LOGINคฤหาสน์ตระกูลอภิวัฒน์กุลในยามค่ำคืนดูเงียบงันและเยียบเย็นจนน่าประหลาด ลมหนาวพัดผ่านใบไม้แห้งที่ปลิวไหวอยู่ริมทางเดิน ผสานกับเสียงรองเท้าหนังของภูวเดชดังสม่ำเสมอในทางเดินหินอ่อน ขณะก้าวเข้าไปในโถงกลางใหญ่
ภายในห้องรับแขกขนาดใหญ่ ไฟแชนเดอเลียร์ส่องแสงสีทองอ่อนสะท้อนกับผนังหินอ่อน ภาคินนั่งอยู่บนโซฟาในท่าทางผ่อนคลายแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เขารู้ว่าพ่อของเขาไม่ใช่คนที่จะเรียกใครมาคุยกลางดึกถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ
“มีอะไรจะคุยกับผม” ภาคินเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง ขณะละสายตาจากเอกสารบนโต๊ะ
ภูวเดชถอดเสื้อสูทออก วางลงบนพนักเก้าอี้อย่างช้า ๆ ก่อนนั่งลงตรงข้ามลูกชาย ใบหน้าของผู้ผ่านศึกมามากมายยังคงนิ่งเยือกเย็นเช่นเดิม แต่ในดวงตากลับแฝงแววเหนื่อยล้าและตรึงเครียด
“ใช่ ฉันจะคุยกับแก” ” เขาตอบเรียบ
“คงจะเรื่องเดิม ๆ ใช่ไหมครับ เรื่องเซเรน่า” ภาคินแค่นหัวเราะ
“เรื่องเดิมของแก แต่มันไม่ใช่เรื่องเล็กของคนอื่น” ภูวเดชเอ่ยเสียงต่ำ “ตอนนี้เด็กคนนั้นกำลังถูกตามล่า หลังโดนกล่าวหาว่าเป็นคนทรยศ และถ้าไม่มีใครคุ้มหัวเธอคงไม่รอด”
ภาคินเงียบลงชั่วครู่ ดวงตาคมของเขาก้มมองลงที่แก้วไวน์ในมือก่อนยกขึ้นจิบช้า ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วไงครับ พ่อจะให้ผมทำอะไร ถ้าคิดจะบอกให้ผมกลับไปช่วยเธอด้วยการแต่งงานกันอีกครั้ง ก็ขอพูดตรง ๆ เลยละกัน ผมไม่ทำ” เขาถามเสียงราบ
“งั้นเหรอ” ภูวเดชเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เพราะผมแน่ใจครับ ผมไม่อยากยุ่งกับเธออีก ไม่อยากเจอ ไม่อยากได้ยินชื่อด้วยซ้ำ” ภาคินวางแก้วลงแรงจนเกิดเสียงกระทบเบา ๆ
“เพราะอะไรล่ะ หรือเพราะแกมีนังผู้หญิงสำส่อนนั่น” เสียงของภูวเดชเย็นเยียบ
“พ่อไม่มีสิทธิ์เรียกเธอแบบนั้น! ใช่ครับ ผมรักกอหญ้า เธออยู่กับผมตอนที่ไม่มีใครอยู่ ตอนที่ผมตกต่ำ ทุกคนหันหลังให้ แต่เธอไม่เคยหนีไปไหน” เขาเงยหน้าขึ้นสบตาพ่อตรง ๆ “ผมเลือกแล้ว และผมจะไม่กลับไปที่ความวุ่นวายนั่นอีก”
คำพูดนั้นทำให้ภูวเดชหัวเราะในลำคออย่างสมเพช เสียงหัวเราะนั้นเย้ยหยันจนบรรยากาศทั้งห้องเย็นยะเยือกลงอีกระดับ
“น่าสมเพชดีนะ ภาคิน แกคิดว่าโลกใบนี้มันหมุนรอบตัวแกงั้นเหรอ” เขาพูดช้า ๆ
“หมายความว่ายังไงครับ” ภาคินนิ่วหน้า
“ฉันหมายความว่า การจะรักษาชีวิตผู้หญิงคนนั้น มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือให้แกแต่งงานกับเธออีกครั้ง”
คำพูดนั้นทำให้ภาคินขมวดคิ้วทันที เขาพิงตัวกลับพนักโซฟา สีหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าไม่พอใจ
“ผมบอกแล้วไงครับว่าผมไม่ทำ ต่อให้ชีวิตเธออยู่ในอันตราย มันก็ไม่ใช่หน้าที่ของผมอีกแล้ว”
“แกแน่ใจเหรอ ว่าแกไม่มีส่วนรับผิดชอบอะไรเลย” ภูวเดชเอ่ยเรียบ แต่ดวงตาคมวาวขึ้นอย่างน่ากลัว “หรือแกกล้าพูดว่า แกไม่ได้เป็นคนทำให้ชีวิตเธอพังตั้งแต่ต้น”
ภาคินชะงักไปชั่ววินาที ความทรงจำเก่า ๆ แวบเข้ามาในหัวเหมือนเงาที่ไม่อาจเลือนลืม ภาพของเซเรน่าที่มีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนหลังจากที่เขาทะเลาะกับเธอในวันนั้น วันที่ใบหน้าแสนดื้อรั้นเอ่ยวาจาเสียดแทงเขาไม่หยุด ก่อนที่เขาจะพากอหญ้าเข้ามา และเรื่องวุ่นวายทั้งหมดก็เกิดขึ้น....
“เรื่องเก่าก็คือเรื่องเก่า ผมไม่ย้อนกลับไปอีก” แต่เขาสะบัดความคิดนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องห่วงหรอกไอ้ลูกชาย ฉันเองก็ไม่ได้อยากให้แกแต่งกับเธออีกแล้วเหมือนกัน” ภูวเดชหัวเราะเบา ๆ คราวนี้แฝงความสมเพชอย่างเห็นได้ชัด
“อะไรนะ?” ภาคินเงยหน้าขึ้นทันที “พ่อพูดว่าอะไรนะ”
“ฉันบอกว่า ฉันไม่คิดจะบังคับให้แกแต่งงานกับหนูเซเรน่าอีก”
ภูวเดชพูดชัดถ้อยชัดคำ ริมฝีปากยกยิ้มมุมหนึ่งราวกับคนที่รู้อะไรมากกว่าที่อีกฝ่ายเข้าใจ ทำให้ภาคินมองหน้าพ่อของเขาอย่างไม่เข้าใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“หมายความว่ายังไงครับ? เมื่อกี้พ่อยังพูดเองว่าถ้าอยากรักษาชีวิตเธอไว้ มีทางเดียวคือแต่งงานกับผม แล้วอยู่ดี ๆ พ่อกลับบอกว่าไม่จำเป็น พ่อกำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่?”
“แกนี่มันโง่เหมือนเดิมจริง ๆ ภาคิน แกคิดว่าเด็กคนนั้นจะยอมให้ใครบังคับเธออีกเหรอ? เธอบอกกับฉันเองต่อหน้าเลยนะว่า ยอมตายดีกว่ากลับมาอยู่กับแกอีกครั้ง”
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา