Masukแสงแดดยามบ่ายทอดลงบนผืนน้ำในสวนด้านหลังคฤหาสน์ แสงระยิบระยับราวกับเกล็ดแก้ว สะท้อนภาพศาลาไม้สีขาวกลางบึงบัวกว้างใหญ่ เสียงลมพัดผ่านปลิวให้กลีบดอกบัวพลิ้วไหวเหนือผิวน้ำ บรรยากาศแสนสงบที่เหมาะสำหรับกับการนั่งจิบชาของเซเรน่า
หญิงสาวอยู่ตรงม้านั่งในศาลากลางน้ำ สวมเดรสสีอ่อนเช่นทุกวัน เรือนผมถูกรวบหลวม ๆ อย่างเรียบง่าย ทว่ากลับชูความงามของใบหน้าราวกับผลงานชิ้นเอกของพระเจ้า ขณะที่ตรงข้ามกับเซเรน่านั้น มีกอหญ้าที่ตอนนี้แทบจะกลายเป็น เงาตามติดของเธอไปแล้ว
“คุณเซเรน่าคะ~ วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ น้ำในบึงนี่ใสจังเลยค่ะ มองเห็นปลาด้วย” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ดูบริสุทธิ์เกินจริง
“ค่ะ ที่นี่เลี้ยงปลาคาร์ปมานานแล้ว” เซเรน่าตอบเรียบ ๆ พลางมองปลาตัวเล็กที่แหวกว่ายใต้น้ำ
“คุณภาคินชอบปลาคาร์ปเหรอคะ?” กอหญ้าถามทันที
“ไม่แน่ใจค่ะ”
“เอ๊ะ~ ทำไมล่ะคะ เขาเป็นสามีของคุณนะคะ”
น้ำเสียงนั้นมีทั้งความอยากรู้และแฝงความเย้ยหยันอย่างแนบเนียน เซเรน่าจึงวางถ้วยชาที่ถืออยู่ลงช้า ๆ ก่อนตอบน้ำเสียงเรียบ ๆ
“บางเรื่อง ฉันก็ไม่จำเป็นต้องรู้ค่ะ”
“คุณพูดเหมือนมีอะไรปิดบังเลยนะคะ” กอหญ้าชะงักเล็กน้อย แต่ก็ยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า
“คนเราล้วนมีพื้นที่ของตัวเองค่ะ แม้แต่ในความสัมพันธ์ที่ชื่อว่าสามีภรรยา”
“อืม…เข้าใจแล้วค่ะ” กอหญ้ายิ้มบางแต่แววตาเย็นลงวูบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองผืนน้ำแล้วพูดเบา ๆ
“ฉันอิจฉาคุณเซเรน่าจังเลยค่ะ…”
“อิจฉา?”
“ก็คุณมีทุกอย่าง ทั้งบ้านหลังใหญ่ สามีที่เพียบพร้อม และคนรอบข้างที่รักคุณ ต่างจากฉัน ที่ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์” เธอหัวเราะแผ่ว ๆ
“ชีวิตของฉันไม่มีอะไรให้อิจฉาหรอกค่ะ” ใบหน้าสวยยกยิ้ม
ตั้งแต่ภาคินออกไปทำงานในตอนเช้า กอหญ้าก็เริ่มทำตัวแนบชิดเธอราวกับเงา ตามติดทุกย่างก้าว ทั้งพูดคุย และถามไถ่เรื่องเล็กเรื่องน้อยเกี่ยวกับภาคินราวกับพยายามสืบทุกอย่าง
ตัวอย่างเช่น...
“คุณภาคินเคยพาคุณไปเที่ยวที่ไหนบ้างคะ?”
“เขาชอบให้ของขวัญไหมคะ?”
“เขาเคยหึงคุณหรือเปล่า?”
คำถามร้อยเรียงไม่หยุด จนบางครั้งเซเรน่าต้องกลั้นหายใจ ไม่ให้ความเบื่อหน่ายหลุดออกมาทางน้ำเสียง
“บางเรื่องคุณกอหญ้าก็ไม่ควรถามนะคะ บางทีมันอาจเป็นเรื่องของคนสองคน” ” เซเรน่าพูดเสียงเรียบ
“โอ๊ะ ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วงเลยนะคะ แค่…อยากรู้จักเขาให้มากขึ้นเฉย ๆ”
กอหญ้าชะงัก ก่อนหัวเราะเบา ๆ แต่ในดวงตาของเธอกลับมีประกายบางอย่าง ราวกับคนที่ได้ยินคำตอบที่ต้องการแล้ว
หลังจากนั้นเวลาล่วงเลยผ่านไปครู่ใหญ่ของช่วงบ่าย แดดจึงเริ่มร้อนจัด ทำให้ลมในสวนอุ่นจนผิวรู้สึกแสบ แต่ถึงกระนั้นกอหญ้าก็ยังเดินตามเซเรน่าไม่ห่าง พร้อมรอยยิ้มบนหน้าเธอไม่เคยเลือนออกแม้แต่วินาทีเดียว
“คุณเซเรน่าคะ ดอกบัวที่นั่นสวยจังเลย ฉันขอดูใกล้ ๆ หน่อยได้ไหมคะ?”
“ระวังนะคะ พื้นตรงนั้นลื่น”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะระวัง~”
เสียงหวานของกอหญ้าลอยเคล้ากับเสียงลม ก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที เมื่อหญิงสาวก้าวเท้าไปบนขอบศาลาไม้ที่ทอดยื่นออกไปเหนือบึง แล้วทำท่าเหมือนกำลังเสียหลัก
“ว้าย—!”
“กอหญ้า—!”
เสียงหวีดดังพร้อมกับร่างบางที่เอนตัวไปข้างหน้าอย่างแรง เซเรน่ารีบคว้ามือเธอไว้ทัน แต่ในจังหวะนั้นเอง เธอรู้สึกถึงแรงดึงสวนกลับมา แรงที่ไม่ใช่จากความตกใจ แต่เป็นแรงที่ตั้งใจรั้งเธอให้ร่วงลงไปด้วย ทำให้ร่างทั้งสองพลัดตกจากขอบศาลา เสียงน้ำกระเซ็นดังสนั่น บัวในบึงแตกกระจาย จวนกลีบดอกปลิวว่อน
ความเย็นของน้ำตีเข้าร่างทันที เซเรน่าพยายามว่ายขึ้น แต่กลับรู้สึกถึงแรงกดมหาศาลที่ถ่วงเธอลง ไม่ว่าเซเรน่าจะดิ้นรนเพียงใดกอหญ้ากลับดึงรั้งแขนเธอไว้แน่น!
“กอหญ้า ปล่อยฉันก่อน!”
เซเรน่าพยายามดึงแขนของเธอออกจากการเกาะกุม แต่หญิงสาวคนนั้นกลับทำท่าราวกับกำลังตะเกียกตะกาย ทั้งที่มือทั้งสองกลับขยุ้มแขนของเซเรน่าแน่น
และยังใช้มือกดหัวของเซเรน่าลงด้านล่าง จนเซเรน่ารู้สึกเหมือนอากาศในปอดของเธอกำลังจะหมด เธอจึงพยายามผลักอีกฝ่ายออก แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้เพียงกลีบบัวที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ในเวลาเดียวกัน สายตาก็เริ่มพร่ามัว เสียงรอบข้างค่อย ๆ เบาบางลง เหมือนทุกอย่างถูกกลืนหายไปในความเย็นจัดของบึงบัว
“กอหญ้า!”
ไม่นานนักเสียงของภาคินดังขึ้นพร้อมฝีเท้าที่วิ่งมาตามสะพานไม้ เขาเพิ่งกลับจากข้างนอกและเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าเต็มตา โดยไม่ลังเล เขากระโดดลงน้ำทันที แต่ร่างสูงกลับพุ่งเข้าหากอหญ้าที่กำลังโบกมือร้องขอความช่วยเหลือ แทนที่จะเป็นภรรยาของตัวเองอย่างเซเรน่า
ภาคินคว้ากอหญ้าขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะว่ายขึ้นฝั่งพร้อมอุ้มขึ้นจากน้ำในท่าเจ้าสาว โดยไม่สนใจน้ำที่หยดจากปลายผมหรือเสื้อของเขาที่เปียกโชกไปหมด และรวมไปถึงเซเรน่าที่กำลังจะจมลงก้นบึง
“กอหญ้า! เธอเป็นอะไรไหม!”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







