Masuk“ไม่ต้องส่งคนมา ฉันจัดการเองได้…ใช่ ยังอยู่ที่เดิม”
“อย่าตามมาเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งของฉัน”
เป็นอีกครั้งที่เซเรน่ากลืนน้ำลายเบา ๆ ก่อนจะขยับตัว เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของเธอ แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของคนที่ฝึกมามาเนิ่นนาน ไซรัสหันกลับมาทันที ดวงตาคมกริบสบเข้ากับนัยน์ตาคู่สวยของเธอ จนเธอทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะหลบสายตาของเขา
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งหลังจากที่ไซรัสคุยโทรศัพท์ ไม่นานเขาก็วางสายและวางโทรศัพท์ลงบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“ตื่นแล้วเหรอ?”
“ค่ะ…คุณเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?” เธอพยักหน้าเบา ๆ
“พอเดินได้แล้ว”
“เมื่อคืนคุณหมดสติ ฉันคิดว่าจะต้องเรียกรถพยาบาลแล้วซะอีก”
“อย่าทำแบบนั้นอีก อย่าให้ใครรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่” เขาพูดเสียงเข้ม ดวงตาวาวโรจน์เปี่ยมล้นไปด้วยอันตราย
“ทำไมคะ?” เซเรน่าขมวดคิ้ว แม้จะรู้อยู่แล้ว แต่เซเรน่าก็อยากมั่นใจด้วยคำตอบที่แท้จริงของเขา
“เพราะเธอไม่อยากตายไปพร้อมฉันแน่ ๆ”
“ฉันคิดว่าฉันผ่านอะไรที่เลวร้ายมากกว่านี้มาแล้วค่ะ”
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เมื่อย้อนคิดไปถึงช่วงเวลาที่เธอกระโดดลงมาจากตึกสูงในโลกเดิม ก่อนที่จะกลายเป็นเซเรน่า นางร้ายของนิยายเรื่องนี้
“เป็นผู้หญิงที่กล้าหาญเสียจริง” ไซรัสเลิกคิ้ว มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ
“คิดแบบนั้นเหรอคะ”
เธอพูดพร้อมเดินเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อย แววตาของเธอมั่นคง จนแม้แต่มาเฟียอย่างเขายังอดจับตามองไม่ได้
“คุณทำกาแฟเหรอคะ?”
“แค่ลองเปิดเครื่องดู” เขาพูดเรียบ แล้วเทกาแฟใส่แก้วก่อนยื่นให้เธอ “ของเธอ”
“คุณชงให้ฉัน?” เธอถามอย่างแปลกใจ
“ของตอบแทนที่ช่วยชีวิตฉันไว้”
“ตอบแทยโดยการใช้ของฉันเนี่ยนะคะ แต่รสชาติก็ดีกว่าที่คิด” เซเรน่ายกแก้วกาแฟขึ้นจิบ พลางรับรสกลิ่นเข้มขมที่แตะปลายลิ้น
“ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้มันแย่” ไซรัสยักไหล่
“งั้นก็ถือว่าผ่านค่ะ”
หลังจากนั้นทั้งคู่ต่างยืนเงียบในครัว แสงแดดลอดผ่านกระจกสะท้อนเงาทั้งคู่ลงบนพื้น เซเรน่ารู้สึกได้ว่าความเงียบนี้ไม่ใช่ความอึดอัด แต่มันกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและแรงดึงดูดบางอย่าง
“คุณควรพักผ่อนต่อ แผลคุณยังไม่หายดี หรือว่าคุณอยากไปตอนนี้เลยก็ได้นะคะ” สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจพูดในที่สุด
“ฉันจะไม่ไปไหน” เขาตอบเสียงเรียบ พลางจิบกาแฟอย่างไม่ใส่ใจ
“หมายความว่ายังไงคะ?” ใบหน้าสวยขมวดคิ้ว
“ฉันจะอยู่ที่นี่…จนกว่าจะหายดี”
“คุณพูดเหมือนที่นี่เป็นบ้านตัวเองนะคะ”
“เมื่อคืนเธอพาฉันมาที่นี่ เพราะงั้นเธอก็ต้องรับผิดชอบ” เขาว่าพร้อมก้าวเข้ามาใกล้จนเธอต้องถอยหลังหนึ่งก้าว
“นี่เล่นมัดมือชกกันเลยเหรอคะ?”
“เปล่า ฉันแค่พูดความจริง”
เซเรน่าจ้องเขานิ่ง ๆ สองคนเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนที่เธอจะถอนหายใจ
“ก็ได้ค่ะ…อยู่ก็อยู่ แต่ช่วยอย่าสร้างปัญหาให้ฉัน”
“ฉันไม่เคยสร้างปัญหา มีแต่ปัญหาที่ตามฉันมาเอง”
“งั้นหวังว่าฉันจะไม่ต้องโดนลูกหลงนะคะ” เธอตอบประชดเล็กน้อย
“พึ่งมาคิดได้ตอนนี้หรือไงยัยเปี๊ยก”
“ใครเปี๊ยกกัน คุณนั่นแหละที่สูงเกินไป” ใบหน้าสวยพองแก้มอย่างไม่พอใจ
ไซรัสหัวเราะในลำคอกับท่าทีของเธอ โดยไม่รู้ตัวว่าเสียงทุ้มต่ำนั้นทำให้หัวใจเธอสั่นแปลก ๆ โดยเฉพาะสายตาคมคู่นั้นยามสบกับดวงตาของเธอตรง ๆ ยิ่งทำให้หัวใจของเซเรน่าเต้นรัวจนแทบหลุดจากอก
“ไปพักเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันหายามาให้” เธอรีบเบือนหน้าหนี
ไซรัสมองตามร่างบางที่เดินหลบสายตาไปทางห้องครัวอีกด้าน รอยยิ้มบางเฉียบปรากฏบนมุมปาก เขาไม่แน่ใจว่าเธอคือภัยคุกคาม หรือเป็นทางรอดในชีวิตเขากันแน่
แต่ที่แน่ ๆ …
ตั้งแต่เขาฟื้นขึ้นมาในห้องนี้ หัวใจของเขาไม่เคยเต้นแรงแบบนี้มาก่อนเลย
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







