Masukไม่แก่อย่างเดียวปากหมาด้วย!
อันที่จริงไม่ได้เป็นอย่างที่ประกายดาวคิดแม้แต่น้อยเป็นเพราะว่าคีรินนั้นโมโหจนแทบอยากจะฆ่าเธอได้เขาพยายามระงับอารมณ์สุดขีดไม่ให้เข้าไปบีบคอหญิงสาวที่มองเขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
สายตาราวกับมองคนแปลกหน้า แต่ว่าทำไมสายตาไร้เดียงสาแบบนั้นเหมือนเขาเคยเห็นจากผู้หญิงอีกคนกันนะ...ประกายดาว
ไม่สิ! ไม่มีทาง ผู้หญิงคนนี้จิตใจเธอโหดเหี้ยมจะยิ่งกว่าอะไร จะไปเหมือนกับเธอคนนั้นได้ยังไง ความคิดอันน่าตกใจนี้ทำให้คีรินด่าทอตัวเองในใจ
'ไอ้คินแกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง? ที่เอาคนใจร้ายแบบนี้ไปเปรียบเทียบกับนางฟ้าที่ตอนนี้ไปใช้ชีวิตอยู่บนสวรรค์แล้ว'
คีรินคิดพร้อมกับด่าตัวเองในใจที่เผลอมองภาพของ เอมีเลียซ้อนทับกับคนที่เขาแอบรักมาตลอด
หลังจากที่เจ้าของบ้านออกไปแล้วคนที่คลุมโปงอยู่ก็โผล่ศีรษะออกมาช้า ๆ
"เฮ้อ... นึกว่าจะไม่รอดซะแล้วดาวเอ๋ยยย" หญิงสาวที่อยู่คนเดียวในห้องพ่นลมหายใจออกมาพรืดใหญ่
เธอพึมพำออกมาก่อนจะนึกไปถึงตอนที่เธอเป็นวิญญาณ และคิดแค้นคนที่เป็นคนรักผู้ชายเลวคนนั้นกับเพื่อนสนิทของเธอทุกอย่างมันเป็นวางแผนกันมาตั้งแต่เริ่ม
ความจริงแล้วพวกเขาทั้งสองคนเป็นคนรักกันต่างหากและเป็น 'ฟ้าใส' เพื่อนสนิทของเธอที่คิดแผนนี้ขึ้นมา ฟ้าใสเป็นคนวางแผนให้กวินที่เป็นคนรักของเธอ เข้ามา ทำความรู้จักกับประกายดาว เพื่อต้องการให้ประกายดาว ช่วยดันให้เขาเข้าสู่วงการบันเทิง
ณ ตอนนั้นประกายดาวเองก็ไม่มีใครเธอเลยตกลงปลงใจคบกับกวิน แต่ทุกอย่างก็ยังคงเป็นความลับด้วยอาชีพนักแสดงซึ่งไม่เปิดเผยอะไรได้มากนักและกวินเองก็ยังขอร้อง ซึ่งประกายดาวเองก็เข้าใจดีเพราะหากกวินเปิดเผยว่าคบกับประกายดาว เรื่องราวอาจจะไม่เป็นไปตามที่คิด เพราะคนอื่นอาจจะคิดว่ากวินดังมาด้วยการผลักดันของประกายดาวซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริง เพราะประกายดาวเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังของกวินไม่ว่าจะเป็นแนะนำให้ผู้กำกับหรือผู้จัดละครรู้จักและยังส่งเสริมให้เขาไปเรียนการแสดงโดยที่เธอเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทุกอย่าง
สุดท้ายแล้วเขาก็สามารถโลดแล่นในวงการบันเทิงเป็น พระเอกแถวหน้าได้ แต่เพราะงานประกาศผลรางวัลในค่ำคืนนั้นเองทำให้เธอรู้เช่นเห็นชาติผู้ชายคนนี้กับเพื่อนสนิทของเธอ
แถมเธอยังถูกพวกมันฆ่าตายโดยไม่มีความสำนึก หลังจากประกายดาวเสียชีวิต เธอก็ถูกกวินอุ้มเข้าไปในห้องของตัวเองและจัดฉากว่าเธอกินยาเกินขนาด ยังมีกระปุกยาที่เป็นหลักฐานพร้อมกับยาอีกหลายเม็ดที่ตกอยู่ข้าง ๆ เธอ
เช้าวันต่อมาคนที่พบศพของเธอก็คือผู้จัดการสาว หลังจากผลการชันสูตรศพพวกเขาสรุปว่าเธอกินยาเกินขนาดทำให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ใครจะรู้ดีเท่ากับประกายดาวเพราะหลังจากที่เธอเสียชีวิตลงวิญญาณของเธอยังวนเวียนอยู่ที่นั่นและรู้เรื่องราวทุกอย่างรู้แม้กระทั่งพวกมันวางแผนกันเป็นขั้นตอน เธอได้แต่เคียดแค้นและเจ็บปวดกับความเชื่อใจและไว้ใจไม่คิดว่าเพื่อนสนิทที่มีเพียงคนเดียวจะหักหลังเธอได้ลงคอ
สุดท้ายชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์ในฐานะนักแสดงแถวหน้าก็ดับลง ผู้คนต่างก็ไว้อาลัยให้กับนางเอกสาวสวยดาวรุ่งพุ่งแรงที่เสียชีวิตอย่างน่าเสียดายในวัยยี่สิบห้าปีเท่านั้นพวกเขาจัดงานศพของเธออย่างสมฐานะ แฟนคลับพากันไว้อาลัยให้เธอทั้งประเทศ และนี่ทำเอาวิญญาณของเธอรู้สึกอิ่มเอมในใจเพิ่งรู้ว่ามีคนรักเธอมากมายขนาดนี้
เนื่องจากประกายดาวเป็นคนจิตใจดีชอบช่วยเหลือคนรวมถึงมีการจัดตั้งมูลนิธิ เด็กกำพร้าแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นความเงียบเหงา ที่นั่นมีเพียงป้ายเชิดชูและกรอบรูปเธอเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากเธอตายไปแล้วเงินทุกบาททุกสตางค์ตกเป็นฟ้าใสกับกวินทันทีเพราะเธอเป็นคนไม่มีครอบครัวโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่โชคดีที่มีแมวมองทำให้เธอมีโอกาสเข้ามาอีกในวงการบันเทิง
ทรัพย์สินทุกอย่างจึงตกอยู่ที่พวกมันนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอมีความเคียดแค้นที่ติดอยู่ในใจเพราะเธอทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด สุดท้ายแล้วไม่ได้ใช้สักบาทและเพียงระยะเวลาสามเดือนกวินและฟ้าใสก็จดทะเบียนสมรสกัน
วิญญาณของประกายดาวยังคงเฝ้ามองกวินกับฟ้าใสใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองของเธอ ทั้งเงินประกันชีวิต เงินสด คอนโด รถ และที่ดินที่เธอเคยซื้อเอาเก็บไว้ พวกมันเอาไปจนหมดแถมยังไม่มีความรู้สึกผิด ช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันซะจริง
ด้วยความเจ็บแค้นที่ฝังลึกทำให้ประกายดาวกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนได้แต่ตามติดชีวิตของสองผัวเมีย ทั้งที่รู้ว่ามันเจ็บแต่เธอไม่รู้ว่าจะไปไหนชีวิตยังยึดติดกับสถานที่เดิม ๆ ถึงแม้จะเสียใจและรู้สึกคับแค้นใจขนาดไหนแต่สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่ต้องโทษใครต้องโทษเธอที่ไว้ใจคนง่ายเกินไป
ยิ่งเธอเฝ้ามองพวกเขามีความสุขเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งดำดิ่งเข้าสู่ความทุกข์ พวกมันไม่แม้แต่ จะทำบุญขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เธอด้วยซ้ำเธอจึงได้แต่ร่องรอยเป็นผีไม่มีศาล
แต่มันมีบางอย่างแปลก ๆ กับเธอคือทุกวันพระ เธอจะรู้สึกสดชื่น รูปร่างโปร่งแสงของเธอเหมือนได้พลังงานบางอย่างเหมือนมีใครบางคนได้ทำบุญกรวดน้ำมาให้เธอและเธอได้รับทุก ๆ วันพระ สิ่งนั้นทำให้วิญญาณของเธอรอคอยให้ถึงวันนั้นเร็ว ๆ มันเป็นความสุขและอิ่มเอมใจไม่ทำให้เธอเป็นวิญญาณที่หิวโหย
ไม่รู้เมื่อไหร่ที่เธอเอาแต่รอคอยให้ถึงวันนั้นรอฟังเสียงสวดมนต์เสียงแผ่เมตตา เสียงทุ้มดังฟังชัดก้องท่ามกลางความเงียบ มันเป็นเสียงที่คุ้นหูแต่เธอก็จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินมาจากที่ไหน แต่ในใจก็ขอบคุณคนคนนั้นเสมอมา
ท่ามกลางวันเวลาที่หมุนเปลี่ยน จากเช้าเป็นค่ำคืน จากค่ำคืนล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่เป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ จนเธอแทบไม่รู้วันรู้คืน ตอนนี้วิญญาณเธอล่องลอยมาไกล ไม่ได้อยู่รับรู้เรื่องราวในอดีตอีกต่อไปราวกับได้ปล่อยวางไปมากแล้ว ต้องขอบคุณคนที่ช่วยแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เธอ ทำให้เธอเลิกยึดติดกับพวกเขาทั้งสองคน
ในคืนหนึ่งท่ามกลางดวงจันทร์วันเพ็ญที่ส่องสว่าง ท้องฟ้าภายใต้แสงจันทร์นวลสดใสบริสุทธิ์ วิญญาณของประกายดาวยังคงเร่ร่อนล่องลอยเคว้งคว้าง ตอนนี้เธอเริ่มจะคุ้นชินกับการใช้ชีวิตเป็นผีแบบนี้แล้ว เธอรู้สึกเหมือนมีชีวิตที่อิสระ
คืนนั้นเธอยังออกมาปรากฏตัวท่ามกลางความมืดมิดแต่ไม่ใช่ว่าจะไปหลอกใคร
วิญญาณสาวนอนเอกเขนกกับทางเท้า มองแสงไฟจากรถที่นาน ๆ จะแว๊บผ่านมาเพราะที่ตรงนี้เป็นซอยเปลี่ยว เธอนอนกระดิกเท้าฮัมเพลงที่เธอชื่นชอบและร้องจนติดปากไม่ว่าจะเป็นการแสดงที่ไหนเธอก็เอาเพลงนี้ไปร้องที่นั่น และถือว่าเป็นเพลงประจำตัวเธอไปซะแล้ว
แต่แล้ว...ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ในตอนที่เธอกำลังนอนหลับตาร้องเพลงอยู่นั้นแสงไฟสูงที่ส่งเข้ามาแยงตาทำให้เธอเปิดเปลือกตาขึ้นมามองก็เห็นรถคันนึงที่พุ่งเข้ามาจนเธอเผลอกรีดร้องอย่างลืมตัว
ตกใจหมด! ลืมไปว่าเธอตายไปแล้ว...
หลังจากที่รถสปอร์ตคันหรูจอดสนิทเธอพยายามเพ่งมองคนที่เปิดประตูรถออกมา ร่างระหงของใครบางคนที่คุ้นตาถูกปกปิดด้วยผ้าปิดปากแถมยังสวมเสื้อคลุมมิดชิดใส่แว่นตาดำปิดเสียแทบจะจำไม่ได้ แต่เว้นเธอไว้คนหนึ่ง เพราะเธอจำได้ดีว่าคนที่มีลักษณะแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไม้เบื่อไม้เมาของเธอเอง 'เอมีเลีย' นางร้ายคู่อริที่ชอบจิกกัดกะแนะกระแหน่เธอทุกครั้งไม่ว่าเจอกันกี่ครั้งเธอก็โดนเอมีเลียเข้ามาหาเรื่องทุกครั้ง ถ้าถามว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
ว่าแต่นางร้ายเบอร์หนึ่งของประเทศมาทำอะไรที่นี่ วิญญาณสาวมองไปรอบ ๆ ตัวตึกคูหาสามชั้นที่ตั้งอยู่ในซอยลึกไม่ควรใช่ที่ที่เอมีเลียจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
ประกายดาวเพิ่งจะสังเกตสถานที่ที่เธออยู่ มันดูน่ากลัวเสียเหลือเกินว่าแต่คนอย่างเอมีเลียมาทำอะไรที่นี่กันแน่
วิญญาณสาวลอยมารอบตัวของนางร้ายเบอร์หนึ่งเธอคิ้วขมวดมองคู่อริสาวด้วยความสนใจใคร่รู้ รู้ตัวอีกทีเธอก็ตามเข้ามายังด้านใน
โชคดีที่ไม่มีเจ้าที่เจ้าทางมาคอยกันไว้ดูเหมือนว่าเจ้าของที่นี่จะปล่อยปละละเลยหรือไม่ก็ไม่สนใจเรื่องแบบนี้เสียเท่าไหร่ วิญญาณสาวเลยเดินตามนางร้ายคู่อริเข้าไปได้ง่าย
เมื่อเข้ามาถึงผู้หญิงวัยกลางคนที่อยู่ในชุดสีเขียวคล้ายกับพยาบาลก็พูดขึ้น
"สวัสดีค่ะ สแกนยอดค่าใช้จ่ายตรงนี้แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลยค่ะ"
บรรยากาศในห้องแคสบทเงียบกริบราวกับเวลาหยุดเดินก่อนหน้านั้นพราวดาราดาวรุ่งที่กำลังมีกระแสมาแรงทำได้ดีเสียจนทีมงานพากันชื่นชมไม่หยุดปาก ผู้กำกับเชิดศักดิ์ยังเอ่ยชมด้วยความพอใจ และทุกคนพากันมั่นใจแล้วว่าบทของ 'คุณหญิงแม้นวาด' ใน 'รอยรักข้ามภพ' ตกเป็นของเธอแน่ ๆแต่พอเสียงเรียกชื่อของเอมีเลียซึ่งเป็นหมายเลขสุดท้ายดังขึ้นทุกคนก็หันไปจับจ้องทันที เธอก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบนิ่งแววตาเต็มไปด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ เมื่อเธอเริ่มเล่น เสียงพูดแผ่วเบาและแววตาเปี่ยมด้วยอารมณ์นั้นกลับกลืนเข้ากับบรรยากาศในฉากที่มีกลิ่นอายย้อนยุคคงไว้ซึ่งเป็นแนวพีเรียด ทุกประโยคทุกการขยับร่างกายทุกท่วงท่าล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดบทคุณหญิงแม้นวาดในอดีตที่เฝ้ารอคนรักที่ไม่มีวันสมหวัง เป็นการแสดงผ่านสายตาที่สื่อออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเงียบ....ทีมงานไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่น้อยบางคนถึงขั้นลืมหายใจเลยทีเดียว เพราะในวินาทีนั้นทุกคนต่างก็เห็นเงาร่างของประกายดาวผู้หญิงที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้าผ่านร่างของเอมีเลียอย่างน่าขนลุก"พระเจ้า! เหมือนถูกประกายดาวเข้าสิงเลย" เสียงผู้ช่วยผู้กำกับ พูดอ
ป้าแววที่เดินตามเจ้าของบ้านเข้ามา พอเห็นสภาพของเขาเธอก็ร้องไห้ตาม ก่อนจะพูดในสิ่งที่เกิดขึ้น เธออยากให้เขารู้ว่าทำไมคนที่รักลูกอย่างเอมีเลียถึงสติหลุดออกจากบ้านไปไม่ยอมคุยกับเจ้าตัว“คุณคีรินป้าขอพูดตรง ๆ นะคะ อย่าหาว่าป้าแส่ไม่เข้าเรื่องเลยแต่ป้าก็อยากให้คุณรู้ไว้หากป้าพูดอะไรแล้วคุณไม่พอใจอยากไล่ป้าออกก็แล้วแต่คุณ” เพราะอยากให้เจ้าของบ้านหนุ่มรู้ความจริงเอาไว้บ้าง"ครับ ป้ามีอะไรจะพูดก็พูดเถอะ" เพราะคงไม่มีอะไรที่ทำให้เขาเสียใจมากกว่าลูกและเมียหนีออกจากบ้านไปแล้วล่ะ"คือ ก็ตั้งแต่ที่คุณแคลกับเพื่อนของเธอเข้ามาในบ้านครั้งก่อน หลังจากที่คุณเอมี่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล ป้าเห็นมาตลอดว่าเธอก็อดทนเพราะรู้ว่าคุณแคลเป็นน้องสาวของคุณเธอไม่เคยเถียงอะไรออกมาเลยถึงจะโดนแซะโดนว่า คุณเอมี่ก็แค่ยิ้มรับทั้งที่คำพูดเหล่านั้นมันไม่น่าฟังเลยสักนิด" ป้าแววยังคิดว่าหากเป็นแต่ก่อนที่คุณเอมีเลียความจำเสื่อมคงมีตบกันไปแล้ว"จนมาถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่คุณเอริร้องไห้ คืนนั้นที่ป้าเอานมไปให้คุณเอมี่ ตัวของคุณเอริมีรอยหยิกตรงท้องแขน ป้าไม่อยากจะใส่ร้ายใคร แต่ป้ารู้อ
"เอริ... เอริเป็นอะไรลูก...หือออ ตัวร้อน!"เสียงสะอื้นเบา ๆ ของลูกน้อยที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้เอมีเลียสะดุ้งตื่น ฝ่ามือบางลูบเพื่อต้องการปลอบให้ลูกนอนแต่เพียงแค่สัมผัสเท่านั้นความร้อนผ่าวของเด็กตัวน้อยก็ทำเอาเธอตกใจไฟหัวเตียงถูกเปิดขึ้นทันที ใบหน้าของเด็กน้อยแดงก่ำกระสับกระส่าย ริมฝีปากเล็กขยับครางอยู่ตลอด เอมีเลียวางมือที่หน้าผากของลูกสาวความร้อนสูงจนน่ากลัว เธอรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดเนื้อตัวเพื่อระบายความร้อนก่อนจะรีบอุ้ม ลูกไว้แนบอกน้ำตาร่วงเผาะบนแก้มเล็กโดยไม่รู้ตัว"ไม่เป็นไรนะลูกเดี๋ยวแม่จะพาไปหาหมอ" เธอพูดเสียงสั่นก่อนจะรีบคว้าเสื้อคลุมหยิบกระเป๋าและของใช้ส่วนตัวใส่เข้าไปในนั้นแล้วพาเอริออกจากบ้านทันทีโดยไม่คิดจะบอกใครเพราะความโกรธความน้อยใจและความผิดหวังที่มันยังค้างคาเมื่อมาถึงโรงพยาบาล เพียงแค่บอกว่าเด็กน้อยมีไข้สูงเจ้าหน้าที่ก็รีบพาเข้าไปยังห้องฉุกเฉินทันทีเธอวิ่งตามตัว หวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ก็ถูกพยาบาลดักเอาไว้หน้าห้องฉุกเฉินทำให้เธอได้แต่เดินกระสับกระส่ายอยู่หน้าห้องเธอยกมือกอดอกแน่นเล็บจิกเข้าไปในเนื้อด้วยเครี
ผลั๊กกก!!"เธอทำอะไรลูกสาวฉัน!" เสียงของเอมีเลียตวาดลั่นก่อนที่เธอจะพุ่งเข้าไปผลักพราวจนล้มกระแทกพื้นแล้วเข้าไปอุ้มลูกสาวเข้ามากอดเอาไว้แน่น น้องเอริผวาเมื่อเห็นแม่ก็กอดคอคนเป็นแม่แน่นร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังจนตัวสั่น มือเล็ก ๆ กำเสื้อคลุมของแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อยเป็นจังหวะเดียวกันกับที่คีรินก้าวเข้ามาพอดีน้ำเสียงของเขาเคร่งเครียด"เกิดอะไรขึ้น!"เขารีบพุ่งเข้ามาเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ภรรยาในชุดคลุมเปียกชื้นกำลังอุ้มลูกสาวที่ยังร้องไห้จ้าไม่หยุดข้างล่างมีพราวนั่งอยู่กับที่ใบหน้าขาวซีดมือจับข้อเท้าแสดงอาการเจ็บปวด“ฮึก! พี่คิน...” เสียงของพราวสั่นเครือพร้อมน้ำตาที่คลอหน่วย “พราว...พราวแค่อยากอุ้มน้องเองค่ะแต่น้องร้องขึ้นมาแล้วคุณเอมี่ก็วิ่งเข้ามาผลัก พราวไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ พราวแค่อยากอุ้มหลาน”เสียงสะอื้นกับใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกเพราะความเจ็บทำให้คีรินรีบเข้าไปช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เขาที่กำลังโกรธกับเรื่องข่าวคู่จิ้นของเอมีเลียและตอนที่เห็นภาพตรงหน้าเหมือนกับตอกย้ำ
หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จไปซีนนึง คีรินกับเอมีเลียกำลังกินข้าวอยู่หน้ารถบ้านระหว่างพักกอง ตอนนั้นเองเสียงร้องไห้ของลูกสาวก็ดังขึ้นจากด้านใน พี่เลี้ยงที่อยู่ไม่ไกลรีบลุกขึ้นจะเข้าไปอุ้ม แต่คีรินที่เพิ่งตักข้าวใส่ปากรีบวางช้อนแล้วลุกพรวดก่อนใคร“ไม่เป็นไร ผมจัดการเอง”ไม่นานเสียงร้องไห้ของน้องเอริก็เงียบลงเพียงแค่เขาอุ้มเท่านั้น เอมีเลียมองภาพนั้นเงียบ ๆ ใบหน้าของเขาอ่อนโยนลงมาก เห็นได้ชัดว่าเขารักลูกขนาดไหนเธอเผลอยิ้มออกมาพลางคิดในใจ 'หากเป็นแบบนี้แล้วเขาจะยังหย่ากับเธออยู่รึเปล่า'ในขณะที่ชีวิตครอบครัวกำลังเริ่มต้นขึ้น เอมีเลียในฐานะนักแสดงก็เปล่งประกายเจิดจรัสยิ่งกว่าเดิม หลังจากผลงานเรื่องล่าสุดถูกเผยแพร่ออกไป ทุกคนในวงการต่างพูดถึงเธอไม่หยุดทั้งชื่นชม ทั้งแปลกใจเพราะนางร้ายในอดตีตอนนี้กลับเป็นดารานางเอกแถวหน้าเพียงแค่แสดงเรื่องแรกก็ทำเอาผู้คนลบภาพร้าย ๆ ของเธอไปได้ชื่อของเอมีเลียกลับมาอยู่บนบิลบอร์ดอีกครั้ง พร้อมคำเชิญชวนจากผู้จัดหลายค่ายและในที่สุดเธอก็ได้รับบทนางเอกเรื่องใหม่ต่อเนื่องไม่เพียงแต่มีพีต้า ผู้จัดการคนปัจจุบันที่คอยดูแลงา
ขณะอยู่บนรถที่มุ่งหน้าไปโรงพยาบาล คีรินเอาแต่นั่งกุมมือของเอมีเลียไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาพยายามพูดปลอบเธอทั้งน้ำเสียงสั่น ๆ“อย่าเพิ่งเบ่งนะคนเก่ง เก็บแรงไว้ก่อน เดี๋ยวถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยเบ่ง เข้าใจไหม”เอมีเลียพยักหน้าเหงื่อผุดเต็มขมับ ความเจ็บจุกแน่นแล่นขึ้นมาจนเธอต้องขบริมฝีปากแน่น แต่พอเหลือบเห็นสีหน้าของคีรินที่กลั้นหายใจตาม แถมหน้าเริ่มขึ้นสีเหมือนเป็นคนเจ็บเอง เธอก็หลุดหัวเราะทั้งน้ำตาก่อนจะฮึบเอาไว้เพราะกลัวว่าลูกจะหลุดออกมาซะก่อน“คุณคีริน อย่ากลั้นเองสิคะ เดี๋ยวเป็นลมก่อนฉันคลอดพอดี”“เอมี่” เขาเรียกชื่อเธอเสียงสั่น“หืม คะ?” เธอหันมามองทั้งที่ยังขมวดคิ้วด้วยความเจ็บ“แทนตัวว่า ‘เอมี่’ ได้ไหม”“อื้มม...นี่มันใช่เวลามั้ยเนี่ย ตอนนี้ปวดจะตายอยู่แล้วนะคะ!”“ไม่! อย่าพูดอย่างงั้นสิ เธอต้องไม่เป็นอะไร” เสียงทุ้มพร่าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาบีบมือเธอแน่นขึ้นราวกับจะส่งแรงทั้งหมดที่มีให้ เขาไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว ต่อไปนี้สัญญาจะทำดีกับเธอให้มากกว่านี้ เขายอมรับแล้วว่าขาดเธอไม่ได้จริง ๆ
ไม่ได้เธอต้องทำอะไรสักอย่าง“เอาเถอะ ขอบใจพวกเธอมากที่เอาเรื่องนี้มาบอกนะ” เสียงหวานเรียบของแคลเอ่ยขึ้น ก่อนจะดึงแบงก์สีเทาออกมาจากกระเป๋าเงินแบรนด์หรูแล้วยื่นให้ทั้งสามคน “นี่ เงินเล็กน้อยไว้ใช้ระหว่างนี้ ขอให้หางานได้ไว ๆ”รำไพ หวาน และแก้วรีบยกมือไหว้ขอบคุณด้วยใบหน้าเปื้อนย
“ครับ…แล้ว เอ่อ...ช่างเถอะ ป้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ” คีรินอยากจะถามป้าแววเรื่องอาการคนท้องแต่ปากหนักพูดไม่ออกพอป้าแววออกไป ร่างสูงก็ลุกออกมาจากเก้าอี้เขาเดินมาหยุดที่หน้าต่างตาคมมองไปที่สวนกุหลาบพลางคิดว่าเรื่องสาวใช้พวกนั้นเขาไม่น่าใจร้อนไล่พวกเธอออกไปเลยน่าจะให้อยู่กลั่นแกล้งผู้ห
คีรินเดินหน้าตึงเข้ามาในห้องครัวเพื่อตามหาป้าแววแม่บ้านเก่าแก่ เพราะเขาเองก็อยากจะต่อว่าเธอเล็กน้อยว่าทำไมถึงปล่อยปละละเลยคนรับใช้จนอยู่กันเละเทะได้ขนาดนี้ แต่ในตอนที่เลี้ยวเข้ามาเขาก็ต้องชะงักกับภาพตรงหน้าภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ในครัว ภาพด้านข้างของผู้หญิงคนนั้นที่กำลังตั
ค่ำคืนหลังงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ผ่านไปอย่างสวยงาม พร้อมกับภาพความประทับใจที่ถ่ายทอดสู่สายตาประชาชนทั่วทั้งประเทศ ร่างระหงของดาราสาวในชุดหรูหราที่เพิ่งได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ พร้อมกับเสียงแสดงความยินดีอย่างล้นหลาม เดินออกมาจากสถานที่จัดงานด้วยสีหน้าชื่นมื่น แม้ว่าจะได้แค่บทนักแสดงนำหญิงยอดเยี่







