LOGINบรรยากาศยามค่ำคืนของเขตใต้ ปกคลุมได้วยหมอกหนาและแสงไฟจากท่าเรือที่ทอดยาวสุดสายตา เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังสลับกับเสียงเรือบรรทุกที่แล่นผ่านไปมา ทว่าที่ใจกลางของย่านหนึ่ง กลายเป็นเขตฐานอำนาจใหม่ของซิก และกำลังมีงานเลี้ยงสุดหรูที่คนทั้งเมืองรอคอย
คฤหาสน์ใหญ่ของตระกูลนัว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นของไซรัส บัดนี้กลับถูกตกแต่งใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม แชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับเหนือเพดาน เสียงดนตรีจากวงออเครสตร้าขับกล่อมอย่างรื่นหู เสียงหัวเราะของเหล่านักธุรกิจ ผู้ทรงอิทธิพลและผู้นำเขตใต้ดังระคนกันไปทั่ว
คืนนี้คือคืนที่ซิก นัวจะประกาศขึ้นกลายเป็นผู้นำแห่งเขตใต้อย่างเป็นทางการ
ในขณะที่คนทั้งวงการยังเชื่อว่า ไซรัส นัวตายไปแล้วจริง ๆ
เสียงแก้วแชมเปญกระทบกันเบา ๆ กลิ่นซิการ์และไวน์แดงลอยอวลในอากาศ ผู้ชายในสูทดำยืนรายล้อมรอบโต๊ะยาวกลางห้องโถง ทุกสายตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มร่างสูงในสูทสีเทาเงินที่กำลังยิ้มอยู่บนเวที
“ผู้นำคนเก่าของเขตใต้ หรือพี่ชายของผม เขาได้จากเราไปอย่างน่าเศร้า ผมได้เสียพี่ชายสุดที่รักไปอย่างไม่หวนคืน ที่ผ่านมาเขตใต้ของพวกเราเป็นใหญ่ก็เพราะเขา แต่ถึงจะเสียใจทว่าโลกก็ต้องหมุนต่อไป และผมจะเป็นคนพาพวกเราทุกคนไปข้างหน้า ต่อชายพี่ชายของผม” ซิกยกแก้วขึ้น แววตาเย่อหยิ่ง
หลังสิ้นคำกล่าวสุนทรพจน์ของซิก เสียงปรบมือพลันดังขึ้น แต่ใต้รอยยิ้มของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง หลายคนรู้ดีว่าเขตใต้ไม่มีวันสงบโดยไม่มีเลือด
แสงไฟสาดสว่างขึ้นอีกระดับ ซิกก้าวลงจากเวทีพร้อมรอยยิ้มเป็นกันเองและใจดี ทว่าดวงตากลับเปี่ยมล้นความเย่อหยิ่งจองหอง เขาเดินผ่านผู้คนที่ต่างโค้งหัวให้ด้วยความจำยอมมากกว่าความเคารพ
แต่แล้วเสียงสั่นสะเทือนเบา ๆ จากพื้นหินอ่อนดังก้องขึ้น ราวกับแรงกระแทกจากยานพาหนะขนาดใหญ่ด้านนอก ซิกชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าจางหายชั่วขณะ ก่อนที่เสียงประตูบานใหญ่ของห้องโถงจะเปิดออกอย่างช้า ๆ
สายตาทุกคู่หันไปพร้อมกัน แสงไฟจากภายนอกสาดเข้ามา ตัดกับความมืดด้านใน ร่างหนึ่งในชุดสูทดำสนิท ก้าวเข้ามาช้า ๆ ด้วยท่าทีสุขุมและวางอำนาจ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะชัดเจน ทุกก้าวเหมือนเสียงหัวใจที่กำลังเต้นแรงของทุกคนในห้อง
ชายคนนั้นมีใบหน้าคมคาย ดวงตาแข็งกร้าวราวกับเหล็กที่ถูกหลอมจากไฟสงคราม
และริมฝีปากยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน ทำให้ซิกตกตะลึง มือที่ถือแก้วแชมเปญสั่นเล็กน้อยจนไวน์หกหยดลงบนปลายรองเท้า
“เป็นไปไม่ได้...” เสียงกระซิบของใครบางคนดังขึ้น
นั่น...ไซรัส นัว เขายังไม่ตาย!” อีกเสียงแทรกขึ้นอย่างตกใจ
เสียงกระซิบกลายเป็นคลื่นซัดทั่วห้องโถง ความเงียบถาโถมก่อนที่เสียงแก้วไวน์แตกจะดังขึ้นจากด้านหลัง ไซรัสก้าวเข้ามากลางแสงไฟ แววตานิ่งสงบแต่เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งการล้างแค้น
“คิดถึงฉันไหม...น้องชาย” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้น ชัดจนทุกคนหยุดหายใจ
“แก...ยังไม่ตาย...” ซิกถอยหลังไปครึ่งก้าว สีหน้าเริ่มซีดเผือด
“ฉันตายไปแล้ว แต่เพราะแกนั่นแหละที่ปลุกฉันกลับมา” ไซรัสพูดเสียงเรียบ แต่แววตาแข็งกร้าวจนใครหลายคนไม่กล้ามองสบ
ร่างของชายหนุ่มก้าวช้า ๆ ผ่านกลุ่มแขกที่เริ่มเบี่ยงตัวหลีกให้โดยไม่รู้ตัว ลูกน้องของซิกรีบชักปืนขึ้นจากด้านในสูท แต่เสียงคลิ๊กของปืนอีกฝั่งก็ดังตามทันที ลูกน้องของไซรัสในชุดดำสนิทจำนวนหนึ่งปรากฏตัวจากเงามืดรอบห้อง
“คืนนี้...” ไซรัสพูด พลางถอดถุงมือหนังออกช้า ๆ “ฉันไม่ได้มาดื่ม ฉันมาทวงของของฉันคืน ทั้งตำแหน่ง และเลือดของคนของฉัน”
ทันใดนั้นเสียงระเบิดตูมใหญ่พลันดังขึ้นท่ามกลางความโกลาหล ทำเอาหน้าต่างกระจกร้าวก่อนจะแตกลงบนพื้น แสงไฟระยิบระยับแตกกระจายราวฝนดาวตกในห้องโถง และลูกกระสุนพุ่งเฉียดผ่านโต๊ะคริสตัล จานแก้วแตกกระจาย เสียงกรีดร้องของแขกดังระงม
ไวกว่าความคิดซิกกระโดดหลบหลังเสาต้นใหญ่ ลูกน้องของเขาเริ่มยิงตอบโต้ เสียงปืนกลและเสียงกระสุนปะทะผนังหินอ่อนก้องสะท้อนทั่วห้อง
ไซรัสหมุนตัวหลบกระสุนอย่างแม่นยำ เขาใช้เสาใหญ่เป็นโล่กำบัง ก่อนจะควักปืนพกคู่ใจออกมาพร้อมเสียงขึ้นลำอย่างเย็นเยียบ เขาใช้เวลาเพียงเสี่ยววินาที กระสุนแรกก็พุ่งเข้ากลางหน้าผากของชายคนหนึ่งที่ยกปืนขึ้นเล็งมาทางเขา จนเลือดสาดกระเด็นบนพื้นขาวสะอาดของคฤหาสน์
“ลากพวกแขกออกไป!”
ศรันตะโกนจากอีกฝั่งของห้อง ทำให้ลูกน้องของไซรัสที่เหลือรีบผลักผู้คนออกจากแนวยิง
แต่ทว่าท่ามกลางเสียงปืนและควันหนา เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากระเบียงชั้นบน ปรากฎเงาร่างหนึ่งในชุดเดรสยาวสีเข้ม กำลังแอบมองลงมาด้วยหัวใจที่เต้นแรง
เซเรน่าในชุดเรียบง่าย แฝงตัวมากับทีมพนักงานเสิร์ฟโดยไม่มีใครรู้ ในมือเธอมีปืนพกเล็กซ่อนอยู่ใต้ถาดเงิน และยังเป็นปืนที่ไซรัสมอบให้เธอ
เมื่อเห็นร่างของไซรัสที่ยืนอยู่กลางควันปืน ใบหน้ามีเลือดเปื้อนข้างแก้ม แววตานิ่งแต่ทรงอำนาจ ทำเอาหัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
“พระเจ้า...เขาทำได้จริง ๆ” เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะคว้าปืนออกมา
“ซิก!” เสียงของไซรัสตะโกนลั่น เขาเดินช้า ๆ ผ่านซากโต๊ะที่แตกกระจาย “ออกมาซะ! มึงรู้ดีว่าไม่มีวันหลบกูพ้น!”
“ฆ่ามัน!” ซิกกัดฟัน ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องสองคนข้าง ๆ
เสียงกระสุนชุดใหม่ดังขึ้นทันที กระสุนเฉียดไหล่ของไซรัสจนเลือดซึม เขาสะบัดตัวหลบเข้าไปหลังกำแพงหิน พ่นลมหายใจออกแรง
“บอส! ทางขวาโดนปิด เราต้องถอย!” ศรันรีบเข้ามาสมทบผู้เป็นนาย
“ยังไม่ถึงเวลา”
ไซรัสตอบสั้น ๆ พลางหันขวับยิงสวนกลับไปทันที กระสุนฝังเข้ากลางอกศัตรูสองคนอย่างแม่นยำ แต่แล้วเสียงคลิกของสไนเปอร์ก็ดังขึ้นจากชั้นสอง
“บอส ระวัง!”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







