Masukทันทีที่ล้อทั้งสี่จอดนิ่งสนิท วิศรุตที่ยืนรออยู่หน้าคฤหาสน์ก็รีบเดินมาเปิดประตูให้เธอ
“เชิญครับ คุณพรนับพัน”
“ขอบคุณค่ะ คุณวิศรุต เอ่อ คุณเรียกฉันว่าเกรซเฉย ๆ ก็ได้นะคะ ต่อไปนี้เราคงต้องร่วมงานกันอีกนาน”
“ครับคุณเกรซ” วิศรุตตอบรับพร้อมเหลือบไปเห็นกระเป๋าเดินทางสองใบที่บอดีการ์ดหนุ่มขนลงมาจากรถก็เกิดความข้องใจ “ของคุณเกรซมีแค่นี้เหรอครับ”
พรนับพันได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มแห้งออกมา
“เกรซเอาพวกของแบรนด์เนมราคาแพงไปขายหมดแล้วค่ะ” วิศรุตพยักหน้ารับ ก่อนผินหน้าไปยังประตูทางเข้าคฤหาสน์ พร้อมผายมือออกมา
“งั้นเชิญด้านในดีกว่าครับคุณเซบาสเตียนรออยู่”
นางแบบสาวยิ้มรับ ก่อนเดินตามวิศรุตไปตามทางเดินทอดยาว ผ่านห้องโถงรับรองแขกหรูหราขนาดใหญ่ที่บรรดาสาวใช้ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง บางคนเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ เมื่อเธอพยายามส่งยิ้มทักทาย กลับทำให้สาวใช้เหล่านั้นตกใจรีบก้มหน้าหลบตา
เมื่อวิศรุตพาเธอมาถึงห้องทำงานของเซบาสเตียน ชายหนุ่มก็ผลักประตูเข้าไปด้านใน ภายในห้องทำงานไม่ได้มีเพียงเจ้าของเคหสถานเท่านั้น ทว่ามีสาวสวยสองคนกำลังยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานของเซบาสเตียน
“อ้าว มาแล้วเหรอเกรซ” เซบาสเตียนเรียกชื่อเล่นของเธอราวกับคนคุ้นเคย ทำเอาเจ้าของชื่อชะงักไปเล็กน้อย แต่เธอก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“ค่ะ สวัสดีค่ะ” พรนับพันกล่าวทักทายพร้อมยกมือไหว้ชายผู้ที่กำลังจะกลายเป็นเจ้านายของเธอตลอดหนึ่งปีเต็ม
เซบาสเตียนลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานเดินตรงมาหาเธอ ก่อนเข้าประชิดและยกมือหนาขึ้นโอบเอวบาง พรนับพันตกใจเล็กน้อย ทว่าเธอก็ไม่ขัดขืน เพราะเกรงว่าจะเป็นการหักหน้ามาเฟียหนุ่มต่อหน้าลูกน้อง
เธอยอมเดินตามชายหนุ่มมานั่งลงบนโซฟาตัวยาวแต่โดยดี
“มารี เธอออกไปได้” น้ำเสียงราบเรียบค่อนไปทางกระด้างเอ่ยขึ้น ทำให้หนึ่งในหญิงสาวที่ยืนอยู่โค้งศีรษะรับ และเดินจากไป เหลือเพียงหญิงสาวอีกคนที่ดูท่าทางน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ
“เกรซ นี่คือวิภาวี เป็นน้องสาวของวิศรุต และผมจะยกให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของคุณ” เซบาสเตียนกล่าวจบวิภาวีก็ยิ้มสดใสส่งมาให้กับเธอ
“อะไรนะคะ เกรซต้องมีผู้ช่วยด้วยเหรอคะ ช่วยอะไรค่ะ” พรนับพันหันมาเอ่ยถามมาเฟียหนุ่มพร้อมเลิกคิ้วสูง
“ช่วยทุกอย่าง ไม่ว่าคุณจะต้องการอะไร วิภาวีต้องทำ”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ เพราะวิภาวีกับวิศรุตคือคนที่ไว้ใจได้รองจากผม”
“...” เมื่อถูกนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นจ้องเขม็งเธอก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ จึงได้แต่นั่งสงบปากสงบคำอย่างยอมจำนน
“สองคนออกไปรอข้างนอกก่อน” เซบาสเตียนออกคำสั่งเสียงเข้ม สองพี่น้องก็รีบออกไปอย่างรวดเร็วปล่อยให้พรนับพันมองตามตาละห้อย
เมื่ออยู่ภายในห้องตามลำพัง หัวใจของเธอก็เริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาเสียดื้อ ๆ จะว่าเป็นเพราะความหวาดกลัวก็ไม่ใช่ เพราะหลังจากที่ได้พบกันเมื่อสามวันก่อน เธอรู้สึกคุ้นเคยกับชายหนุ่มราวกับรู้จักกันมานาน ความรู้สึกที่เคยหวาดกลัวก็พลันหายไป มันกลายเป็นความประหม่าเข้ามาแทนที่ ด้วยไม่รู้ว่าจะรับมือต่อชายผู้นี้อย่างไร อาจเป็นเพราะดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น ที่จ้องมองราวกับจะกลืนกินเธอทุกครั้งที่มีโอกาส
พรนับพันรีบขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไป ก่อนตัดสินใจหันมาเผชิญหน้าคนข้างกาย ทว่าพอเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หัวใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้น
ใบหน้าหล่อเหลาสไตล์ลูกครึ่งอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่คืบ ใกล้จนเธอได้กลิ่นหอมละมุนจากน้ำหอมแบรนด์ดังที่ให้ความรู้สึกสะอาดสดชื่น ทำเอาเธอเผลอสูดดมอย่างลืมตัว
เมื่อดวงตาทั้งคู่สบประสานกัน เธอจึงรีบถอยออกห่าง แต่กลับถูกมือหนารั้งเอวบางเอาไว้
“นี่คุณเซบาสเตียน คุณจะทำอะไร คุณตั้งใจจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วใช่ไหม”
“แบบนี้มันแบบไหน เกรซเข้าใจว่ายังไง หืม” เขาเอ่ยถามออกมาด้วยเสียงนุ่มทุ้ม แบบที่เธอไม่เคยได้ยิน พร้อมใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่เกี่ยวปลายผมลอนยาวสีน้ำตาลของเธอขึ้นมา
“คุณจะบังคับขืนใจเกรซเหรอคะ” เธอกล่าวออกมาด้วยเสียงหวานอันสั่นพร่า ทว่าดวงตาคู่สวยนั้นพร้อมสู้ ทำให้คนตัวโตกระตุกยิ้มเล็กน้อยด้วยความชอบใจ
“ถึงผมจะต้องการคุณขนาดไหน แต่ผมก็ไม่มีวันบังคับคุณหรอกเกรซ” เซบาสเตียนเกี่ยวปลายผมนุ่มสลวยขึ้นมาจุมพิต ทำเอาใบหน้าสวยหวานแดงซ่าน
“ต้องการ....หมายความว่า...”
“ก็หมายความตามนั้น คุณไปพักผ่อนเถอะ ผมมีงานต้องทำ”
เซบาสเตียนรวบเอวบางดึงคนตัวเล็กลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนเดินพาเธอมาส่งหน้าห้อง ทันทีที่ประตูไม้สีน้ำตาลเปิดออกก็พบว่าวิศรุตและวิภาวียืนรออยู่แล้ว
“ดูแลคุณเกรซให้ดี”
“ครับ/ค่ะ”
เมื่อรับคำสั่งจากเจ้านายอย่างหนักแน่น สองพี่น้องก็เดินนำพรนับพันออกไป โดยมีสายตาลุ่มลึกของเซบาสเตียนมองตามไปจนลับตา
5 ปีต่อมาภายในห้องทำงานของท่านประธานแห่งอาณาจักร The Palace บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เนื่องจากห้องทำงานสุดหรูในตอนนี้ไม่ต่างจากเนิร์สเซอรีขนาดย่อม ชุดโซฟาราคาแพงถูกย้ายไปวางกองรวมกันตรงมุมห้อง และถูกแทนที่ด้วยเต็นท์ผ้าขนาดใหญ่สีชมพูพาสเทล รายล้อมไปด้วยของเล่นต่าง ๆ มากมายวางเรียงรายเต็มห้องท่านประธานแห่ง The Palace นั่งประจำที่อยู่หลังโต๊ะทำงาน หมั่นละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อป มองไปยังลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ภายในกระโจมผ้าสีหวาน เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงอยู่ในห้วงนิทรา คนเป็นพ่อก็ยิ้มออกมา ก่อนมองเลยไปยังกรอบรูปบนผนังห้องภาพงานวิวาห์อันยิ่งใหญ่ที่เขาจัดให้ภรรยาอันเป็นที่รักเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวาน ความทรงจำอันแสนล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินค่าได้ภาพถัดไปคือแก้วตาดวงใจที่รักยิ่งกว่าสิ่งใด เด็กหญิงเอวาริณ ธนากิจอนันต์ ในภาพนั้นคือวันที่ทารกน้อยลืมตาดูโลกเมื่อ 4 ปีก่อน นอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมกอดของพรนับพันตลอดห้าปีมานี้ชีวิตของเซบาสเตียนมีแต่ความสุข และมันก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน เขากำจัดความเสี่ยงทุกอย่างในชีวิตที่อาจนำภัยอันตรายมาสู่ครอบครัว รวมถึงการ
“ผอมลงไปเยอะเลยนะที่รัก ไม่ค่อยได้ทานข้าวเหรอ หืม” เขาเอ่ยกระซิบถามข้างหูเล็ก พลางลูบไล้ตามสัดส่วนโค้งเว้าที่อยู่ภายใต้ชุดเดรสเกาะอกตัวยาวสีดำ“ใครจะไปทานลงล่ะคะ” เธอแสร้งกล่าวเสียงกระเง้ากระงอด“ผมขอโทษนะครับที่รัก ไหนดูซิว่าผอมไปมากแค่ไหน” กล่าวจบชายหนุ่มก็ฝังใบหน้าลงไปบนซอกคอระหง สูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาว ก่อนพรมจูบบนผิวเนื้ออ่อนเรื่อยลงมาจนถึงเนินอกอวบอิ่มมือหนาข้างหนึ่งคว้าขอบเกาะอกด้านบนและดึงรั้งลงมาจนเผยให้เห็นสองเต้าขาวโพลน จากนั้นเขาก็ไม่รอช้า อ้าปากครอบครองยอดอกสีหวาน ดูดดุนโลมเลียสร้างความเสียวซ่านจนเธอหลุดเสียงครางเบา ๆ ออกมาพร้อมแอ่นอกรับ ขณะเดียวกันมือเล็กเข้าขยุ้มกลุ่มผมสีน้ำตาลเพื่อระบายความซ่านสยิว“อ๊ะ...บาสเตียน”เสียงครางชื่อแสนหวานทำให้เซบาสเตียนต้องยอมผละออกจากทรวงอกอวบอิ่ม ขยับกายขึ้นจุมพิตแก้มนวลด้วยความทะนุถนอม จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มคืบคลานลงไปด้านล่าง ขณะเดียวกันฝ่ามือหนาสองข้างก็เข้าคว้าชายกระโปรงชุดเดรส ออกแรงดึงตรงรอยแหวกจนขาดเป็นทางยาว“อื้อ ฉีกชุดเกรซทำไมคะ บอกดี ๆ ก็ได้” หญิงสาวกล่าวประท้วงทว่าชายหนุ่มหาได้สนใจ เขาจับขาเสลาสองข้างแยกออกจากกัน จากนั้น
เซบาสเตียนอุ้มพรนับพันขึ้นมายังห้องทำงาน ก่อนจะพาเธอเข้าไปยังห้องลับที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ที่ซึ่งเขาใช้เป็นห้องพักผ่อนส่วนตัว ชายหนุ่มวางร่างบางลงบนโซฟาหนังสีดำตัวยาวก่อนนั่งลงเคียงข้าง มือหนาสองข้างยกขึ้นจับไหล่บอบบางเพื่อให้เธอหันมาเผชิญหน้า ดวงตาคู่สวยจ้องมองใบหน้าคมคร้ามนิ่งงัน “ที่รัก ผมกลับมาแล้วนะ” “...” ไร้ซึ่งเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่ากลีบปากบางนั้นสั่นระริกจนเธอต้องเม้มเอาไว้แน่น ก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และผ่อนออกมายาว ๆ “ผมคิดถึงคุณมากเลย” เสียงนุ่มทุ้มว่าพลางยกมือข้างหนึ่งจากไหล่มน ย้ายมาประคองแก้มนวล ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหมายจะจุมพิต ทว่ามือเล็กกลับยกขึ้นดันแผงอกแกร่งให้ถอยออกห่าง และนั่นทำให้ชายหนุ่มได้เห็นหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาจากดวงตาคู่งาม “คนบ้า ทำไมทำกับเกรซแบบนี้ ทำไมหายไปไม่ติดต่อกลับมาเลย ฮือ ฮือ” พรนับพันร้องไห้โฮระบายความอัดอั้นตันใจพร้อมกำมือแน่นทุบกำปั้นลงบนแผงอกกว้าง “คุณรู้ไหมว่าเกรซเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน เกรซจะไปตามหาคุณที่เวกัสอยู่แล้ว คุณจะทำให้เกรซเป็นบ้าตาย รู้ไหมว่าการรอข่าวของคุณในแต่ละวันมันทรมานมาก
เมื่อถึงวันงานเปิดตัวโพรเจกต์ The Palace พรนับพันก็พยายามครองสติเอาไว้ เพื่อให้งานผ่านพ้นไปได้ราบรื่น โดยมีวิภาวีและทีมงานคนสนิทคอยชวนคุย ดึงความสนใจ ไม่ให้นางแบบสาวมีเวลาคิดฟุ้งซ่านโดยงานในวันนี้เป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ยังไม่เปิดตัว นอกจากความยิ่งใหญ่ตามสไตล์ The Palace แล้ว ทุกคนยังอยากรู้ชื่อโครงการที่ประธานหนุ่มปิดเอาไว้เป็นความลับอีกด้วยงานถูกจัดขึ้นภายในห้องแกรนด์บอลรูมของอาคารสำนักงานใหญ่ The Palace โดยพรนับพันได้นั่งอยู่ด้านหน้าร่วมกับกรรมการบริหารท่านอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้วิศรุตได้ทำการเปิดประชุมบอร์ดบริหารเพื่อแจ้งให้ผู้บริหารได้ทราบว่า เซบาสเตียนติดภารกิจสำคัญทำให้ไม่อาจปลีกตัวกลับมาได้ทัน จึงได้มอบอำนาจให้แก่พรนับพันดำรงตำแหน่งรักษาการแทน ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าขัดข้อง เพราะไม่อยากมีปัญหากับประธานหนุ่มในภายหลังพรนับพันนั่งมองพิธีกรหนุ่มบนเวทีด้วยแววตาเลื่อนลอย จนกระทั่งพิธีกรหนุ่มประกาศเชิญเธอขึ้นไปบนเวทีเพื่อเปิดป้ายโครงการ“ขอเชิญคุณพรนับพัน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราขึ้นบนเวทีเพื่อเปิดป้ายสุดเซอร์ไพรส์ของโครงการด้วยครับ” สิ้นเสียงพิธีกรหนุ่ม แขกเหรื่อที่มาร่วมงานก็ต่างปรบมือกันเ
“เป็นยังไงบ้าง” วิศรุตที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ภายในห้องครัวของคฤหาสน์ธนากิจอนันต์เอ่ยถามน้องสาวที่เพิ่งเดินถือถาดอาหารเข้ามา ทว่าวิภาวีถอนหายใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนส่ายศีรษะเบา ๆ หลายวันมานี้นางแบบสาวเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องนอน ข้าวปลาแทบไม่ยอมแตะ รับประทานคำสองคำตามการคะยั้นคะยอของวิภาวี “วิวเคาะเรียกตั้งนานแต่ไม่มาเปิด น่าจะอยู่ในห้องน้ำ เดี๋ยวอีกสักพักว่าจะขึ้นไปใหม่” “คงต้องใช้เวลาสักพัก” สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คนเป็นน้องจะเอ่ยถามขึ้น“มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหมพี่รุต”คำถามเดิมที่ถามซ้ำ ๆ เช่นทุกวัน ด้วยหวังว่าจะได้ข่าวคราวความคืบหน้าอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเซบาสเตียนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทว่าทุกคนก็ยังคงไม่หมดหวัง“พี่ติดต่อทีมบอดีการ์ดทางนั้นได้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอกอะไร พวกนั้นอ้างเรื่องความปลอดภัย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะ พี่ส่งทีมของพี่ตามไปแล้ว อีกไม่นานคงรู้เรื่อง”“เฮ้อ ความคืบหน้าแค่นี้เองเหรอ วิวสงสารพี่เกรซจังเลย” วิภาวีเอ่ยเสียงเศร้าพลางมองถาดอาหารซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารที่พรนับพันโปรด
พรนับพันฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตนเองนอนราบอยู่บนโซฟาตัวยาวภายในห้องทำงาน โดยมีวิภาวีนำยาดมสมุนไพรจ่อที่ปลายจมูกเล็ก “พี่เกรซ เป็นไงบ้าง ไปโรงพยาบาลไหม” พรนับพันส่ายศีรษะปฏิเสธก่อนค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เมื่อวิภาวีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นช่วยประคอง ก่อนจะนั่งลงเคียงข้าง พรนับพันเหม่อมองไปยังโต๊ะทำงานของเซบาสเตียนด้วยนัยน์ตาสั่นไหว ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น พลางคิดถึงสิ่งที่วิศรุตได้นำมารายงานไปก่อนหน้านี้ หัวใจของเธอก็พลันวูบโหวง ความรู้สึกห่วงหาอาทรก่อตัวขึ้น พร้อมความหวาดกลัวด้วยไม่รู้ว่าคนรักจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร “วิว...” เธอเอ่ยเรียกวิภาวีด้วยเสียงเบาหวิว โดยไม่ยอมละสายตาจากโต๊ะทำงานของเซบาสเตียน “คะ พี่เกรซ” “มีความคืบหน้าอะไรอีกไหม” “เอ่อ...คือ...” วิภาวีอึกอัก ด้วยไม่รู้จะกล่าวตอบออกไปอย่างไรดี ยิ่งได้เห็นใบหน้าเศร้าหมองของพรนับพัน คำพูดทั้งหลายก็พร้อมใจกันจุกแน่นอยู่ในลำคอ “บอกพี่มาเถอะ ขอร้อง” เสียงหวานอ้อนวอนเจือสั่นเครือ ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาเอ่อคลอ “พี่เกรซต้องเข้มแข็ง







