Masukพรนับพันเดินตามสองพี่น้องขึ้นมายังชั้นสามของคฤหาสน์ ทันทีที่เหยียบย่างขึ้นมาเธอก็สัมผัสได้ถึงความเงียบสงบ ไม่มีคนรับใช้และบอดีการ์ดเดินพลุกพล่านเช่นสองชั้นล่าง
หญิงสาวหยุดยืนมองโถงกว้างซึ่งตรงหน้าเป็นทางเดินทอดยาวกั้นกลางระหว่างประตูห้องสองบานที่หันเข้าหากัน และตรงสุดทางเดินเป็นทางออกสู่ระเบียง
“ห้องคุณเกรซอยู่ทางด้านซ้ายนะครับ ส่วนห้องฝั่งตรงข้ามคือห้องของคุณเซบาสเตียน”
“คะ!” พรนับพันอุทานออกมาตาโต พร้อมหันมามองสองพี่น้องที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉย
“ครับ เชิญตามสบายนะครับ ถ้าต้องการอะไรบอกยัยวิว เอ่อ วิภาวีได้เลย ผมต้องขอตัวก่อน”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะคุณวิศรุต”
วิศรุตโค้งศีรษะรับ ก่อนเดินจากไป พรนับพันจึงหันมาส่งยิ้มสดใสให้กับวิภาวี
“ชื่อวิวใช่ไหมคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“ค่ะ คุณเกรซ” วิภาวีกล่าวพร้อมยิ้มเขินดูน่ารักน่าเอ็นดู ทำเอานางแบบสาวอดยิ้มตามไม่ได้
“ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้ค่ะ เรียกเกรซเฉย ๆ ก็พอ เราน่าจะอายุห่างกันไม่เท่าไหร่”
“ไม่ได้ค่ะ” วิภาวีส่ายหน้าปฏิเสธ “คุณเกรซอายุมากกว่าวิว จะให้วิวเรียกคุณเกรซแบบนั้นได้ยังไง”
“อ๋อ... จะว่าเกรซแก่เหรอคะ” พรนับพันแกล้งงอนเด็กสาว ทำเอาวิภาวีหน้าถอดสีทันที “เกรซล้อเล่นค่ะ งั้นน้องวิวเรียกเกรซว่าพี่เกรซละกันนะ เอ๊ะ ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าพี่อายุเท่าไหร่”
“คือ...” วิภาวีออกอาการเขินก้มหน้างุด ๆ “วิวเป็นแฟนคลับพี่เกรซค่ะ”
“จริงเหรอเนี่ย” พรนับพันเอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“จริงสิคะ” วิภาวีว่าพลางล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบสมาร์ตโฟนออกมากดแสดงหลักฐานต่อนางแบบคนสวย “นี่ค่ะ วิวอยู่ในกลุ่มแฟนคลับพี่เกรซด้วย แล้วก็นี่ วิวกดเลิฟทุกรูปในไอจีพี่เกรซ แล้วก็นี่...”
“จ้า จ้า พี่เชื่อแล้ว ขอบคุณมากนะ”
“ว่าแต่ช่วงนี้พี่เกรซไม่ได้เข้าไปตอบในกลุ่มเลย เป็นเพราะเรื่องข่าวนั้นหรือเปล่าคะ” คำถามของวิภาวีทำเอาดวงหน้าสวยเศร้าลงถนัดตา
“คือช่วงนี้พี่ยุ่ง ๆ น่ะ แต่เดี๋ยวพี่คงต้องเข้าไปทักทายทุกคนซะหน่อย แล้วก็แจ้งข่าวว่าพี่คงต้องพักงานสักระยะหนึ่ง”
“อะไรนะคะ ก็ในเมื่อพี่เกรซไม่ได้ทำอะไรผิด” วิภาวีโวยวายด้วยความไม่พอใจ พรนับพันมองเด็กสาวอย่างซาบซึ้ง
“ขอบใจนะพี่เชื่อใจพี่”
“แฟนคลับทุกคนรู้ดีว่าพี่เกรซเป็นคนยังไง แล้วทุกคนก็รู้ดีว่าคู่กรณีพี่เกรซน่ะนิสัยเสียขนาดไหน พอมีเรื่องแบบนี้ทีไรผู้ชายลอยตัวทุกที แทนที่จะออกมาปฏิเสธ”
“อย่าไปว่าเขาเลย เขาก็น่าจะโดนผู้ใหญ่สั่งมาเหมือนกัน”
“นั่นไงคะ วิวว่าแล้วเชียว พี่ ๆ ในกลุ่มก็คิดแบบนี้” วิภาวีโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย หนำซ้ำยังเสียงดังหนักกว่าเก่า ทำเอาพรนับพันตกใจ เพราะบนชั้นสามแห่งนี้เงียบชนิดที่หายใจยังได้ยิน เธอรีบมองซ้ายมองขวา ก่อนหันมากล่าวกับเด็กสาวที่กำลังเดือดดาลแทนเธอ
“พี่ว่าเราเข้าไปคุยในห้องดีกว่า”
เมื่อได้ยินดังนั้น วิภาวีจึงรีบเปิดประตูห้อง และเดินนำนางแบบสาวเข้าไปข้างใน ภาพตรงหน้าทำเอาพรนับพันมองนิ่งอย่างไม่เชื่อสายตา เนื่องจากห้องนี้หรูหราใหญ่โต ถูกแบ่งออกเป็นโซนนั่งพักผ่อน อันมีชุดโซฟาหนังสีครีมเรียบหรู และชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดยักษ์ อีกฝั่งของห้องเป็นเตียงนอนสี่เสาขนาดคิงไซต์สีครีมตกแต่งด้วยมุ้งลูกไม้ที่ถูกรวบเอาไว้ตรงเสาทั้งสี่ราวกับเป็นเตียงนอนเจ้าหญิงในเทพนิยาย
“เอ่อ...วิว แน่ใจนะว่านี่คือห้องของพี่”
“ค่ะ” วิภาวีหันมายิ้มรับ “ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ”
กล่าวจบเด็กสาวก็เดินลึกเข้าด้านใน ตรงหัวเตียงฝั่งซ้ายซึ่งมีทางเดินลึกเข้าไปด้านหลังพรนับพันเดินตามเข้าไปก็ต้องเบิกตาโพลงกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้า
เมื่อพบกับห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ที่มีเสื้อผ้าแขวนเรียงรายอัดแน่นทุกส่วน อีกฝั่งของห้องมีตู้กระจกใส ภายในเต็มไปด้วยกระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนมคอลเล็กชันล่าสุด
“วิว นี่มันของใครกัน”
“ของพี่เกรซทั้งหมดเลยค่ะ”
“บ้าน่า”
“จริง ๆ ค่ะ คุณเซบาสเตียนสั่งตกแต่งห้องนี้ใหม่ทั้งหมด และสั่งซื้อของทั้งหมดในห้องมาเพื่อพี่เกรซ” คำตอบของวิภาวีทำให้คิ้วเรียวสวยขมวดย่น เธอกวาดสายตามองรอบห้องลองคำนวณมูลค่าคร่าว ๆ แล้วก็ยิ่งกลัดกลุ้ม
“วิว คุณเซบาสเตียนยังอยู่ที่ห้องทำงานหรือเปล่า”
“ไม่น่าจะอยู่แล้วค่ะ ท่านต้องเข้าประชุมที่บริษัท ตอนเย็นก็มีเลี้ยงรับรองแขกจากต่างประเทศ ท่านสั่งให้วิวอยู่กับพี่เกรซจนกว่าพี่เกรซจะเข้านอน”
“อะไรนะ” พรนับพันเอ่ยถามก่อนหลุดขำออกมา “นี่วิวมาเป็นผู้ช่วยของพี่หรือว่ามาเป็นพี่เลี้ยงกันแน่”
“พี่เกรซน่ะ อย่าขำสิคะ ก็เจ้านายสั่งมาแบบนี้ใครจะกล้าขัด”
“จ้า...งั้นมาทำหน้าที่ผู้ช่วยเร็ว ช่วยพี่เอาของออกจากกระเป๋ากันดีกว่า”
พรนับพันว่าพลางกวักมือเรียกเด็กสาวให้เดินตามไปยังกระเป๋าเดินทางที่วางอยู่ตรงปลายเตียง ก่อนช่วยกันลงมือรื้อเสื้อผ้าข้าวของออกจากกระเป๋าเก็บเข้าตู้
5 ปีต่อมาภายในห้องทำงานของท่านประธานแห่งอาณาจักร The Palace บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เนื่องจากห้องทำงานสุดหรูในตอนนี้ไม่ต่างจากเนิร์สเซอรีขนาดย่อม ชุดโซฟาราคาแพงถูกย้ายไปวางกองรวมกันตรงมุมห้อง และถูกแทนที่ด้วยเต็นท์ผ้าขนาดใหญ่สีชมพูพาสเทล รายล้อมไปด้วยของเล่นต่าง ๆ มากมายวางเรียงรายเต็มห้องท่านประธานแห่ง The Palace นั่งประจำที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน หมั่นละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป มองไปยังลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในกระโจมผ้าสีหวาน เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงอยู่ในห้วงนิทรา คนเป็นพ่อก็ยิ้มออกมา ก่อนมองเลยไปยังกรอบรูปบนผนังห้องภาพงานวิวาห์อันยิ่งใหญ่ที่เขาจัดให้ภรรยาอันเป็นที่รักเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ความทรงจำอันแสนล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ภาพถัดไปคือแก้วตาดวงใจที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด เด็กหญิงเอวาริณ ธนากิจอนันต์ ในภาพนั้นคือวันที่ทารกน้อยลืมตาดูโลกเมื่อ 4 ปีก่อน นอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของพรนับพันตลอดห้าปีมานี้ชีวิตของเซบาสเตียนมีแต่ความสุข และมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขากำจัดความเสี่ยงทุกอย่างในชีวิตที่อาจนำภัยอันตรายมาสู่ครอบครัว รวมถึงการ
“ผอมลงไปเยอะเลยนะที่รัก ไม่ค่อยได้ทานข้าวเหรอ หืม” เขาเอ่ยกระซิบถามข้างหูเล็ก พลางลูบไล้ตามสัดส่วนโค้งเว้าที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกตัวยาวสีดำ“ใครจะไปทานลงล่ะคะ” เธอแสร้งกล่าวเสียงกระเง้ากระงอด“ผมขอโทษนะครับที่รัก ไหนดูซิว่าผอมไปมากแค่ไหน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ฝังใบหน้าลงไปบนซอกคอระหง สูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาว ก่อนพรมจูบบนผิวเนื้ออ่อนเรื่อยลงมาจนถึงเนินอกอวบอิ่มมือหนาข้างหนึ่งคว้าขอบเกาะอกด้านบนและดึงรั้งลงมาจนเผยให้เห็นสองเต้าขาวโพลน จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า อ้าปากครอบครองยอดอกสีหวาน ดูดดุนโลมเลียสร้างความเสียวซ่านจนเธอหลุดเสียงครางเบา ๆ ออกมาพร้อมแอ่นอกรับ ขณะเดียวกันมือเล็กเข้าขยุ้มกลุ่มผมสีน้ำตาลเพื่อระบายความซ่านสยิว“อ๊ะ...บาสเตียน”เสียงครางชื่อแสนหวานทำให้เซบาสเตียนต้องยอมผละออกจากทรวงอกอวบอิ่ม ขยับกายขึ้นจุมพิตแก้มนวลด้วยความทะนุถนอม จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มคืบคลานลงไปด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ามือหนาสองข้างก็เข้าคว้าชายกระโปรงชุดเดรส ออกแรงดึงตรงรอยแหวกจนขาดเป็นทางยาว“อื้อ ฉีกชุดเกรซทำไมคะ บอกดี ๆ ก็ได้” หญิงสาวกล่าวประท้วงทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ เขาจับขาเสลาสองข้างแยกออกจากกัน จากนั้น
เซบาสเตียนอุ้มพรนับพันขึ้นมายังห้องทำงาน ก่อนจะพาเธอเข้าไปยังห้องลับที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ที่ซึ่งเขาใช้เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัว ชายหนุ่มวางร่างบางลงบนโซฟาหนังสีดำตัวยาวก่อนนั่งลงเคียงข้าง มือหนาสองข้างยกขึ้นจับไหล่บอบบางเพื่อให้เธอหันมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคร้ามนิ่งงัน “ที่รัก ผมกลับมาแล้วนะ” “...” ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่ากลีบปากบางนั้นสั่นระริกจนเธอต้องเม้มเอาไว้แน่น ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออกมายาว ๆ “ผมคิดถึงคุณมากเลย” เสียงนุ่มทุ้มว่าพลางยกมือข้างหนึ่งจากไหล่มน ย้ายมาประคองแก้มนวล ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหมายจะจุมพิต ทว่ามือเล็กกลับยกขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกห่าง และนั่นทำให้ชายหนุ่มได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาจากดวงตาคู่งาม “คนบ้า ทำไมทำกับเกรซแบบนี้ ทำไมหายไปไม่ติดต่อกลับมาเลย ฮือ ฮือ” พรนับพันร้องไห้โฮระบายความอัดอั้นตันใจพร้อมกำมือแน่นทุบกำปั้นลงบนแผงอกกว้าง “คุณรู้ไหมว่าเกรซเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน เกรซจะไปตามหาคุณที่เวกัสอยู่แล้ว คุณจะทำให้เกรซเป็นบ้าตาย รู้ไหมว่าการรอข่าวของคุณในแต่ละวันมันทรมานมาก
เมื่อถึงวันงานเปิดตัวโพรเจกต์ The Palace พรนับพันก็พยายามครองสติเอาไว้ เพื่อให้งานผ่านพ้นไปได้ราบรื่น โดยมีวิภาวีและทีมงานคนสนิทคอยชวนคุย ดึงความสนใจ ไม่ให้นางแบบสาวมีเวลาคิดฟุ้งซ่านโดยงานในวันนี้เป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว นอกจากความยิ่งใหญ่ตามสไตล์ The Palace แล้ว ทุกคนยังอยากรู้ชื่อโครงการที่ประธานหนุ่มปิดเอาไว้เป็นความลับอีกด้วยงานถูกจัดขึ้นภายในห้องแกรนด์บอลรูมของอาคารสำนักงานใหญ่ The Palace โดยพรนับพันได้นั่งอยู่ด้านหน้าร่วมกับกรรมการบริหารท่านอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้วิศรุตได้ทำการเปิดประชุมบอร์ดบริหารเพื่อแจ้งให้ผู้บริหารได้ทราบว่า เซบาสเตียนติดภารกิจสำคัญทำให้ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้ทัน จึงได้มอบอำนาจให้แก่พรนับพันดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าขัดข้อง เพราะไม่อยากมีปัญหากับประธานหนุ่มในภายหลังพรนับพันนั่งมองพิธีกรหนุ่มบนเวทีด้วยแววตาเลื่อนลอย จนกระทั่งพิธีกรหนุ่มประกาศเชิญเธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปิดป้ายโครงการ“ขอเชิญคุณพรนับพัน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราขึ้นบนเวทีเพื่อเปิดป้ายสุดเซอร์ไพรส์ของโครงการด้วยครับ” สิ้นเสียงพิธีกรหนุ่ม แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็ต่างปรบมือกันเ
“เป็นยังไงบ้าง” วิศรุตที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ภายในห้องครัวของคฤหาสน์ธนากิจอนันต์เอ่ยถามน้องสาวที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา ทว่าวิภาวีถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนส่ายศีรษะเบา ๆ หลายวันมานี้นางแบบสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอน ข้าวปลาแทบไม่ยอมแตะ รับประทานคำสองคำตามการคะยั้นคะยอของวิภาวี “วิวเคาะเรียกตั้งนานแต่ไม่มาเปิด น่าจะอยู่ในห้องน้ำ เดี๋ยวอีกสักพักว่าจะขึ้นไปใหม่” “คงต้องใช้เวลาสักพัก” สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนเป็นน้องจะเอ่ยถามขึ้น“มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหมพี่รุต”คำถามเดิมที่ถามซ้ำ ๆ เช่นทุกวัน ด้วยหวังว่าจะได้ข่าวคราวความคืบหน้าอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเซบาสเตียนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทุกคนก็ยังคงไม่หมดหวัง“พี่ติดต่อทีมบอดีการ์ดทางนั้นได้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกอะไร พวกนั้นอ้างเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะ พี่ส่งทีมของพี่ตามไปแล้ว อีกไม่นานคงรู้เรื่อง”“เฮ้อ ความคืบหน้าแค่นี้เองเหรอ วิวสงสารพี่เกรซจังเลย” วิภาวีเอ่ยเสียงเศร้าพลางมองถาดอาหารซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่พรนับพันโปรด
พรนับพันฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนราบอยู่บนโซฟาตัวยาวภายในห้องทำงาน โดยมีวิภาวีนำยาดมสมุนไพรจ่อที่ปลายจมูกเล็ก “พี่เกรซ เป็นไงบ้าง ไปโรงพยาบาลไหม” พรนับพันส่ายศีรษะปฏิเสธก่อนค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อวิภาวีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นช่วยประคอง ก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง พรนับพันเหม่อมองไปยังโต๊ะทำงานของเซบาสเตียนด้วยนัยน์ตาสั่นไหว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พลางคิดถึงสิ่งที่วิศรุตได้นำมารายงานไปก่อนหน้านี้ หัวใจของเธอก็พลันวูบโหวง ความรู้สึกห่วงหาอาทรก่อตัวขึ้น พร้อมความหวาดกลัวด้วยไม่รู้ว่าคนรักจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร “วิว...” เธอเอ่ยเรียกวิภาวีด้วยเสียงเบาหวิว โดยไม่ยอมละสายตาจากโต๊ะทำงานของเซบาสเตียน “คะ พี่เกรซ” “มีความคืบหน้าอะไรอีกไหม” “เอ่อ...คือ...” วิภาวีอึกอัก ด้วยไม่รู้จะกล่าวตอบออกไปอย่างไรดี ยิ่งได้เห็นใบหน้าเศร้าหมองของพรนับพัน คำพูดทั้งหลายก็พร้อมใจกันจุกแน่นอยู่ในลำคอ “บอกพี่มาเถอะ ขอร้อง” เสียงหวานอ้อนวอนเจือสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ “พี่เกรซต้องเข้มแข็ง







