LOGINรุ่งเช้าของวันใหม่ ลมหายใจของเขตใต้ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นควันไฟที่ไหม้ไปทั้งคืน คฤหาสน์ตระกูลนัวที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจยิ่งใหญ่ ยามนี้กลับกลายเป็นเพียงซากปรักที่มีเถ้าถ่านคลุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
บนซากนั้น มีชายหนุ่มร่างสูงในสูทดำขลับเปื้อนเลือด ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านปลายผมที่เปื้อนควัน ใบหน้าของไซรัสเรียบเฉย ไม่มีแววเศร้า หรือแววเดือดดาล มีเพียงความเยียบเย็นที่ลึกจนยากจะหยั่งถึง
ไซรัสยืนมองผืนดินตรงหน้า ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอนุสรณ์สถาน ประกาศอำนาจของตระกูลนัวที่สืบทอดมาเนินนาน แต่วันนี้มันกลับล่มสลายไปเสียแล้ว
“ทุกอย่างกลับมาอยู่ในมือฉันอีกครั้ง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วในลำคอ
ในขณะเดียวกันเซเรน่าก้าวเข้ามาเงียบ ๆ จากด้านหลัง เธอสวมเสื้อเชิ้ตของเขา ทับด้วยแจ็กเก็ตหนังดำขลับ แผลถลอกเล็กน้อยบริเวณแขนยังคงมีเลือดแห้งกรังติดอยู่ นัยน์ตาคู่สวยเงยขึ้นจับจ้องใบหน้าเรียบเฉยที่อ่านไม่ออกของเขา
“ได้ยินว่าศรันเริ่มกวาดล้างพื้นที่รอบนอกแล้ว ตอนนี้เขตท่าเรือและโกดังใหญ่กลับมาอยู่ในมือนายอีกครั้ง” เซเรน่าเอื้อมจับมือของเขา
“ดี...ให้คนของเราควบคุมท่าขนส่งกับสายเรือทั้งหมด ใครที่เคยอยู่ฝ่ายมันในตอนที่ล้มอำนาจฉัน ให้พวกมันเลือกเอาว่าจะกลับมาภักดีต่อฉัน หรือหายไปจากเขตนี้”
“แต่ถ้าบางคนไม่เชื่อว่านายจะกลับมาเป็นผู้นำเหมือนเดิมได้ล่ะ” เซเรน่าชะงักเล็กน้อย
“พวกมันจะเชื่อ เมื่อฉันสั่งเพียงคำเดียว แล้วได้เห็นคนที่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับฉันหายไป”
เสียงทุ้มเยียบเย็นนั้นทำให้แม้แต่เซเรน่ายังขนลุก แต่ในเวลาเดียวกัน หัวใจของเธอกลับเต้นแรง เพราะรู้ดีว่าความแข็งแกร่งเช่นนี้ คือสิ่งที่เขาต้องเป็นเพื่ออยู่รอด
หลังจากนั้นช่วงบ่ายวันเดียวกัน ห้องประชุมใหญ่ขององค์กรของเขตใต้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โต๊ะไม้โอ๊กยาวขนาดใหญ่ที่ถูกตั้งกลางห้องล้อมไปรอบด้วยคนกว่า 20 ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มค้าอาวุธ, ผู้นำท่าเรือ, ผู้ควบคุมบ่อนและตลาดมืด และผู้ทรงอิทธิพลต่าง ๆ ที่เคยเคยก้มหัวให้ซิก
แต่ทว่าตอนนี้ สายตาพวกเขากลับกำลังจับจ้องไซรัส นัว ชายผู้กลับมาจากความตายและทวงคืนทุกสิ่ง ที่ก้าวเข้ามาพร้อมออร่าอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมา ไม่มีแผล ไม่มีรอยเลือด มีเพียงกลิ่นอำนาจที่แรงกว่าเดิม ก่อนที่ศรันจะเดินตามเข้ามาแล้วปิดประตูห้อง
“ขอบคุณที่มารวมตัวกันที่นี่”
ไซรัสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยบารมีน่าเกรงขามเฉกเช่นผู้มีอำนาจเหนือกว่า ก่อนจะวางปืนพกคู่ใจลงบนโต๊ะกลางอย่างใจเย็นราวกับว่าเป็นเรื่องปกติ เสียงโลหะกระทบไม้ดังก้องทั่วห้องจนทุกคนสะดุ้งโหยง
“เมื่อคืน คฤหาสน์นัวถูกเผาจนราบเป็นหน้ากอง เพราะมีคนทรยศเปิดทางให้ศัตรูขึ้นมาช่วงชิงอำนาจ” เขาหยุดพักสายตามองไปรอบโต๊ะช้า ๆ
“และวันนี้ ฉันกลับมายืนอยู่ตรงที่นี่ เพราะคนของซิกถูกฉันฆ่าและกวาดล้างไปแล้วเกินครึ่ง”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก แต่ไซรัสไม่สนใจเขาเดินอ้อมโต๊ะไปอย่างช้า ๆ ปลายนิ้วแตะพนักเก้าอี้ของแต่ละคนที่นั่งเรียงอยู่ แววตาเยือกเย็นแต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันราวคมมีด
“ใครที่คิดว่าฉันตายไปแล้ว คงสบายดีใช่ไหม...”
เขาพูดเรียบ ๆ พลางหยุดตรงหน้าชายร่างอ้วนที่หลบสายตา
“นายเป็นคนจัดการธุรกิจท่าเรือแทนฉันตอนฉันหายไป ใช่ไหม”
ชายคนนั้นกลืนน้ำลาย เสียงสั่น
“คะ...ครับ ผมแค่...รักษาผลประโยชน์ขององค์กร---”
ปัง!
ทันใดนั้น เสียงปืนดังเพียงครั้งเดียว เลือดสีแดงสดกระเซ็นบนโต๊ะไม้โอ๊ก ไซรัสไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขาค้อย ๆ วางปืนในมือลง
“ฉันไม่ต้องการคนที่รักษาผลประโยชน์ขององค์กรด้วยการขายให้ศัตรู” เสียงของเขาเยือกเย็นจนเหมือนคำพิพากษา
“ใครมีปัญหากับการกลับมาของฉัน ลุกขึ้นตอนนี้ ฉันจะให้โอกาสพูดครั้งสุดท้าย”
หลังสิ้นคำนั้น ความเงียบกลืนกินพื้นที่ทั้งห้อง ไม่มีใครแม้แต่ขยับ มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ กับเหงื่อที่ไหลจากขมับของพวกที่เหลือ ไซรัสจึงวางปืนลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ตั้งแต่วันนี้ เขตใต้ต้องกลับมาอยู่ภายใต้คำสั่งของฉัน”
คราวนี้กลายเป็นศรันที่ก้าวขึ้นข้างหน้า ก่อนประกาศเสียงกร้าว
“คนที่ไม่ยอมรับ เราจะถือว่าเป็นศัตรู!”
หลังจากสิ้นเสียงของเขา เสียงปรบมือพลันดังขึ้นอย่างไม่กล้าไม่เต็มใจ ก่อนจะกลายเป็นเสียงพร้อมเพรียงในที่สุด ไซรัสมองภาพนั้นอย่างนิ่งสงบ
ในใจรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความจงรักภักดี แต่มันคือความกลัว
แต่สำหรับตอนนี้ ความกลัวก็ล้วนเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำรับเขา
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







