LOGINบทที่เจ็ดจับเป็นตัวประกันแสงสุดท้ายของตะวันกำลังจางหายไป ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง เงาของป่าเขาค่อย ๆ กลืนกินแสงสว่าง สร้างบรรยากาศอันน่าหวาดระแวงยิ่งขึ้นแผนการขององค์ชายใหญ่หวางเสี่ยเฟิงดำเนินไปตามที่พระองค์วางไว้เด็กชายตัวเล็กที่เป็นเหยื่อล่อเดินแบกตะกร้าไม้ใส่สมุนไพรและปลาตัวเล็ก ๆ เดินตามทางที่ลัดเลาะลงมาจากเชิงเขา ใบหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา ท่าทางไม่ระแวงสิ่งใดเลยแต่ที่จริงแล้ว…ทุกฝีก้าวของเขา ล้วนตกอยู่ในสายตาของคนที่ซุ่มดูอยู่อย่างเหล่าทหารปฏิบัติการก่อนหน้านี้ชาวบ้านในตลาด ร้านอาหาร และโรงเตี๊ยม ล้วนถูกกำชับให้พูดถึงเด็กชายคนนี้เสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว"วันนี้เจ้าลูกชายข้าขึ้นเขาไปคนเดียว กลับมาอีกทีก็ใกล้ค่ำแล้ว""เด็กนั่นเก่งนัก หาเห็ดป่ากับสมุนไพรได้เก่งกว่าใครเลยล่ะ!"คำพูดเหล่านี้ถูกส่งต่อไปตามร้านค้าต่าง ๆ อย่างจงใจ พวกคนร้ายที่แฝงตัวอยู่คงได้ยินหากมีความโลภมากพอย่อมตกหลุมพรางเป็นแน่ความจริงแล้วองค์ชายใหญ่ไม่ได้คิดว่าแผนการจะเห็นผลเร็วขนาดนี้ ทว่า…คงเป็นคนร้ายกลับโลภมากเกินไป พวกมันมิอาจต้านทานโอกาสเช่นนี้ได้เพราะไม่นานพวกมันก็เผยตัวออกมาฟึบ!
บทที่หกใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ"พวกเราจะใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ"เสียงรายงานนั้นดังชัดเจนทั่วห้อง ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่บุรุษหนุ่มที่ทอดกายอย่างเกียจคร้านบนที่นั่งสูงสุด"พวกมันเป็นขบวนการที่เห็นแก่เงิน หากมีเด็กไร้เดียงสาเดินอยู่เพียงลำพังในเขตเป้าหมาย ถึงแม้จะเป็นการหลบหนีทว่าพวกมันย่อมต้องลงมือแน่นอน" ทหารคนสนิทกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"จากนั้นกองกำลังของเราจะซุ่มจับกุมทันที"เหล่าขุนนางตำแหน่งเล็กไม่กล้าขัดใจผู้เป็นใหญ่ในห้องประชุมพากันพยักหน้า ยกเว้นเจ้าเมืองชราผู้ครองตำแหน่งปกครองเมืองหลัวซาน"กระหม่อมไม่เห็นด้วยพะยะค่ะ...หากการใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อเช่นนี้ หากเกิดอันตรายอะไรขึ้น เด็กผู้นั้นจะทำอย่างไร" เสียงของเขาหนักแน่น เต็มไปด้วยความกังวลอย่างจริงใจเนื่องจากชายหนุ่มเป็นทั้งเจ้าเมืองและเป็นพ่อคน มีครอบครัวและลูกน้อยจึงรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของความเป็นพ่อเป็นแม่ดีไม่แพ้ใคร"ขอองค์ชายใหญ่ทรงพิจารณาแผนการอื่นเถิดพะยะค่ะ"ภายในห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะหนึ่ง จนกระทั่งองค์ชายใหญ่เคลื่อนสายพระเนตรมองเจ้าเมืองชราด้วยแววตาเยียบเย็นริมพระโอษฐ์ของหวางเสี่ยเฟิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้
บทที่ห้าองค์ชายใหญ่สายลมพัดผ่าน กลีบดอกเหมยปลิวกระจายไปตามแรงลมอย่างไรจางจิ่วเม่ยไม่สนใจเท้าบางเร่งฝีเท้าก้าวยาวไปข้างหน้า นางมิอาจเสียเวลาได้แม้เพียงชั่วลมหายใจ ผิงผิง…เจ้าตัวน้อยหายไป หญิงสาวรู้ดีว่าหากไม่รีบตามหา นางอาจต้องสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้เมื่อเร่งตามหามาถึงกำแพงด้านหลังจวนสถานที่อันพบบางสิ่งปกติ ดวงตาคมจับจ้องเข้ากับบางสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นหญ้า ด้ายไหมสีแดงปักเป็นลวดลายละเอียดอ่อน ถุงหอมใบเล็กที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดี สีครามอ่อน…ถุงหอมของผิงผิงหัวใจของจางจิ่วเม่ยกระตุกวูบจางจิ่วเม่ยจำได้ดี…นางเป็นผู้เย็บถุงหอมนี้ด้วยมือตนเอง ด้ายทุกเส้น ทุกปมล้วนร้อยเรียงจากความรักของมารดา นางให้ลูกสาวพกติดตัวเสมอ…แต่ตอนนี้มันกลับตกอยู่ที่นี่?หญิงสาวคุกเข่าลงหยิบมันขึ้นมาแนบกับมือ ปลายนิ้วที่มักสุขุมและเยือกเย็นสั่นไหวเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากแน่น มองดูรอบ ๆ หากผิงผิงเพียงเล่นซุกซน แล้วเหตุใดถุงหอมนี้จึงตกอยู่สายตาของนางไล่มองไปตามแนวพุ่มไม้…และแล้ว สิ่งที่ดึงความสนใจของนางได้ ก็คือช่องขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในเงาของพุ่มไม้ใหญ่ช่องหมาลอดจางจิ่วเม่ยขยับเข้าไปใกล้ นางใช้มือแหวกพ
สี่ อย่าเป็นอันใดไปเวลาต่อมาทางด้านจางจิ่วเม่ยเพิ่งเสร็จสิ้นการสนทนากับแขกอีกสองวันต้องไปเมืองหลวงแม้จะไม่ได้เต็มใจแต่ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้โดยให้ขบวนของตระกูลจางที่เดินทางมาเข้าพักที่เรือนซอมซ่อท้ายจวน ซึ่งปกติเป็นเรือนเปล่าทิ้งร้าง ไม่ใช่เรือนหลักของตระกูลอู๋นางมิได้ใส่ใจมากนัก…แต่ในขณะที่จางจิ่วเม่ยกำลังคิดวางแผนการเดินทางในอนาคตอันใกล้อยู่นั้นเอง…"คุณหนูเจ้าคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"เสียงตะโกนแหลมของสาวใช้ผู้หนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู นางรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา ท่าทางของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความตระหนกและหวาดหวั่น"มีอันใด ไยเจ้าจึงทำสีหน้าเช่นนั้น" จางจิ่วเม่ยขมวดคิ้ว นางไม่คุ้นเคยกับการที่สาวใช้ของตนตกใจถึงเพียงนี้ก่อนที่สาวใช้จะเอ่ยคำใดต่อ มีเสียงเด็ก ๆ ดังแทรกขึ้นมา"ท่านอา! ท่านอา!"เด็กน้อยสามคน สหายของผิงผิง วิ่งตามหลังสาวใช้มาต้อย ๆ ใบหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความไร้เดียงสา"ผิงผิงเก่งเกินไป พวกเราหาไม่เจอเลย!""ใช่! ผิงผิงไปซ่อนที่ใดก็ไม่รู้!"จางจิ่วเม่ยฟังแล้วรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล…เด็กพวกนี้ยังเล็กนักย่อมไม่รู้ถึงความผิด
คงกลัว“เจ้าค่ะ”"คิดถึงและคงกลัวข้าลำบากถึงขนาดส่งรถม้าเก่าซอมซ่อเช่นนั้นเดินทางไกลมารับข้ากลับจวนเลยรึ"แม่นมเฒ่ารู้ทันทีว่าหากนางกล่าวอะไรออกไป จะกลายเป็นคนที่ถูกระบายโทสะอีกครั้งดังนั้นปากคล้ำจึงพูดไม่ออกไปชั่วขณะก่อนที่ร่างของนางจะยิ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของหญิงสาว"หากเจ้ายังไม่พูดความจริงอีก...ข้าจะให้เจ้าโขกศีรษะต่อ"ดวงตาของแม่นมเฒ่าเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น นางรีบคุกเข่าลงต่ำกว่าเดิม ร่างกายสั่นเทาไปหมด"ข้า...ข้าน้อยบังอาจ... มิกล้าโป้ปดต่อไปแล้วเจ้าค่ะ! ความจริงก็คือ...ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลงมาที่จวนตระกูลจาง ให้เรียกตัวองค์หญิงบุญธรรมไปเข้าเฝ้าพระองค์โดยเร็วที่สุดเจ้าค่ะ"บรรยากาศเงียบลงฉับพลันจางจิ่วเม่ยหรี่ตาลง"ที่แท้ก็เพราะมีเหตุจำเป็น...จึงสร้างเรื่องทำดีกับข้านี่เอง" นางถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยเสียงเย้ยหยัน "สงสัยว่าท่านพ่อกับฮูหยินใหญ่ของข้านั้นลืมอดีตที่เคยทำไว้กับข้าแล้วกระมัง"“...”“ได้ ข้าจะกลับไปในอีกสองวัน”จางจิ่วเม่ยแสยะยิ้มก่อนหันหลังเดินเข้าจวน โดยมิแม้แต่จะหันกลับไปมองแม่นมเฒ่าที่กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหลังดวงตาของหญิ
สาม เล่นซ่อนหาจนเกิดเรื่องบรรยากาศรอบลานหินหน้าจวนกลับร้อนระอุไปด้วยความตึงเครียดแม่นมเฒ่าผู้หยิ่งยโสเมื่อครู่บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ร่างของนางยังคงทรุดอยู่บนพื้นเนื่องจากแรงตบของจางจิ่วเม่ย มุมปากยังคงเปื้อนเลือดจากแรงสะบัดมือของหญิงสาวตอนแรกนางยังพยายามทำใจดีสู้เสือ หวังใช้อำนาจของฮูหยินใหญ่แห่งจวนตระกูลจางข่มขู่แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘กบฏ’ และเห็นท่าทีเฉียบขาดของไร้ความลังเลของเจ้านายสาวตรงหน้า ความกลัวก็เข้าจู่โจมร่างของนางอย่างสมบูรณ์นางมิใช่คนโง่เง่าเมื่อเห็นว่าผู้คุ้มกันของจวนอู๋เริ่มเคลื่อนไหวไปตามคำสั่งของจางจิ่วเม่ย นางก็รู้ตัวแล้วว่าตนเองถึงคราวซวยแล้วจริง ๆ"ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าน้อยสมควรตาย ได้โปรดเมตตาให้อภัยข้าด้วยเถิด!" หญิงชรารีบคุกเข่าก้มศีรษะกระแทกพื้นจนเกิดเสียงกระทบหินดังตึก! ตึก! ตึก!"ข้า...ข้าน้อยมันแก่จนโง่เง่าไปหมดแล้วเจ้าค่ะคุณหนู" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "...ที่บังอาจล่วงเกินเจ้านายเช่นคุณหนูใหญ่ ข้าน้อยรู้ตัวแล้วเจ้าค่ะ! ได้โปรดเมตตาข้าเถอะ!"แต่จางจิ่วเม่ยหาได้ตอบรับคำขอนั้นไม่ หญิงสาวปล่อยให้หญิงชราโขกศีรษะกับพื้นอีกหลายครั้งเพื่อรอคอยใ