Se connecterนี่ไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่การตายแล้วเกิดใหม่ที่จะรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ทุกย่างก้าวของนางต่อจากนี้จะเป็นความเพียรพยายามของนางที่ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตนเอง ดังนั้นนางจึงไม่รู้สึกผิดที่รับเงินของเขามา เพราะรู้ดีว่าเสิ่นอวิ๋นจงมิใช่พวกไส้แห้งที่มีเงินน้อยนิด เงินที่เขาให้นางมาไม่ถึงเศษเสี้ยวที่เขามีอยู่ด้วยซ้ำ
หากคาดการณ์ไม่ผิด ในท้องของนางตอนนี้อาจมีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอยู่ก็เป็นได้ เพราะหลังจากคืนนั้นนางก็ไม่ได้ดื่มยาห้ามครรภ์ ลืมเลือนทุกอย่างกระทั่งนึกได้เมื่อวาน เกิดความรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย แต่พอคิดถึงข้อดีของการมีลูก ใบหน้าหมองเศร้าก็เริ่มผ่องใส ถ้ามีลูกขึ้นมาจริงๆ ก็ใช้เงินที่ได้รับมาเลี้ยงดูเขาให้ดี แต่ถ้าไม่มีก็ถือว่าเป็นเงินเบิกทางสำหรับชีวิตใหม่ของนางก็แล้วกัน กู้หลินเซียงนำตั๋วเงินยี่สิบใบใส่ไว้ในหีบใบเล็กข้างลิ้นชักใกล้เตียงนอน นางเริ่มวางแผนไว้บ้างแล้วว่าจะทำเช่นไรกับเงินพวกนี้ดี อย่างแรกต้องแบ่งไปลงทุน อย่างที่สองต้องเก็บไว้ใช้ในยามคับขัน ตอนแรกนางกะว่าจะปักหลักที่เมืองหลวง ทว่าเมื่อวันก่อนกลับมีคนขุดเรื่องที่นางแอบเข้าห้องหอแทนพี่สาวขึ้นมา ทำให้ชาวเมืองต่อว่านินทานางลับหลัง ร้ายแรงสุดคือส่งผลไปถึงตำแหน่งของบิดานาง เขาไปประชุมขุนนางจำต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตึงเครียดทุกวัน ไหนจะเรื่องงาน ไหนจะเรื่องที่จวนอีก เสิ่นอวิ๋นจงก็ไม่ออกมาพูดอะไร ปล่อยให้คนวิพากษ์วิจารณ์คนสกุลกู้จนชื่อเสียงเสื่อมเสีย กู้หลินเซียงทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงขออนุญาตบิดามารดาไปจากเมืองหลวง ตอนแรกรองเจ้ากรมคลังกู้ไม่ยอม บอกว่ามันเสี่ยงเกินไปที่ให้สตรีตัวเล็กๆ ไปอยู่คนเดียว เขาจึงเสนอทางเลือกอย่างหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือให้ไปอยู่ที่เมืองไห่หนาน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ถึง ด้วยเหตุนี้ กู้หลินเซียงจึงย้ายไปอยู่ที่เมืองไห่หนานตามคำแนะนำของบิดา หลีกหนีให้ไกลจากคำครหา แม้ว่าถ้อยคำเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวกับกู้หลินเซียงคนปัจจุบันเลยก็ตาม กระนั้นก็ยังส่งผลกระทบต่อด้านจิตใจอยู่ดี หลังมาถึงสองวัน นางก็ให้สาวใช้คนสนิทสองคน นามว่า ปิงเยี่ยนกับปิงอวี้ ไปสืบหาหนทางค้าขาย ซึ่งกำหนดว่าต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีคนเดินพลุกพล่าน เพื่อให้ง่ายต่อการค้าขายในอนาคต ไม่ถึงครึ่งวัน ปิงเยี่ยนกับปิงอวี้ก็รีบนำข่าวที่ไปสืบมารายงาน " ร้านตรงหัวมุมถนนทิศตะวันตกประกาศขายเจ้าค่ะ เห็นว่าก่อนหน้านี้เปิดร้านขายซาลาเปา แต่เถ้าแก่เจ้าของร้านมีความจำเป็นต้องใช้เงิน เพราะต้องนำเงินไปรักษาภรรยาที่ป่วยอยู่ จึงไม่ได้ขายแล้วเจ้าค่ะ " ปิงเยี่ยนเล่ารายละเอียดทุกอย่างให้เจ้านายฟัง หลังไปสอบถามคนละแวกนั้นมาจนหมดแล้ว กู้หลินเซียงเป่าถ้วยชาให้ไอร้อนจางลง เพ่งมองปิงเยี่ยนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนถามด้วยความสนใจว่า " แต่เดิมร้านของเขาขายดีหรือไม่ " " ขายดีเจ้าค่ะ แต่กระนั้นก็ไม่พอค่ารักษาอยู่ดี อีกทั้งยังต้องคอยดูแลภรรยาตลอด ทำให้ปิดเปิดร้านเป็นว่าเล่น จนทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ย้ายไปกินที่อื่นหมดเจ้าค่ะ " " ช่างน่าเห็นใจเขายิ่งนัก " กู้หลินเซียงนึกสงสารเจ้าของร้าน หากไม่อับจนหนทางจริงๆ เขาคงไม่ประกาศขายร้านที่ตนลงทุนลงแรงไปมากเช่นนี้ " ปิงเยี่ยน พรุ่งนี้เจ้าไปนัดเจอเจ้าของร้านให้ข้า บอกเขาว่าข้าต้องการจะซื้อร้านและสูตรซาลาเปาของเขา ทุกๆ เดือนข้าจะแบ่งเงินปันผลให้หนึ่งส่วนจากสิบส่วน หากเขาตกลง พวกเราจะทำสัญญาซื้อขายกันทันที " " ไม่มากไปหรือเจ้าค่ะ " หากเจ้านายนางขายได้ร้อยตำลึงก็เท่ากับว่าต้องแบ่งให้เถ้าแก่ร้านซาลาเปาสิบตำลึง ซึ่งถือเป็นเงินที่มากเอาการ กู้หลินเซียงยิ้ม นางไม่ได้คิดจะเก็งกำไรจากร้านขายซาลาเปาอยู่แล้ว แค่อยากทำ เพราะต้องทดสอบความรู้ของตนเองก็เท่านั้น ว่าจะสามารถพยุงร้านที่ใกล้เจ๊งเช่นนี้ให้อยู่รอดไปได้หรือไม่ " ไม่มีอะไรมากอะไรน้อยหรอก ข้าเชื่อว่า ร้านนี้ต้องไปได้ไกลแน่ อ้อ...อีกอย่าง บอกเขาคิดสูตรน้ำเต้าหู้ให้ข้าด้วยนะ เวลากินกับซาลาเปาคงเข้ากันไม่น้อย " " เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการให้ " หญิงรับใช้หน้าตาหมดจดตอบรับ พอสั่งงานคนหนึ่งเสร็จ กู้หลินเซียงก็หันไปหาอีกคน ซึ่งยืนอยู่อีกมุม " ส่วนปิงอวี้ เจ้าไปสืบดูว่าสตรีส่วนใหญ่ไปเดินเลือกซื้อสินค้าจำพวกเครื่องประทินโฉมที่ใดบ้าง และอะไรที่พวกนางให้ความสนใจเป็นพิเศษ หากรู้แล้วให้รีบนำความมาบอกข้าทันที " " เจ้าค่ะ " เมืองไห่หนานเป็นทางที่ใช้ผ่านไปยังเมืองหลวง อีกทั้งยังมีเรือขนส่งสินค้ามากมาย ถือเป็นเมืองเล็กๆ ที่เจริญเทียบเท่ากับเมืองหลวงก็ว่าได้ การค้าของเมืองนี้ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะคนท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว แต่มีรายได้ส่วนใหญ่มาจากผู้ผ่านทางจำนวนมากที่แวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย กู้หลินเซียงเชื่อมั่นว่าการตลาดที่นางเรียนมา จะต้องใช้ได้ผลกับยุคสมัยนี้แน่นอน นางจะต้องกลายเป็นเศรษฐีนีให้ได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า นางไม่ใช่สตรีที่คิดจะเกาะผู้ชายกิน และไม่ใช่คนที่หวังจะจับผู้ชายรวยๆ อย่างเสิ่นอวิ๋นจงด้วย" อ๊า!"ชายหนุ่มส่งความแข็งชูชันผ่านรอยปริแยกครั้งแล้วครั้งเล่า โถมกายกระแทกสุดแรงที่มี ร่างเล็กสั่นระริกกระตุกเกร็งถี่ แผ่นหลังบางแอ่นโค้งงอตามจังหวะควบทะยานของผู้เป็นสามี ก่อนที่ความรู้สึกวาบหวามจะแล่นขึ้นสูง พุ่งกระจายออกราวกับทำนบแตก" อ๊า แฮ่ก"คนร่างสูงปลดปล่อยสายธารรักเข้าสู่กายสาวจนหมดทุกหยาดหยด ร่างเล็กนอนหอบสะท้านหรี่ตามองคนที่กำลังโน้มใบหน้าลงมา นางแหงนหน้ารอรับจุมพิตดูดดื่มจากเขา เพียงไม่นานส่วนที่อ่อนยวบก็กลับมาแข็งผงาดใหญ่โตขึ้นอีกครั้ง" ท่านพี่ "หยางซินหรานพยายามถดสะโพกหนี แต่มีหรือพยัคฆ์หิวอย่างเซี่ยเส้าอันจะยอม ในเมื่อมีเนื้อรสหวานมาป้อนใส่ปากแล้ว ก็ยากที่เขาจะคายทิ้ง มีแต่ต้องกลืนกินให้หมดทั้งตัว" เจ้าอยากมีลูกมิใช่หรือ ข้าก็กำลังจะทำให้เจ้าสมปรารถนาอยู่นี่อย่างไรเล่า " ผู้เป็นสามีแสยะยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนดึงข้อเท้าภรรยาให้กลับไปยังตำแหน่งเดิมบทเพลงรักถูกบรรเลงขึ้นอีกครั้งและอีกครั้ง จวบจนหยางซินหรานสิ้นไร้เรี่ยวแรง เซี่ยเส้าอันจึงยอมหยุดหลายปีผ่านไปหยางซินหรานไ
สามเดือนผ่านไปหยางซินหรานแต่งเข้ามาในจวนเซี่ยเส้าอันได้ครบสองเดือนแล้ว กระนั้นก็ยังกลับไปเยี่ยมเยียนบิดาบ้างบางคราว ด้วยว่ามารดากับบิดานางหย่าร้างกันแล้ว จึงไม่มีผู้ใดดูแลซึ่งก่อนหน้านี้มารดานางได้มาปรึกษาว่า หากหย่ากับบิดาตอนนี้ ลูกๆ ทั้งสามจะติดขัดตรงไหนหรือไม่ ตัวหยางซินหรานเองย่อมไม่ติดขัดอยู่แล้ว นางบอกมารดาให้ทำตามที่ใจต้องการได้เลย ส่วนพี่ชายของนางทั้งสองคนก็ส่งจดหมายมาบอกว่า แล้วแต่การตัดสินใจของมารดา หากเป็นความต้องการของทั้งสองคน พวกเขาย่อมยอมรับในการตัดสินใจนั้นหลังจากหย่ากัน ต้วนฮูหยินก็ตัดสินใจไปอยู่กับบุตรชายคนโตที่เมืองเหอหนาน ด้วยถูกรบเร้าบอกให้ไปช่วยเลี้ยงหลานที่กำลังจะคลอดในสองเดือนข้างหน้า ส่วนหยางเต๋อหมิงบุตรชายคนรองขันอาสาจะดูแลเอง หลังกลับจากการรบแล้วหยางเต๋อหมิงกลายเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ออกมาให้ผู้ใดพบเห็น วันๆ เขาจะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงาน เขียนคำขอโทษต่ออนุเสิ่นและหยางเสี่ยวอิงเป็นร้อยๆ ฉบับ ก่อนนำไปเผาไฟและเริ่มเขียนใหม่ ทำอยู่เช่นนี้ทุกวันโดยไม่มีวันพักครอบครัวหยางของซินหรานแตกแยกไปคนละทิศละทาง ไม่หลงเหลื
หยางซินหรานเดินมาขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ด้านหน้าประตูจวน นางเปลี่ยนชุดเป็นสีขาวราบเรียบ ใบหน้าไม่ได้ประทินโฉมจัดจ้าน ออกไปทางเกลี้ยงเนียนเสียมากกว่า แต่ต่อให้นางไม่ได้แต่งเติมสิ่งใดลงบนใบหน้า นางก็ยังคงงดงามในสายตาเซี่ยเส้าอันไม่เปลี่ยนแปลงชายหนุ่มยื่นมือให้หญิงสาวจับประคองขึ้นไปบนรถ ก่อนก้าวตามขึ้นไปใช้เวลาเกือบสามชั่วยาม ในที่สุดทั้งสองก็เดินทางมาถึงเรือนสกุลเถา หยางซินหรานยืนมองประตูไม้เก่า กวาดสายตามองรอบๆ ด้าน พลางคิดในใจว่า...สถานที่ทรุดโทรมแห่งนี้ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของหยางเสี่ยวอิง เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่จริงหรือมันดูยากแค้นเสียจนไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง เพียงแค่คิดว่าน้องสาวต้องยากลำบากเพียงใด จู่ๆ ขอบตาก็พลันร้อนผ่าว จำต้องเงยหน้ากล้ำกลืนหยาดน้ำตากลับเข้าไปเซี่ยเส้าอันเดินเข้ามาลูบต้นแขนเรียวเล็กของหญิงสาว สบสายตาประสานกันเชิงถามว่าไหวหรือไม่ หยางซินหรานพยักหน้า ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปด้านในนางมุ่งตรงไปยังสวนหลังบ้านตามที่เสี่ยวเฟยเคยเล่าให้ฟัง ทว่าตามเส้นทางที่เดินไป กลับเต็มไปด้วยหยาดเลือดที่ไหลอาบเป็นทางยาว ซึ่
วันรุ่งขึ้นอาการของหยางเต๋อหมิงเริ่มคงที่ เพียงแต่ต้องตัดแขนข้างขวาที่ถูกเสี่ยวเฟยฟันด้วยขวาน ส่วนต้วนฮูหยินมีอาการหวาดผวาในยามนอน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการรักษาหยางซินหรานไม่ยอมหลับยอมนอนตั้งแต่เมื่อคืน นางนั่งเหม่อลอยบนศาลากลางสวนพฤกษา โดยมีเซี่ยเส้าอันนั่งมองอยู่ห่างๆ ด้วยความเป็นห่วงร่างเล็กนั่งกอดเข่าแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ความมืดมิดกำลังถูกขับไล่ด้วยแสงสีทองในยามเช้าตรู่ บ่งบอกได้ว่ากำลังจะถึงเช้าวันใหม่แล้ว มือเรียวเล็กยกขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากใบหน้า ก่อนหันกลับไปมองคนที่ใช้มือทั้งสองข้างกอบกุมปลายเท้าเย็นเฉียบของนางไว้" ข้ากลัวว่าเจ้าจะหนาว " น้ำเสียงทุ้มพูดอย่างอ่อนโยน ในแววตาฉายชัดว่ากำลังเป็นห่วงนางมากเพียงใด" จับตัวนางได้หรือไม่เจ้าคะ" หยางซินหรานถามถึงเสี่ยวเฟยเซี่ยเส้าอันส่ายหน้า " กำลังเร่งหาตัวอยู่"นางพยักหน้าเชิงบอกว่าเข้าใจแล้ว " ใต้เท้า ข้ามีเรื่องอยากขอร้องท่านเจ้าค่ะ "" เรื่องอะไรหรือ?"" ข้าอยากไปพาอิงเอ๋อร์กลับบ้านเจ้าค่ะ "หยางซินหรานน้ำตาเอ่อคลอขอบต
แต่ช่างเถอะ! ต่อให้ฆ่าคนพวกนั้นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรเสีย ความสัมพันธ์ของคนสกุลหยางก็ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วเพราะนางได้ทำให้ทุกอย่างมันพังลงไปพร้อมกับชีวิตของนางนับตั้งแต่บัดนี้ใช้เวลาประมาณสามชั่วยามในที่สุดเสี่ยวเฟยก็มาถึงเรือนสกุลเถาอย่างทุลักทุเล ร่างกายของนางมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง บวกกับเสียเลือดมาก จึงทำให้การเดินเหินไม่ค่อยสะดวกแต่เสี่ยวเฟยหาได้สนใจไม่ ขอเพียงเดินไปถึงหลุมศพของหยางเสี่ยวอิงได้ ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับนางแล้ว" เสี่ยวอิง" นางเรียกหาคนรักประหนึ่งอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ร่างบอบช้ำทรุดฮวบลงบนกองดินนูนสูง พลางโน้มตัวลงไปโอบกอด" ข้าแก้แค้นให้เจ้าไม่สำเร็จ ยังมีคนรอดอีกหลายคน หนึ่งในนั้นคือคนที่ทำให้เจ้าต้องมีชีวิตแบบนี้ "เสี่ยวเฟยพูดเสียงสั่น หยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตาทั้งสองข้าง ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลงเรื่อยๆ คล้ายกำลังหมดแรง" ถ้าหากเราเจอกันในปรโลก เจ้าจะให้อภัยข้าในเรื่องนี้ได้หรือไม่ "เสี่ยวเฟยยังคงพูดคุยกับหลุมศพของหยางเสี่ยวอิง จนวาระสุดท้ายของชีวิตนางมาถึง
เสี่ยวเฟยมองต้วนฮูหยินสลับกับหยางซินหราน เรื่องที่นางเล่าไปเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังมีเรื่องของอนุทั้งสามคนอีก อนุหลี่ถูกนางยุยงด้วยการพาไปฟังอนุเหวินนินทาลับหลังส่วนอนุสวีนางก็แค่แสร้งเล่นละครเป็นที่รักของต้วนฮูหยิน ปลุกปั่นให้อีกฝ่ายเกิดความริษยาในใจ และลงมือจ้างวานคนมาทำร้ายนาง ส่วนจดหมายที่อีกฝ่ายเขียนไปบอกชู้รักเรื่องชุดที่นางสวมใส่ในวันนั้น นางได้ทำการสับเปลี่ยนเนื้อหาใหม่ เพื่อทำใหัเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าหยางซินหรานเป็นนางทุกอย่างก็เพื่อกระเพื่อมเรื่องราวให้มันใหญ่โต เพื่อที่คนจะได้หันมาสนใจ และกดดันหยางเต๋อหมิงให้อยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่ตามไปสืบเรื่องของนางที่เมืองตู้โจว" ข้าว่าได้เวลาที่ข้าจะต้องส่งพวกเจ้าไปลงนรกแล้วละ"สตรีอาภรณ์ดำเดินเข้าใกล้สองแม่ลูก พร้อมควักมีดสั้นที่อยู่ตรงสายคาดเอวออกมา เตรียมตัดหลอดลมของทั้งคู่ทว่า...จู่ๆ กลับมีกองมือปราบบุกเข้ามาตามช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบนหลังคาหรือหน้าต่าง บานประตูที่ปิดสนิทถูกคนกลุ่มหนึ่งใช้เท้าถีบเข้ามาจนกระเด็นกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบพุ่งปรี่เข้าไปประชิดต







