Masuk“ฉันจะหนีไปได้ยังไง ในเมื่อคุณเป็นคนช่วยฉันไว้คราวนั้น” เซเรน่าเอ่ยต่อ “อย่าพูดเหมือนฉันเป็นคนใจดำเลยค่ะ ฉันแค่ต้องการตอบแทนบุญคุณเท่านั้น”
คำพูดนั้นทำให้ไซรัสนิ่งไปชั่วขณะ เขามองใบหน้าของเธอในเงามืด ก่อนที่ดวงตาคู่สวยของเธอจะชัดเจนขึ้นในความจำของเขา
“เธอคือผู้หญิงคนนั้น…” เขาพึมพำแผ่วเบาและมีท่าทีอ่อนลง ทว่ากลับยังไม่ลดปืนในมือลง
“ใช่ค่ะ ฉันเองเซเรน่า” เธอยิ้มบาง ๆ “และตอนนี้ถึงตาฉันช่วยคุณบ้างแล้ว”
“นี่มันไม่ใช่เรื่องของเธอ…” เขาฝืนพูดเพื่อกลบความเจ็บปวดจากบาดแผล
“ฉันไม่สน ถ้าคุณตายตรงนี้ ฉันคงรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต” เซเรน่าตัดบท
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังขึ้นจากอีกฝั่งของตรอก พร้อมเสียงพูดคุยของเหล่าชายฉกรรจ์ที่กำลังไล่ล่าไซรัส โชคดีที่สายฝนช่วยล้างเลือดที่เขาที่เคยเปรอะเปื้อนบนถนน พวกมันจึงตามหาเขาไม่เจอในตอนนี้
“มันหนีมาทางนี้! ตรวจดูทุกซอกทุกมุม!”
“คนพวกนั้น กำลังตามคุณอยู่เหรอ?” เซเรน่าสะดุ้ง เธอรีบมองไปรอบ ๆ
“พวกมันคนของฉันเอง” ไซรัสขบกรามแน่นอย่างเดือดดาล
“แล้วทำไมถึง...”
“พวกมันทรยศฉัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซเรน่าเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ ก่อนจะตัดสินใจถอดเสื้อฮู้ดโอเวอร์ไซส์ของตัวเองออกแล้วโยนให้เขา
“ใส่นี่ไว้ก่อน”
“ฉันบอกว่าอย่ามายุ่ง…” เขาเอ่ยเสียงเข้ม แต่ร่างกายอ่อนแรงเกินกว่าจะขัดขืน
“ถ้าไม่อยากให้พวกนั้นเห็นคุณก่อน ฉันว่าอย่าดื้อเลยค่ะ” เธอตอบนิ่ง ๆ พร้อมข่มเสียงอย่างเด็ดขาด
“เธอคงบ้าไปแล้ว…” ไซรัสจ้องหญิงสาวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมให้เธอสวมฮู้ดให้
“ก็อาจจะนะคะ” เธอว่าเบา ๆ “แต่ตอนนี้หุบปากแล้วอย่าพึ่งขยับตัว”
ในเวลาเดียวกัน เสียงฝีเท้าของเหล่าชายฉกรรจ์ก็ใกล้เข้ามา พวกมันเดินผ่านหน้าตรอก มองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตะโกน
“ไม่เจอครับ! ไปทางโน้นต่อ!”
เมื่อทุกอย่างเงียบลง เซเรน่าถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วหันกลับไปหาชายบาดเจ็บ
“คุณยังพอเดินไหวไหม?”
“อย่าแตะต้องตัวฉัน…”
แต่ยังไม่ทันจบประโยค หญิงสาวก็สอดแขนประคองเขาขึ้น โดยไม่สนใจคำพูดข่มขู่ของเขา
“อย่าพูดมาก ถ้าคุณยังอยากมีชีวิตอยู่”
ไซรัสกัดกรอดฟัน เพราะไม่มีใครกล้าข่มขู่เขา แต่ยามนี้เขากลับโดนผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ข่มขู่ ทว่าสุดท้ายก็ยอมให้เธอพยุงออกจากตรอก ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกลงมาอีกครั้ง
ทุกก้าวที่เดินเลือดจากแผลเขาก็ไหลทิ้งไว้เป็นทาง เซเรน่าใช้แรงทั้งหมดของเธอ พาไซรัสขึ้นลิฟต์กลับไปยังเพนท์เฮ้าส์ของเธอ และเป็นที่โชคดีที่ลุงรปภ.กำลังเผลอหลับอยู่
เซเรน่าไม่รอช้ารีบพาเขาเข้าไปภายในลิฟต์ บรรยากาศยามนี้เต็มไปด้วยความตรึงเครียด มีเพียงเสียงหอบหายใจของทั้งคู่ และเสียงลิฟต์ที่กำลังขึ้นไปเรื่อย ๆ
นัยน์ตาคู่สวยเหลือบมองชายที่ตัวสูงใหญ่กว่าเธอเกือบสองเท่า ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยเลือดและเหงื่อ แต่ถึงอย่างนั้นความเย็นเยียบในแววตาของเขาก็ยังคงอยู่ มันเป็นดวงตาของนักล่า ที่เต็มไปด้วยบาดแผลและอดีตที่ไม่มีใครเข้าถึงได้
ให้ตายสิ ถ้าภาคินไม่ใช่พระเอกของเรื่องนี้ ฉันคงคิดว่าเป็นเขาแล้ว
ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้หล่อขนาดนี้นะ ถ้าฉันเป็นเซเรน่าตัวจริงคงตามจีบเขาดีกว่าตามหมอนั่น!
หลังจากนั้นเพียงไม่นานก็ถึงห้องของเธอ เซเรน่ารีบพาเขาไปนั่งบนโซฟากำมะหยี่ในห้องนั่งเล่น เสียงร้องเบา ๆ หลุดออกจากริมฝีปากของเขาเมื่อแผลกระแทกเบาะนุ่ม
“ฉันขอโทษ…เจ็บมากไหมคะ”
เธอกระซิบก่อนรีบวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลครบครัน ที่ธันวาพี่ชายของเธอซื้อติดไว้ให้ โดยที่เซเรน่าเองก็ไม่ทราบว่าจะได้ใช้มันจริง ๆ
แต่กลับไม่ใช่กับเธอ...
เลือดของไซรัสยังคงไหลไม่หยุด เซเรน่าจึงตัดสินใจฉีกเสื้อเชิ้ตของเขาออกเพื่อทำแผล ภาพกล้ามเนื้อแน่น ๆ และบาดแผลยาวทำให้เธอใจสั่นอย่างห้ามไม่อยู่
“คุณโดนยิงเหรอ?” นัยน์ตาคู่สวยรีบเบือนหนีจากมันทันที
“แค่เฉียด ๆ ” เขาพูดทั้งที่ตาเริ่มปรือจากการเสียเลือดมาก
“เฉียดแต่เลือดไหลขนาดนี้? ถ้าโดนยิงในความหมายของคุณคงไม่ตายเลยเหรอ” เธอว่าพร้อมส่ายหน้า
เซเรน่าทำแผลให้เขาด้วยความระมัดระวัง เธอใช้ผ้าสะอาดกดบนแผลรอจนเลือดหยุด แล้วค่อยพันผ้าไว้แน่น ก่อนจะเอาผ้าชุบน้ำเช็ดเลือดที่เปื้อนแขนและใบหน้าเขา
หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคอ แม้ในสภาพปางตาย แต่ออร่าของชายคนนี้กลับไม่ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย กลับยิ่งอันตรายและน่าค้นหา
“คุณคงไม่ตายตอนนี้หรอกนะ ฉันไม่อยากให้มีผีในห้องของฉัน”
“ยัง…” เขาเปิดเปลือกตาขึ้นนิด “แต่ไม่รู้จะขอบคุณหรือสาปแช่งเธอดี คิดว่าตัวเองแน่หรือไงถึงได้กล้าเอาผู้ชายแปลกหน้าเข้าห้อง”
“ขอบคุณไว้ก่อนเถอะค่ะ เพราะฉันยังไม่ได้คิดจะเก็บศพใครในห้องตัวเองตอนนี้” เธอยิ้มบาง ๆ
คำพูดของเซเรน่าทำให้ชายหนุ่มหลุดหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกที่ไซรัสหัวเราะออกมาอย่างจริงใจ ไม่ใช่ภายใต้หน้ากาก แต่เสียงหัวเราะของเขากลับแฝงความเหนื่อยล้าในที
“เธอนี่มันดื้อรั้นชะมัด ไม่เหมือนใครจริง ๆ ”
“คุณคิดแบบนั้นเหรอ”
ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเซเรน่าก็ไม่ได้คำตอบจากเขา เพราะไซรัสหมดสติไปเนื่องจากอาการเหนื่อยล้า หญิงสาวจึงถอนหายใจ พลางดึงผ้าห่มมาคลุมให้เขาอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเธอนั่งลงข้าง ๆ มองใบหน้าของชายที่เธอเพิ่งช่วยชีวิต
“ดูเหมือนคืนนี้ฉันคงไม่ได้นอนแล้ว”
เซเรน่าถอนหายใจหลังจากหาเรื่องใส่ตัว เธอคงต้องลงไปทำความสะอาดลิฟต์และพื้นที่เปื้อนไปด้วยเลือดของไซรัส ไม่งั้นคงมีคนแจ้งตำรวจว่ามีเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้น แถมเธอยังต้องมานั่งดูอาการเขาอีก จะให้ส่งไปที่โรงพยาบาลตอนนี้ก็คงอันตรายต่ออีกฝ่าย เพราะที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเขา หากจำไม่ผิดเนื้อเรื่องในนิยายไซรัสล้วนมีศัตรูอยู่ทุกที่
เพราะงั้นอยู่ที่นี่คงไม่เป็นไร...
แสงไฟในห้องสะท้อนนัยน์ตาของเซเรน่าที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ความสงสัย และความหวั่นไหวที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในใจของเธอโดยไม่รู้ตัว
โดยไม่รู้เลยว่าการช่วยเหลือในครั้งนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความพันผูกระหว่างเธอกับเขา
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







