LOGINแสงแดดยามสายลอดผ่านม่านบาง ๆ เข้ามาในห้องนั่งเล่น เสียงนกร้องแว่วจากระเบียงด้านนอก ผสานกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้จากแจกันข้างโซฟาลอยแตะปลายจมูก ปลุกให้ชายหนุ่มค่อย ๆ ปรือตาขึ้น เปลือกตาทั้งสองหนักอึ้งจากความอ่อนแรงและพิษบาดแผลที่ยังไม่หายดี
ภาพแรกที่ไซรัสเห็นคือใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างโซฟา เธอเอนศีรษะพิงแขนที่วางบนโซฟา เส้นผมยาวสลวยปรกลงบนแก้มขาว ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างอ่อนแรงในขณะหลับพริ้ม ดวงหน้าสวยนั้นดูเปราะบางจนไม่น่าเชื่อว่า เธอจะเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ลากเขาออกจากตรอกมืดเมื่อคืน
ไซรัสขยับตัวช้า ๆ เสียงหอบเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อแผลบริเวณท้องตึงแน่น เจ็บแปลบจนต้องหลับตาอย่างอดกลั้น แต่เมื่อมองเห็นหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง เขากลับรู้สึกประหลาดบางอย่างในอก
หญิงสาวคนนี้ ช่วยเขาไว้ทั้งที่แทบไม่รู้จักกัน
เขาเคยผ่านผู้หญิงมากมาย บางคนเข้ามาด้วยผลประโยชน์ บางคนด้วยความหลงใหลในอำนาจของเขา แต่ไม่เคยมีใครมองหน้าเขาอย่างไร้ซึ่งผลประโยชน์เหมือนกับเซเรน่า
ไซรัสเอื้อมมือขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับปืนและต่อสู้ สัมผัสเส้นผมเส้นหนึ่งที่หล่นลงมาปรกแก้มของเธอ เขาค่อย ๆ เลื่อนมันไปทัดไว้หลังใบหูของเธออย่างเผลอตัว
สัมผัสนั้นบางเบาเสียจนเขาแทบไม่ได้รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ยิ่งมองดวงหน้าที่ดูเหนื่อยล้า ใต้ตาคล้ำเล็กน้อยจากการอดนอนทั้งคืน ยิ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างประหลาด
นี่เธอเฝ้าดูเขาตลอดเลยงั้นเหรอ...
ชายหนุ่มเม้มปากแน่น ความอ่อนโยนในใจถูกกลบด้วยสัญชาตญาณของเขา โลกที่เขาอยู่ไม่เคยมีคำว่าศรัทธา ไม่มีใครช่วยใครโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
และที่สำคัญ เธอเป็นภรรยาเก่าของภาคิน
ชื่อที่เขารู้จักดีในฐานะเพื่อนเก่า ผู้ชายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนักธุรกิจใสสะอาด แต่แท้จริงแล้วเขากลับเป็นมาเฟียที่มีมือเปื้อนเลือดไม่แพ้เขา
“ไม่มีใครบริสุทธิ์ในโลกนี้…” เขาพึมพำในลำคอ สายตาคมหรี่ลงอย่างระมัดระวัง
แม้หญิงสาวจะดูไร้พิษภัย แต่ในวงการที่เขาอยู่ ความไว้ใจคือดาบที่คมที่สุด ไซรัสค่อย ๆ ล้วงมือเข้าใต้หมอนหยิบปืนสั้นคู่ใจขึ้นมา พร้อมเสียงเหล็กเย็นเฉียบดังคลิกเบา ๆ
เขาจ่อปลายกระบอกปืนไปที่ขมับของใบหน้าสวยที่ยังคงหลับพริ้ม ปลายนิ้วเรียวยาวแตะไกเบา ๆ ทว่าหัวใจของเขากลับเต้นแรงราวกับเครื่องจักรอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“เธอต้องการอะไรกันแน่เซเรน่า…” เขากระซิบแผ่ว
แต่ในจังหวะนั้นเอง หญิงสาวขยับตัวเบา ๆ เสียงหายใจอ่อน ๆ และขนตายาวที่สั่นไหวใต้เปลือกตาทำให้เขาหยุดมือทันที ไซรัสสบถในใจอย่างหงุดหงิด เขาลดปืนลงช้า ๆ แล้วเก็บมันกลับเข้าที่เดิม ก่อนเอนตัวพิงโซฟาอีกครั้ง สายตายังคงจับจ้องหญิงสาวที่ช่วยเขาไว้ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
ทำไมฉันถึงไม่กล้าลั่นไกลใส่เธอ...
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปจนแสงแดดลอดผ่านผ้าม่าน ความอบอุ่นจากแดดยามบ่ายทำให้หญิงสาวบนโซฟาขยับตัวเล็กน้อย
“อืม…” เสียงพึมพำเบา ๆ ดังขึ้น
เซเรน่าค่อย ๆ ลืมตา มองรอบห้องอย่างงัวเงีย แสงแดดยามบ่าย ทำให้เธอรู้ว่าเวลาผ่านมานานกว่าที่คิด หญิงสาวกะพริบตาปรับโฟกัสภาพตรงหน้า แล้วหันไปมองรอบ ๆ
ทว่ากลับพอแต่ความว่างเปล่าที่ชวนให้ใจกระตุกวูบ …
“คุณไซรัส?”
น้ำเสียงหวานเรียกหาเขาพลางรีบลุกขึ้นนั่ง ในขณะที่เธอกำลังคิดว่าเขาอาจหนีไปแล้ว จนกระทั่งรู้ตัวว่าตอนนี้เธอกำลังนอนอยู่บนโซฟาที่เขานอนเมื่อคืน ผ้าห่มผืนหนาคลุมตัวเธอเรียบร้อย และหมอนก็ถูกจัดให้เธออย่างดี
“เขา…อุ้มฉันมานอนตรงนี้เหรอ?”
เซเรน่าพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะรู้สึกถึงความร้อนวูบวาบบนแก้ม หัวใจเธอเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่เธอส่ายหน้าไปมา พยายามสลัดความรู้สึกประหลาดออกจากอก แล้วเดินสำรวจรอบห้องเงียบ ๆ
เพนท์เฮ้าส์หรูของเธอดูสะอาดกว่าปกติ แก้วน้ำที่เคยวางค้างไว้บนโต๊ะก็ถูกล้างเรียบร้อย กล่องปฐมพยาบาลที่ใช้เมื่อคืนก็ถูกจัดเก็บอย่างเรียบร้อยในตู้เช่นกัน
“เขาไม่ใช่แค่ฟื้นแล้ว…แต่ยังจัดบ้านฉันอีกเหรอเนี่ย?”
เซเรน่าบ่นพึมพำเบา ๆ พลางเดินตามกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นไปยังห้องครัว ก่อนจะหยุดชะงักและแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อเห็นคนที่เธอกำลังตามหา
ร่างสูงใหญ่ของไซรัสยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าเคาน์เตอร์ครัว เขาเปลือยท่อนบน เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นเรียงเป็นแนวชัดเจนใต้ผิวของเขา นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองรอยแผลเป็นแนวยาวกลางอกบอกว่าเขาเคยผ่านศึกหนักมากแค่ไหน เมื่อเขาขยับกายหันข้าง และเหนือหน้าท้องมีก็เพียงผ้าพันแผลที่เธอเป็นคนพันไว้เมื่อคืน
“อึก...”
เซเรน่าเผลอกลืนน้ำลายลงลำคอแห้งผาก ภาพตรงหน้าช่างอันตรายเกินไปแล้ว โดยเฉพาะแสงแดดที่ส่องกระทบแผ่นหลังกว้างจนเธอเห็นกล้ามเนื้อชวนหลงใหล
ในขณะเดียวกัน ไซรัสเองก็กำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคน ด้วยน้ำเสียงเข้มและทรงอำนาจ
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







