Mag-log inบรรยากาศในคฤหาสน์หรูตอนนี้ไม่ได้ดูเหมือนบ้านของหัวหน้าแก๊งมาเฟียแม้แต่น้อย มันเหมือนสนามรบที่เต็มไปด้วยของเล่น รถบังคับ ผ้าอ้อม และเสียงหัวเราะของเด็กสองคน
ไซรัสยืนพิงขอบประตูห้องเล่นเด็ก ใบหน้าเคร่งขรึมที่ปกติทำให้ลูกน้องสะดุ้งเฮือก ตอนนี้ดูอ่อนแรงจนน่าสงสาร สามปีผ่านไปเร็วกว่าที่คิด เจ้าก้อนแป้งตัวแสบอย่างเซธ และไซม่อนที่เคยตัวแดง ๆ เท่ากำมือ ตอนนี้กลายเป็นเด็กชายตัวกลมผมฟู ที่วิ่งทั่วคฤหาสน์จนแม่บ้านแทบหมดแรงไล่ตาม “เซธ! ห้ามปีนขึ้นโต๊ะนะลูก เดี๋ยวตก!” “ไม่ตก~ ป่ะป๊าดูสิ หนูบินได้!” “ไซม่อน! อย่าเอารีโมตแช่นมลูก!!” “หนูจะให้มันว่ายน้ำ~” ไซรัสถอนหายใจเสียงดัง เขารู้สึกเหมือนตัวเองแก่ขึ้นสิบปีในครึ่งวันเดียว เขาเคยผ่านสงครามมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าการเผชิญหน้ากับลูกชายฝาแฝดสองคนที่รวมพลังกันสร้างความโกลาหลในบ้าน “เด็กชายเซธ นัว กับเด็กชายไซมอน นัว มานั่งเรียงกันตรงนี้เดี๋ยวนี้” เขาพยายามใช้เสียงเข้ม “ป่ะป๊า...ทำไมต้องเรียกชื่อเต็ม?” ทั้งคู่ชะงักเล็กน้อย มองหน้ากัน ก่อนที่ไซมอนจะยกมือขึ้นถาม “เพราะพวกเรากำลังคุยกันเรื่องสำคัญ” “เรื่องอะไรเหรอ~?” “เรื่องที่ว่าทำไมรถบังคับของป่ะป๊าถึงจมหายไปในอ่างปลา...” สองแฝดเงียบแล้วหัวเราะแหะ ๆ เหมือนลูกแมวถูกจับได้ว่าแอบกินปลาแห้ง “ลูก...นั่นของเล่นของพ่อนะครับ มันไม่ใช่เรือ” ไซรัสพยายามรักษาความสงบ “แต่มันมีล้อ! หนูคิดว่ามันวิ่งบนน้ำได้!” เซธอธิบายด้วยใบหน้าจริงจัง “เซเรน่าพูดถูก ฉันไม่ควรทิ้งพวกเขาไว้ตามลำพังเลยจริง ๆ ” ไซรัสเอามือกุมขมับ พลางเดินไปอุ้มลูกทั้งสองมาวางบนตัก “ตกลงเรามาทำสัญญาสงบศึกกันดีไหมครับ?” “สัญญาเหรอ?” “ใช่ครับ ป่ะป๊าจะไม่ดุ ถ้าลูกทั้งคู่ไม่ทำลายอะไรเพิ่มอีกในวันนี้” “ถ้าหนูไม่ทำลาย หนูได้ขนมไหม~” ไซมอนทำท่าคิด แล้วถามอย่างน่ารัก “ได้ครับ แต่ต้องสัญญาก่อนนะว่าพรุ่งนี้จะเป็นเด็กดี” ไซรัสตอบทันทีแบบไม่คิด “ตกลง!” ทั้งคู่ยกนิ้วก้อยมาพร้อมกัน แล้วเขาก็ก้มลงเกี่ยวไว้ ไซรัสหัวเราะเบา ๆ เขาไม่รู้เลยว่าความเหนื่อยจากการเลี้ยงเด็ก จะทำให้หัวใจอบอุ่นได้ขนาดนี้ ในเวลาเดียวกันด้านของเซเรน่า เธอกลับถึงบ้านเร็วกว่ากำหนด คิดจะมาแอบดูสามพ่อลูกว่าอยู่กันยังไงบ้าง แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้า ทำให้เธอหลุดหัวเราะอย่างเอ็นดู ไซรัสนั่งพิงบนโซฟา ในขณะที่เสื้อเชิ้ตสีขาวเปื้อนคราบช็อกโกแลต โดยมีเด็กแฝดสองคนปีนหลับอยู่บนตัวเขา คนหนึ่งกอดแขน และอีกคนซบอก เสียงกรนเบา ๆ ของผู้เป็นพ่อดังประสานกับเสียงหายใจของลูก ๆ ทำให้เซเรน่าอุ่นใจอย่างน่าประหลาด ก่อนที่เธอจะตัดสินใจยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพภาพตรงหน้า ด้วยความรู้สึกรักและเอ็นดูในเวลาเดียวกัน จากนั้นเซเรน่าค่อย ๆ เข้าไปเก็บของเล่นที่เกลื่อนพื้นทีละชิ้น ก่อนจะนั่งลงข้างไซรัสอย่างระวัง ราวกับว่าไม่ต้องการกวนให้เขาตื่นขึ้นมา ทว่าด้วยสัญชาตญาณที่มีติดตัว ทำให้ไซรัสลืมตาขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงแหบพร่าด้วยความง่วงงุน “กลับมาแล้วเหรอ...” “อื้ม ดูเหมือนนายพึ่งผ่านสงครามมาเลยไซรัส ลูก ๆ หลับปุ๋ยกันเชียว คงซนมาทั้งวันสินะ” เซเรน่าโน้มตัวลง จุ๊บแก้มใสของลูกชายอย่างเอ็นดู โดยที่ไม่ลืมจะจุ๊บสามีด้วยเช่นกัน “พลังเหลือล้นเลยล่ะ สมแล้วที่เป็นลูกชายของฉัน” เขาหัวเราะเบา ๆ พลางไล้แก้มเนียนของเซเรน่าอย่างรักใคร่ “วันนี้เหนื่อยมากเลยใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยขณะมองสภาพห้องโถงที่เลอะเทอะ และเปรอะเปื้อนด้วยวาดภาพสีเทียนบนกำแพง เธอยืนขึ้นก่อนเดินไปนวดไหล่ของเขาจากด้านหลัง หวังต้องการช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าลงบ้าง “ไม่หรอก แค่ได้เห็นรอยยิ้มพวกเขาฉันก็หายเหนื่อยแล้ว” “นายไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวฉันรับช่วงต่อแทน” ว่าพลางหอมแก้มสามีฟอดใหญ่ ราวกับต้องการชาร์จพลัง “ฉันไม่เป็นไร เธอไปพักผ่อนเถอะ ประชุมวันนี้คงเหนื่อยไม่น้อย” “ไม่หรอก ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีตามที่นายพูดไว้เลยล่ะ โชคดีจังนะ ที่ฉันมีนายและลูก ๆ คอยให้กำลังใจทุกวันแบบนี้” “ฉันก็โชคดีเหมือนกัน ที่เธอมอบของขวัญแสนลํ้าค่าให้ฉัน” ไซรัสยกยิ้มพลางลูบหัวลูกชายทั้งสอง “ขอบคุณนะคะ ที่ทำหน้าที่พ่อและสามีที่ดีไม่เคยไม่บกพร่องเลย” เธอก้มลงจูบหน้าผากเขาเบา ๆ “ไม่ต้องขอบคุณหรอก มันเป็นหน้าที่ของฉัน แถมยังได้ยินคำว่าป่ะป๊าจากเซธกับไซม่อนแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว” เช้าวันต่อมา ในขณะที่เซเรน่าและไซรัสกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงกว้าง เซธกับไซม่อนที่ตื่นขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงนกขับร้องอย่างไพเราะจากนอกหน้าต่าง เด็กชายทั้งสองขยี้ตาอย่างงัวเงีย ก่อนที่แฝดน้องอย่างไซม่อนจะคลานมองใบหน้าที่ยังเหนื่อยล้าของไซรัส “พี่เซธ เราทำป่ะป๊าเหนื่อยไหมอ่า?” “นิดนึง แต่เซธชอบเวลาป่ะป๊ายิ้ม” “งั้นวันนี้เราต้องทำให้ป่ะป๊ายิ้มอีก!” “ยังไงดี?” “ทำความสะอาดบ้านกาน~” “เย้~!!” วื๊นนนนนนน! หลังจากนั้นไม่นาน เสียงเครื่องดูดฝุ่นก็ดังขึ้นในตอนเช้า ทำเอาไซรัสสะดุ้งตื่นแทบตกเตียง เขารีบหันมองรอบกายทันทีเพื่อหาสิ่งที่อาจเป็นต้นเหตุของเสียง แล้วมันก็ใช่จริง ๆ เซธกับไซม่อนที่ควรนอนอยู่กับพวกเขา ตอนนี้หายไปแล้ว! “ไม่ ไม่นะ!!” ไซรัสรีบวิ่งลงบันได โดยไม่สนว่ากำลังเปลือยท่อนบน เขาแทบจะสับตีนแตกไปหาลูกชายทันที ก่อนจะเห็นภาพลูกชายสองคนกำลังช่วยกันใช้เครื่องดูดฝุ่นด้วยความภาคภูมิใจ “ป่ะป๊า~ เราทำให้!” ไซรัสยืนอึ้ง ก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งใจ เมื่อเห็นว่าลูกชายทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เขาเลยหัวเราะออกมาเสียงดังจนเด็กชายทั้งสองสะดุ้งตกใจ “โถ่เด็กดี วันหลังถ้าจะทำอะไรต้องบอกป่ะป๊าก่อนนะครับ”เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







