Home / รักโบราณ / เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา / บทที่ 6 งานเลี้ยงดอกเหมย

Share

บทที่ 6 งานเลี้ยงดอกเหมย

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-09-16 11:11:51

สายลมปลายฤดูหนาวพัดโชยผ่านสวนดอกเหมยภายในจวนอ๋องเก้า กลีบดอกสีขาวอมชมพูปลิวละล่องไปตามแรงลม ก่อนตกลงบนผืนน้ำในสระอย่างแผ่วเบา

ซูเยว่หนิงนั่งอยู่ใต้ศาลาริมสระ มือเรียวจับถ้วยชาร้อนเอาไว้หลวม ๆ แต่สายตากลับทอดมองไปยังต้นเหมยที่กำลังผลิดอกอย่างเหม่อลอย

ผ่านมาหลายวันแล้วนับจากวันที่นางค้นพบเอกสารในหอหนังสือ

ยิ่งรู้ความจริง...หัวใจของนางก็ยิ่งหนักอึ้ง ทุกครั้งที่พบเซียวอวี้เฉิน นางมักนึกถึงฎีกาเหล่านั้น นึกถึงรายงานที่บันทึกว่าเขาเคยช่วยบิดา ช่วยพี่ชาย และช่วยตระกูลซูมาโดยตลอด แต่เขาไม่เคยพูดถึงมันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"พระชายา"

เยี่ยนเอ๋อร์รีบเดินเข้ามาพร้อมกล่องไม้ลงรักสีแดงในมือ

"ราชโองการจากวังหลวงเพคะ"

ซูเยว่หนิงค่อย ๆ รับม้วนผ้าไหมสีทองมาเปิดอ่าน เพียงเห็นข้อความบรรทัดแรก ดวงตาของนางก็พลันแข็งค้าง

"ฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงชมดอกเหมย เชิญพระชายาอ๋องทุกพระองค์และบุตรีตระกูลขุนนางเข้าร่วม..."

ปลายนิ้วของนางค่อย ๆ กำผ้าไหมแน่นงานเลี้ยงดอกเหมย...ในที่สุดก็มาถึง ชาติที่แล้ว งานเลี้ยงครั้งนี้คือฝันร้ายที่นางไม่มีวันลืม ฮองเฮาทรงพระราชทานชาถ้วยหนึ่งแก่นางด้วยพระองค์เอง ไม่นานหลังจากนั้น ฮองเฮากลับมีพระอาการประชวรอย่างกะทันหันหมอหลวงตรวจพบยาพิษในถ้วยชาแล้วหลักฐานทั้งหมด...ก็พุ่งมาที่นาง นางถูกกล่าวหาว่าลอบปลงพระชนม์ฮองเฮาต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก แม้ภายหลังจะพิสูจน์ไม่ได้ว่านางเป็นผู้ลงมือ แต่ชื่อเสียงของนางก็พังทลายลงตั้งแต่นั้นและเหตุการณ์ครั้งนั้นเอง...ทำให้องค์ชายสามเข้ามาปลอบโยน จนได้รับความไว้วางใจจากนางมากขึ้น

ซูเยว่หนิงหลับตาลงช้า ๆ ครั้งก่อน...นางไม่รู้ว่าศัตรูคือผู้ใด แต่ครั้งนี้...นางจำได้ทุกอย่าง จำแม้กระทั่งใบหน้าของนางกำนัลที่ยกถาดชามาเปลี่ยนในช่วงสั้น ๆ จำแม้กระทั่งกลิ่นหอมประหลาดของชาถ้วยนั้น

"พระชายา" เยี่ยนเอ๋อร์เอ่ยด้วยความเป็นห่วง

"พระองค์ไม่สบายหรือเพคะ"

ซูเยว่หนิงส่ายหน้าเบา ๆ

"ไม่เป็นไร"

นางพับราชโองการเก็บอย่างเรียบร้อย

"ช่วยเตรียมชุดสำหรับเข้าวัง"

"เจ้าค่ะ"

เยี่ยนเอ๋อร์กำลังจะถอยออกไป แต่ซูเยว่หนิงกลับเรียกไว้

"เดี๋ยวก่อน"

"เพคะ"

"เจ้าช่วยไปหาข้ามาอย่างหนึ่ง"

"สิ่งใดหรือเพคะ"

ซูเยว่หนิงลดเสียงลง

"เข็มเงินสำหรับตรวจพิษ"

เยี่ยนเอ๋อร์เบิกตาโต

"พระชายา..."

"อย่าเพิ่งถาม"

นางยิ้มบาง ๆ

"เพียงทำตามที่ข้าบอก"

สาวใช้แม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็รีบค้อมศีรษะรับคำ

หลังเยี่ยนเอ๋อร์จากไป ซูเยว่หนิงจึงทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าสีหม่น

ครั้งนี้...นางจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่ออีก ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม

ขณะเดียวกัน ภายในห้องหนังสือของจวน เซียวอวี้เฉินกำลังอ่านรายงานลับที่หลี่เฟิงเพิ่งนำมาส่ง

"ท่านอ๋อง"

หลี่เฟิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"คนของเราสืบพบแล้วขอรับ"

"นางกำนัลที่อยู่ใกล้ฮองเฮาที่สุดในงานเลี้ยงครั้งนี้ เป็นคนเดียวกับที่ติดต่อกับคนขององค์ชายสามเมื่อสามวันก่อน"

เซียวอวี้เฉินค่อย ๆ วางรายงานลง สีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตากลับเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด

"เหมือนเดิม..." เขาพึมพำเบา ๆ

ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามเหตุการณ์ในชาติที่แล้ว

เพียงแต่...ครั้งนี้ เขาจะไม่ปล่อยให้ซูเยว่หนิงต้องยืนเผชิญชะตาเพียงลำพัง

"หลี่เฟิง"

"ขอรับ"

"เลือกองครักษ์ลับฝีมือดีที่สุดสิบคน"

"แฝงตัวเข้าไปในวัง"

หลี่เฟิงชะงัก

"พระองค์ทรงเกรงว่าจะเกิดเหตุหรือขอรับ"

เซียวอวี้เฉินเงยหน้ามองดอกเหมยที่ปลิวผ่านหน้าต่าง

ก่อนเอ่ยช้า ๆ

"ครั้งนี้...ผู้ที่พวกมันต้องการเล่นงาน"

"...คือพระชายาของข้า"

สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศทั้งห้องก็เงียบงัน แม้เซียวอวี้เฉินจะยังคงสีหน้าเรียบเฉย แต่หลี่เฟิงกลับรับรู้ได้ทันที ผู้เป็นนาย...กำลังโกรธและหากผู้ใดกล้าทำร้ายซูเยว่หนิงอีกครั้ง ผลลัพธ์ในชาตินี้...คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

รุ่งเช้าของวันงานเลี้ยง ท้องฟ้าแจ่มใสกว่าหลายวันที่ผ่านมา หิมะบางเบาซึ่งเคยปกคลุมกิ่งเหมยละลายจนเหลือเพียงหยดน้ำใสสะท้อนแสงอาทิตย์

รถม้าตราประจำจวนอ๋องเก้าเคลื่อนตัวเข้าสู่พระราชวังอย่างสง่างาม ซูเยว่หนิงนั่งนิ่งอยู่ภายในรถม้า มือเรียวกำเข็มเงินเล่มเล็กซึ่งซ่อนไว้ในแขนเสื้อแน่น แม้จะผ่านมาสองชาติหัวใจของนางก็ยังเต้นแรงเมื่อคิดถึงสถานที่แห่งนี้เพราะที่นี่...คือสถานที่ที่ชีวิตของนางเริ่มพังทลายในชาติที่แล้ว

"พระชายา" เยี่ยนเอ๋อร์เอ่ยเบา ๆ

"พระองค์ทรงกังวลหรือเพคะ"

ซูเยว่หนิงส่ายหน้า

"ไม่"

นางยิ้มบาง ๆ

"เพียงแต่วันนี้...ข้าจะไม่เดินพลาดเหมือนเดิม"

ไม่นาน รถม้าก็หยุดลงหน้าตำหนักใหญ่ เสียงขันทีประกาศดังไปทั่วลาน

"พระชายาอ๋องเก้าเสด็จ!"

สายตานับไม่ถ้วนหันมามองพร้อมกัน

ซูเยว่หนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม อาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยเงินพลิ้วไหวตามแรงลม งดงามแต่ไม่ฉูดฉาด สมฐานะพระชายาแห่งจวนอ๋อง

เมื่อเดินเข้าสู่สวนดอกเหมย นางก็เห็นเหล่าพระชายาและคุณหนูจากตระกูลใหญ่ทยอยมาถึงแล้ว เสียงสนทนาดังแว่วไปทั่วแต่ทันทีที่นางเดินผ่านทุกคนต่างหยุดพูด ก่อนย่อตัวทำความเคารพ เหตุการณ์ในงานชมดอกท้อคราวก่อน รวมถึงข่าวที่อ๋องเก้าขับแม่นมหลิวออกจากจวน ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนนางอีก

"ถวายบังคมฮองเฮา"

ไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาประทับเหนือบัลลังก์กลางศาลา พระนางทรงแย้มพระสรวลอ่อนโยน ราวกับไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใด ๆ เกิดขึ้น

"พระชายาซู" ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเมตตา

"หลายวันก่อนเจ้าเพิ่งแต่งเข้าจวน วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันอย่างเป็นทางการ"

"หม่อมฉันน้อมรับพระเมตตาเพคะ"

ซูเยว่หนิงก้มศีรษะอย่างงดงาม ภายนอกดูสงบนิ่งแต่ภายในกลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของผู้คน โดยเฉพาะ...นางกำนัลคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังฮองเฮา ใบหน้าธรรมดา รูปร่างเล็ก หากเป็นคนทั่วไปคงไม่มีผู้ใดสังเกตแต่ซูเยว่หนิงจำนางได้ นางชื่อ...ชิงหลัว ชาติที่แล้ว ชิงหลัวเป็นผู้เปลี่ยนถ้วยชาก่อนนำมาถวายฮองเฮา เพียงไม่นานนักงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น

เสียงพิณบรรเลงคลอไปกับการร่ายรำของนางระบำ เหล่าขุนนางนั่งเรียงรายอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนพระชายาและคุณหนูนั่งอีกด้านหนึ่งทุกอย่างดูราบรื่นราวกับจะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น

กระทั่ง...ขันทีประกาศเสียงดัง

"ถวายชาดอกเหมยพระราชทาน!"

หัวใจของซูเยว่หนิงเต้นแรงขึ้นทันที

มาแล้ว...นางกำนัลหลายคนทยอยยกถาดชาออกมาจากห้องเครื่อง ซูเยว่หนิงไม่มองถ้วยตรงหน้าตนแต่จับจ้องชิงหลัวเพียงผู้เดียว ตามความทรงจำ...อีกสามก้าวชิงหลัวจะสะดุดชายพรมแล้วอาศัยจังหวะชุลมุนสับเปลี่ยนถ้วยชา

หนึ่ง...

สอง...

สาม...

"ว้าย!"

ชิงหลัวร้องขึ้นพร้อมแสร้งสะดุด

ถาดชาสั่นไหวเล็กน้อย นางกำนัลอีกสองคนรีบเข้ามาประคองบรรยากาศวุ่นวายเพียงชั่วครู่และในเสี้ยววินาทีนั้นเองซูเยว่หนิงเห็นชัดเจนมือของชิงหลัวสลับตำแหน่งถ้วยชาสองใบอย่างแนบเนียน ทุกอย่างเหมือนชาติที่แล้วไม่มีผิดเพียงแต่...คราวนี้นางมองเห็นทั้งหมด ชิงหลัวถอนหายใจโล่งอก ก่อนเดินถือถาดต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่นาน ถ้วยชาที่มีลายดอกเหมยสีทองก็ถูกนำมาวางตรงหน้าซูเยว่หนิง ส่วนอีกใบ...ถูกยกขึ้นถวายฮองเฮา ฮองเฮาทอดพระเนตรมายังนาง ก่อนแย้มพระสรวล

"พระชายาซู"

"ชาถ้วยนี้เป็นชาดอกเหมยที่แคว้นซีอวี้เพิ่งส่งมาถวาย"

"เราตั้งใจเก็บไว้ให้เจ้าลองชิม"

คำพูดนั้น...เหมือนเดิมทุกคำ ซูเยว่หนิงลอบสูดลมหายใจจากนั้นจึงยกถ้วยขึ้นอย่างนอบน้อมแต่ก่อนที่ริมถ้วยจะสัมผัสริมฝีปากปลายนิ้วของนางก็แตะเข็มเงินที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน เข็มเงินเล่มเล็กจุ่มลงในน้ำชาเพียงเสี้ยวอึดใจ แล้วถูกดึงกลับขึ้นมาซูเยว่หนิงเหลือบมองเพียงแวบเดียวหัวใจเย็นวาบปลายเข็ม...เปลี่ยนเป็นสีคล้ำในชามียาพิษจริง นางเงยหน้าขึ้นสบตาฮองเฮา

ส่วนอีกฝ่ายก็จ้องมองนางไม่กะพริบราวกับกำลังรอ...ให้เหยื่อตกหลุมพรางด้วยตนเองซูเยว่หนิงค่อย ๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะ พร้อมรอยยิ้มบางที่ไม่มีผู้ใดอ่านความหมายออก

"หม่อมฉัน..."

"ยังดื่มถ้วยนี้ไม่ได้เพคะ"

ทันทีที่ประโยคนั้นดังขึ้น ทั่วทั้งศาลาก็พลันเงียบกริบประโยคของซูเยว่หนิงทำให้ทั้งศาลาเงียบงัน

เสียงพิณที่บรรเลงอยู่เมื่อครู่ค่อย ๆ หยุดลง เหล่าขุนนาง พระชายา และคุณหนูจากตระกูลใหญ่ต่างหันมองมาที่นางเป็นสายตาเดียว

ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวลบาง ๆ

"เหตุใดจึงดื่มไม่ได้"

พระสุรเสียงยังคงอ่อนโยน หากแต่ซ่อนแรงกดดันเอาไว้อย่างแยบยล ซูเยว่หนิงประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม

"หม่อมฉันมิได้มีเจตนาลบหลู่พระเมตตา"

"เพียงแต่..."

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้น

"เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นนางกำนัลผู้หนึ่งสะดุดล้ม และถ้วยชาถูกสับเปลี่ยนตำแหน่ง"

เพียงประโยคเดียว...สีหน้าของชิงหลัวก็ซีดเผือด ฮองเฮาเหลือบพระเนตรไปยังนางกำนัลเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนกลับมามองซูเยว่หนิงดังเดิม

"เจ้าหมายความว่าอย่างไร"

"หม่อมฉันเพียงเกรงว่า หากมีผู้ไม่หวังดีแอบลงมือในช่วงชุลมุน อาจเป็นอันตรายต่อพระองค์"

คำตอบของซูเยว่หนิงรอบคอบจนจับผิดไม่ได้ นางไม่ได้กล่าวหาฮองเฮา ไม่ได้กล่าวหาผู้ใดแต่กลับทำให้ทุกคนเริ่มมองถ้วยชาบนโต๊ะด้วยความระแวง ฮ่องเต้ซึ่งประทับอยู่เบื้องบนทรงวางถ้วยสุราลง

"มีเรื่องเช่นนั้นหรือ"

พระสุรเสียงหนักแน่นทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที

ซูเยว่หนิงค้อมศีรษะ

"หม่อมฉันมิกล้าฟันธงเพคะ"

"แต่เพื่อความปลอดภัยของฮองเฮาและทุกพระองค์..."

"โปรดตรวจสอบเสียก่อนจะดีกว่า"

ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์

"หมอหลวง"

"ตรวจชา"

สิ้นพระบัญชา หมอหลวงก็รีบก้าวออกมา ชิงหลัวเริ่มตัวสั่น เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มหน้าผาก หมอหลวงรับถ้วยชาของซูเยว่หนิงไป ก่อนหยิบเข็มเงินขึ้นมาตรวจต่อหน้าทุกคน

เพียงไม่นาน...เข็มเงินก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ เสียงฮือฮาดังไปทั่วศาลา หมอหลวงรีบคุกเข่าลง

"กราบทูลฝ่าบาท"

"ในชาถ้วยนี้มีพิษจริงพ่ะย่ะค่ะ"

สิ้นคำรายงาน สีหน้าของผู้คนพลันเปลี่ยนไป สายตาทุกคู่หันมองซูเยว่หนิงอย่างตกตะลึง หากนางดื่มชาเมื่อครู่...ผลลัพธ์ย่อมยากคาดเดา

ฮ่องเต้ทรงขมวดพระขนง

"ผู้ใดเป็นผู้จัดเตรียมชา"

ชิงหลัวหน้าซีด ก่อนรีบคุกเข่าลงกับพื้น

"หม่อมฉัน...หม่อมฉัน..."

นางพูดตะกุกตะกัก ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

"พูด"

ชิงหลัวตัวสั่นงันงก

"หม่อมฉันมิได้ตั้งใจเพคะ"

"มีคน...มีคนบังคับหม่อมฉัน"

ฮ่องเต้ทรงถามทันที

"ผู้ใด"

ชิงหลัวเงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่ก่อนจะเอ่ยคำตอบ นางกลับเบิกตากว้างอย่างกะทันหันเลือดสีดำไหลออกจากมุมปาก ร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้นอย่างแรง หมอหลวงรีบเข้าไปตรวจอาการ เพียงครู่เดียวก็หันกลับมากราบทูล

"ฝ่าบาท"

"นางกัดยาพิษฆ่าตัวตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ"

ทั่วทั้งศาลาตกอยู่ในความเงียบหลักฐานสำคัญ...ตายต่อหน้าทุกคน ฮองเฮาทรงถอนพระทัยเบา ๆ

"ช่างอุกอาจ"

"ถึงกับกล้าปะปนเข้ามาในวัง"

แม้พระนางจะตรัสเช่นนั้น แต่หลายคนกลับเริ่มมีแววสงสัย เหตุใดนางกำนัลใกล้ชิดฮองเฮาจึงพกยาพิษติดตัว เหตุใดจึงรีบฆ่าตัวตายทันทีที่กำลังจะเปิดปาก ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยแต่ทุกคนต่างเก็บคำถามเหล่านั้นไว้ในใจ

ซูเยว่หนิงคุกเข่าลง

"หม่อมฉันทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงเสียไป โปรดลงโทษด้วยเพคะ"

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตรัสว่า

"เจ้ามิได้ทำผิด"

"หากมิใช่เพราะความรอบคอบของเจ้า วันนี้อาจเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น"

เพียงประโยคเดียว...ชื่อเสียงของซูเยว่หนิงก็พลิกกลับในทันที จากสตรีที่เคยถูกนินทาว่าอ่อนแอและไร้ความสามารถกลับกลายเป็นพระชายาผู้สุขุม รอบคอบ และซื่อสัตย์ต่อราชสำนัก

ไม่ไกลจากศาลา เซียวอวี้เฉินยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบ ๆ หลี่เฟิงเดินเข้ามากระซิบ

"ท่านอ๋อง"

"พระชายาทรงปลอดภัยแล้ว"

เซียวอวี้เฉินพยักหน้าเบา ๆ สายตาคมเข้มยังคงมองไปยังร่างบางที่กำลังถวายบังคมฮ่องเต้ มุมปากของเขาคลี่ยิ้มเพียงน้อย

ครั้งนี้...นางไม่เพียงปกป้องตนเองได้แต่ยังทำลายแผนของศัตรูอย่างงดงามความภาคภูมิใจเอ่อล้นอยู่ในหัวใจของเขา

ขณะเดียวกัน...ความรู้สึกอีกอย่างก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น หากวันนี้เขามาช้าเพียงก้าวเดียว หากนางพลาดเพียงนิดเดียวผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากชาติที่แล้วเขาไม่มีวันยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก

หลังงานเลี้ยงสิ้นสุด เซียวอวี้เฉินเดินเข้าไปหาซูเยว่หนิงด้วยตนเอง ต่อหน้าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ เขาถอดเสื้อคลุมสีดำบนบ่าออก แล้วคลุมให้นางอย่างแผ่วเบา

"ลมแรง" เขาพูดเพียงสองคำก่อนหันไปมองหลี่เฟิง

"เพิ่มคนคุ้มกันพระชายา"

"เป็นสองเท่า"

ซูเยว่หนิงเงยหน้ามองเขาอย่างประหลาดใจ

"ท่านอ๋อง..."

เซียวอวี้เฉินไม่ได้อธิบาย เขาเพียงกล่าวเรียบ ๆ

"ตั้งแต่วันนี้"

"ไม่ว่าผู้ใดจะเข้าใกล้เจ้า"

"คนของข้าต้องรู้ก่อนเสมอ"

คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำสั่ง แต่ในแววตาของเขา ซูเยว่หนิงกลับเห็นความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ

นางเม้มริมฝีปาก พลางก้มหน้ารับคำเบา ๆ

"เพคะ"

ไม่ไกลนัก องค์ชายสามยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับกำแน่นหมากที่เขาวางไว้ถูกทำลาย ซูเยว่หนิงไม่ใช่สตรีที่เขาควบคุมได้อีกต่อไปและอ๋องเก้า...ก็เริ่มปกป้องนางอย่างเปิดเผยมากขึ้นทุกวัน องค์ชายสามค่อย ๆ แสยะยิ้มเย็น

"เช่นนั้น..."

"เกมของเราก็เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น"

สายลมพัดกลีบดอกเหมยปลิวผ่านลานวังอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ภายใต้ความงดงามของงานเลี้ยงพายุลูกใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 15 : ชาตินี้ไม่มีวันปล่อยเจ้า

    ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นเข้าสู่ต้นฤดูร้อนเวลาล่วงเลยจากเหตุการณ์กบฏในพระราชวังมาหลายเดือนแล้วเมืองหลวงที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงดาบปะทะกัน บัดนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ผู้คนเดินขวักไขว่ตามท้องถนน ร้านค้าต่างเปิดกิจการตามปกติ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแว่วไปทั่วตรอกซอกซอย ราวกับเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ผ่านพ้นไปภายในท้องพระโรง เสียงประกาศพระราชโองการดังกังวานฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเซียวอวี้เฉินขึ้นดำรงตำแหน่งรัชทายาท เนื่องด้วยความชอบในการปราบกบฏ รักษาราชบัลลังก์ และปกป้องแผ่นดินจากหายนะครั้งใหญ่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันคุกเข่าลง"ถวายพระพรองค์รัชทายาท!"เซียวอวี้เฉินรับพระราชโองการด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมแม้ตำแหน่งจะเปลี่ยนไป แต่ในสายตาของผู้คน เขายังคงเป็นแม่ทัพผู้ซื่อตรง เป็นบุรุษที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อบ้านเมืองส่วนซูเยว่หนิง...หลังเปิดโปงแผนกบฏและช่วยรักษาราชวงศ์เอาไว้ ชื่อเสียงของนางก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยถูกผู้คนมองว่าเป็นพระชายาผู้อ่อนแอ บัดนี้กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นสตรีผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญบุตรสาวของขุนนางหลายตระกูล

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 14 ศึกชิงบัลลังก์

    รุ่งอรุณวันพิธีบวงสรวงมาถึงพร้อมกับความเงียบอันผิดปกติท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆสีหม่น ราวกับแม้แต่ธรรมชาติก็รับรู้ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ภายในพระราชวัง ขันที นางกำนัล และขุนนางต่างเร่งเตรียมพิธีตามพระราชโองการของฮองเฮาไม่มีผู้ใดรู้ว่า...ภายใต้ความสง่างามของราชพิธี กำลังมีแผนกบฏซ่อนอยู่ภายในจวนอ๋องเก้า เซียวอวี้เฉินสวมชุดแม่ทัพเต็มยศ เกราะเหล็กสีดำขลับสะท้อนแสงอรุณ รอยแผลจากการลอบสังหารครั้งก่อนยังไม่หายสนิท แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิมซูเยว่หนิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า นางช่วยจัดปกเสื้อเกราะให้เขาอย่างเงียบ ๆปลายนิ้วเรียวลูบผ่านรอยแผลที่ยังซ่อนอยู่ใต้ผ้า"ยังเจ็บอยู่หรือไม่"เซียวอวี้เฉินยิ้มบาง"ไม่แล้ว"นางส่ายหน้า"ท่านโกหกไม่เก่ง"เขาหัวเราะเบา ๆ"ต่อให้เจ็บ...วันนี้ข้าก็ต้องไป"ซูเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสบตาเขา"กลับมาหาข้า" น้ำเสียงนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นกว่าคำสาบานใดเซียวอวี้เฉินยกมือแตะแก้มนางอย่างอ่อนโยน"ข้าสัญญา"ทันใดนั้น หลี่เฟิงก็รีบเดินเข้ามา"ท่านอ๋อง...ทุกคนประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว แม่ทัพหลัวเริ่มเคลื่อนกำลั

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 13 คืนก่อนพายุ

    แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านยอดต้นเหมยภายในจวนอ๋องเก้าแม้สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิจะเริ่มพัดพาความอบอุ่นกลับคืนมา แต่บรรยากาศภายในจวนกลับหนักอึ้งกว่าที่เคยตั้งแต่เซียวอวี้เฉินและซูเยว่หนิงเปิดเผยความลับของการย้อนเวลากันและกัน ทั้งสองก็แทบไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอีกเลย เพราะพวกเขาต่างรู้ดี...เวลาที่เหลืออยู่ก่อนองค์ชายสามลงมือก่อกบฏกำลังลดน้อยลงทุกวันภายในห้องหนังสือ แผนที่เมืองหลวงถูกคลี่จนเต็มโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ รายงานจากสายสืบกองแล้วกองเล่าตราประทับของหัวเมืองต่าง ๆ วางเรียงอยู่ด้านข้าง เซียวอวี้เฉินยืนพิงโต๊ะ ใช้นิ้วลากไปตามเส้นทางลำเลียงเสบียงบนแผนที่"หากทุกอย่างเป็นไปเหมือนชาติที่แล้ว"เขาเอ่ยเสียงเรียบ"อีกไม่เกินหนึ่งเดือน องค์ชายสามจะเริ่มเคลื่อนกำลังพล"ซูเยว่หนิงพยักหน้า นางจำได้แม่นยำ คืนก่อนเกิดกบฏ ทหารที่ซ่อนอยู่ในเขาฉางอวิ๋นจะเคลื่อนเข้าประชิดเมืองหลวงพร้อมกันจากสามทิศขณะเดียวกัน ฮองเฮาจะใช้ข้ออ้างจัดพิธีบวงสรวงบรรพชนในพระราชวัง ทำให้กำลังองครักษ์ส่วนหนึ่งถูกโยกไปดูแลพิธีเมืองหลวงจึงอ่อนแอลงโดยไม่รู้ตัว"ครั้งนี้เราจะไม่ปล่อยให้เกิดเช่นนั้น" ซูเยว่หนิงกล่าวหนักแน่นเซียวอวี้เฉินมองนาง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 12 ความลับของสองชาติ Nc

    แสงอรุณยามเช้าสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาอย่างแผ่วเบาภายในห้องบรรทมของจวนอ๋องเก้า กลิ่นยาสมุนไพรยังคงอบอวลไม่จางหาย เปลวเทียนที่ถูกจุดไว้ตลอดทั้งคืนเหลือเพียงไส้เทียนสั้น ๆ กำลังริบหรี่ลงซูเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ตลอดคืนที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้นอนแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามแดงระเรื่อจากการร้องไห้ แต่สายตาที่มองบุรุษบนเตียงกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนปลายนิ้วของนางยังคงจับมือของเซียวอวี้เฉินเอาไว้หลวม ๆ ราวกับเพียงปล่อยมือ...เขาจะหายไปอีกครั้ง ไม่นานนัก...ขนตาของบุรุษบนเตียงก็ขยับเล็กน้อยซูเยว่หนิงชะงัก หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก"ท่านอ๋อง..." นางเรียกเสียงแผ่วเปลือกตาของเซียวอวี้เฉินค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆแสงเช้ายามแรกสะท้อนอยู่ในดวงตาคมที่ยังอ่อนล้า เขาใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะปรับสายตาได้ และสิ่งแรกที่เห็น...คือสตรีที่กำลังจับมือของเขาไว้แน่น"เยว่หนิง..." เสียงของเขาแหบพร่าซูเยว่หนิงยิ้มทั้งน้ำตา"ในที่สุดท่านก็ฟื้น"นางรีบลุกขึ้น"ข้าจะไปตามหมอหลวง"แต่ยังไม่ทันก้าวออกไป ข้อมือของนางกลับถูกมือใหญ่จับไว้เบา ๆ"ไม่ต้อง"เซียวอวี้เฉินส่ายหน้า"ข้าอยากคุยกับ

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 11 ศึกลอบสังหาร

    สามวันผ่านไปนับจากคืนที่ซูเยว่หนิงเปิดโปงความสงสัยของตนแม้เซียวอวี้เฉินจะยังไม่ยอมรับว่าเขารู้อนาคตเช่นเดียวกับนาง แต่ระหว่างทั้งสองกลับไม่มีความอึดอัดเกิดขึ้นอีกตรงกันข้าม...ความไว้เนื้อเชื่อใจกลับเพิ่มขึ้นทุกวันภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเก้า แผนที่และรายงานลับถูกวางเรียงเต็มโต๊ะไม้เช่นเคยหลี่เฟิงเพิ่งนำข่าวใหม่มารายงาน"ท่านอ๋อง""คนขององค์ชายสามเริ่มเคลื่อนไหวอีกแล้วขอรับ"เซียวอวี้เฉินวางพู่กันลง"ว่ามา""ช่วงหลายวันมานี้ มีคนแปลกหน้าปะปนเข้ามาในเมืองหลวงมากกว่าปกติ""ส่วนใหญ่ปลอมตัวเป็นพ่อค้า คนแบกหาม และคณะละครเร่"ซูเยว่หนิงที่นั่งตรวจบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นทันที ภาพหนึ่งแล่นผ่านความทรงจำชาติที่แล้ว...ก่อนองค์ชายสามเริ่มก่อกบฏ เขาเคยส่งนักฆ่าฝีมือดีเข้ามาในเมืองโดยปลอมตัวเช่นนี้ เวลานั้นไม่มีผู้ใดเอะใจกระทั่งขุนนางฝ่ายตรงข้ามหลายคนทยอยเสียชีวิตอย่างลึกลับนางรีบหันไปหาเซียวอวี้เฉิน"ต้องเพิ่มการตรวจตรา"เขาพยักหน้า"ข้าคิดเช่นเดียวกัน"หลี่เฟิงกำลังจะถอยออกไป แต่เสียงของเยี่ยนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู"พระชายา""ผ้าไหมที่พระองค์ทรงสั่งตัดชุดมาถึงแล้วเจ้าค่ะ"ซูเยว่หนิงเพิ่ง

  • เมื่อชายาร้ายย้อนกลับมา   บทที่ 10 คนที่รู้อนาคต

    สายหมอกยามเช้าปกคลุมทั่วทั้งจวนอ๋องเก้าเสียงนกร้องดังแว่วมาจากสวนด้านนอก ขณะที่ภายในห้องหนังสือยังคงมีแสงตะเกียงส่องสว่าง แม้ฟ้าจะเริ่มสางแล้วก็ตามเซียวอวี้เฉินนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เช่นทุกวัน เบื้องหน้าเขาคือฎีกาหลายสิบฉบับ รายงานจากหัวเมือง และจดหมายลับจากสายสืบที่เพิ่งถูกส่งมาถึงเมื่อคืน บาดแผลจากลูกธนูเริ่มสมานตัวแล้วแต่ซูเยว่หนิงยังคงบังคับให้เขาเปลี่ยนยาและดื่มยาต้มตรงเวลาทุกวัน"ท่านอ๋อง" เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกเบา ๆซูเยว่หนิงถือถาดอาหารเช้าเดินเข้ามา"ถึงเวลารับประทานแล้ว"เซียวอวี้เฉินละสายตาจากเอกสาร ก่อนมองนางด้วยรอยยิ้มจาง ๆ"เจ้าทำเองอีกแล้วหรือ""เพคะ"นางวางถ้วยโจ๊กลงบนโต๊ะ"หมอหลวงกำชับว่าท่านยังเสียเลือดมาก""หากไม่ดูแลให้ดี...""ข้ารู้"เขาพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"หากข้าไม่ยอมกินยา""พระชายาจะโกรธ"ซูเยว่หนิงหลุดหัวเราะเบา ๆ"ท่านก็รู้ตัวนี่เพคะ"ภาพตรงหน้าทำให้หลี่เฟิงซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาต้องหยุดฝีเท้าหลายเดือนก่อน...ต่อให้เขาฝันก็คงไม่เชื่อว่าจะได้เห็นภาพพระชายายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะของท่านอ๋องเช่นนี้เขารีบวางรายงานลับลงแล้วค้อมศีรษะ"ท่านอ๋อง"

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status