เข้าสู่ระบบ“เธอรู้?” ธันวาเอ่ยถามเสียงเบา
“ค่ะ...ฉันรู้” เธอตอบ
เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างธันวากับปลายฟ้าเธอรู้มาสักพักแล้ว แอรินไม่ใช่คนโง่ เธอให้นักสืบตามสืบเรื่องของสามี และเก็บรวบรวมข้อมูล เผื่อว่าวันหนึ่งเกิดมีการฟ้องหย่าขึ้นมา สิ่งนี้อาจเป็นประกันที่ทำให้เธอหลุดพ้นจากพันธะนี้ได้ในอนาคต
แต่ทว่า...
“มันก็แค่ก่อนแต่งงาน หลังจากแต่งงาน ฉันมีเธอคนเดียวแอริน” เจ้าของเสียงทุ้มพูดบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เป็นอย่างที่ธันวาพูดมา แม้ว่าเขากับปลายฟ้าจะเคยมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดกันก่อนแต่งงาน แต่หลังจากนั้นเขาก็ตัดขาด เปลี่ยนบริบทอีกฝ่ายเป็นเพียงเจ้านายและลูกน้องเท่านั้น
“เราเปลี่ยนร้านกันเถอะ” นเรศเอ่ยชวนแอริน สังเกตว่าตอนนี้คนในร้านเริ่มหันมามองพวกเขาเป็นจุดเดียว
“อืม” เธอตอบสั้นๆ แต่ทว่ากลับถูกชายสูงใหญ่คว้าข้อมือดึงออกจากร้านไปทั้งอย่างนั้น ท่ามกลางสายตาคนในร้านที่หันไปกระซิบกระซาบกัน ขณะที่ปลายฟ้ามองตามหลังคนทั้งคู่ด้วยความหมั่นไส้
ปัง
เมื่อประตูลงปิดลง แอรินพยายามจะเปิดประตูในรถแต่เปิดเท่าไรมันก็ไม่ออก กระทั่งร่างสูงเดินเข้ามานั่งในรถฝั่งคนขับ
“คุณจะทำอะไร เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้คุณธัน” เธอหันไปถามด้วยอารมณ์โมโห ขณะที่ร่างสูงสตาร์ทรถแล้วขับออกไป
“...”
“คุณธัน ฉันบอกให้เปิด” ร่างบางขึ้นเสียงใส่ แต่ธันวากลับไม่ยอมตอบ เขายังคงตั้งใจขับรถราวกับไม่ได้ยินคำถามนั้น
“ทำไมเธอถึงหลบหน้าฉันแอร์” เขาถามกลับ
“คุณบอกฉันเอง ว่าไม่ให้ยุ่งเรื่องของคุณ ฉันก็ทำตามให้แล้วไงคะ”
“เธอโกรธที่ฉันตะคอกใส่เธอวันนั้นใช่ไหมแอร์” คำถามของเขาจี้แทงใจดำคนนั่งข้าง
“...” แอรินกะพริบตาปริบ ไม่ได้ตอบคำถามของสามี เพียงแต่แสร้งมองวิวผ่านกระจกข้าง
“หึ เงียบอย่างนี้แสดงว่าจริง”
“แล้วมันไม่ดีเหรอคะ ไม่มีฉันคอยวุ่นวาย คุณก็น่าจะสบายหูแท้ๆ”
“สบายสิ สบายมาก” คำพูดติดขำของชายหนุ่มทำให้เจ้าของใบหน้าสวยหันขวับ นึกน้อยใจในคำพูดของชายหนุ่ม
“...”
“แต่ฉันอยากเจอหน้าเธอมากกว่า” คำพูดสั้นๆ ทำให้คิ้วขมวดคลายออกในบัดดล เมื่อกี้เขาพูดว่าอยากเจอเธออย่างนั้นหรือ
“...”
“แล้วเธอล่ะ ไม่อยากเจอหน้าฉันบ้างหรือไง?” ธันวาถามกลับ นั่นทำให้แอรินถึงกับนิ่งคิดขึ้นมา
ใช่...เธออยากเจอเขา
แม้จะรู้ความจริงว่าทำไม ชายหนุ่มไม่สามารถให้ความรักกับใครได้แล้วก็ตาม แต่การที่อยู่ใกล้เขามากเกินไป เธอรู้ตัวว่าสักวันเธอจะต้องเจ็บไปมากกว่านี้ สู้ระวังหัวใจตัวเองโดยการถอยห่าง แบบนี้มันดีเสียกว่า
แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นผล หนำซ้ำยังตอกย้ำหัวใจ ว่าเธอชอบผู้ชายคนข้างๆ นี้เข้าให้แล้ว
“คุณบอกฉันเองไม่ใช่เหรอคะ”
“...”
“คุณบอกฉันว่า คุณสามารถให้ฉันได้ทุกอย่าง ยกเว้นความรักที่คุณไม่สามารถให้ฉันได้”
“แล้วถ้าฉันบอกว่า ฉันต้องการมันแล้ว คุณจะทำยังไงคะคุณธัน”
คำถามนั้นเบาลงราวกับกระซิบ แต่ในรถเงียบพอที่จะได้ยินทุกคำพูด นั่นกลับทำให้ธันวาตัดสินใจเลี้ยวรถจอดข้างทาง
“ฉันบอกแล้ว มันเป็นสิ่งเดียวบนโลกที่ฉันให้เธอไม่ได้แอริน” ชายหนุ่มเน้นยำคำพูดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับมีผลกระทบต่อหัวใจของคนตัวเล็กจนเธอต้องเอามือมากุมหน้าอกด้านซ้าย
เจ็บ...
ความรู้สึกนี้น่ะหรือที่นเรศเคยเผชิญ ตอนเธอตัดสินใจบอกเลิกกับเขา กรรมตามสนองไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
“แล้วถ้าเราหย่ากันแบบเงียบๆ” แอรินเสนอ นี่คงเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา
“เธอพูดว่าไงนะ” ธันวาถามย้ำ
“ถ้าเราหย่ากันแบบเงียบๆ ไม่ให้พ่อคุณรู้ล่ะคะ”
“ฉันไม่เห็นด้วย เธอเป็นคนเลือกเองไม่ใช่หรือไงว่าจะแต่งงานกับฉัน เธอจำไม่ได้หรือแอริน”
“แล้วคุณจะเอายังไงคะ ในเมื่อเราไม่ได้รักกัน คุณจะอยู่กันทั้งแบบนี้ตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หัวใจดวงน้อยบีบรัดจนเกินต้านทาน
“อืม ก็อยู่แบบนี้แหละ ฉันจะไม่มีใคร เป็นสามีที่ดีให้เธอ เป็นพ่อที่ดีให้พีพี แบบนี้เธอก็น่าจะพอใจแล้วนะแอริน” เจ้าของใบหน้าหล่อตอบเสียงขรึม
มันเป็นข้อเสนอที่อีกฝ่ายมีแต่ได้กับได้ แต่ทว่าสายตาตัดพ้อแสดงความผิดหวังอย่างไม่ปกปิด ทำให้คนไร้หัวใจถึงกับเจ็บแปลบที่กลางอกเช่นกัน
“ขอโทษนะคะที่ฉันโลภเกินไป ฉันอยากได้ทั้งหมดทุกอย่างของคุณ แม้กระทั่งหัวใจของคุณด้วยค่ะ คุณธัน”
แอรินกล่าวความต้องการอย่างชัดเจน ว่าเธอนั้นอยากได้ทั้งตัวและหัวใจของธันวา ถึงจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ที่อยู่ด้วยกัน แต่เธอก็มั่นใจในความรู้สึกของเธอ
เวลาผ่านเข้าสู่เดือนที่ห้าของการแต่งงาน แอรินกำลังวุ่นวายกับการเปิดตัวเล็บปลอมคอลเลกชั่นใหม่ มีทั้งโปรโมตทางสื่อออนไลน์ และการบอกต่อกันปากสู่ปาก ทำให้จำนวนการสั่งซื้อหลั่งไหลกันเข้ามาเป็นจำนวนมาก จนเธอต้องรับพนักงานเพิ่ม
ขณะที่ความสัมพันธ์ของเธอกับธันวายังคงเรียกว่าเป็นสามีภรรยาทั้งพฤตินัยและนิตินัย ธันวายังคงทำตามคำพูดของตัวเอง เขาทำหน้าที่สามีและพ่อของพีพีอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
แม้ว่าจะมีความสุขกับการมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ แต่ทว่าภายในใจเหมือนขาดอะไรไปบางอย่างไป จนหลายครั้งที่แอรินนั่งเหม่อ จมอยู่กับความคิดของเธอเพียงเงียบๆ
เช้าวันถัดมา ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาตื่นเห็นเพดานสีขาวที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองคนที่กำลังฟุบหลับอยู่ข้างๆ เตียงนี่เขายังไม่ตายเหรอ?เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองครั้งแรก อยู่ๆ ภาพความฝันทำให้เขานึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเดินอยู่ในความมืด ปลายทางสีขาวทำให้เขาเดินตรงไป แต่ทว่ากลับมีคนคนหนึ่งกลับรั้งเขาไว้ผู้หญิงที่มีใบหน้าอ่อนโยนคล้ายภรรยา แต่ดูมีอายุกว่า เธอแนะนำตัวว่าเป็นแม่ของหญิงสาว ฝากฝั่งให้ช่วยดูแลลูกน้อยของเธอ และบอกให้เขาเดินไปอีกทาง ซึ่งปลายทางนั้นมีแอรินกับลูกๆ รออยู่“คุณธัน คุณตื่นแล้ว” เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย หญิงสาวก็เด้งตัวตื่นขึ้นมาทันที“ทำไมเราไม่ไปนอนที่โซฟาดีๆ ล่ะคะ” เขาถาม กลัวว่าภรรยาจะปวดหลัง แต่ทว่าแอรินกลับส่ายหน้า“แอร์รอให้คุณตื่น” เธอตอบ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยรอยน้ำตา“เลิกร้องไห้ได้แล้ว พี่ไม่ชอบที่เราร้องไห้เลยรู้ไหม” เขาเอ่ยพลางเกลี่ยน้ำสีใสออกจากหางตาของเธอ“อืม...แต่คุณธัน”“เรียกพี่สิคะ เรียกคุณมันห่างเหินไปไหม” เขาพูดขัด พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง จนแอรินต้องรีบเข้าไปช่วยประคองอีกแรง“แผลพี่มันจะปริเอาได้นะ ค่อยๆ ลุกสิคะ” หญิงสาวพูดดุ แต่ธันวากล
“โลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยว่าไหม? ถ้าไม่ใช่มึง คุณธันคงไม่เป็นแบบนี้” และแล้วใบตองก็พูดความรู้สึกออกมาตั้งแต่เด็กหัวใจของเธอมีเพียงธันวาเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ชายหนุ่มกลับไม่เหลียวแลเธอ แม้กระทั่งสถานะคู่นอนเหมือนกับปลายฟ้า ธันวายังให้เธอไม่ได้หัวใจที่แสนด้านชาของเขาเปลี่ยนไป ก็ตั้งแต่มีสองแม่ลูกนั้นเข้ามาในบ้าน ใบตองรับรู้ได้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ที่ชายหนุ่มทำให้แอริน จนความอิจฉาพวยพุ่ง และคิดทำลายแม้กระทั่งตัวธันวาเองในเมื่อเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมีใครได้เขาไปเช่นกัน“พี่ชอบคุณธันเหรอคะ” แอรินถามเสียงเบา ดูไม่ออกจริงๆ ว่าใบตองรู้สึกอย่างไร“กูรักเขา มึงเข้าใจไหมว่ากูรักเขา” ใบตองตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ ก่อนที่หญิงสาวจะควักของสีเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงมีดปลายแหลมถูกจ่ออยู่ที่คอของแอริน ความคมของเหล็กสีเงิน หากใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็สามารถส่งเธอให้ไปอยู่อีกภพหนึ่งได้เลย“หยุด!! นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ”เสียงเปิดประตูเหล็กพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนับสิบนาย กรูเข้ามาพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนไปทางใบตอง“วางมีดเถอะตอง” เจ้าของร่างสูงใหญ่เดินเข้ามาตามหลัง พร้อมกับโน้มน้าวให้สาวใช้ของเขาวางอาวุ
แสงไฟสาดเข้ามาทำให้เปลือกตาบางค่อยๆ ลืมขึ้น ก่อนจะหรี่ตามองเพราะดวงตายังปรับโฟกัสได้ไม่ทัน ภาพแรกเธอมองเห็นหญิงสาวแสนคุ้นหน้ายืนอยู่ตรงหน้า กับชายหนุ่มมาดเนี้ยบที่เธอจำไม่เคยลืมว่าคืออดีตแฟนเพื่อนรักอย่างภวินทร์ในโกดังร้างซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองชลบุรี แทบจะไม่มีรถสัญจร ในนั้นมีหญิงสาวถูกจับตัวมาขังไว้ ลำตัวถูกเชือกมัดไว้กับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เธอไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนไม่ได้แอรินจำได้ว่ากำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอไฟดับก็มีชายฉกรรจ์เข้ามาจากทางหลังบ้าน จากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยแต่ว่าตอนนี้ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เธอไม่คาดคิดกลับมาอยู่ที่นี่ได้ หนำซ้ำรอยเขียวช้ำบริเวณใบหน้าและเนื้อตัวเด่นชัด“พี่ตองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” แอรินเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะคิดว่าใบตองนั้นคงตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่ทว่าหญิงสาวกลับมองด้วยสายตาเย็นชา ราวกับคนไม่รู้จักกัน“เลิกตอแหล แล้วเอาหน้าจริงมาคุยกันดีกว่า” ใบตองเอ่ย“พี่ตองพูดแบบนี้หมายความว่าไงคะ” แอรินสงสัยว่าเธอไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ถึงขั้นร่วมมือกับไอ้โรคจิตอย่างภวินท์“นี่เหรอแผนการของเธอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ“ค่
เช้าวันถัดมา แอรินตื่นตั้งแต่ตีห้าลุกขึ้นมาทำกับข้าว จัดของแบ่งใส่ถุงเอาไว้เตรียมไปทำบุญที่วัด เนื่องด้วยเป็นวัดพระใหญ่ ชาวบ้านจึงแห่กันไปฟังเทศน์กันเพื่อเป็นสิริมงคล และเธอเองก็ตั้งใจจะทำบุญอยู่แล้วเช่นกันขณะที่กำลังเตรียมของอยู่นั้น ร่างสูงของธันวาก็เข้ามาร่วมช่วยสองสาว แม้จะไม่เคยหยิบจับตะหลิว หรือแม้กระทั่งปอกหัวหอมก็ยังทำไม่เป็น แต่แม่บ้านสาวอย่างเพียรก็ใจเย็นช่วยสอน ด้วยความเห็นใจชายหนุ่มอยู่“คุณอยู่ที่นี่แหละ” เห็นใบหน้าของเขาดูอิดโรย แอรินจึงพูดบอก หลังจากนำอาหารใส่ท้ายรถเก๋งคันเล็กเป็นที่เรียบร้อย“ให้พี่ไปทำบุญด้วยสิ”“แต่...”“ขัดคนทำบุญมันบาปนะคะหนูแอร์” ธันวาพูดสวน เพราะรู้อยู่แล้วว่าภรรยาจะปฏิเสธ ทว่าข้ออ้างของเขากลับทำให้แอรินไม่สามารถขัดได้ทั้งคู่ตอนนี้อยู่ในรถ ธันวาอาสาขับรถ ส่วนสองสาวพากันนั่งอยู่เบาะท้าย ส่วนเจ้าหนูพีพีนั่งคาร์ซีทข้างคนขับก็หัวเราะเสียงดังเอิ๊กอ๊าก เพราะรู้ว่าจะได้ไปเที่ยว“ไอ้รถคันนี้มันเล็กเกินไปไหมเนี่ย” ธันวาพูดบ่น หลังจากที่เข้ามานั่งในรถคันเล็ก เขารู้สึกอึดอัด ด้วยความที่ช่วงขายาว กับเบาะที่ปรับไปด้านหลังไม่ได้มาก“ให้ฉันขับไหมคะ” แอรินเสนอ
“คุณทำจะทำอะไรน่ะ”คนตัวเล็กรีบลุกจากที่นอนในทันที ก่อนจะเดินไปเปิดไฟ ความสว่างทำให้เห็นหน้าคนที่ไม่ได้เจอเกือบสองอาทิตย์ พลันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย จากใบหน้าที่เคยหล่อเหลา บัดนี้แก้มของเขาตอบอย่างเห็นได้ชัด ส่วนขอบตาดำเพราะอดหลับอดนอนมาหลายคืนติดช่างไม่ดูแลตัวเองเอาเสียเลย..“พี่แค่อยากกอดเมียให้หายคิดถึง” เขาตอบน้ำเสียงเบา ไม่อยากรบกวนการนอนของเจ้าพีพี ที่กำลังหลับสบายอยู่ที่เปลไฟฟ้าตัวโปรด“เราสองคนหย่ากันแล้วค่ะ ไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกันแล้ว” เธอย้ำสถานะต่อชายหนุ่ม“ได้ไง พี่ยังไม่เซ็น จะถือว่าสมบูรณ์ได้ยังไง” เขาตอบ“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ช่วยเซ็นให้มันจบๆ สักทีเถอะ ปล่อยเราสองคนแม่ลูกไปซะ” แอรินขอร้อง เธอเบื่อที่จะหนีเต็มทน ลำพังเธออยากจะกลับไปดูร้านทำเล็บที่กรุงเทพจะแย่อยู่แล้ว“พี่ไม่หย่า เรากลับบ้านกันเถอะนะแอร์” ชายหนุ่มพูดขอร้อง พยายามจะขยับเข้ามาใกล้ แต่แอรินกลับก้าวถอยหลังหนี“แอร์ไม่กลับ คุณกลับไปเถอะ เราไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ด้วยกันแล้วค่ะ” เธอพยายามพูดเกลี้ยกล่อมทว่าขณะที่กำลังพูดคุย สายตาของร่างสูงดันเหลือบไปเห็นแผงยาเป็นจำนวนมาก ที่ว
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชนบท ห่างไกลจากผู้คนก็ไม่ได้แย่สักเท่าไร เพียงแต่ตอนนี้หญิงสาวกลับคิดถึงร้านทำเล็บเล็กๆ ของเธอเป็นอย่างมาก โชคดีที่ระหว่างนี้แอรินขอให้แม่บุญธรรมของเธอเข้ามาดูแลกิจการชั่วคราว ทำให้หายห่วงไปเปลาะหนึ่งส่วนอาการแพ้ท้องตอนนี้ทุเลาลงไปมาก อาจเพราะเด็กในท้องคงชอบที่จะอยู่กับอากาศบริสุทธิ์มากกว่าในเมือง ทำให้ช่วงนี้แอรินเริ่มทานอาหารได้เยอะ จนท้องยื่นออกมาเห็นเด่นชัด“มีอะไรให้เพียรช่วยอีกไหมคะ” แม่บ้านสาวเข้ามาเอ่ยถาม หลังจากที่ช่วยทำงานบ้านจนเสร็จหมดแล้ว“งั้นเพียรช่วยไปเก็บดอกมะลิได้ไหมจ๊ะ แอร์จะเอามาร้อยพวงมาลัยไปไหว้พระวันพรุ่งนี้” แอรินอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา สบโอกาสที่ดอกมะลิกับกุหลาบในสวนบานสะพรั่ง เธอจึงอยากเอามาร้อยไปถวายพระ“ได้ค่ะ เดี๋ยวเพียรไปช่วยเก็บให้นะคะ” พูดจบแม่บ้านสาวก้มหน้าเดินออกไป ส่วนแอรินก็เดินไปตัดดอกกุหลาบสีแดงสดที่อยู่ในกระถางหน้าบ้านหวลนึกถึงความหลังตอนที่เธอยังเด็ก ตอนนั้นเธอมาอยู่กับแม่บุญธรรมไม่นานนัก ลดาสอนเธอร้อยพวงมาลัยขาย ได้ค่าขนมไปกินที่โรงเรียนอยู่เป็นประจำเพราะความจนมันทำให้แอรินแข็งแกร่ง ไม่ว่าเจอปัญหาในรูปแบบไหนเธอก็ไม่หวั่น เพร







