LOGINหลังจากนั้นเวลาก็ล่วงเลยไปเช้าวันใหม่ เสียงสนทนาในห้องประชุมของคฤหาสน์ตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงหัวใจเต้นระส่ำของทุกคน แสงอาทิตย์อ่อนส่องผ่านม่านบาง ทว่าความอุ่นนั้นกลับไม่อาจคลายความเยียบเย็นที่ลอยอยู่ในอากาศได้เลย
วศินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าของชายผู้ทรงอิทธิพลในเขตเหนือที่เคยสุขุมเยือกเย็น ยามนี้กลับแฝงไปด้วยความอ่อนล้าและเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยมีธันวาลูกชายคนโตนั่งอยู่ข้าง ๆ มือของวศินข้างหนึ่งกำแน่นอยู่บนโต๊ะ ขณะที่สายตาจ้องมองเอกสารข่าวลือที่กระจายไปทั่วเครือข่ายออนไลน์ไม่วางตา
และทางฝั่งขวามือของห้องคือชายในชุดสูทสีเข้ม ภูวเดช เพื่อนเก่าและพันธมิตรทางธุรกิจของวศิน ซ้ำยังเป็นอดีตพ่อตาของเซเรน่า เขาเป็นพ่อของภาคิน ลูกชายผู้สืบทอดอำนาจแห่งตระกูลอภิวัฒน์กุล หรือมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลของเขตเหนือ
“เรื่องมันร้ายแรงกว่าที่คิดนะวศิน” ภูวเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงตรึงเครียด “ตอนนี้ไม่ใช่แค่ข่าวลือวงในแล้ว มันกระจายไปถึงสภาใหญ่ ถ้าไม่รีบเคลื่อนไหว ลูกสาวนายจะกลายเป็นเหยื่อการเมืองแน่”
“ฉันรู้…” วศินพ่นลมหายใจยาว “แต่ฉันจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องลูกสาวของฉัน ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร”
“นั่นแหละที่ฉันกำลังจะพูดถึง” ภูวเดชเอนหลังเล็กน้อย แววตานิ่งราวกับคำนวณทุกคำพูดอย่างรอบคอบ “ทางเดียวที่จะหยุดพวกมันได้ในตอนนี้ คือให้หนูเซเรน่ากลับไปแต่งงานกับเจ้าภาคินอีกครั้ง”
คำพูดนั้นเหมือนระเบิดเวลาที่ทำให้ธันวาชะงัก ก่อนจะลุกพรวดขึ้น
“อะไรนะครับคุณภูวเดช!? อย่าคิดจะฉกฉวยโอกาสตอนนี้ ผมไม่มีวันให้น้องสาวกลับไปตกนรกแน่”
“ฉันไม่ได้ฉวยโอกาส” ภูวเดชกระแอมเบา ๆ
“ตราบใดที่หนูเซเรน่ากลับไปอยู่ในนามภรรยาของเจ้าภาคิน จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเธอ ไม่ว่าฝ่ายสภาหรือใครที่คิดมุ่งร้าย พวกมันจะไม่แม้แต่ตั้งข้อสงสัย เพราะไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจและเป็นศัตรูกับตระกูลอภิวัฒน์” น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่ชัดถ้อยชัดคำ
คำพูดนั้นทำให้วศินนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อความคิดมากมายตีกันในหัว เขารู้ดีว่าภูวเดชพูดถูกในแง่ของอำนาจ แต่ในฐานะพ่อแล้ว หัวใจของเขากลับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง เพราะลูกชายของอีกฝ่ายทำเซเรน่าไว้แสบนัก ส่วนธันวาเงยหน้าขึ้นทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันได้ตอบ เสียงของหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงประตูพลันดังขึ้นชัดเจน
“ไม่ค่ะ ฉันจะไม่กลับไปแต่งงานกับเขาอีก”
ทุกสายตาหันไปยังร่างของเซเรน่าที่ยืนอยู่ตรงนั้น สวมชุดเดรสสีขาวเรียบ ผมดำยาวถูกรวบไว้หลวม ๆ ดวงตาของเธอสงบนิ่งแต่แฝงแววแน่วแน่ จนผู้เป็นพ่อยังรู้สึกถึงความเด็ดเดี่ยวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เซเรน่า...ลูกยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ตอนนี้---” วศินเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ค่ะพ่อ หนูเข้าใจดี” เธอตัดบท น้ำเสียงของเธอหนักแน่น “หนูรู้ว่าทุกคนอยากปกป้อง แต่หนูจะไม่กลับไปอยู่ในพันธะที่เคยทำร้ายหนูอีก ภาคินเขาไม่เคยมองฉันเป็นภรรยา เขามองหนูเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น”
“หนูเซเรน่า ลูกชายฉันอาจมีข้อเสีย แต่เขา---”
“พอเถอะค่ะคุณลุง ฉันขอไม่พูดถึงเขาอีก”
หลังเสียงหวานของเซเรน่าพูดขัดขึ้นทันที ความเงียบพลันปกคลุมทั่วห้อง ทุกคนรู้ดีว่าการปฏิเสธของเธอคือการประกาศชัดเจน ว่าจะไม่กลับไปอยู่ในเงาของตระกูลอภิวัฒน์กุลอีกต่อไป
ก่อนที่ศรันที่ยืนเงียบอยู่มุมห้องตั้งแต่ต้นจะก้าวออกมาอย่างช้า ๆ เขาโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเรียบเพื่อทำลายความเงียบ
“ผมขออภัยที่พูดแทรกครับ แต่ในเมื่อพวกเขาไม่รู้ความจริงว่าคุณเซเรน่าเกี่ยวข้องกับเขตใต้จริงไหม เช่นนั้นพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องบอกความจริงเลยนี่ครับ” ดวงตาคมคู่นั้นหันไปสบกับวศินและธันวา
“หมายความว่ายังไง?” ธันวาถาม
“ผมหมายถึงพวกเราสามารถสร้างเรื่องขึ้นมาได้” ศรันพูดต่อ “ในเมื่อไม่มีหลักฐานว่าเธอไปอยู่กับเขตใต้จริง เราก็สร้างหลักฐานปลอมว่านายหญิงป่วยหนัก ถูกส่งเข้ารักษาในโรงพยาบาลลับก่อนเหตุการณ์ทั้งหมดจะเกิดขึ้น”
“ด้วยอำนาจของท่านวศินและท่านภูวเดช ผมเชื่อว่าการสร้างหลักฐานปลอมไม่ใช่เรื่องยากหรอกครับ ทั้งบันทึกทางการแพทย์ กล้องวงจรปิด ไปจนถึงคำให้การของแพทย์ส่วนตัว เราสามารถจัดฉากได้ทั้งหมด”
“นายต้องการให้เราสร้างข่าวปลอมสินะ” วศินเอ่ยช้า ๆ แต่ในน้ำเสียงนั้นมีความสนใจซ่อนอยู่ไม่น้อย
“แต่ถ้ามีคนสงสัยว่าทำไมถึงไม่มีใครเห็นหน้าเซเรน่ามานานล่ะ?” ธันวาถามต่อ
“ผมจะจัดการตรงนั้นเองครับ เราจะสร้างภาพลักษณ์ของนายหญิงขึ้นใหม่ผ่านข่าวภายใน ปล่อยให้คนเชื่อว่าเธอยังอยู่ในเขตเหนือมาตลอด อาจให้พยานบางคนออกมาแถลง หรือสร้างคลิปสั้น ๆ จากมุมที่เห็นแค่เงาหรือด้านข้างของเธอ พอให้คนคล้อยตาม” ศรันตอบโดยไม่ลังเล
“และนายจะรับผิดชอบยังไง ถ้าแผนนี้ล้มเหลว” ธันวาถามเสียงเย็น
“ผมจะยอมรับผิดทุกอย่างเองครับ รวมถึงชีวิตผมด้วย” ศรันสบตาเขาอย่างแน่วแน่
คำตอบนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบ ความเด็ดเดี่ยวของชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ต่อคำสั่งของไซรัสนั้นชัดเจนจนไม่มีใครกล้าสงสัย เซเรน่ามองเขาอยู่นาน พร้อมความรู้สึกอุ่นวาบขึ้นในอก ทั้งซาบซึ้ง ทั้งเจ็บปวด เพราะรู้ดีว่าศรันกำลังเดิมพันชีวิตเพื่อปกป้องเธออีกครั้ง
“พวกนายกำลังเล่นกับไฟนะ รู้ไหมว่าถ้าพวกนั้นจับได้---” ภูวเดชถอนหายใจ
“พวกนั้นจับไม่ได้หรอกครับ” ศรันเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ตราบใดที่ผมยังอยู่ ไม่มีใครจะล่วงรู้ความจริงได้”
“งั้นฉันจะฝากเรื่องนี้ให้นายจัดการ แต่จำไว้ ถ้ามีอันตรายเกิดขึ้นกับลูกสาวของฉัน ฉันไม่เก็บแกไว้แน่” วศินมองชายหนุ่มนิ่ง ๆ ก่อนเสียงเย็นราวกับคำเตือน
“ครับ ท่านวศิน”
“ขอบคุณนะศรัน” เซเรน่ามองเขา แววตาเธอเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“มันคือหน้าที่ของผมครับนายหญิง ผมมาที่นี่เพื่อปกป้องคุณตามคำสั่ง”
เขาเพียงยิ้มบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้นฉายแววอ่อนโยนที่มักซ่อนอยู่ภายใต้ความเยือกเย็นเสมอ
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







