LOGINสายลมปลายฤดูหนาวพัดโชยผ่านสวนดอกเหมยภายในจวนอ๋องเก้า กลีบดอกสีขาวอมชมพูปลิวละล่องไปตามแรงลม ก่อนตกลงบนผืนน้ำในสระอย่างแผ่วเบา
ซูเยว่หนิงนั่งอยู่ใต้ศาลาริมสระ มือเรียวจับถ้วยชาร้อนเอาไว้หลวม ๆ แต่สายตากลับทอดมองไปยังต้นเหมยที่กำลังผลิดอกอย่างเหม่อลอย
ผ่านมาหลายวันแล้วนับจากวันที่นางค้นพบเอกสารในหอหนังสือ
ยิ่งรู้ความจริง...หัวใจของนางก็ยิ่งหนักอึ้ง ทุกครั้งที่พบเซียวอวี้เฉิน นางมักนึกถึงฎีกาเหล่านั้น นึกถึงรายงานที่บันทึกว่าเขาเคยช่วยบิดา ช่วยพี่ชาย และช่วยตระกูลซูมาโดยตลอด แต่เขาไม่เคยพูดถึงมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว
"พระชายา"
เยี่ยนเอ๋อร์รีบเดินเข้ามาพร้อมกล่องไม้ลงรักสีแดงในมือ
"ราชโองการจากวังหลวงเพคะ"
ซูเยว่หนิงค่อย ๆ รับม้วนผ้าไหมสีทองมาเปิดอ่าน เพียงเห็นข้อความบรรทัดแรก ดวงตาของนางก็พลันแข็งค้าง
"ฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมย เชิญพระชายาอ๋องทุกพระองค์และบุตรีตระกูลขุนนางเข้าร่วม..."
ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ กำผ้าไหมแน่นงานเลี้ยงดอกเหมย...ในที่สุดก็มาถึง ชาติที่แล้ว งานเลี้ยงครั้งนี้คือฝันร้ายที่นางไม่มีวันลืม ฮองเฮาทรงพระราชทานชาถ้วยหนึ่งแก่นางด้วยพระองค์เอง ไม่นานหลังจากนั้น ฮองเฮากลับมีพระอาการประชวรอย่างกะทันหันหมอหลวงตรวจพบยาพิษในถ้วยชาแล้วหลักฐานทั้งหมด...ก็พุ่งมาที่นาง นางถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์ฮองเฮาต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก แม้ภายหลังจะพิสูจน์ไม่ได้ว่านางเป็นผู้ลงมือ แต่ชื่อเสียงของนางก็พังทลายลงตั้งแต่นั้นและเหตุการณ์ครั้งนั้นเอง...ทำให้องค์ชายสามเข้ามาปลอบโยน จนได้รับความไว้วางใจจากนางมากขึ้น
ซูเยว่หนิงหลับตาลงช้า ๆ ครั้งก่อน...นางไม่รู้ว่าศัตรูคือผู้ใด แต่ครั้งนี้...นางจำได้ทุกอย่าง จำแม้กระทั่งใบหน้าของนางกำนัลที่ยกถาดชามาเปลี่ยนในช่วงสั้น ๆ จำแม้กระทั่งกลิ่นหอมประหลาดของชาถ้วยนั้น
"พระชายา" เยี่ยนเอ๋อร์เอ่ยด้วยความเป็นห่วง
"พระองค์ไม่สบายหรือเพคะ"
ซูเยว่หนิงส่ายหน้าเบา ๆ
"ไม่เป็นไร"
นางพับราชโองการเก็บอย่างเรียบร้อย
"ช่วยเตรียมชุดสำหรับเข้าวัง"
"เจ้าค่ะ"
เยี่ยนเอ๋อร์กำลังจะถอยออกไป แต่ซูเยว่หนิงกลับเรียกไว้
"เดี๋ยวก่อน"
"เพคะ"
"เจ้าช่วยไปหาข้ามาอย่างหนึ่ง"
"สิ่งใดหรือเพคะ"
ซูเยว่หนิงลดเสียงลง
"เข็มเงินสำหรับตรวจพิษ"
เยี่ยนเอ๋อร์เบิกตาโต
"พระชายา..."
"อย่าเพิ่งถาม"
นางยิ้มบาง ๆ
"เพียงทำตามที่ข้าบอก"
สาวใช้แม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็รีบค้อมศีรษะรับคำ
หลังเยี่ยนเอ๋อร์จากไป ซูเยว่หนิงจึงทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าสีหม่น
ครั้งนี้...นางจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่ออีก ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม
ขณะเดียวกัน ภายในห้องหนังสือของจวน เซียวอวี้เฉินกำลังอ่านรายงานลับที่หลี่เฟิงเพิ่งนำมาส่ง
"ท่านอ๋อง"
หลี่เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"คนของเราสืบพบแล้วขอรับ"
"นางกำนัลที่อยู่ใกล้ฮองเฮาที่สุดในงานเลี้ยงครั้งนี้ เป็นคนเดียวกับที่ติดต่อกับคนขององค์ชายสามเมื่อสามวันก่อน"
เซียวอวี้เฉินค่อย ๆ วางรายงานลง สีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตากลับเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด
"เหมือนเดิม..." เขาพึมพำเบา ๆ
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว
เพียงแต่...ครั้งนี้ เขาจะไม่ปล่อยให้ซูเยว่หนิงต้องยืนเผชิญชะตาเพียงลำพัง
"หลี่เฟิง"
"ขอรับ"
"เลือกองครักษ์ลับฝีมือดีที่สุดสิบคน"
"แฝงตัวเข้าไปในวัง"
หลี่เฟิงชะงัก
"พระองค์ทรงเกรงว่าจะเกิดเหตุหรือขอรับ"
เซียวอวี้เฉินเงยหน้ามองดอกเหมยที่ปลิวผ่านหน้าต่าง
ก่อนเอ่ยช้า ๆ
"ครั้งนี้...ผู้ที่พวกมันต้องการเล่นงาน"
"...คือพระชายาของข้า"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศทั้งห้องก็เงียบงัน แม้เซียวอวี้เฉินจะยังคงสีหน้าเรียบเฉย แต่หลี่เฟิงกลับรับรู้ได้ทันที ผู้เป็นนาย...กำลังโกรธและหากผู้ใดกล้าทำร้ายซูเยว่หนิงอีกครั้ง ผลลัพธ์ในชาตินี้...คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
รุ่งเช้าของวันงานเลี้ยง ท้องฟ้าแจ่มใสกว่าหลายวันที่ผ่านมา หิมะบางเบาซึ่งเคยปกคลุมกิ่งเหมยละลายจนเหลือเพียงหยดน้ำใสสะท้อนแสงอาทิตย์
รถม้าตราประจำจวนอ๋องเก้าเคลื่อนตัวเข้าสู่พระราชวังอย่างสง่างาม ซูเยว่หนิงนั่งนิ่งอยู่ภายในรถม้า มือเรียวกำเข็มเงินเล่มเล็กซึ่งซ่อนไว้ในแขนเสื้อแน่น แม้จะผ่านมาสองชาติหัวใจของนางก็ยังเต้นแรงเมื่อคิดถึงสถานที่แห่งนี้เพราะที่นี่...คือสถานที่ที่ชีวิตของนางเริ่มพังทลายในชาติที่แล้ว
"พระชายา" เยี่ยนเอ๋อร์เอ่ยเบา ๆ
"พระองค์ทรงกังวลหรือเพคะ"
ซูเยว่หนิงส่ายหน้า
"ไม่"
นางยิ้มบาง ๆ
"เพียงแต่วันนี้...ข้าจะไม่เดินพลาดเหมือนเดิม"
ไม่นาน รถม้าก็หยุดลงหน้าตำหนักใหญ่ เสียงขันทีประกาศดังไปทั่วลาน
"พระชายาอ๋องเก้าเสด็จ!"
สายตานับไม่ถ้วนหันมามองพร้อมกัน
ซูเยว่หนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยเงินพลิ้วไหวตามแรงลม งดงามแต่ไม่ฉูดฉาด สมฐานะพระชายาแห่งจวนอ๋อง
เมื่อเดินเข้าสู่สวนดอกเหมย นางก็เห็นเหล่าพระชายาและคุณหนูจากตระกูลใหญ่ทยอยมาถึงแล้ว เสียงสนทนาดังแว่วไปทั่วแต่ทันทีที่นางเดินผ่านทุกคนต่างหยุดพูด ก่อนย่อตัวทำความเคารพ เหตุการณ์ในงานชมดอกท้อคราวก่อน รวมถึงข่าวที่อ๋องเก้าขับแม่นมหลิวออกจากจวน ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนนางอีก
"ถวายบังคมฮองเฮา"
ไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาประทับเหนือบัลลังก์กลางศาลา พระนางทรงแย้มพระสรวลอ่อนโยน ราวกับไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใด ๆ เกิดขึ้น
"พระชายาซู" ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเมตตา
"หลายวันก่อนเจ้าเพิ่งแต่งเข้าจวน วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันอย่างเป็นทางการ"
"หม่อมฉันน้อมรับพระเมตตาเพคะ"
ซูเยว่หนิงก้มศีรษะอย่างงดงาม ภายนอกดูสงบนิ่งแต่ภายในกลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้คน โดยเฉพาะ...นางกำนัลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังฮองเฮา ใบหน้าธรรมดา รูปร่างเล็ก หากเป็นคนทั่วไปคงไม่มีผู้ใดสังเกตแต่ซูเยว่หนิงจำนางได้ นางชื่อ...ชิงหลัว ชาติที่แล้ว ชิงหลัวเป็นผู้เปลี่ยนถ้วยชาก่อนนำมาถวายฮองเฮา เพียงไม่นานนักงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น
เสียงพิณบรรเลงคลอไปกับการร่ายรำของนางระบำ เหล่าขุนนางนั่งเรียงรายอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนพระชายาและคุณหนูนั่งอีกด้านหนึ่งทุกอย่างดูราบรื่นราวกับจะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น
กระทั่ง...ขันทีประกาศเสียงดัง
"ถวายชาดอกเหมยพระราชทาน!"
หัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นทันที
มาแล้ว...นางกำนัลหลายคนทยอยยกถาดชาออกมาจากห้องเครื่อง ซูเยว่หนิงไม่มองถ้วยตรงหน้าตนแต่จับจ้องชิงหลัวเพียงผู้เดียว ตามความทรงจำ...อีกสามก้าวชิงหลัวจะสะดุดชายพรมแล้วอาศัยจังหวะชุลมุนสับเปลี่ยนถ้วยชา
หนึ่ง...
สอง...
สาม...
"ว้าย!"
ชิงหลัวร้องขึ้นพร้อมแสร้งสะดุด
ถาดชาสั่นไหวเล็กน้อย นางกำนัลอีกสองคนรีบเข้ามาประคองบรรยากาศวุ่นวายเพียงชั่วครู่และในเสี้ยววินาทีนั้นเองซูเยว่หนิงเห็นชัดเจนมือของชิงหลัวสลับตำแหน่งถ้วยชาสองใบอย่างแนบเนียน ทุกอย่างเหมือนชาติที่แล้วไม่มีผิดเพียงแต่...คราวนี้นางมองเห็นทั้งหมด ชิงหลัวถอนหายใจโล่งอก ก่อนเดินถือถาดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่นาน ถ้วยชาที่มีลายดอกเหมยสีทองก็ถูกนำมาวางตรงหน้าซูเยว่หนิง ส่วนอีกใบ...ถูกยกขึ้นถวายฮองเฮา ฮองเฮาทอดพระเนตรมายังนาง ก่อนแย้มพระสรวล
"พระชายาซู"
"ชาถ้วยนี้เป็นชาดอกเหมยที่แคว้นซีอวี้เพิ่งส่งมาถวาย"
"เราตั้งใจเก็บไว้ให้เจ้าลองชิม"
คำพูดนั้น...เหมือนเดิมทุกคำ ซูเยว่หนิงลอบสูดลมหายใจจากนั้นจึงยกถ้วยขึ้นอย่างนอบน้อมแต่ก่อนที่ริมถ้วยจะสัมผัสริมฝีปากปลายนิ้วของนางก็แตะเข็มเงินที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน เข็มเงินเล่มเล็กจุ่มลงในน้ำชาเพียงเสี้ยวอึดใจ แล้วถูกดึงกลับขึ้นมาซูเยว่หนิงเหลือบมองเพียงแวบเดียวหัวใจเย็นวาบปลายเข็ม...เปลี่ยนเป็นสีคล้ำในชามียาพิษจริง นางเงยหน้าขึ้นสบตาฮองเฮา
ส่วนอีกฝ่ายก็จ้องมองนางไม่กะพริบราวกับกำลังรอ...ให้เหยื่อตกหลุมพรางด้วยตนเองซูเยว่หนิงค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ พร้อมรอยยิ้มบางที่ไม่มีผู้ใดอ่านความหมายออก
"หม่อมฉัน..."
"ยังดื่มถ้วยนี้ไม่ได้เพคะ"
ทันทีที่ประโยคนั้นดังขึ้น ทั่วทั้งศาลาก็พลันเงียบกริบประโยคของซูเยว่หนิงทำให้ทั้งศาลาเงียบงัน
เสียงพิณที่บรรเลงอยู่เมื่อครู่ค่อย ๆ หยุดลง เหล่าขุนนาง พระชายา และคุณหนูจากตระกูลใหญ่ต่างหันมองมาที่นางเป็นสายตาเดียว
ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวลบาง ๆ
"เหตุใดจึงดื่มไม่ได้"
พระสุรเสียงยังคงอ่อนโยน หากแต่ซ่อนแรงกดดันเอาไว้อย่างแยบยล ซูเยว่หนิงประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
"หม่อมฉันมิได้มีเจตนาลบหลู่พระเมตตา"
"เพียงแต่..."
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้น
"เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นนางกำนัลผู้หนึ่งสะดุดล้ม และถ้วยชาถูกสับเปลี่ยนตำแหน่ง"
เพียงประโยคเดียว...สีหน้าของชิงหลัวก็ซีดเผือด ฮองเฮาเหลือบพระเนตรไปยังนางกำนัลเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนกลับมามองซูเยว่หนิงดังเดิม
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"
"หม่อมฉันเพียงเกรงว่า หากมีผู้ไม่หวังดีแอบลงมือในช่วงชุลมุน อาจเป็นอันตรายต่อพระองค์"
คำตอบของซูเยว่หนิงรอบคอบจนจับผิดไม่ได้ นางไม่ได้กล่าวหาฮองเฮา ไม่ได้กล่าวหาผู้ใดแต่กลับทำให้ทุกคนเริ่มมองถ้วยชาบนโต๊ะด้วยความระแวง ฮ่องเต้ซึ่งประทับอยู่เบื้องบนทรงวางถ้วยสุราลง
"มีเรื่องเช่นนั้นหรือ"
พระสุรเสียงหนักแน่นทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที
ซูเยว่หนิงค้อมศีรษะ
"หม่อมฉันมิกล้าฟันธงเพคะ"
"แต่เพื่อความปลอดภัยของฮองเฮาและทุกพระองค์..."
"โปรดตรวจสอบเสียก่อนจะดีกว่า"
ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์
"หมอหลวง"
"ตรวจชา"
สิ้นพระบัญชา หมอหลวงก็รีบก้าวออกมา ชิงหลัวเริ่มตัวสั่น เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มหน้าผาก หมอหลวงรับถ้วยชาของซูเยว่หนิงไป ก่อนหยิบเข็มเงินขึ้นมาตรวจต่อหน้าทุกคน
เพียงไม่นาน...เข็มเงินก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ เสียงฮือฮาดังไปทั่วศาลา หมอหลวงรีบคุกเข่าลง
"กราบทูลฝ่าบาท"
"ในชาถ้วยนี้มีพิษจริงพ่ะย่ะค่ะ"
สิ้นคำรายงาน สีหน้าของผู้คนพลันเปลี่ยนไป สายตาทุกคู่หันมองซูเยว่หนิงอย่างตกตะลึง หากนางดื่มชาเมื่อครู่...ผลลัพธ์ย่อมยากคาดเดา
ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนง
"ผู้ใดเป็นผู้จัดเตรียมชา"
ชิงหลัวหน้าซีด ก่อนรีบคุกเข่าลงกับพื้น
"หม่อมฉัน...หม่อมฉัน..."
นางพูดตะกุกตะกัก ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"พูด"
ชิงหลัวตัวสั่นงันงก
"หม่อมฉันมิได้ตั้งใจเพคะ"
"มีคน...มีคนบังคับหม่อมฉัน"
ฮ่องเต้ทรงถามทันที
"ผู้ใด"
ชิงหลัวเงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ก่อนจะเอ่ยคำตอบ นางกลับเบิกตากว้างอย่างกะทันหันเลือดสีดำไหลออกจากมุมปาก ร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้นอย่างแรง หมอหลวงรีบเข้าไปตรวจอาการ เพียงครู่เดียวก็หันกลับมากราบทูล
"ฝ่าบาท"
"นางกัดยาพิษฆ่าตัวตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบหลักฐานสำคัญ...ตายต่อหน้าทุกคน ฮองเฮาทรงถอนพระทัยเบา ๆ
"ช่างอุกอาจ"
"ถึงกับกล้าปะปนเข้ามาในวัง"
แม้พระนางจะตรัสเช่นนั้น แต่หลายคนกลับเริ่มมีแววสงสัย เหตุใดนางกำนัลใกล้ชิดฮองเฮาจึงพกยาพิษติดตัว เหตุใดจึงรีบฆ่าตัวตายทันทีที่กำลังจะเปิดปาก ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแต่ทุกคนต่างเก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจ
ซูเยว่หนิงคุกเข่าลง
"หม่อมฉันทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงเสียไป โปรดลงโทษด้วยเพคะ"
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตรัสว่า
"เจ้ามิได้ทำผิด"
"หากมิใช่เพราะความรอบคอบของเจ้า วันนี้อาจเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น"
เพียงประโยคเดียว...ชื่อเสียงของซูเยว่หนิงก็พลิกกลับในทันที จากสตรีที่เคยถูกนินทาว่าอ่อนแอและไร้ความสามารถกลับกลายเป็นพระชายาผู้สุขุม รอบคอบ และซื่อสัตย์ต่อราชสำนัก
ไม่ไกลจากศาลา เซียวอวี้เฉินยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ หลี่เฟิงเดินเข้ามากระซิบ
"ท่านอ๋อง"
"พระชายาทรงปลอดภัยแล้ว"
เซียวอวี้เฉินพยักหน้าเบา ๆ สายตาคมเข้มยังคงมองไปยังร่างบางที่กำลังถวายบังคมฮ่องเต้ มุมปากของเขาคลี่ยิ้มเพียงน้อย
ครั้งนี้...นางไม่เพียงปกป้องตนเองได้แต่ยังทำลายแผนของศัตรูอย่างงดงามความภาคภูมิใจเอ่อล้นอยู่ในหัวใจของเขา
ขณะเดียวกัน...ความรู้สึกอีกอย่างก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น หากวันนี้เขามาช้าเพียงก้าวเดียว หากนางพลาดเพียงนิดเดียวผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากชาติที่แล้วเขาไม่มีวันยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุด เซียวอวี้เฉินเดินเข้าไปหาซูเยว่หนิงด้วยตนเอง ต่อหน้าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ เขาถอดเสื้อคลุมสีดำบนบ่าออก แล้วคลุมให้นางอย่างแผ่วเบา
"ลมแรง" เขาพูดเพียงสองคำก่อนหันไปมองหลี่เฟิง
"เพิ่มคนคุ้มกันพระชายา"
"เป็นสองเท่า"
ซูเยว่หนิงเงยหน้ามองเขาอย่างประหลาดใจ
"ท่านอ๋อง..."
เซียวอวี้เฉินไม่ได้อธิบาย เขาเพียงกล่าวเรียบ ๆ
"ตั้งแต่วันนี้"
"ไม่ว่าผู้ใดจะเข้าใกล้เจ้า"
"คนของข้าต้องรู้ก่อนเสมอ"
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำสั่ง แต่ในแววตาของเขา ซูเยว่หนิงกลับเห็นความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ
นางเม้มริมฝีปาก พลางก้มหน้ารับคำเบา ๆ
"เพคะ"
ไม่ไกลนัก องค์ชายสามยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับกำแน่นหมากที่เขาวางไว้ถูกทำลาย ซูเยว่หนิงไม่ใช่สตรีที่เขาควบคุมได้อีกต่อไปและอ๋องเก้า...ก็เริ่มปกป้องนางอย่างเปิดเผยมากขึ้นทุกวัน องค์ชายสามค่อย ๆ แสยะยิ้มเย็น
"เช่นนั้น..."
"เกมของเราก็เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น"
สายลมพัดกลีบดอกเหมยปลิวผ่านลานวังอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ภายใต้ความงดงามของงานเลี้ยงพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล
รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง
แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ
สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง
สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"







