LOGINสายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิโปรยลงมาตั้งแต่ยามเฉิน เม็ดฝนละเอียดตกกระทบชายคาเรือนดังแผ่วเบา กลิ่นดินชุ่มน้ำลอยคลุ้งไปทั่วจวนอ๋องเก้า บรรยากาศเงียบสงบจนแทบได้ยินเสียงน้ำหยดจากปลายใบไผ่
ซูเยว่หนิงนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง มือเรียวจับถ้วยชาร้อนเอาไว้หลวม ๆ แต่สายตากลับทอดมองออกไปไกลโดยไร้จุดหมาย
หลายวันที่ผ่านมา เหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเร็วจนแทบไม่มีเวลาให้ตั้งหลัก เซียวอวี้เฉินเปลี่ยนไป องค์ชายสามเริ่มระแวงและที่สำคัญที่สุด...ความสงสัยในใจของนางกลับเพิ่มขึ้นทุกวันเหตุใดเซียวอวี้เฉินจึงรู้เรื่องมือสังหารล่วงหน้า เหตุใดเขาจึงพูดคำว่า "ชาตินี้"เหตุใดเขาจึงเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อนางโดยสิ้นเชิงหรือว่า...เขาเองก็ย้อนเวลากลับมาความคิดนี้ผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ซูเยว่หนิงยังไม่กล้าสรุป เพราะหากเป็นความจริง...แสดงว่าเขาต้องจดจำทุกสิ่งที่นางเคยทำไว้ได้ทั้งหมด รวมถึงการทรยศในชาติที่แล้ว
เพียงคิดถึงเรื่องนั้น หัวใจของนางก็เจ็บแปลบ
"พระชายาเพคะ"
เยี่ยนเอ๋อร์เดินเข้ามาพร้อมร่มกระดาษในมือ
"วันนี้ฝนตกหนัก หากพระชายาจะออกไปหอหนังสือ บ่าวเตรียมร่มไว้แล้วเจ้าค่ะ"
ซูเยว่หนิงเงยหน้าขึ้น
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไปหอหนังสือ"
สาวใช้ยิ้มอย่างเขิน ๆ
"ท่านอ๋องมีรับสั่งไว้เจ้าค่ะ"
"หากพระชายาออกจากเรือน ให้เตรียมคนติดตามและอย่าให้ตากฝน"
ซูเยว่หนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้...เขาก็ยังคิดแทนนาง
หลังเดินผ่านระเบียงยาวและสวนหินที่เปียกชุ่ม ทั้งสองก็มาถึงหอหนังสือประจำจวน หอหนังสือแห่งนี้กว้างขวางกว่าที่นางจำได้
ชั้นไม้สูงจรดเพดานเรียงรายไปด้วยตำราการศึก ประวัติศาสตร์ บันทึกราชสำนัก และเอกสารราชการที่ได้รับพระราชทานให้เก็บรักษา ชาติที่แล้ว นางไม่เคยสนใจสถานที่แห่งนี้เลยเพราะมัวแต่หลีกเลี่ยงการพบหน้าสามี แต่วันนี้...นางกลับเดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป ซูเยว่หนิงกวาดสายตามองรอบห้อง ก่อนหยุดอยู่ที่ชั้นเอกสารเก่า ความทรงจำบางอย่างแล่นเข้ามา ในชาติที่แล้ว บิดาของนางเคยกล่าวว่า อ๋องเก้าเคยช่วยตระกูลซูไว้ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ท่านกลับไม่ยอมเล่ารายละเอียด ตอนนั้นนางไม่ใส่ใจ แต่บัดนี้ ทุกเบาะแสล้วนมีค่าทนางเริ่มค้นหาบันทึกเก่าอย่างใจเย็น ม้วนแล้วม้วนเล่า...สมุดแล้วสมุดเล่า...เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม กระทั่งสายตาของนางสะดุดเข้ากับกล่องไม้จันทน์ใบเล็กที่วางอยู่มุมลึกของชั้นหนังสือบนฝากล่องมีตัวอักษรเขียนไว้เพียงสั้น ๆ "คดีชายแดนปีเจี้ยนอันที่สิบสาม"
ซูเยว่หนิงชะงัก
ปีนั้น...คือปีที่บิดาของนางเกือบถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพ นางรีบเปิดกล่องออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีฎีกาหลายฉบับและจดหมายลับมัดรวมกันด้วยเชือกไหมสีดำเมื่อคลี่ฉบับแรกออก ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง ฎีกาฉบับนั้นเป็นคำกราบทูลของอ๋องเก้า
เนื้อความกล่าวถึงการใส่ร้ายแม่ทัพซูว่าละเลยหน้าที่ และขอให้ฮ่องเต้ทรงส่งคนไปตรวจสอบก่อนมีพระบรมราชโองการลงโทษ มุมล่างของกระดาษยังมีลายพระราชหัตถ์ตอบกลับจากฮ่องเต้ "อนุญาตตามคำกราบทูล"
ซูเยว่หนิงนิ่งงัน
นางจำได้...ครั้งนั้นบิดาเคยบอกว่าโชคดีที่ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัยกะทันหันแต่ไม่มีผู้ใดรู้เลย...ว่าคนที่ยื่นฎีกาขอความเป็นธรรมให้ กลับเป็นเซียวอวี้เฉิน มือของนางเริ่มสั่น นางรีบเปิดจดหมายอีกฉบับคราวนี้เป็นรายงานจากชายแดน ด้านล่างมีลายมือของหลี่เฟิงในวัยหนุ่ม ระบุว่า
"ทำตามพระบัญชาของท่านอ๋องเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพซูพ้นข้อกล่าวหาโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้"
ซูเยว่หนิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัด
เขา...เคยช่วยตระกูลซูตั้งแต่ก่อนแต่งงานแต่เหตุใด...ไม่มีใครบอกนางเลย ซูเยว่หนิงยืนนิ่งอยู่หน้าชั้นหนังสือเป็นเวลานาน มือที่ถือฎีกาฉบับนั้นสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว นางอ่านข้อความเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับหวังว่าจะพบว่าทุกอย่างเป็นเพียงความเข้าใจผิด แต่ไม่ว่าอ่านกี่ครั้ง...ลายพระนามของเซียวอวี้เฉินก็ยังคงอยู่ตรงนั้นชัดเจน ไม่มีทางปฏิเสธได้บุรุษผู้นั้นเคยยื่นฎีกาช่วยบิดาของนางจริงทั้งที่ในเวลานั้น...เขาแทบไม่รู้จักนางด้วยซ้ำ
ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนรีบเปิดม้วนเอกสารถัดไป ภายในเป็นบันทึกการเดินทัพเมื่อหลายปีก่อน ตัวอักษรเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ บันทึกทั้งกำลังพล เสบียง และรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ นางกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว กระทั่งสะดุดเข้ากับชื่อหนึ่ง ซูจื่อหาน พี่ชายคนโตของนาง หัวใจของซูเยว่หนิงกระตุกวูบนางจำได้ดี...ปีนั้นพี่ชายเคยกลับจากชายแดนพร้อมบาดแผลฉกรรจ์ที่หัวไหล่ ทุกคนเข้าใจว่าเขาโชคดีหนีความตายมาได้แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสนามรบ ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ ลูบผ่านบรรทัดสุดท้ายของรายงาน
"แม่ทัพรองซูจื่อหานถูกศัตรูล้อมไว้ทางทิศตะวันตก"
"ท่านอ๋องทรงนำทหารม้าห้าร้อยนายเข้าช่วยจนสามารถตีฝ่าวงล้อมออกมาได้"
ซูเยว่หนิงนิ่งงัน ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง
"เป็น...เขา"
เสียงของนางแผ่วเบาราวกับละเมอ นางจำคำพูดของพี่ชายได้ คืนหนึ่งหลังกลับจากชายแดน เขาเคยดื่มสุราจนเมา แล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"หากวันนั้นไม่มีบุรุษผู้นั้น พี่คงไม่ได้กลับมาพบพวกเจ้าอีก"
ตอนนั้นนางยังหัวเราะ คิดว่าเป็นเพียงคำพูดของคนเมาแต่บัดนี้...คำตอบกลับอยู่ตรงหน้า บุรุษผู้นั้นคือเซียวอวี้เฉิน ซูเยว่หนิงรีบเปิดเอกสารอีกฉบับยิ่งอ่านมากเท่าไรหัวใจก็ยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้นมีทั้งรายงานการส่งเสบียงไปยังชายแดนในยามที่กองทัพซูขาดแคลน หนังสือลับที่ขอพระราชทานแพทย์หลวงไปรักษาแม่ทัพซูรวมถึงรายงานที่บันทึกไว้อย่างละเอียดว่าอ๋องเก้าเคยปฏิเสธรางวัลความชอบจากฮ่องเต้ โดยขอให้พระราชทานความดีความชอบทั้งหมดแก่กองทัพซูแทน ไม่มีสิ่งใดถูกประกาศต่อหน้าราชสำนัก ไม่มีสิ่งใดถูกกล่าวถึงภายนอก ทุกอย่างถูกเก็บไว้ในแฟ้มลับ เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น
ซูเยว่หนิงทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ช้า ๆ น้ำตาเอ่อคลอโดยไม่รู้ตัว ชาติที่แล้ว...นางเคยกล่าวหาเขาว่าเกลียดชังตระกูลซูเคยเชื่อว่าเขาอยากกำจัดครอบครัวของนางเพื่อสร้างอำนาจให้ตนเองแต่ความจริงกลับตรงกันข้ามเขาเฝ้าปกป้องตระกูลของนางมาตลอด โดยไม่เคยเรียกร้องคำขอบคุณแม้แต่คำเดียว
"เหตุใด..." นางพึมพำ
"เหตุใดท่านไม่เคยบอกข้า"
"เหตุใดจึงเลือกเงียบ"
คำถามนั้นลอยอยู่กลางห้องสมุด ไม่มีผู้ใดตอบ
ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากด้านนอก ซูเยว่หนิงรีบเช็ดน้ำตาก่อนเงยหน้าขึ้น ชายวัยกลางคนผู้ดูแลหอหนังสือเดินเข้ามาพร้อมก้มศีรษะทำความเคารพ
"ถวายบังคมพระชายา"
ซูเยว่หนิงพยักหน้า
"ข้าขอถามเจ้าได้หรือไม่"
"พระชายาโปรดรับสั่ง"
นางยกเอกสารในมือขึ้น
"เอกสารเหล่านี้..."
"เหตุใดจึงไม่เคยมีผู้ใดกล่าวถึง"
ชายชรามองเอกสารเพียงครู่เดียวก็ถอนหายใจเบา ๆ
"เพราะเป็นพระประสงค์ของท่านอ๋องขอรับ"
ซูเยว่หนิงชะงัก
"หมายความว่าอย่างไร"
ชายชราตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
"ทุกครั้งที่ท่านอ๋องช่วยเหลือตระกูลซู"
"พระองค์จะกำชับเสมอ"
"อย่าให้ผู้ใดล่วงรู้"
ซูเยว่หนิงนิ่งอึ้ง
ชายชราพูดต่อ
"กระหม่อมเคยถามพระองค์ว่า เหตุใดจึงไม่บอกให้แม่ทัพซูทราบ"
"ท่านอ๋องเพียงตอบว่า..."
ชายชราหยุดครู่หนึ่ง ราวกับยังจำประโยคนั้นได้ขึ้นใจ
"การช่วยคน มิใช่เพื่อให้เขาสำนึกบุญคุณ"
"หากช่วยแล้วต้องคอยทวงคุณ..."
"เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการซื้อใจ"
ห้องทั้งห้องเงียบลงในทันที ซูเยว่หนิงก้มมองเอกสารในมืออีกครั้ง ดวงตาเริ่มพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา ชาติที่แล้ว...นางไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเซียวอวี้เฉินเลยแม้แต่น้อย นางรู้จักเพียงภาพลักษณ์ที่ผู้อื่นสร้างขึ้น แต่ไม่เคยคิดจะมองเข้าไปในหัวใจของเขาและยิ่งคิด...นางก็ยิ่งรู้สึกว่าความผิดของตนเองใหญ่หลวงเกินกว่าจะให้อภัย
เสียงฝนยังคงตกลงมาไม่ขาดสาย
เม็ดฝนกระทบชายคาหอหนังสือดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่ซูเยว่หนิงยังนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ เอกสารหลายฉบับวางกระจัดกระจายอยู่เบื้องหน้า
ดวงตาของนางแดงก่ำ แม้จะพยายามสะกดกลั้นเพียงใด แต่ความรู้สึกผิดกลับเอ่อล้นขึ้นมาเรื่อย ๆ ชาติก่อน...นางเคยกล่าวโทษบุรุษผู้หนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม เคยกล่าววาจาทำร้ายเขา เคยผลักไสทุกความหวังดีของเขา ทั้งที่ในความเป็นจริง เขากลับเป็นคนที่ปกป้องครอบครัวของนางมาตลอด
ซูเยว่หนิงหลับตาลง หากวันนั้น...นางยอมถามเขาเพียงสักครั้งยอมเชื่อเขาเพียงสักครั้งบางทีโศกนาฏกรรมทั้งหมดอาจไม่เกิดขึ้น ทันใดนั้นเอง เสียงเปิดประตูหอหนังสือก็ดังขึ้นเบา ๆ
กึก...
ซูเยว่หนิงรีบเช็ดน้ำตา ก่อนหันไปมอง ร่างสูงในอาภรณ์สีดำสนิทก้าวเข้ามาภายใน เซียวอวี้เฉิน เขาคงเพิ่งกลับจากว่าราชการ เพราะชายเสื้อยังมีละอองฝนเกาะอยู่บาง ๆ เส้นผมที่เคยเป็นระเบียบคลายลงเล็กน้อยตามแรงลม เมื่อเห็นซูเยว่หนิงนั่งอยู่ เขาชะงักไปเพียงครู่
"เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่" น้ำเสียงของเขายังคงเรียบนิ่งเช่นเคย
ซูเยว่หนิงรีบลุกขึ้น "หม่อมฉัน..."
นางเหลือบมองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนตัดสินใจพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว
"ออกมาอ่านตำราเพคะ"
สายตาของเซียวอวี้เฉินกวาดผ่านม้วนเอกสาร เขารู้ทันทีว่านางเปิดแฟ้มใดแต่กลับไม่ได้ถาม เพียงเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วเก็บเอกสารที่กระจัดกระจายเรียงกลับเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ
ซูเยว่หนิงมองการกระทำของเขา แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่บุรุษผู้นี้กลับทำทุกอย่างอย่างสุขุม ไม่เร่งรีบ ไม่แสดงความรำคาญแม้แต่น้อย
"เอกสารเหล่านี้..." นางเอ่ยขึ้นอย่างลังเล
"...เป็นของท่านหรือ"
"อืม" เขาตอบสั้น ๆ
"เหตุใด..."
ซูเยว่หนิงกำชายแขนเสื้อแน่น
"...จึงเก็บไว้"
เซียวอวี้เฉินเงียบไปชั่วครู่
ก่อนตอบโดยไม่เงยหน้า" เพราะเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้น" เพียงเท่านั้น ไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม ซูเยว่หนิงเม้มริมฝีปาก นางอยากถามเขาเหลือเกิน อยากถามว่าเหตุใดจึงช่วยตระกูลซู เหตุใดจึงไม่เคยบอกใคร เหตุใดจึงยอมให้ทุกคนเข้าใจผิด
แต่สุดท้าย...นางกลับพูดไม่ออก เซียวอวี้เฉินวางเอกสารฉบับสุดท้ายลงบนชั้นไม้ ก่อนหันกลับมาสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ดวงตาแดงช้ำของนางแม้ซูเยว่หนิงจะพยายามปกปิดเพียงใด ก็ไม่อาจหลบพ้นสายตาของเขา
"ร้องไห้หรือ"
คำถามนั้นทำให้นางสะดุ้ง
นางรีบส่ายหน้า
"เปล่าเพคะ"
เซียวอวี้เฉินไม่ได้ซักต่อ เขาเพียงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดผืนหนึ่งจากแขนเสื้อ แล้วยื่นมาตรงหน้า
"เช็ดเสีย"
ซูเยว่หนิงนิ่งไป นางมองผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นอยู่หลายอึดใจ ก่อนรับมาด้วยมือสั่นเล็กน้อย
"ขอบพระทัยเพคะ"
เซียวอวี้เฉินพยักหน้าเบา ๆ
ก่อนเดินไปยังชั้นหนังสืออีกฝั่ง ไม่นานนัก เขาหยิบตำราปกสีน้ำเงินเล่มหนึ่งออกมา
"หากคิดจะอ่าน"
"เริ่มจากเล่มนี้"
ซูเยว่หนิงรับมาอย่างงุนงง เมื่อเปิดดูจึงพบว่าเป็นตำราประวัติศาสตร์ราชวงศ์ หลายหน้ามีรอยขีดเส้นไว้ด้วยหมึกสีแดง เหมือนมีคนอ่านซ้ำมาหลายครั้ง
"ท่าน..."
นางเงยหน้าขึ้น
"ทรงอ่านเองหรือเพคะ"
"อืม"
คำตอบยังคงสั้นเหมือนเดิม แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับไม่อึดอัดเหมือนเมื่อก่อน ต่างฝ่ายต่างนั่งอ่านหนังสือของตนเอง ไม่มีบทสนทนา ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงฝน หากความเงียบนั้นกลับทำให้ซูเยว่หนิงรู้สึกสงบอย่างประหลาด
นี่เป็นครั้งแรก...ที่นางได้นั่งอยู่กับเซียวอวี้เฉินโดยไม่รู้สึกต่อต้าน เวลาค่อย ๆ ผ่านไป สายฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดความอบอุ่นจากเตาอั้งโล่ทำให้เปลือกตาของซูเยว่หนิงหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อคืน นางแทบไม่ได้นอน ครุ่นคิดแต่เรื่องราวในอดีตทั้งคืนไม่นานนัก...ศีรษะของนางก็ค่อย ๆ ฟุบลงบนโต๊ะไม้ ลมหายใจสม่ำเสมอ นางเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เซียวอวี้เฉินเงยหน้าจากตำราเมื่อเห็นสตรีตรงหน้าหลับสนิท เขาก็วางหนังสือลงอย่างเงียบเชียบ สายตาคมเข้มทอดมองใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ของนาง เป็นใบหน้าเดียวกับที่เขาเฝ้าคิดถึงก่อนสิ้นใจในชาติที่แล้ว
แต่วันนี้...สตรีผู้นั้นกลับนั่งอยู่ตรงหน้าเขาอีกครั้ง ยังมีชีวิต ยังหายใจและยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เขาถอนหายใจแผ่วเบาก่อนถอดเสื้อคลุมสีดำของตนเองออกแล้วค่อย ๆ คลุมลงบนไหล่ของนางอย่างเบามือราวกับกลัวว่านางจะตื่น ปลายนิ้วของเขาหยุดอยู่เหนือเรือนผมของนางเพียงชั่วครู่ สุดท้ายก็เก็บมือกลับ
"เยว่หนิง..." เขาพึมพำแผ่วเบา
"ชาตินี้..."
"ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องร้องไห้อีก"
สิ้นเสียงนั้น เขาหันกลับไปหยิบตำราของตนเองขึ้นมาอ่านต่อ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ขณะที่ซูเยว่หนิงซึ่งหลับอยู่ กลับขยับตัวเล็กน้อย ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มบาง ๆ โดยไม่รู้ตัวราวกับในห้วงนิทรา...นางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากบุรุษผู้หนึ่งความอบอุ่นที่ในชาติที่แล้ว...นางไม่เคยเปิดใจรับมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







