมื่อสายตาของคนเหล่านั้นตกลงบนเฟิงอวี่ บรรยากาศก็พลันเปลี่ยนไปทันที
หนึ่งในนั้นก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนเอ่ยเสียงเย็น
“ที่นี่ไม่ต้อนรับสัตว์นักล่า”
ลู่หลินชะงักไปทันที แต่เฟิงอวี่กลับดูสงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ
“ข้าไม่ได้มาหาเรื่อง”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่กลับแฝงแรงกดดันบางอย่างเอาไว้จนคนฟังเงียบไปชั่วขณะ
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ตัวเมียรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมา ทันทีที่นางปรากฏตัว ทุกคนรอบด้านก็ถอยเปิดทางให้อย่างพร้อมเพรียง
ลู่หลินเผลอมองค้างไปชั่วขณะ ตัวเมียคนนี้มีหน้าตางดงามมากจริง ๆ
เส้นผมยาวสีน้ำเงินเข้มแซมเขียวสะท้อนแสงราวขนนกยูง ดวงตาเรียวยาวดูเย่อหยิ่งตามธรรมชาติ ชุดยาวพลิ้วไหวประดับขนนกสีฟ้าเขียวอย่างวิจิตร ทุกย่างก้าวของนางดูสง่างามจนแทบละสายตาไม่ได้
นางหยุดยืนมองเฟิงอวี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าต้องการอะไร”
เฟิงอวี่ตอบเสียงเรียบ
“ข้าแค่มาขอพักชั่วคราวเท่านั้น”
นางมองเขานิ่ง ๆ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่ลู่หลิน
ทันทีที่เห็นตัวเมียตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างกายเขา ดวงตาของนางก็ฉายแววบางอย่างขึ้นมาทันที
“โอ้?”
นางกวาดตามองลู่หลินตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย
“น่าสนใจจริง ๆ”
ลู่หลินถูกจ้องจนเริ่มทำตัวไม่ถูก เธอจึงขยับเข้าไปใกล้เฟิงอวี่โดยอัตโนมัติ
เฟิงอวี่เองก็ขยับมายืนด้านหน้าเธอเล็กน้อยทันที ราวกับป้องกันสายตาของอีกฝ่าย
ท่าทางนั้นทำให้นางหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ข้าไม่ได้คิดจะแย่งตัวเมียของเจ้าเสียหน่อย”
เฟิงอวี่ตอบกลับทันที
“ต่อให้เจ้าคิด เจ้าก็แย่งไปไม่ได้หรอก”
บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ ก่อนคนรอบข้างจะเริ่มหน้าตาแตกตื่นขึ้นเล็กน้อย
นางหัวเราะหึในลำคอ
“ช่างปากร้ายจริง ๆ ... นี่เจ้ามาเพื่อขอที่พัก หรือตั้งใจมาหาเรื่องกันแน่?”
เฟิงอวี่ไม่ได้ตอบอะไร เขาส่งเพียงสายตาเรียบเฉยกลับไป
ท่าทีนั้นทำให้นางแค่นหัวเราะในลำคอ คล้ายยอมจำนนต่อความเย่อหยิ่งของฝ่ายตรงข้าม
“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าพาตัวเมียมาด้วย ข้าจะให้พวกเจ้าเข้าพักคืนนี้ก็ได้”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อเรียบ ๆ
“แต่เจ้าก็น่าจะรู้ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี ๆ”
ลู่หลินชะงักไปนิดหนึ่งทันที แต่เฟิงอวี่กลับไม่มีท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย
เขาล้วงเข้าไปที่ถุงหนังสัตว์ข้างเอว ก่อนจะหยิบผลึกสีทองอ่อนชิ้นหนึ่งขึ้นมา
ทันทีที่เห็นสิ่งนั้น สีหน้าของคนรอบข้างก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
หัวหน้าเผ่านกยูงเลิกคิ้วขึ้นนิด ๆ ก่อนจะรับผลึกนั้นไป
“ผลึกระดับสูง...”
เฟิงอวี่เอ่ยถามเสียงเรียบ
“พอหรือไม่”
นางหัวเราะเบา ๆ
“มากเกินพอเสียอีก”
จากนั้นนางก็หันหลังเดินกลับไป พร้อมทิ้งท้าย
“ตามข้ามา”
ลู่หลินรีบหันไปกระซิบถามเฟิงอวี่ทันที
“นางคือใครเหรอ”
เฟิงอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“หัวหน้าเผ่านกยูง”
“งั้นเหรอ นางสวยมากเลยนะ...”
ลู่หลินพึมพำตามตรง
เฟิงอวี่ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยก่อนจะเหลือบตามองนาง
ดวงตาสีอำพันที่เคยนิ่งเฉยกลับไหววูบคล้ายมีรอยยิ้มจาง ๆ
เขาโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“สวยงามน่ะใช่... แต่ข้าว่าเจ้างดงามกว่านางเยอะ”
ลู่หลินหน้าแดงก่ำจนไปไม่เป็น ทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาเดินตามหลังเขาไปเงียบ ๆ โดยไม่กล้าชมใครอีกเลย
เฟิงอวี่เห็นท่าทางเขินอายของนางเช่นนั้น ก็กระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายเบา ๆ
“อย่าชมใครต่อหน้าข้าอีกล่ะ... ข้าไม่ค่อยชอบใจรู้หรือไม่”
เธอไม่ตอบอะไรเขาอีก ได้แต่เดินก้มหน้าตามไปเรื่อย ๆ
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในใจกลางเผ่า ลู่หลินก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจกับความงดงามที่เห็นตรงหน้า
ทั่วบริเวณถูกประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีสันและบ้านไม้ที่ตกแต่งด้วยขนนกแวววาวทอแสงสวยงาม
ทว่าท่ามกลางความวิจิตรเหล่านั้น สายตาของชาวเผ่านกยูงที่จับจ้องมายังพวกเขากลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เป็นมิตรปะปนอยู่
ทำให้ลู่หลินอดไม่ได้ที่จะขยับตัวเข้าใกล้เฟิงอวี่มากขึ้น
สายตาส่วนใหญ่ตกอยู่ที่เฟิงอวี่อย่างระแวดระวัง ขณะที่บางส่วนกลับมองลู่หลินด้วยความสงสัยใคร่รู้
“นางเป็นตัวเมียเผ่าใดกัน ตัวเล็กจังเลย...”
“หน้าตาน่ารักดีนะ”
เสียงกระซิบดังแว่วมาจากรอบด้านจนลู่หลินรู้สึกประหม่า
เฟิงอวี่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกของนาง เขาปรายตามองนางเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นโอบเอวบางของนางไว้หลวม ๆ ราวกับจะประกาศให้ทุกคนรอบข้างได้รับรู้โดยไม่ต้องเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ
ท่าทีที่ดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยอำนาจของเขา ทำให้เสียงซุบซิบที่ดังอยู่รอบด้านค่อย ๆ เงียบหายไปอย่างรวดเร็ว
หัวหน้าเผ่านกยูงพาพวกเขามาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้หลังหนึ่งที่อยู่ค่อนข้างห่างจากจุดศูนย์กลางของเผ่าเล็กน้อย
“คืนนี้พวกเจ้าพักที่นี่ได้”
นางเอ่ยเรียบ ๆ
ลู่หลินมองบ้านไม้ตรงหน้าอย่างสนใจ รอบ ๆ บ้านมีเถาวัลย์ดอกไม้สีม่วงพันอยู่ ดูสวยงามราวกับบ้านในเทพนิยาย
“ที่นี่สวยจัง...”
เธอพึมพำออกมาเบา ๆ
หัวหน้าเผ่านกยูงเหลือบมองนาง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นนิด ๆ
“หากเจ้าชอบ พรุ่งนี้ก่อนจากไปข้าจะให้คนพาเดินชมรอบเผ่าดีหรือไม่”
ดวงตาของลู่หลินเป็นประกายขึ้นทันที
“จริงเหรอ?”
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้พูดอะไรต่อ เฟิงอวี่ก็เอ่ยแทรกขึ้นเรียบ ๆ
“พรุ่งนี้พวกข้าจะออกเดินทางแต่เช้า”
ลู่หลินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเขาอย่างเสียดายนิด ๆ
หัวหน้าเผ่านกยูงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะเบา ๆ
“เจ้าช่างหวงตัวเมียเสียจริง”
เฟิงอวี่ไม่ตอบอะไร เขาเพียงส่งสายตาเรียบนิ่งกลับไปเท่านั้น
นางจึงยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ข้าชื่อชิงหลัว... หากมีเรื่องใดก็ให้คนมาบอกข้าได้”
พูดจบนางก็หันหลังเดินจากไป พร้อมกับคนของเผ่าที่ทยอยแยกย้ายกันตามไป
ไม่นานบริเวณรอบด้านก็กลับมาเงียบลงอีกครั้ง
ลู่หลินถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองเฟิงอวี่
“คนที่นี่สวยกันทุกคนเลยนะ”
เฟิงอวี่เลิกคิ้วนิดเดียว
“เจ้าจะเริ่มอีกแล้วหรือ”
ลู่หลินรีบปิดปากตัวเองทันที สีหน้าดูตกใจจนเขาหลุดหัวเราะออกมา
“ข้าล้อเล่น”
เขายกมือขึ้นลูบศีรษะนางหนึ่งครั้ง ก่อนจะผลักประตูบ้านไม้เข้าไปด้านใน
ภายในบ้านมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ลอยอยู่ ลู่หลินเดินสำรวจรอบ ๆ อย่างสนใจ
“ที่นี่น่านอนมากเลย”
เฟิงอวี่มองนางด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ
“อย่างน้อยคืนนี้เจ้าก็ไม่ต้องนอนบนพื้นหินแล้ว”
ลู่หลินหัวเราะแห้ง ๆ ทันทีเมื่อนึกถึงเมื่อคืนก่อน
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน
“หัวหน้าเผ่าให้พวกข้านำอาหารมาให้”
เฟิงอวี่หันไปเปิดประตู ก่อนจะพบตัวเมียเผ่านกยูงสองคนยืนอยู่ด้านนอก
ในมือของพวกนางถือถาดผลไม้สีสันสดใสหลายชนิด
เฟิงอวี่พยักหน้า ก่อนจะยื่นมือไปรับมา
ทันทีที่เห็นผลไม้ ลู่หลินก็ตาเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย
เฟิงอวี่เดินเข้ามานั่งลงใกล้นาง แล้วยื่นผลไม้ลูกหนึ่งส่งให้ ลู่หลินรับมาแล้วกัดทันที
“หวานมาก!”
เธอยิ้มออกมาอย่างชอบใจ
เฟิงอวี่มองนางกินด้วยความเอ็นดู
“เจ้ากินง่ายกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
“ก็มันอร่อยนี่”
เธอตอบพลางกัดผลไม้อีกคำอย่างอารมณ์ดี
เฟิงอวี่มองแก้มที่พองนิด ๆ ของนาง ก่อนสายตาจะอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
พักหนึ่ง ลู่หลินก็ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้กินอะไรเลย
“แล้วคุณล่ะ ไม่หิวเหรอ?”
“ข้ากินเมื่อไรก็ได้ เจ้ากินเถอะ”
ลู่หลินมองเขา ก่อนจะยื่นผลไม้ในมือไปตรงหน้า
“ลองกินดูก่อนสิ อร่อยมากเลยนะ”
เฟิงอวี่เหลือบตามองผลไม้ที่ถูกส่งมาตรงหน้า ก่อนจะมองนางนิ่ง ๆ
“เจ้าจะป้อนข้าหรือ”
ลู่หลินชะงักทันที
"มะ... ไม่ใช่แบบนั้น! ฉันแค่จะให้คุณลองชิม...”
ยังพูดไม่ทันจบ เฟิงอวี่ก็โน้มตัวเข้ามากัดผลไม้จากมือเธอไปทั้งคำ
แววตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธออย่างมีความหมาย จนลู่หลินเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
ระยะห่างที่ใกล้เกินไปทำให้เธอได้กลิ่นหอมเย็นจาง ๆ จากกายเขาชัดเจนขึ้น หัวใจดวงเล็กเริ่มเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
เฟิงอวี่เคี้ยวผลไม้ช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“หวานจริงด้วย”
ลู่หลินรีบชักมือกลับทันทีราวกับเพิ่งรู้ตัว ใบหน้าแดงจัดจนแทบไม่กล้ามองเขา
“ทำไมคุณชอบแกล้งฉันอยู่เรื่อยเลย...”
เฟิงอวี่ยกยิ้มบาง ๆ
บรรยากาศภายในบ้านไม้ค่อย ๆ เงียบลง เหลือเพียงเสียงลมยามเย็นที่พัดผ่านหน้าต่างไม้เบา ๆ พร้อมกลิ่นดอกไม้หอมอ่อนจากด้านนอก
แสงสีทองของยามเย็นค่อย ๆ เลือนหายไปทีละน้อย ท้องฟ้านอกหน้าต่างเปลี่ยนจากสีส้มอบอุ่นเป็นสีน้ำเงินเข้ม
ดวงอาทิตย์ลับหายหลังแนวป่าอย่างช้า ๆ ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์นวลจางที่เริ่มส่องลงมายังเผ่านกยูงอันเงียบสงบ
ลู่หลินนั่งมองภาพนั้นอย่างเพลิดเพลิน ก่อนจะเริ่มรู้สึกว่าหนังตาค่อย ๆ หนักขึ้นทีละนิดจากความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
เฟิงอวี่เห็นท่าทางนั้นของนาง จึงลุกขึ้นเดินไปปูหนังสัตว์ให้ ก่อนจะเรียกนางเสียงเบา
“ง่วงแล้วก็มานอนเถอะ”
ลู่หลินพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“อื้อ”
เธอลุกเดินไปยังผ้าปูหนังสัตว์ที่เขาทำให้ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนทันทีด้วยความเหนื่อยล้า
ลู่หลินที่กำลังสะลึมสะลือเงยหน้าขึ้นมองเขาเล็กน้อย
“แล้วคุณล่ะ...”
“ข้ายังไม่ง่วงเท่าไหร่”
เขาตอบสั้น ๆ พลางนั่งลงข้าง ๆ นาง
ลู่หลินพยักหน้ารับอย่างงัวเงีย ก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ ไม่นานลมหายใจของเธอก็เริ่มสม่ำเสมอ
เฟิงอวี่นั่งมองใบหน้าที่หลับสนิทของนางอยู่เงียบ ๆ แสงจันทร์อ่อน ๆ ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาตกกระทบใบหน้าหวานนั้นจนดูอ่อนโยนเกินจริง
เขายกมือขึ้นใช้นิ้วเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้มนางออกอย่างทะนุถนอม
“เจ้าช่างไม่ระวังตัวเอาเสียเลย...”
เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเอง
เฟิงอวี่ทอดสายตามองนางด้วยแววตาล้ำลึก ก่อนจะนั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ นาง อย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางค่ำคืนอันสงบของเผ่านกยูง