แชร์

อย่าเป็นอันใดไป

ผู้เขียน: น้องเหม่ยเหมย
last update วันที่เผยแพร่: 2026-09-30 11:25:20

สี่ อย่าเป็นอันใดไป

เวลาต่อมาทางด้านจางจิ่วเม่ยเพิ่งเสร็จสิ้นการสนทนากับแขก

อีกสองวันต้องไปเมืองหลวง

แม้จะไม่ได้เต็มใจแต่ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้

โดยให้ขบวนของตระกูลจางที่เดินทางมาเข้าพักที่เรือนซอมซ่อท้ายจวน ซึ่งปกติเป็นเรือนเปล่าทิ้งร้าง ไม่ใช่เรือนหลักของตระกูลอู๋

นางมิได้ใส่ใจมากนัก…

แต่ในขณะที่จางจิ่วเม่ยกำลังคิดวางแผนการเดินทางในอนาคตอันใกล้อยู่นั้นเอง…

"คุณหนูเจ้าคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"

เสียงตะโกนแหลมของสาวใช้ผู้หนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู นางรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา ท่าทางของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความตระหนกและหวาดหวั่น

"มีอันใด ไยเจ้าจึงทำสีหน้าเช่นนั้น" จางจิ่วเม่ยขมวดคิ้ว นางไม่คุ้นเคยกับการที่สาวใช้ของตนตกใจถึงเพียงนี้

ก่อนที่สาวใช้จะเอ่ยคำใดต่อ มีเสียงเด็ก ๆ ดังแทรกขึ้นมา

"ท่านอา! ท่านอา!"

เด็กน้อยสามคน สหายของผิงผิง วิ่งตามหลังสาวใช้มาต้อย ๆ ใบหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความไร้เดียงสา

"ผิงผิงเก่งเกินไป พวกเราหาไม่เจอเลย!"

"ใช่! ผิงผิงไปซ่อนที่ใดก็ไม่รู้!"

จางจิ่วเม่ยฟังแล้วรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล…

เด็กพวกนี้ยังเล็กนักย่อมไม่รู้ถึงความผิดปกติ แต่สิ่งที่ทำให้นางหวั่นใจยิ่งกว่าคือสีหน้าของสาวใช้ที่มารายงาน

"เจ้าบอกมาเดี๋ยวนี้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น"

สาวใช้รีบกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "บ่าวคิดว่าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้นแน่แล้วเจ้าค่ะ คือพวกคุณหนูคุณชายกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่ แต่ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว ทั้งบ่าวและพวกคุณชายหาคุณหนูผิงผิงไม่เจอเลยเจ้าค่ะ บ่าวให้บ่าวชายช่วยกันตามหาทั่วจวนแล้วก็ยังไม่พบเจ้าค่ะ"

จางจิ่วเม่ยสัมผัสได้ถึงความหนาวเยือกในอกทันที นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววคมกริบ

"เกิดเรื่องนี้ขึ้นได้อย่างไร พวกเจ้าไม่ได้ดูแลผิงผิงตลอดเวลาหรือ"

สาวใช้ทั้งสองคนหน้าถอดสี ตัวสั่นเทา "บ่าวขออภัยเจ้าค่ะ…บ่าวทั้งสองพานายหญิงไปพักผ่อนที่เรือนใหญ่…จึงไม่ได้อยู่คอยดูแล กลับมาอีกทีก็เห็นพวกคุณชายคุณหนูกำลังละเล่นซ่อนหาอยู่ก่อนแล้ว…"

จางจิ่วเม่ยกำหมัดแน่น นางรู้สึกถึงลางร้ายที่คืบคลานเข้ามา

สาวใช้ทั้งสองต่างคุกเข่าลงทันที น้ำตาคลอเบ้า

"บ่าวสมควรตาย บ่าวละเลยหน้าที่จนทำให้คุณหนูน้อยหายไป"

"บ่าวรักคุณหนูมากนักเจ้าค่ะ หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู บ่าวขอตายชดใช้"

จางจิ่วเม่ยหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก นางรู้ว่าการตื่นตระหนกไม่ช่วยอะไรในเวลานี้

"เอาเถอะ…พวกเจ้าลุกขึ้นก่อน"

เสียงของนางเย็นสงบ แต่ในใจของนางตอนนี้ราวกับมีพายุพัดกระหน่ำ

เหล่าสาวใช้ที่คุกเข่าร้องไห้ต่างพากันพยุงร่างขึ้นมาอย่างยากลำบาก นางมองพวกเขาเพียงแวบเดียว ก่อนออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด

"เรียกหัวหน้าผู้คุ้มกันของจวนมาเดี๋ยวนี้"

"เจ้าค่ะ"

เพียงไม่นานกลุ่มผู้คุ้มกันประจำจวนตระกูลอู๋ ต่างมารวมตัวกันตรงหน้าจางจิ่วเม่ย ใบหน้าของพวกเขาล้วนแสดงถึงความเคร่งเครียด พวกเขารู้ดีว่าหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับคุณหนูน้อยของจวน ย่อมหมายถึงพายุร้ายที่จะก่อตัวขึ้น

"พวกเจ้าแยกย้ายกันไปค้นหาผิงผิงให้ทั่วจวน โดยต้องตรวจสอบทุกซอกทุกมุม แม้แต่รอยเท้าก็ห้ามมองข้าม หากยังไม่พบ ก็ให้ตรวจดูว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่"

เสียงของนางทรงอำนาจ ไร้ความลังเล

"หากข้าตามหาผิงผิงไม่พบ…" นางเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะกล่าวช้า ๆ "พวกเจ้าเตรียมตัวออกค้นหาให้ทั่วทั้งเมืองหลัวซาน!"

"รับทราบขอรับคุณหนู"

เสียงของเหล่าผู้คุ้มกันตอบรับพร้อมกัน ก่อนจะแยกย้ายกันออกไปค้นหา

จางจิ่วเม่ยเองก็ก้าวเดินออกจากลานอย่างร้อนใจ นางรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ

ผิงผิง…เด็กน้อยที่นางรักสุดหัวใจจะหายไปได้อย่างไร

ร่างของนางสั่นเล็กน้อย มือเรียวกำมือเข้าหากันแน่นเพื่อรวบรวมสติประคองตนเองให้เข้มแข็ง นางกวาดตามองรอบจวน ทุกซอกทุกมุม ราวกับหวังว่าผิงผิงจะโผล่ออกมาจากที่ใดที่หนึ่ง

"ผิงผิง…เจ้าอย่าเป็นอะไรไปเลย…"

เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปาก ในใจของนางตื่นตระหนกยิ่งกว่าสิ่งใด

ขณะที่หญิงสาววิ่งไปทั่วบริเวณตามหาลูกสาว นางอดไม่ได้ที่จะคิดย้อนถึงอดีต…

ความทรงจำเมื่อเกือบหกปีก่อน ผุดขึ้นมาในหัวของนางราวกับสายน้ำไหลเชี่ยว

นางจำได้ดี…

ช่วงเวลาที่ต้องอดทนต่อความเจ็บปวด ต้องอยู่ตัวคนเดียวในต่างแดน ท่ามกลางผู้คนในดินแดนที่มิใช่บ้านเกิดของตนเอง ไร้คนคอยปลอบประโลม ไร้ไหล่ให้พิงพัก

ทุกวัน ทุกคืน…

ร่างกายของนางค่อย ๆ เปลี่ยนไป ท้องของนางใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับต้องแสร้งทำเป็น ‘ป่วยหนัก’ นอนอุดอู้ซ่อนตนเองอยู่ในห้องนอนคับแคบ

‘องค์หญิงจิ่วเม่ยทรงล้มป่วยหนัก มิอาจลุกจากเตียงได้’

นี่คือคำโกหกที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วแคว้นเยี่ย

เพื่อปกปิดความลับของนาง

เพื่อปกป้องชีวิตหนึ่งซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขตัวน้อยที่กำลังจะถือกำเนิดจากความรักของนางและบุรุษผู้นั้น

นางจึงต้องทนอยู่ในห้องแคบ ๆ มิอาจออกไปพบแสงแดด

อาหารที่นางได้รับมีเพียงของบำรุงเล็กน้อยจากบ่าวที่ภักดีและสหายเพียงหนึ่งเดียวที่นางมีในเวลานั้น

ฤดูหนาวปีนั้นโหดร้ายยิ่ง

อากาศหนาวเหน็บ จางจิ่วเม่ยจึงห่มผ้าหลายชั้น แต่ความอ้างว้างกลับแทรกผ่านเข้ามาในหัวใจของนางลึกยิ่งกว่าความเย็นของหิมะ

นางรู้ดีว่า ลูกของนางต้องปลอดภัย ต้องมีชีวิตรอด ไม่ว่าตนเองจะต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด

‘หึ… องค์หญิงทรงล้มป่วยหนักงั้นรึ?’

‘เช่นนั้นเราก็เพียงแค่รอเวลา…หากพระองค์สิ้นพระชนม์ ก็จะถือเป็นจุดสิ้นสุดสัญญา’

ถ้อยคำที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลและเจตนาร้ายกระซิบผ่านประตู

คนพวกนั้นอยากให้นางตาย!

แต่ถึงกระนั้น…

ในท้องของนาง…มีเจ้าก้อนเนื้อน้อยที่เป็นตัวแทนแห่งความรักของเขาผู้นั้น

‘ข้าจะกลับมารับเจ้าไปอยู่ด้วยหลังจากจัดการธุระเสร็จสิ้น’

บุรุษผู้นั้นจากไป…ทิ้งเพียงคำพูดหนึ่งประโยคแก่นาง ก่อนที่เขาจากไป

แววตาของเขา ยามที่เอ่ยคำว่ารัก ยามที่ให้คำมั่นสัญญา…

ยังตราตรึงอยู่ในหัวใจของนางมาจนถึงวันนี้

ผิงผิงคือสัญลักษณ์แห่งคำสัญญานั้น

นางเติบโตขึ้น เข้มแข็งขึ้นเพื่อลูกน้อยของนาง เพื่อลูกคนเดียวของนาง!

ยามที่นางเอื้อมมือไป… ปลายนิ้วของนางคว้าได้เพียงอากาศอันว่างเปล่า

เขาหายไปแล้ว…

เดือนแล้วเดือนเล่า…

นางอดทน…

นางรอคอย…

แต่ไม่มีผู้ใดกลับมา

ยามที่ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งกัดกินหัวใจของนาง…

เด็กน้อยในครรภ์กลับขยับตัวเรียกสติจางจิ่วเม่ยอยู่เสมอ…

"ใช่สิ…ข้ามีลูกน้อยของข้า"

ดวงตาที่เคยแข็งกระด้างของจางจิ่วเม่ยสั่นไหว ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากภายในท้อง

ไม่ว่าบุรุษผู้นั้นจะกลับมาหรือไม่ ไม่ว่าคำสัญญาจะเป็นจริงหรือเปล่า…

แต่ผิงผิงก็คือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวหัวใจของนางตั้งแต่ตอนนั้นจนกระทั่งถึงเวลานี้

"ผิงผิง...เจ้าต้องปลอดภัย"

เสียงของจางจิ่วเม่ยแผ่วเบา แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดมหาศาล จางจิ่วเมิ่งเลิกระลึกถึงอดีตเปลี่ยนเป็นเร่งฝีเท้าตามหาต่อไปโดยไม่หยุดพัก ไม่สนว่าตนเองกำลังหมดแรง

เพราะสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในชีวิตของนาง… คือผิงผิง!

และในเวลานั้นเอง...

เสียงของหนึ่งในผู้คุ้มกันก็ดังขึ้นจากอีกด้านของจวน

"คุณหนูขอรับ พบร่องรอยผิดปกติแล้ว"

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกกล่าวหาว่าเป็นนางร้าย   51ความหวังดีของคุณหนูเหยียน

    บทที่ห้าสิบเอ็ดความหวังดีของคุณหนูเหยียนหลังจากกิจกรรมยิงธนูบนหลังม้าจบลง บรรยากาศในงานขี่ม้าชมบุปผาเริ่มผ่อนคลายลง บรรดาสตรีและเหล่าบุรุษต่างแยกย้ายกันกลับไปยังตำหนักเปลี่ยนชุดเพื่อถอดอาภรณ์ขี่ม้า แล้วเปลี่ยนกลับเป็นเดิมที่ใส่มาตั้งแต่แรกจางจิ่วเม่ยเองก็เช่นกันเดินตามเส้นทางเลียบแนวไม้ตามนางกำนัลที่ดูแลจนไปถึงตำหนักเปลี่ยนชุด หญิงสาวหรี่ตามองตำหนักไม้หลังเล็กที่ปลูกในมุมลับของสวนหลวง ริมชายป่าเงียบสงัด มีเพียงนางกำนัลอีกหนึ่งคนยืนรอรับอยู่หน้าประตู“มีเพียงข้าคนเดียวที่ใช้งานตำหนักนี้หรือ…” เอ่ยถามขณะกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณ “เพคะ เนื่องจากในงานสตรีฐานะสมาชิกของราชวงศ์จะถูกจัดตำหนักให้ทรงเปลี่ยนชุดแยกเพคะ งานในวันนี้มีฝ่ายสตรีมีเพียงองค์หญิงหนิงเย่วท่านเดียวที่เข้าร่วมงานเพคะ”“อืม”ตำหนักเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่ถูกจัดไว้อย่างสันโดษก็ช่าง…เหมือนกับดักที่ถูกใครบางคนวางหมากล่อเหยื่อให้นางเข้าไปติดกับดี ๆ เหลือเกินดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองประตูที่เปิดแง้มอยู่ก่อนที่นางจะได้ก้าวขาเข้าไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง“องค์หญิงหนิงเย่ว!”จางจิ่วเม่ยหันกลับมาโดยอัตโนมัติ

  • เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกกล่าวหาว่าเป็นนางร้าย   50ในอดีตพวกเราสองพี่น้องรักใคร่

    บทที่ห้าสิบในอดีตพวกเราสองพี่น้องรักใคร่“ข้าคิดถึงพี่หญิงของข้า…พี่จางจิ่วเม่ย อย่างไรเล่าเจ้าคะท่านขันที...” หลินถงหันไปประสานมือคำนับเล็กน้อยต่อหน้าฮองเฮา “หม่อมฉันเคยได้ยินจากอาจารย์ที่สินพวกเราในวัยเยาว์ชมว่าท่านพี่ยิงธนูได้แม่นยำไม่แพ้บุรุษ ทั้งยังขี่ม้าฝึกบ่อยจนชำนาญ เสียดายที่ไม่ค่อยชอบแสดงฝีมือต่อหน้าผู้คนเจ้าค่ะ”นางพูดพร้อมทำสีหน้าเสียดายเล็กน้อย พลางเหลือบตาไปทางพี่สาว ราวกับเป็นเพียงน้องสาวผู้น่ารักที่อยากให้คนได้เห็นความสามารถของพี่หญิงตนเอง“อย่างนั้นเองรึ”“หม่อมฉันภูมิใจในตัวพี่จิ่วเม่ยมากตั้งแต่เล็กที่กล้าพูดขนาดนี้เป็นเพราะอยากให้ทุกท่านได้ชื่นชมฝีมือของพี่หญิงบ้าง เผื่อจะทำให้ท่านทั้งหลายรู้ซึ้งถึง…ความเก่งกาจของสตรีมิได้จำกัดอยู่แค่การเย็บปักถักร้อยเพคะ”ฮองเฮาเลิกพระคิ้ว พลางหันพระพักตร์มองจางจิ่วเม่ยที่นั่งเงียบมาเนิ่นนาน“เช่นนั้น…องค์หญิงหนิงเย่ว เจ้าคิดเช่นไรเล่า”จางจิ่วเม่ยลุกขึ้นอย่างสงบ ก้าวเดินตรงออกมากลางลานอย่างไม่เร่งรีบ ดวงหน้านิ่งเรียบราวกับคลื่นลมบนผิวน้ำยามไร้สายลมพวกเราสองพี่น้องไม่เคยเรียนยิงธนูหรือขี่ม้าในตอนเด็กเสียหน่อย น้องสาวผู้นี้ของจาง

  • เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกกล่าวหาว่าเป็นนางร้าย   49สี่จากห้าเป้า

    บทที่สี่สิบเก้าสี่จากห้าเป้าหลังจากช่วงร่วมดื่มน้ำชากับฮองเฮาสิ้นสุดลง เหล่าสตรีและบุรุษทั้งหลายก็ได้รับคำเชื้อเชิญให้เคลื่อนตัวไปยังลานกว้างด้านหลังศาลาบุปผาสุกสงบ ซึ่งตกแต่งด้วยผืนพรมยาวและพุ่มบุปผาชาติบานสะพรั่ง ลมฤดูใบไม้ผลิพัดแผ่วอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ สองข้างทางส่วนใหญ่มีต้นหลี่ที่ดอกผลิบานตามทางทอดไปยังสนามจัดกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นทหารองครักษ์ยืนเรียงเป็นแถวเตรียมพร้อมดูแลความปลอดภัยอยู่สองฟากทางเดิน หากแหงนหน้าขึ้นไปหน่อยจะเห็นเป้าธนูถูกแขวนอยู่ตามกิ่งต้นหลี่ พร้อมรอให้ผู้กล้าทั้งหลายทดสอบฝีมือในกิจกรรมต่อไปเสียงฆ้องดังก้องกังวานไปทั่วลานฝึกอันกว้างใหญ่ของวังหลวง ขันทีน้อยผู้ทำหน้าที่แทนฮองเฮาก้าวขึ้นมายังแท่นประกาศ สีหน้าขึงขังกล่าวเสียงดังฟังชัด“วันนี้คือวันฤกษ์งามยามดี ตามพระดำรัสของฮองเฮาแห่งแคว้นหาน ทรงจัดงานขี่ม้าชมบุปผา เพื่อสร้างความรื่นเริงผ่อนคลายแก่เหล่าคุณชายคุณหนูทั้งหลาย และทรงประสงค์จะทอดพระเนตรความสามารถของบุตรหลานขุนนางอันเป็นเสาหลักของแผ่นดิน”เสียงปรบมือเบา ๆ ดังขึ้นจากผู้คนโดยรอบขันทีผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย ก่อนยกมือชี้ไปยังสนามกลางซึ่งตกแต่งด้วยธงผ้าและริ้ว

  • เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกกล่าวหาว่าเป็นนางร้าย   48เจ้าสนิทสนมกับพระโอรสของเรารึ

    บทที่สี่สิบแปดเจ้าสนิทสนมกับพระโอรสของเรารึ“องค์หญิงหนิงเยว่เสด็จ”เสียงขันทีผู้หนึ่งขานก้องพร้อมโค้งตัวถวายคำนับก่อนนำนางเข้าสู่ลานด้านในจัดงานเหล่าสตรีที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างลอบมองกันตาไม่กะพริบ บางคนซุบซิบนินทา บางคนดวงตาจ้องจับผิดอย่างเงียบงัน "นี่หรือ…คุณหนูใหญ่แห่งจวนตระกูลจางที่ไปอยู่บ้านนอกเสียหลายปี พอกลับมาก็กลายเป็นองค์หญิงไปเสียแล้วรึ"“ข้าเหมือนได้ยินว่านางได้รับแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงตั้งแต่ยังเด็กไม่ใช่หรือ”“ข้ามิเห็นได้ยินข่าวนั้นเลยแม้แต่น้อย”"อ้าวหรือ ข้าคงจำผิดกระมังแต่เห็นว่าที่นางได้รับพระราชทานตำแหน่งครานี้เพราะถวายผ้าไหมชิงหลัวล้ำค่า…""เพียงเพราะผืนผ้า ถึงกับได้รับพระราชทานนามองค์หญิง…หรือว่ายังมีเหตุอื่นแอบแฝง"เสียงเหล่านั้นลอยมาเป็นระลอกเบา ๆ จางจิ่วเม่ยเพียงแค่นยิ้มมิได้ใส่ใจใด ดวงตาคมทอดมองผ่านสวนดอกไม้ตามฤดูที่เบ่งบานอย่างเต็มที่"คุณหนู…เอ่อ…องค์หญิงเพคะ" อาซิ่นที่เดินเคียงข้างเอ่ยเบา ๆ "พวกเขามองมาทางนี้หมดเลยเพคะ""ให้มองไปเถิด เจ้าไม่ต้องสนใจใคร" หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ "ตราบใดที่ข้าไม่คิดทำผิด ก็ไม่มีเหตุผลใดต้องหลบสายตา"จางจิ่วเม่ยก้าวเข้าสู่ลาน

  • เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกกล่าวหาว่าเป็นนางร้าย   47ข้าแทบจะควักปิ่นเสียบหัวนาง

    บทที่สี่สิบเจ็ดข้าแทบจะควักปิ่นเสียบหัวนางช่วงสายของวันภายในเรือนบัวขาว อันเป็นเรือนของคุณหนูใหญ่จวนตระกูลจางอาซิ่นเพิ่งต้มน้ำชาเสร็จ ยังไม่ทันจะยกกาน้ำออกจากเตา เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็วิ่งเข้ามาตามทางเดินของสวนด้านข้าง ก่อนจะปรากฏร่างของสาวใช้จากเรือนฮูหยินใหญ่ในชุดผ้าฝ้ายเรียบ ๆ ใบหน้าเรียบตึงแฝงความไม่สบอารมณ์ยามต้องมายังเรือนของคุณหนูใหญ่ซึ่งไม่ถูกกับเจ้านายตนเอง“คุณหนูเจ้าคะ...สาวใช้จากเรือนฮูหยินใหญ่นำของมาเจ้าค่ะ” จางจิ่วเม่ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างหน้าต่างทำเพียงเอ่ยเสียงเบา “ให้เข้ามา”สาวใช้จากเรือนฮูหยินใหญ่ยกกล่องไม้ลายสลักโบราณมาวางตรงหน้า พร้อมกับพับผ้าห่อผืนหนึ่งที่ห่อหนังสือหลายเล่มเอาหไว้“ฮูหยินให้ข้าน้อยนำหนังสือบัญชีสินเดิมของอดีตฮูหยินที่ล่วงลับมามอบให้เจ้าค่ะ...รวมถึงกุญแจเรือนเก็บเจ้าค่ะ” จางจิ่วเม่ยรับของอย่างเงียบงัน ก่อนจะหันไปสั่ง “อาเหมย ไปหยิบรายการสินเดิมที่มารดาข้าเคยเขียนเอาไว้มาเทียบ และเดินไปตรวจสอบสินทรัพย์ในเรือนเก็บของทั้งหมดก่อนรับเดี๋ยวนี้”“!!”“เจ้าค่ะคุณหนู”อาเหมยรับคำ ก่อนจะเดินไปพร้อมกับสาวใช้ของแม่เลี้ยงที่ดูท่าทางไม่ใคร่เต็มใจนักเว

  • เมื่อแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกกล่าวหาว่าเป็นนางร้าย   46ฮูหยินใหญ่สำคัญตัวผิดไปหรือไม่

    บทที่สี่สิบหกฮูหยินใหญ่สำคัญตัวผิดไปหรือไม่ถึงเวลาที่จางจิ่วเม่ยต้องกลับมายังจวนตระกูลจางซึ่งเปรียบเสมือนบ้านแต่เพียงในนามของนางเท่านั้น รถม้าคันเล็กเคลื่อนตัวช้า ๆ เข้าจอดหน้าจวนตระกูลจาง เมื่อจางจิ่วเม่ยก้าวลงจากรถม้า สายตาของนางทอดมองไปรอบ ๆ อย่างเฉยเมยหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือจางจิ่วเม่ยต้องกลับมาคือนางมีธุระต้องเร่งสะสางก่อนที่เรื่องจะบานปลายนำหายนะมาให้นางในที่สุดเสียงรองเท้ากระทบพื้นศิลาอย่างมั่นคงดังขึ้นจากด้านใน ไม่นานนักร่างสูงของจางเซียวเจ๋อก็ปรากฏตัวขึ้น เขาแต่งกายด้วยชุดขุนนางเรียบร้อย มีบ่าวคนสนิทเดินตามหลังมาสองสามคนดวงตาของบิดาและบุตรสาวสบกันเพียงครู่เดียวเนื่องจากชายชรารีบเบือนสายตาหนีราวกับไม่เห็นบุตรีคนโตหรือไม่ก็คิดว่านางเป็นอากาศธาตุหนึ่งเท่านั้นเขาเดินผ่านนางไปโดยไม่เอ่ยแม้แต่คำทักทายสั้น ๆ ไม่หยุดชะงัก และไม่ชายตามองบุตรีคนนี้อีกเลยจางจิ่วเม่ยยืนนิ่ง นางไม่ได้เรียก ไม่ได้ขยับ ยังคงยืนอยู่ที่เดิมให้บิดาเดินผ่านไปราวรูปปั้นแกะสลักบ่าวผู้หนึ่งที่คอยเปิดประตูให้จางเซียวเจ๋อเห็นเหตุการณ์นั้นเต็มตา แต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดราวกับคุ้นชินกับภาพเช่นนี้มานานแล้วหญิงสาวหล

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status