LOGIN“เจ้าค่ะ”
"คิดถึงและคงกลัวข้าลำบากถึงขนาดส่งรถม้าเก่าซอมซ่อเช่นนั้นเดินทางไกลมารับข้ากลับจวนเลยรึ"
แม่นมเฒ่ารู้ทันทีว่าหากนางกล่าวอะไรออกไป จะกลายเป็นคนที่ถูกระบายโทสะอีกครั้งดังนั้นปากคล้ำจึงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ก่อนที่ร่างของนางจะยิ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของหญิงสาว
"หากเจ้ายังไม่พูดความจริงอีก...ข้าจะให้เจ้าโขกศีรษะต่อ"
ดวงตาของแม่นมเฒ่าเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น นางรีบคุกเข่าลงต่ำกว่าเดิม ร่างกายสั่นเทาไปหมด
"ข้า...ข้าน้อยบังอาจ... มิกล้าโป้ปดต่อไปแล้วเจ้าค่ะ! ความจริงก็คือ...ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลงมาที่จวนตระกูลจาง ให้เรียกตัวองค์หญิงบุญธรรมไปเข้าเฝ้าพระองค์โดยเร็วที่สุดเจ้าค่ะ"
บรรยากาศเงียบลงฉับพลัน
จางจิ่วเม่ยหรี่ตาลง
"ที่แท้ก็เพราะมีเหตุจำเป็น...จึงสร้างเรื่องทำดีกับข้านี่เอง" นางถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยเสียงเย้ยหยัน "สงสัยว่าท่านพ่อกับฮูหยินใหญ่ของข้านั้นลืมอดีตที่เคยทำไว้กับข้าแล้วกระมัง"
“...”
“ได้ ข้าจะกลับไปในอีกสองวัน”
จางจิ่วเม่ยแสยะยิ้มก่อนหันหลังเดินเข้าจวน โดยมิแม้แต่จะหันกลับไปมองแม่นมเฒ่าที่กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหลัง
ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกายเย็นชา...
'หากพวกเขาคิดว่าข้ายังเป็นสตรีอ่อนแอยอมถูกจับโยนไปโยนมาเช่นในอดีต พวกเขาคิดผิดมหันต์'
ภายในจวนตระกูลอู๋ บรรยากาศในลานกว้างเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเหล่าเด็กน้อย
ลานแห่งนี้เป็นสนามสำหรับเล่นของคุณหนูน้อยผิงผิง วันนี้มีเพียงเด็กสี่คนวัยเดียวกัน และหญิงชราผู้หนึ่งที่มีเรือนผมขาวโพลน อู๋ชิวอิ่ง กำลังนั่งเอนตัวพิงเก้าอี้ หาวออกมาหลายครั้ง สายตาของนางเริ่มพร่ามัวเพราะเลยเวลานอนกลางวันไปมากแล้ว
สาวใช้คนหนึ่งที่คอยปรนนิบัติหญิงชราอยู่ตลอดรีบเข้ามาถามอย่างนอบน้อม
"นายหญิงเจ้าคะ จะเข้าห้องไปพักเลยหรือไม่เจ้าคะ"
อู๋ชิวอิ่งลังเลเล็กน้อย นางกวาดตามองรอบ ๆ ตอนนี้จางจิ่วเม่ย หลานสาวของนางยังไม่กลับจากการรับแขก นางไม่แน่ใจว่าเหตุใดแขกเหล่านั้นถึงใช้เวลานานเช่นนี้
"อืม... หลานสาวข้ายังไม่กลับ ข้าควรจะรอ..."
"นายหญิงเจ้าคะ..." สาวใช้กล่าวเสียงนุ่ม "คุณหนูคงใกล้กลับมาแล้ว อีกอย่าง...ที่นี่เป็นบ้านของเราเอง ไม่มีทางมีอันตรายมาทำร้ายเด็กทั้งสี่คนนี้ได้หรอกเจ้าค่ะ"
หญิงชราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า "อืม ก็จริง ข้าจะไปพักเสียหน่อย"
"เช่นนั้นบ่าวจะพาท่านเข้าไปพัก แล้วจะรีบออกมาเฝ้าคุณหนูน้อยต่อ ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ"
อู๋ชิวอิ่งจึงยอมให้สาวใช้สองคนช่วยพยุงพานางเข้าเรือนไปพักผ่อน
ทางด้านเด็กทั้งสี่คนที่นั่งเล่นกับตัวไหมซึ่งเอามาจากโรงทอผ้าตระกูลอู๋ พวกนางเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย จึงเงยหน้ามองหน้ากัน ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน
"พวกเราเบื่อแล้ว หาการละเล่นอื่นกันเถอะ!"
"ซ่อนหาดีหรือไม่"
"ดี! ดี! ข้าอยากเล่นซ่อนหา"
"เช่นนั้นอาเซียวเป็นคนหา พวกเราทั้งหมดไปซ่อนกันเถอะ!"
เมื่อเด็กน้อยทั้งสี่คนตกลงกันได้ ก็เริ่มต้นเล่นซ่อนหา
"หนึ่ง...สอง...สาม..."
ผิงผิงเป็นเด็กชอบเอาชนะอย่างยิ่ง เด็กน้อยจึงรีบวิ่งไปหาที่ซ่อนทันทีที่สหายเริ่มนับ
"หึหึ! ข้าเป็นเจ้าของจวน ข้ารู้ทุกซอกทุกมุมของที่นี่ ไม่มีทางหาเจอแน่"
ความคิดซุกซนแล่นเข้ามาในหัวของเด็กหญิง เมื่อไม่นานมานี้ ผิงผิงเพิ่งเจอช่องหมารอดข้างหลังจวน ช่องเล็ก ๆ ที่พอให้ร่างเล็กของนางมุดผ่านไปได้
"คิก คิก เช่นนี้อาเซียวก็หาไม่เจอแล้ว"
ผิงผิงหัวเราะเบา ๆ อย่างตื่นเต้น ก่อนจะรีบวิ่งไปทางนั้นทันที โดยไม่รู้เลยว่าวันนี้...โชคชะตากำลังจะเล่นตลกกับเด็กน้อย
เมื่อผิงผิงรอดผ่านช่องกำแพงเล็ก ๆ ไปอยู่ข้างหลังนอกกำแพงจวนได้สำเร็จ นางคิดว่าตนเองฉลาดนัก ซ่อนตัวได้ดีที่สุดในบรรดาเด็กทั้งหมด
แต่ยังไม่ทันได้ยิ้มร่าดี
"อ๊ะ"
เงาดำบางอย่างเคลื่อนมาทางร่างเล็กอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่เด็กน้อยจะทันรู้ตัว...
ผึง!
ถุงกระสอบใบใหญ่ถูกคลุมลงมาทับตัวนางเสียแล้ว
"!!"
"อื้อ อื้อออ"
ผิงผิงดิ้นรนสุดกำลัง มือน้อยสะบัดแขนและขาด้วยความตกใจสุดขีด แต่แรงของเด็กสี่หนาวมิอาจเทียบกับร่างสูงใหญ่ที่กำลังจับตัวเด็กน้อยได้
มือแข็งแรงของใครบางคนรวบตัวเด็กน้อยแน่น อุ้มขึ้นพาดบ่า ก่อนเร่งฝีเท้าจากไปในความเงียบงัน
"ปล่อยนะ! ปล่อย..."
"ช่วยผิงผิงด้วย"
เสียงของนางถูกกลืนไปในถุงกระสอบ เสียงหัวเราะของสหายที่ยังคงเล่นซ่อนหาอยู่ด้านในจวน ห่างไกลออกไปทุกที...
เด็กน้อยดิ้นรนเท่าไรก็ไม่อาจหลุดพ้น ไม่รู้ว่ากำลังถูกพาไปที่ไหนก็มิอาจคาดเดาได้
บทที่เจ็ดจับเป็นตัวประกันแสงสุดท้ายของตะวันกำลังจางหายไป ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง เงาของป่าเขาค่อย ๆ กลืนกินแสงสว่าง สร้างบรรยากาศอันน่าหวาดระแวงยิ่งขึ้นแผนการขององค์ชายใหญ่หวางเสี่ยเฟิงดำเนินไปตามที่พระองค์วางไว้เด็กชายตัวเล็กที่เป็นเหยื่อล่อเดินแบกตะกร้าไม้ใส่สมุนไพรและปลาตัวเล็ก ๆ เดินตามทางที่ลัดเลาะลงมาจากเชิงเขา ใบหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความไร้เดียงสา ท่าทางไม่ระแวงสิ่งใดเลยแต่ที่จริงแล้ว…ทุกฝีก้าวของเขา ล้วนตกอยู่ในสายตาของคนที่ซุ่มดูอยู่อย่างเหล่าทหารปฏิบัติการก่อนหน้านี้ชาวบ้านในตลาด ร้านอาหาร และโรงเตี๊ยม ล้วนถูกกำชับให้พูดถึงเด็กชายคนนี้เสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว"วันนี้เจ้าลูกชายข้าขึ้นเขาไปคนเดียว กลับมาอีกทีก็ใกล้ค่ำแล้ว""เด็กนั่นเก่งนัก หาเห็ดป่ากับสมุนไพรได้เก่งกว่าใครเลยล่ะ!"คำพูดเหล่านี้ถูกส่งต่อไปตามร้านค้าต่าง ๆ อย่างจงใจ พวกคนร้ายที่แฝงตัวอยู่คงได้ยินหากมีความโลภมากพอย่อมตกหลุมพรางเป็นแน่ความจริงแล้วองค์ชายใหญ่ไม่ได้คิดว่าแผนการจะเห็นผลเร็วขนาดนี้ ทว่า…คงเป็นคนร้ายกลับโลภมากเกินไป พวกมันมิอาจต้านทานโอกาสเช่นนี้ได้เพราะไม่นานพวกมันก็เผยตัวออกมาฟึบ!
บทที่หกใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ"พวกเราจะใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ"เสียงรายงานนั้นดังชัดเจนทั่วห้อง ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่บุรุษหนุ่มที่ทอดกายอย่างเกียจคร้านบนที่นั่งสูงสุด"พวกมันเป็นขบวนการที่เห็นแก่เงิน หากมีเด็กไร้เดียงสาเดินอยู่เพียงลำพังในเขตเป้าหมาย ถึงแม้จะเป็นการหลบหนีทว่าพวกมันย่อมต้องลงมือแน่นอน" ทหารคนสนิทกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"จากนั้นกองกำลังของเราจะซุ่มจับกุมทันที"เหล่าขุนนางตำแหน่งเล็กไม่กล้าขัดใจผู้เป็นใหญ่ในห้องประชุมพากันพยักหน้า ยกเว้นเจ้าเมืองชราผู้ครองตำแหน่งปกครองเมืองหลัวซาน"กระหม่อมไม่เห็นด้วยพะยะค่ะ...หากการใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อเช่นนี้ หากเกิดอันตรายอะไรขึ้น เด็กผู้นั้นจะทำอย่างไร" เสียงของเขาหนักแน่น เต็มไปด้วยความกังวลอย่างจริงใจเนื่องจากชายหนุ่มเป็นทั้งเจ้าเมืองและเป็นพ่อคน มีครอบครัวและลูกน้อยจึงรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของความเป็นพ่อเป็นแม่ดีไม่แพ้ใคร"ขอองค์ชายใหญ่ทรงพิจารณาแผนการอื่นเถิดพะยะค่ะ"ภายในห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะหนึ่ง จนกระทั่งองค์ชายใหญ่เคลื่อนสายพระเนตรมองเจ้าเมืองชราด้วยแววตาเยียบเย็นริมพระโอษฐ์ของหวางเสี่ยเฟิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้
บทที่ห้าองค์ชายใหญ่สายลมพัดผ่าน กลีบดอกเหมยปลิวกระจายไปตามแรงลมอย่างไรจางจิ่วเม่ยไม่สนใจเท้าบางเร่งฝีเท้าก้าวยาวไปข้างหน้า นางมิอาจเสียเวลาได้แม้เพียงชั่วลมหายใจ ผิงผิง…เจ้าตัวน้อยหายไป หญิงสาวรู้ดีว่าหากไม่รีบตามหา นางอาจต้องสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้เมื่อเร่งตามหามาถึงกำแพงด้านหลังจวนสถานที่อันพบบางสิ่งปกติ ดวงตาคมจับจ้องเข้ากับบางสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นหญ้า ด้ายไหมสีแดงปักเป็นลวดลายละเอียดอ่อน ถุงหอมใบเล็กที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดี สีครามอ่อน…ถุงหอมของผิงผิงหัวใจของจางจิ่วเม่ยกระตุกวูบจางจิ่วเม่ยจำได้ดี…นางเป็นผู้เย็บถุงหอมนี้ด้วยมือตนเอง ด้ายทุกเส้น ทุกปมล้วนร้อยเรียงจากความรักของมารดา นางให้ลูกสาวพกติดตัวเสมอ…แต่ตอนนี้มันกลับตกอยู่ที่นี่?หญิงสาวคุกเข่าลงหยิบมันขึ้นมาแนบกับมือ ปลายนิ้วที่มักสุขุมและเยือกเย็นสั่นไหวเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากแน่น มองดูรอบ ๆ หากผิงผิงเพียงเล่นซุกซน แล้วเหตุใดถุงหอมนี้จึงตกอยู่สายตาของนางไล่มองไปตามแนวพุ่มไม้…และแล้ว สิ่งที่ดึงความสนใจของนางได้ ก็คือช่องขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในเงาของพุ่มไม้ใหญ่ช่องหมาลอดจางจิ่วเม่ยขยับเข้าไปใกล้ นางใช้มือแหวกพ
สี่ อย่าเป็นอันใดไปเวลาต่อมาทางด้านจางจิ่วเม่ยเพิ่งเสร็จสิ้นการสนทนากับแขกอีกสองวันต้องไปเมืองหลวงแม้จะไม่ได้เต็มใจแต่ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ตอนนี้โดยให้ขบวนของตระกูลจางที่เดินทางมาเข้าพักที่เรือนซอมซ่อท้ายจวน ซึ่งปกติเป็นเรือนเปล่าทิ้งร้าง ไม่ใช่เรือนหลักของตระกูลอู๋นางมิได้ใส่ใจมากนัก…แต่ในขณะที่จางจิ่วเม่ยกำลังคิดวางแผนการเดินทางในอนาคตอันใกล้อยู่นั้นเอง…"คุณหนูเจ้าคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"เสียงตะโกนแหลมของสาวใช้ผู้หนึ่งดังขึ้นจากหน้าประตู นางรีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา ท่าทางของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความตระหนกและหวาดหวั่น"มีอันใด ไยเจ้าจึงทำสีหน้าเช่นนั้น" จางจิ่วเม่ยขมวดคิ้ว นางไม่คุ้นเคยกับการที่สาวใช้ของตนตกใจถึงเพียงนี้ก่อนที่สาวใช้จะเอ่ยคำใดต่อ มีเสียงเด็ก ๆ ดังแทรกขึ้นมา"ท่านอา! ท่านอา!"เด็กน้อยสามคน สหายของผิงผิง วิ่งตามหลังสาวใช้มาต้อย ๆ ใบหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความไร้เดียงสา"ผิงผิงเก่งเกินไป พวกเราหาไม่เจอเลย!""ใช่! ผิงผิงไปซ่อนที่ใดก็ไม่รู้!"จางจิ่วเม่ยฟังแล้วรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล…เด็กพวกนี้ยังเล็กนักย่อมไม่รู้ถึงความผิด
คงกลัว“เจ้าค่ะ”"คิดถึงและคงกลัวข้าลำบากถึงขนาดส่งรถม้าเก่าซอมซ่อเช่นนั้นเดินทางไกลมารับข้ากลับจวนเลยรึ"แม่นมเฒ่ารู้ทันทีว่าหากนางกล่าวอะไรออกไป จะกลายเป็นคนที่ถูกระบายโทสะอีกครั้งดังนั้นปากคล้ำจึงพูดไม่ออกไปชั่วขณะก่อนที่ร่างของนางจะยิ่งหวาดกลัวจนตัวสั่น เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของหญิงสาว"หากเจ้ายังไม่พูดความจริงอีก...ข้าจะให้เจ้าโขกศีรษะต่อ"ดวงตาของแม่นมเฒ่าเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น นางรีบคุกเข่าลงต่ำกว่าเดิม ร่างกายสั่นเทาไปหมด"ข้า...ข้าน้อยบังอาจ... มิกล้าโป้ปดต่อไปแล้วเจ้าค่ะ! ความจริงก็คือ...ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลงมาที่จวนตระกูลจาง ให้เรียกตัวองค์หญิงบุญธรรมไปเข้าเฝ้าพระองค์โดยเร็วที่สุดเจ้าค่ะ"บรรยากาศเงียบลงฉับพลันจางจิ่วเม่ยหรี่ตาลง"ที่แท้ก็เพราะมีเหตุจำเป็น...จึงสร้างเรื่องทำดีกับข้านี่เอง" นางถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยเสียงเย้ยหยัน "สงสัยว่าท่านพ่อกับฮูหยินใหญ่ของข้านั้นลืมอดีตที่เคยทำไว้กับข้าแล้วกระมัง"“...”“ได้ ข้าจะกลับไปในอีกสองวัน”จางจิ่วเม่ยแสยะยิ้มก่อนหันหลังเดินเข้าจวน โดยมิแม้แต่จะหันกลับไปมองแม่นมเฒ่าที่กำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหลังดวงตาของหญิ
สาม เล่นซ่อนหาจนเกิดเรื่องบรรยากาศรอบลานหินหน้าจวนกลับร้อนระอุไปด้วยความตึงเครียดแม่นมเฒ่าผู้หยิ่งยโสเมื่อครู่บัดนี้หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ร่างของนางยังคงทรุดอยู่บนพื้นเนื่องจากแรงตบของจางจิ่วเม่ย มุมปากยังคงเปื้อนเลือดจากแรงสะบัดมือของหญิงสาวตอนแรกนางยังพยายามทำใจดีสู้เสือ หวังใช้อำนาจของฮูหยินใหญ่แห่งจวนตระกูลจางข่มขู่แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘กบฏ’ และเห็นท่าทีเฉียบขาดของไร้ความลังเลของเจ้านายสาวตรงหน้า ความกลัวก็เข้าจู่โจมร่างของนางอย่างสมบูรณ์นางมิใช่คนโง่เง่าเมื่อเห็นว่าผู้คุ้มกันของจวนอู๋เริ่มเคลื่อนไหวไปตามคำสั่งของจางจิ่วเม่ย นางก็รู้ตัวแล้วว่าตนเองถึงคราวซวยแล้วจริง ๆ"ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าน้อยสมควรตาย ได้โปรดเมตตาให้อภัยข้าด้วยเถิด!" หญิงชรารีบคุกเข่าก้มศีรษะกระแทกพื้นจนเกิดเสียงกระทบหินดังตึก! ตึก! ตึก!"ข้า...ข้าน้อยมันแก่จนโง่เง่าไปหมดแล้วเจ้าค่ะคุณหนู" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว "...ที่บังอาจล่วงเกินเจ้านายเช่นคุณหนูใหญ่ ข้าน้อยรู้ตัวแล้วเจ้าค่ะ! ได้โปรดเมตตาข้าเถอะ!"แต่จางจิ่วเม่ยหาได้ตอบรับคำขอนั้นไม่ หญิงสาวปล่อยให้หญิงชราโขกศีรษะกับพื้นอีกหลายครั้งเพื่อรอคอยใ
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






