Share

บทที่ 4 ชีวิตในชนบท

last update Terakhir Diperbarui: 2025-08-02 14:33:00

หยางซีหวนคิดไปถึงเรื่องในฝันด้วยความตื่นตระหนก

หลังจากที่เขาช่วยทำศพให้หมิงจู ก็ได้กลับมาที่จวนและนอนพักอย่างเช่นที่เคยทำ แต่เขากลับฝันเห็นนาง

ในฝันเขาเห็นว่านางเป็นวิญญาณล่องลอยเคว้งคว้างไม่มีจุดหมายปลายทาง นางมองไม่เห็นเขา แต่เขากลับมองเห็นนาง แววตาของนางเศร้าเสียใจและสิ้นหวังเป็นอย่างมาก

การพบกันของเขาและนางคือความบังเอิญ ตอนนั้นเขายังเป็นเพียงคุณชายรักสนุก หนีออกจากค่ายทหารมาเที่ยวเล่น และได้พบเจอนางที่ปลอมตัวเป็นบุรุษ เดิมทีเขารู้ได้สักพักแล้วว่านางเป็นสตรี แต่เพราะไม่อยากให้นางขายหน้าจึงยอมตามน้ำแสร้งทำเป็นไม่รู้ต่อไป

แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเขาและนางกลับยืนอยู่คนละฝั่ง แม้เขาจะมองนางเป็นสหายรัก แต่เขาในยามนั้นไม่มีอำนาจย่อมไม่อาจเข้าข้างนางได้ เขาจำต้องเลือกตระกูลหยางด้วยความจำใจ เขาทำได้เพียงมองดูนางถูกหยางฮองเฮากลั่นแกล้งสารพัด สุดท้ายก็ต้องทนมองนางเดินไปสู่ความตายด้วยความเจ็บปวด

เขายังจำรอยยิ้มของนางได้ นางงดงามและสดใสเป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่ความสดใสร่าเริงนั้นได้เลือนหายจากโลกใบนี้ไปตลอดกาลเสียแล้ว

แต่ทว่าสวรรค์กลับเล่นตลก ในฝันนั้นเขาเห็นว่านางได้หายลับไปจากสายตา แต่ไม่นานภาพในฝันกลับค่อยๆเปลี่ยนไปยังหมู่บ้านหนึ่ง เขาจำได้ว่ามันคืออำเภอเซียงถง วิญญาณของนางถูกดึงเข้าไปอยู่ในร่างของสตรีน้อยนามว่าไป๋เยว่ซินอย่างน่าพิศวง

เขาสะดุ้งตื่นคิดว่าตนเองฝันเหลวไหลเพราะคิดถึงนางมากเกินไป แต่ฝันนั้นมันกลับทำให้เขาอยากค้นหาคำตอบ เขาจึงส่งคนไปสืบดูที่อำเภอเซียงถงว่ามีบ้านตระกูลไป๋และสตรีน้อยนามว่าไป๋เยว่ซินอยู่จริงหรือไม่

องค์รักษ์ลับกลับมารายงานเขาว่า

มี!

ใจของเขาเต้นรัวแรงอย่างบ้าคลั่ง เดิมทีเขาไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลพวกนี้ แต่เมื่อได้ประสบพบเจอกับตนเองมันกลับทำให้เขาเปลี่ยนความคิด

องค์รักษ์ลับรายงานว่าไป๋เยว่ซินคนนั้นแต่ก่อนเป็นคนเรียบร้อยอ่อนหวาน ขี้กลัว แต่ไม่นานมานี้นางล้มป่วยปางตาย หลังจากที่นางฟื้นขึ้นมากลับมีนิสัยที่แปลกไป

เพื่อให้แน่ใจเขาจึงมาพบนาง นางดูเย็นชาและไม่ยอมใคร อีกทั้งยังกล้าถกเถียงกับคนของเขาอย่างไม่ยินยอม ช่างนิสัยเหมือนกับหมิงจูไม่มีผิด!

ที่สำคัญนางเรียกเขาว่าแม่ทัพใหญ่ ทั้งที่เพิ่งเคยพบเจอหน้ากันเป็นครั้งแรก

มันทำให้เขาค่อนข้างมั่นใจว่านั่นคือหมิงจูอย่างแน่นอน

แต่ถึงแม้จะได้พบนางอีกครั้งหนึ่ง เขากลับไม่อาจเปิดเผยตัวตนของนางได้ เพราะเกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับนาง บางคราการที่นางกลายเป็นสตรีน้อยบ้านนอกเช่นนี้อาจจะดีกว่าการมีชีวิตอยู่ในวังหลวง

หยางซีทั้งดีใจและตกใจในคราเดียวกัน เขาไม่คิดเลยว่า มันจะเป็นเรื่องจริง

ด้านไป๋เยว่ซินนั้นเพราะระยะนี้ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ยามที่ตื่นมาในตอนเช้าจึงรู้สึกสดใสยิ่ง หญิงสาวเข้าครัวทำอาหารแต่เช้า วันนี้ไป๋เซียงมาช่วยนางทำอาหารด้วย

หลายวันที่คลุกคลีอยู่กับไป๋เซียงทำให้ไป๋เยว่ซินรู้ว่าไป๋เซียงพี่สาวของนางนั้นมีฝีมือเย็บปักที่งดงามมาก ฝีเข็มละเอียดประณีตอ่อนช้อย นางที่เป็นถึงองค์หญิงยังเทียบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แม้แต่นางกำนัลในวังหลวงบางคนยังฝีมือเทียบไม่ได้กับไป๋เซียง หากได้ไปอยู่ในกองภูษาแน่นอนว่าย่อมต้องก้าวหน้าในเร็ววันเป็นแน่

"ท่านพี่ น้องรอง ท่านกลับมาแล้วหรือ อาฟานของแม่ก็กลับมาแล้ว"

เสียงเอะอะที่ด้านนอกทำให้ไป๋เยว่ซินหันมาสบตากับไป๋เซียงคราหนึ่ง พวกนางทำอาหารเสร็จพอดีจึงรีบล้างมือและออกมาที่ด้านนอก

เมื่อมาถึงก็พบว่าบิดาของนาง ท่านลุงใหญ่และพี่ชายได้กลับมาแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ไป๋เยว่ซินได้พบกับบิดา ท่านลุง และพี่ชายของตนเอง

ท่านพ่อของนางมีอายุเพียงสามสิบกว่า แต่ ใบหน้ากลับเหี่ยวย่นกว่าอายุจริงเพราะตรากตรำทำงานในเทือกสวนไรนามาตั้งแต่เด็ก ส่วนท่านลุงใหญ่ก็ไม่ต่างกัน อีกคนหนึ่งคือไป๋ฟานพี่ชายของนาง หน้าตาของเขาหล่อเหลาใช้ได้ อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของบัณฑิตผู้รักเรียนอีกด้วย

เมื่อเห็นน้องสาวทั้งสองออกมาต้อนรับ ไป๋ฟานก็รีบเดินเข้ามาหาพร้อมกับมอบของเล่นให้ไป๋เยว่ซินและไป๋เซียง ไป๋เยว่ซินรับมันมาถือเอาไว้ พบว่ามันคือกลองป๋องแป๋งและของเล่นของด็กในชนบทอีกหลายชิ้น นางถึงกับทำหน้าไม่ถูก นี่มันของเล่นเด็กน้อยชัดๆ พี่ชายของนางเอาของเล่นพวกนี้มาให้เจ้าของร่างเดิมเล่นตลอดเลยหรือ

กลับบ้านมาครานี้ ไป๋จงและไป๋ชวนซื้อของกลับมาไม่น้อย ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า ได้กินอาหารด้วยกันและได้พูดคุยสนทนากันถึงเรื่องที่ผ่านมา ไป๋จง ไป๋ชวน และไป๋ฟานถึงกับตบเข่าฉาดเมื่อได้ทราบเรื่องที่พวกนางถูกคนตระกูลหลินรังแก อีกทั้งยังสมน้ำหน้าคนตระกูลหลินที่ถูกทำโทษ ซ้ำยังชมว่านางเก่งมากที่ปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและพี่สาวได้ นับว่านางเติบโตรู้ความแล้ว

ไป๋เยว่ซินมองพวกเขาด้วยแววตาที่อ่อนโยนขึ้นไม่น้อย  นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ร่วมวงกินข้าวกับคนในครอบครัว 

มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ท่านพ่อคีบหมูให้นาง ท่านลุงคีบผักให้นาง พี่ชายและพี่สาวคอยป้อนขนมหวานให้นาง ความรู้สึกของการมีครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้นางไม่เคยพบเจอมาก่อนเลยในชีวิต

มันทำให้นางรู้สึกผูกพันกับพวกเขาอย่างไม่รู้ตัว

หลายวันต่อมาหลังจากที่พักผ่อนกันจนหายเหนื่อยแล้ว พวกเขาก็คิดว่าถึงเวลาที่จะเริ่มทำสวนทำนาได้แล้ว

แม้จะเป็นช่วงฤดูร้อนแต่ยังคงมีฝนตกลงมาอยู่บ้าง จึงเหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวสาลีเป็นอย่างยิ่ง

ตระกูลไป๋ทำเทือกสวนไร่นามาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ พวกเขาช่วยกันทำสวนทำนาหาเลี้ยงชีพ ทุกคนที่อยู่ในจวนไม่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายเช่นคุณหนูในนครหลวง

คราแรกทุกคนลงความเห็นกันว่าจะให้ไป๋เยว่ซินอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปทำงานหนัก แต่เพราะไป๋เยว่ซินไม่อยากอยู่บ้านคนเดียว นางอยากไปเรียนรู้ชีวิตของเหล่าชาวนาชาวไร่ จึงขอติดตามไปด้วย เมื่อเห็นว่าไม่อาจทัดทานนางได้ พวกเขาจึงตอบตกลง ท่านพ่อให้นางนั่งบนเกวียนไป โดยคนที่ลากเกวียนให้นางนั่งก็คือไป๋ฟาน

ไป๋เยว่ซินรู้สึกว่ามันแปลกใหม่ใช้ได้เลยสำหรับนาง มันคล้ายกับว่านางกำลังนั่งเกี้ยวแต่เกวียนนี่ออกจะโคลงเคลงไปเสียหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นไป๋เยว่ซินกลับรู้สึกชอบมันมาก

สายลมพัดมาเป็นระลอก ให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก หยาดพิรุณโปรยปรายลงมาเป็นระยะ ตลอดทางมีเหล่าชาวบ้านที่ออกมาทำนาของตนเอ่ยทักทายพวกนางอย่างสนิทสนม อากาศที่แสนบริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติเช่นนี้มันทำให้ไป๋เยว่ซินรู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง

ที่นาของตระกูลไป๋นั้นไม่ได้มีหลายหมู่เท่าใดนัก แต่ก็พอทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้ ที่นาของนางอยู่ห่างไกลจากแปลงนาของบ้านอื่นๆอยู่พอสมควร

เมื่อมาถึงแปลงนา ไป๋เยว่ซินก็กระโดดลงมาจากเกวียนลาก ก่อนจะเดินมานั่งหลบฝนที่เพิงเก่าๆหลังหนึ่งซึ่งท่านลุงใหญ่และท่านพ่อของนางช่วยกันสร้างเอาไว้หลบฝน

"น้องเล็ก เจ้ากินนี่ร้องท้องก่อนเร็วเข้า"

ไป๋เยว่ซินที่กำลังมองมองทุ่งนาด้วยความสนใจเมื่อได้ยินเสียงพูดของไป๋ฟานจึงหันกลับมามองเขา ก่อนจะพบว่าเขากำลังยื่นขนมรากบัวมาตรงหน้านาง 

ไป๋เยว่ซินยิ้มออกมาทันที

"พี่ใหญ่ไปซื้อมาเมื่อใดกัน?"

"ข้าไปต่อแถวตั้งแต่เช้าแล้วกว่าจะได้มาไม่ง่ายเลยนะ รีบกินเร็วเข้า"

ไป๋เยว่ซินยื่นมือไปรับขนมรากบัวมาถือเอาไว้ เมื่อเปิดห่อขนมออกก็พบว่ามันมีถึงแปดชิ้นด้วยกัน นางยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะแบ่งชิ้นหนึ่งให้ไป๋ฟาน แรกเริ่มพี่ชายนางไม่ยอมกิน บอกว่าจะให้นางกินคนเดียว เขายืนมองนางกินก็อิ่มแล้ว แต่เมื่อเห็นว่านางเริ่มจะโมโหแล้วเขาจึงยอมรับขนมไปกินเพราะกลัวน้องสาวจะโกธรตน

ส่วนที่เหลือนางก็แบ่งให้ไป๋เซียง ท่านลุงใหญ่ ท่านพ่อ ท่านป้าสะใภ้ ท่านแม่และอาหลิงคนละชิ้น

ทุกคนในครอบครัวกินขนมไปพลางสนทนากันไปพลางด้วยความสุขใจ

เมื่อกินอิ่มแล้วจึงเริ่มลงมือทำงาน ไป๋เยว่ซินเองก็ค่อยๆเรียนรู้การใช้ชีวิตจากพวกเขาไปทีละน้อย

การปลูกข้าวสาลีนั้นสามารถปลูกได้ในดินหลายชนิด และทนทานต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้ง ทำให้เหมาะกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งอำเภอเซียงถงก็อยู่ทางเหนือพอดี อีกทั้งพวกมันยังชอบดินที่มีการระบายน้ำดีและไม่เป็นกรดจัดหรือเค็มจัด ไม่ต้องให้น้ำมาก เพียงอาศัยฝนเล็กน้อยก็สามารถเติบโตได้แล้ว

บิดาและพี่ชายของนางขุดดิน ส่วนมารดาทั้งสองและพี่สาวต่างช่วยกันหยอดเมล็ดพันธ์ข้าว ไป๋เยว่ซินมองดูพวกเขาด้วยความสนใจ จึงอยากลองทำดูบ้าง แต่เพราะนางไม่เคยทำเรื่องพวกนี้จึงค่อนข้างทุลัักทุเล แต่ถึงอย่างนั้นนางกลับไม่ยอมแพ้ อย่างไรเสียย่อมต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตใหม่ให้ถึงที่สุด

หญิงสาวยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะยกกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำขึ้นมาดื่ม พร้อมกับมองไปยังที่นาเบื้องหน้าด้วยแววตาครุ่นคิด

หากหาเมล็ดผักมาปลูกรอบๆแปลงนาด้วยก็คงจะดีไม่น้อย จะได้มีรายได้อีกทาง

ตอนนี้นางไม่ใช่องค์หญิงผู้สูงส่งอีกต่อไปแล้ว อย่างไรย่อมต้องคิดหาทางเลี้ยงชีพตน เพราะอย่างไรนางก็ไม่คิดจะกลับไปหาเสด็จพ่อ ไม่คิดกลับเข้าวังหลวงอีก

ไป๋เยว่ซินส่ายหน้าไปมา นางไม่คิดถึงเรื่องเก่าก่อนอีก

ก่อนหน้านี้จำได้ว่าอีกไม่นานไป๋ฟานจะต้องเข้าร่วมสอบขุนนาง ท่านลุงใหญ่และท่านพ่อบอกว่าหากข้าวสาลีขายได้ราคาดี จะเก็บเงินส่วนนั้นเอาไว้ให้ไป๋ฟานไปสอบที่นครหลวง ไป๋ฟานเป็นทายาทที่เป็นบุรุษเพียงคนเดียวของตระกูลไป๋ ทุกคนย่อมฝากความหวังเอาไว้กับเขา

ไป๋เยว่ซินค่อนข้างไม่เห็นด้วย แต่ไม่อาจคัดค้าน นางไม่อยากตัดอนาคตพี่ชาย แต่ทว่าในใจของนางเองก็ไม่อยากให้ไป๋ฟานเข้าไปพัวพันข้องเกี่ยวกับพวกขุนนางเจ้าเล่ห์ในราชสำนัก คนใส่ซื่อเช่นไป๋ฟานย่อมตามคนพวกนั้นไม่ทันเป็นแน่ แทนที่จะสร้างความรุ่งโรจน์ นางเกรงว่าจะกลายเป็นสร้างหายนะแก่ตระกูลไป๋เสียมากกว่า

แต่จะทำเช่นไรได้เล่า ในเมื่อท่านลุงใหญ่และพ่อของนางมีความคิดฝังหัวว่าหากบุตรชายสามารถสอบได้เป็นขุนนางครอบครัวย่อมสุขสบายตามไปด้วย พวกเขาก็หวังกับบุตรชายเพียงคนเดียวซึ่งนางเองก็เข้าใจดี

ช่างเถิด อย่าเพิ่งคิดในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง บางครามันอาจจะไม่มีเรื่องให้ปวดหัวก็ได้

ใช้เวลาอยู่ที่ไร่นาเกือบครึ่งค่อนวันในที่สุดก็ได้เวลากลับเรือนเสียที ตอนกลับนางอยากเดินบ้างเพราะไม่อยากให้ไป๋ฟานต้องมาเข็นนางทั้งตอนไปและตอนกลับ

สองข้างทางมีดอกไม้ดอกหญ้าขึ้นเต็มไปหมด ไป๋เยว่ซินเก็บมันมาพินิจดูตลอดทาง พลางยิ้มร่าเริงและสนทนากับไป๋เซียงเป็นระยะ

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่ามีคนกำลังยืนรอพวกนางอยู่ที่หน้าบ้าน

เป็นนายอำเภอเจี่ยง!

ทุกคนต่างหันมามองหน้ากัน ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองที่นายอำเภอเจี่ยงอีกครา ก่อนหน้านี้นายอำเภอเจี่ยงมีท่าทีเย็นชายิ่ง แต่ทว่าวันนี้เขากลับมีท่าทีนอบน้อมไม่หลงเหลือท่าทีวางตนข่มท่านเช่นวันนั้นอีก อีกทั้งยังยิ้มให้ไป๋เยว่ซินอย่างประจบเอาใจ

"แม่นางไป๋ คราก่อนข้าทำผิดต่อพวกเจ้า ตัดสินคดีไม่ยุติธรรม ซ้ำยังหลงเชื่อคนชั่วเช่นคหบดีหลิน วันนี้จึงนำของมามอบให้เพื่อเป็นการไถ่โทษ เจ้าดูสิ หมูตัวนั้นข้าไปหาซื้อมาจากตลาดต่างอำเภอเชียวนา เป็นหมูพันธ์ดี และนี่ก็คือเมล็ดผักหลายชนิด อ้อ ยังมีพวกของเล่น ของใช้เล็กๆน้อยๆด้วยนา แม่นางไป๋ได้โปรดรับไว้ด้วย"

ไป๋เยว่ซินฟังจบก็ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น พลางครุ่นคิดว่านายอำเภอเจี่ยงวันนี้มาไม้ไหนกันแน่หรือหยางซีจะสั่งให้เขามาทำสิ่งใดแผลงๆกับครอบครัวของนางอีก?

ด้านนายอำเภอเจี่ยงนั้นเมื่อเห็นว่าไป๋เยว่ซินยังไม่เอ่ยตอบรับก็เริ่มแข้งขาสั่น พร้อมกับร้องโอดครวญในใจ

ช่วยรับไปเร็วๆทีเถอะแม่นาง หากเจ้าไม่ยอมรับของ กลับจวนไปข้าคงถูกเจ้านายตนกระทืบระบายอารมณ์เป็นแน่ ข้าแข้งขาไม่ดีแล้ว เจ้าเมตตาข้าด้วยเถอะ!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 26 ความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้น

    คำพูดเหล่านั้นของหยางซี ไป๋เยว่ซินไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ามันสั่นคลอนจิตใจของนางมากเหลือเกิน อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงสตรีตัวน้อย มีเลือดเนื้อมีจิตใจ ย่อมเป็นไม่ได้ที่จะไม่รู้สึกอันใดกับคำพูดของเขานางและเขารู้จักกันมานาน ผ่านเรื่องราวหลายเหตุการณ์มาด้วยกันทั้งทุกข์และสุข แต่สิ่งหนึ่งที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นในใจของไป๋เยว่ซินนั่นก็คือความรู้สึกของนางที่มีต่อหยางซีนางและเขาเริ่มจากการเป็นสหาย นานวันเข้ากลับกลายเป็นความผูกพันที่ยากจะตัดขาด แต่นางเองก็รู้ดีว่า นางไม่อาจพัฒนาความสัมพันธ์นี้ไปอีกระดับหนึ่งได้ แม้นางจะบอกว่าไม่อยากถือสากับเรื่องราวในอดีต แต่อย่างไรนางก็ไม่อาจหนีพ้นความจริงที่ว่าหยางซีคือคนตระกูลหยางไปได้อยู่ดีค่ำคืนนี้ช่างยาวนานนัก ไป๋เยว่ซินมองดูไป๋เซียงที่นอนหลับอยู่บนเตียงคราหนึ่ง ก่อนที่นางจะเลื่อนสายตามองออกไปที่นอกหน้าต่างอีกหน พระจันทร์บนท้องฟ้ากลมโตงดงามเป็นอย่างมาก นานมากแล้วที่นางไม่ได้นั่งมองดูพระจันทร์อย่างสบายใจเช่นนี้ยามนี้นางมีชีวิตใหม่แล้ว หากว่าหยางซีไม่คิดจะทำให้นางและคนตระกูลไป๋เดือดร้อน นางเองก็ไม่รังเกียจที่จะยอมให้เขาเข้ามาพัวพันในชีวิตของนางอีกครั้ง เพราะที่

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 25 ไฟไหม้

    "นายท่าน จวนตระกูลไป๋เกิดเรื่องแล้วขอรับ"เสียงของนายอำเภอเจี่ยงที่ร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวายทำให้หยางซีที่กำลังล้มตัวลงนอนพลันดีดกายลุกขึ้นมานั่งในทันที ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว ก่อนจะรีบคว้าเสื้อคุลมมาสวมและรีบเปิดประตูเดินออกมาจากห้องนอนทันที"เจ้าว่าอย่างไรนะ!"เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม นายอำเภอเจี่ยงที่วิ่งมาอย่างกระหืดกระหอบรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆคราหนึ่งแล้วจึงรีบเอ่ยตอบ"จวนตระกูลไป๋เกิดเพลิงไหม้ขอรับ ยามนี้ยังไม่อาจควบคุมเพลิงได้ ได้ยินว่าแม่นางไป๋สองพี่น้องติดอยู่ในกองเพลิงด้วยขอรับ ข้าน้อยได้ให้ทหารไปช่วยกันดับไฟ อ้าว นายท่าน!"นายอำเภอเจี่ยงยังพูดไม่ทันจบ คนก็พุ่งกายออกไปเสียแล้ว หยางซีตอนนี้ร้อนใจเป็นอย่างมาก เขารีบกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ก่อนจะควบม้าห้อตะบึงไปยังจวนตระกูลไป๋ในทันทีด้านจวนตระกูลไป๋ยามนี้ยั้งไม่อาจยับยั้งเพลิงไหม้เอาไว้ได้ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าต้นตอของเพลิงนี้มาจากที่ใด ไป๋จง ไป๋ชวน ไป๋ฟาน ช่วยหันยกน้ำมาดับไฟ เถ้าแก่หม่าที่ทราบเรื่องรวมไปถึงชาวบ้านละแวกนั้นก็รีบมาช่วยกันดับไฟอย่างขะมักเขม้น ส่วนนางเกา นางหลี่และอาหลิงยามนี้กำลังนั่งกอดกันร้องไห้เพราะไม่อาจช่วยสิ่งใดได้ ไป

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 24 หาเรื่อง

    หยางซีและไป๋เยว่ซินมองสบประสานสายตากันชั่ววูบหนึ่ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะกระโดดลงมาจากหลังม้า แล้วจึงหันไปสั่งการกับเหล่าทหารของตน ไม่นานนักทหารของหยางซีก็ลากตัวชายสองคนออกมาตรงหน้าร้านขนมหวานตระกูลจาง เถ้าแก่จางที่เห็นเช่นนั้นก็ถึงกับล้มทั้งยืนหยางซียกยิ้มมุมปาก เขาเดินเข้ามาหาเถ้าแก่จาง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา"นี่คือคนที่เจ้าจ้างวานให้ปลอมแปลงลายมือ เขาเป็นบัณฑิตตกยาก สอบไม่ติด เมื่อไร้หนทางทำกินจึงมารับงานที่ผิดกฎหมายเช่นนี้ ส่วนอีกคนคือคนที่เจ้าสั่งให้ไปขโมยสัญญาฉบับจริงมาจากไป๋เยว่ซิน พวกเขาสารภาพกับข้าหมดแล้วว่าเจ้าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง เถ้าแก่จาง เจ้าว่าหลักฐานจากข้า แน่นหนาพอจะจับเจ้าเข้าคุกได้หรือยัง?”เถ้าแก่จางล้มพับลงกับพื้น ไม่มีหน้าจะเอ่ยวาจาใดอีก จะให้เขาเอ่ยโต้แย้งอันใดได้อีกเล่า เมื่อหมดหนทางจะแก้ตัวจึงถูกจับไปไต่สวนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงหยางซีหันมามองไป๋เยว่ซินก่อนจะยิ้มให้นางเล็กน้อย ไป๋เยว่ซินไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงยิ้มตอบเขาอยู่ห่างๆก่อนหน้านี้หยางซีกลับมาถึงอำเภอเซียงถงได้สองวันแล้ว แต่เพราะมีเรื่องให้ต้องจัดการจึงยังไม่ได้เดินทางเข้ามาในตัวอำเภอ ประจวบเหมาะกั

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 23 จำนนด้วยหลักฐาน

    ไป๋เยว่ซินโมโหนัก นางยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วตนเองคราหนึ่ง ด้านคนตระกูลไป๋ที่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็รีบเข้ามาเอ่ยปลอบใจไป๋เยว่ซินยกใหญ่ ไป๋จงบิดาของนางถึงกับบอกว่าหากทำอันใดไม่ได้ ก็ขายขาดสูตรขนมนั่นไปเสีย อย่างไรก็รับเงินของเถ้าแก่จางแล้ว ไป๋เยว่ซินส่ายหน้าไปมา พร้อมกับบอกทุกคนว่านางอยากอยู่คนเดียวสักครู่หนึ่ง เมื่อคนในบ้านได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้าขัดใจนางจึงรีบออกไปจากห้องทันทีเมื่ออยู่เพียงลำพังแล้ว ไป๋เยว่ซินก็พยายามใช้สติไตร่ตรองว่าจะทำเช่นไรดี ฉับพลันนางก็หาทางออกวิธีหนึ่งขึ้นมาได้ในขณะที่นางกำลังจะไปจัดการตามแผนของตน ก็ได้ยินเจ้าแมวอาซานเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับส่งเสียงร้อง เมื่อไป๋เยว่ซินหันไปมอง ก็พบว่ามันกำลังเดินตรงเข้ามาหานาง ก่อนจะวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงตรงหน้าของนาง ไป๋เยว่ซินที่เห็นกระดาษตรงหน้าชัดๆก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความดีใจ"นี่มัน..."เจ้าแมวอาซานยกมือของตนขึ้นมาเลียอย่างเกียจคร้าน"นายหญิงน้อย นี่คือสัญญาการซื้อขายระหว่างท่านกับเถ้าแก่ชั่วนั่น ข้าไปเอาคืนมาให้ท่านแล้ว เถ้าแก่จางเป็นคนสั่งให้คนมาขโมยไปจริงๆ อีกทั้งข้ายังทราบอีกด้วยว่า ที่เขาสั่งแป้งขนมของท่านไปมากมาย เพ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 22 สัญญาซื้อขาย

    ร้านขนมหวานตระกูลจางตั้งอยู่ไม่ไกลจากภัตตาคารตระกูลหม่าเท่าใดนัก อีกทั้งยังเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอเซียงถง ผู้คนต่างแวะเวียนมาซื้อขนมหวานที่ร้านนี้กันอย่างไม่ขาดสาย เพราะมีขนมหลากหลายและรสชาติดี ไป๋เยว่ซินเคยซื้อมาชิมครั้งหนึ่ง พบว่าจะรสชาติดีแต่ออกจะหวานเลี่ยนเกินไปเสียหน่อย หวานจนแสบคอไปเสียด้วยซ้ำ ซ้ำร้ายขนมบางชิ้นเนื้อแป้งก็หยาบแข็งจนสากคออีกด้วยเถ้าแก่ร้านขนมหวานตระกูลจาง เป็นคนไม่ค่อยชอบความวุ่นวาย ได้ยินคนแถวนั้นบอกว่าสักเดือนหนึ่งเขาจะมาที่นี่สักครั้ง และไป๋เยว่ซินก็สืบทราบมาได้ว่าทุกวันที่สิบห้าของเดือนเขาจึงจะเข้าร้านไป๋เยว่ซินเดินเข้ามาในร้านพร้อมนำขนมเค้กฟักทองมาด้วย ขนมนี่เป็นสูตรลับที่นางได้มาจากตำราพิเศษ ไม่เคยมีผู้ใดทำขายมาก่อน เมื่อผู้ดูแลร้านเห็นว่านางเดินเข้ามาในร้านก็จำนางได้ทันที จึงรีบเข้ามาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง"แม่นางน้อย วันนี้จะรับขนมใดดีขอรับ"ไป๋เยว่ซินยิ้มตาหยี พลางเอ่ยตอบ"ข้าอยากพบเถ้าแก่ร้าน พอดีว่าข้ามีขนมสูตรใหม่อยากให้เขาลองชิม และอยากทำข้อตกลงการค้าร่วมกับเขา"ผู้ดูแลร้านเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ใช้สายตาพิจารณามองไป๋เยว่ซินอย่างดูแคลนวูบหนึ่ง น้ำ

  • เมื่อองค์หญิงใหญ่เกิดใหม่พร้อมตำราจากแดนพิเศษ    บทที่ 21 เค้กฟักทองของไป๋เยว่ซิน

    ด้านไป๋เยว่ซินนั้น ตอนนี้กิจการที่นางทำร่วมกับเถ้าแก่หม่ากำลังไปได้สวยเป็นอย่างมาก ทุกๆวันภัตตาคารตระกูลหม่าจะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนต่างพูดกันปากต่อปากว่าอาหารของภัตตาคารตระกูลหม่านั้นเลิศรสเป็นอย่างมาก ช่วยดึงดูดลูกค้าจากต่างอำเภอรวมไปถึงผู้คนที่สัญจรไปมาให้เข้ามาลองลิ้มชิมรสอีกด้วย เถ้าแก่หม่าถึงกับต้องจ้างคนงานเพิ่มอีกหลายคนเพื่อเข้ามาช่วยงานในภัตตาคารทุกๆสามวัน ไป๋เยว่ซินนำผักและเครื่องปรุงพิเศษไปส่งให้เถ้าแก่หยวนด้วยตนเอง อีกทั้งเถ้าแก่หยวนยังสั่งห้ามคนนอกเข้าไปในห้องครัวนอกจากแม่ครัวและคนที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีคนมาสอบถามเขาก็ตอบโดยหน้าไม่เปลี่ยนสีว่านี่คือสูตรลับใหม่ของเขาที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เหล่าชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นต่างผิดหวังไปตามๆกันในอำเภอเซียงถงแห่งนี้ นอกจากภัตตาคารตระกูลหม่าแล้ว ยังมีภัตตาคารตระกูลหวังอีกแห่งหนึ่งด้วย เมื่อสามปีก่อนบุตรชายของเถ้าแก่หวังสามารถสอบได้เป็นเป็นจ้วงหยวน และได้เข้าไปทำงานในราชสำนักที่นครหลวง รั้งตำแห่งขุนนางขั้นหกในกรมพิธีการ ทำให้มีคนในอำเภอนับหน้าถือตาเถ้าแก่หวังเป็นอย่างมาก กิจการก็ไปได้ดี แต่เถ้าแก่หม่าเคยได้ยินคนพูดว่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status