LOGINสายลมพัดผ่าน กลีบดอกเหมยปลิวกระจายไปตามแรงลมอย่างไรจางจิ่วเม่ยไม่สนใจเท้าบางเร่งฝีเท้าก้าวยาวไปข้างหน้า นางมิอาจเสียเวลาได้แม้เพียงชั่วลมหายใจ ผิงผิง…เจ้าตัวน้อยหายไป หญิงสาวรู้ดีว่าหากไม่รีบตามหา นางอาจต้องสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไปเลยก็ได้
เมื่อเร่งตามหามาถึงกำแพงด้านหลังจวนสถานที่อันพบบางสิ่งปกติ ดวงตาคมจับจ้องเข้ากับบางสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นหญ้า ด้ายไหมสีแดงปักเป็นลวดลายละเอียดอ่อน ถุงหอมใบเล็กที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดี สีครามอ่อน…ถุงหอมของผิงผิง
หัวใจของจางจิ่วเม่ยกระตุกวูบ
จางจิ่วเม่ยจำได้ดี…นางเป็นผู้เย็บถุงหอมนี้ด้วยมือตนเอง ด้ายทุกเส้น ทุกปมล้วนร้อยเรียงจากความรักของมารดา นางให้ลูกสาวพกติดตัวเสมอ…แต่ตอนนี้มันกลับตกอยู่ที่นี่?
หญิงสาวคุกเข่าลงหยิบมันขึ้นมาแนบกับมือ ปลายนิ้วที่มักสุขุมและเยือกเย็นสั่นไหวเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากแน่น มองดูรอบ ๆ หากผิงผิงเพียงเล่นซุกซน แล้วเหตุใดถุงหอมนี้จึงตกอยู่
สายตาของนางไล่มองไปตามแนวพุ่มไม้…และแล้ว สิ่งที่ดึงความสนใจของนางได้ ก็คือช่องขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในเงาของพุ่มไม้ใหญ่
ช่องหมาลอด
จางจิ่วเม่ยขยับเข้าไปใกล้ นางใช้มือแหวกพุ่มไม้ออก และพบว่ามันกว้างพอให้ร่างของเด็กน้อยรอดผ่านเข้าออกไปได้
รอยดินที่ถูกรบกวนใหม่ ๆ มีร่องรอยของการเคลื่อนที่ของอะไรบางอย่าง
รอยเท้าเล็ก ๆ ของผิงผิง…
หัวใจของมารดากระตุกวูบ
"ผิงผิง…" นางพึมพำ ความร้อนรนท่วมท้นขึ้นมาในอก
นางเลี้ยงลูกมาด้วยตนเอง นางรู้ดีถึงนิสัยของเด็กน้อยคนนั้น
ผิงผิงดื้อรั้นแถมยังเป็นเด็กที่รักการเอาชนะ หากเล่นซ่อนหา เด็กน้อยย่อมต้องการหาที่ซ่อนที่ไม่มีผู้ใดหาเจอ ช่องลับนี้อาจเป็นทางที่ผิงผิงใช้หนีออกไปจากจวนเพื่อซ่อนตัว
แต่หากเป็นเช่นนั้น…
เหตุใดถุงหอมจึงตกอยู่ที่นี่
จางจิ่วเม่ยกำถุงหอมแน่น นางเริ่มคิดถึงทางเป็นไปได้สามทาง...
หนึ่ง ผิงผิงอาจรอดผ่านช่องนี้ออกไปเล่นซุกซนข้างนอกไม่ไกลนี้
สอง นางอาจตามสิ่งใดบางอย่างไป อาจเป็นลูกแมวที่หลงเข้ามาในจวน หรืออาจเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเด็กสี่หนาวได้ง่าย ๆ
สาม…ผิงผิงถูกลักพาตัวไป
ทางเลือกสุดท้ายทำให้จางจิ่วเม่ยรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาตรงหน้า
ไม่… นางไม่อยากคิดถึงมัน
เมืองหลัวซานเป็นเมืองที่สงบเงียบมาตลอด
ที่นี่มิใช่เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยคดีอาชญากรรม ที่นี่เป็นเมืองแห่งผ้าไหม ชาวบ้านล้วนใช้ชีวิตเรียบง่าย อัธยาศัยดี มีน้ำใจต่อกัน
การปล้นสะดมแทบไม่เกิดขึ้น ทุกผู้คนล้วนมีงานทำ ผู้ที่ไม่มีงานก็สามารถรับจ้างเพื่อแลกเงิน คนยากจนได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านด้วยกัน
เมืองนี้ย่อมปลอดภัย…
แต่ผิงผิงกลับหายไป…
ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น นางไม่สามารถปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อได้
"หัวหน้าผู้คุ้มกัน!" เสียงของจางจิ่วเม่ยดังกังวาน สายตาของนางแน่วแน่ ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย "สั่งให้คนของเรากระจายกำลังออกไปตามหาคุณหนูน้อยในตลาดทุกแห่งในเมืองหลัวซาน ตรวจสอบร้านค้าทุกร้านที่ผิงผิงเคยไป และถามหานางจากทุกผู้คนที่อาจพบเห็น หากพบร่องรอยผิดปกติ ให้รีบกลับมารายงานข้าทันที!"
"รับทราบขอรับคุณหนู" เหล่าผู้คุ้มกันกล่าวพร้อมกัน ก่อนจะรีบแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ของตน
ส่วนตัวนาง…
จางจิ่วเม่ยจะไปแจ้งจวนทางการ
นางต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ลูกสาวของนางคืนมา!
จางจิ่วเม่ยกำถุงหอมของผิงผิงแน่น สายตาเย็นเยียบราวกับใบมีด
หากมีผู้ใดบังอาจแตะต้องลูกสาวของนาง
นางจะทำให้มันรู้ว่า… มารดาที่คลุ้มคลั่ง สามารถเป็นอสูรร้ายที่โหดเหี้ยมเพียงใด
ภายในจวนทางการเมืองหลัวซานที่ยามนี้นั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ข้าราชการและทหารคุ้มกันต่างวิ่งเข้าออกห้องโถงด้วยสีหน้าตึงเครียด เสียงสนทนาเร่งร้อนดังสะท้อนทั่วโถงทางเดิน ความวุ่นวายนี้มิใช่เพียงเพราะภาระงานทั่วไป แต่เป็นเพราะการมาถึงของแขกผู้ยิ่งใหญ่จากเมืองหลวง
ขบวนที่เดินทางมาอย่างยิ่งใหญ่หาได้เป็นแค่เพียงขุนนางใดไม่แต่เป็นสมาชิกราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์
แม้ว่าภารกิจของพวกเขามิใช่เรื่องยิ่งใหญ่ใดทว่าก็นับเป็นพระบัญชาจากองค์ฮ่องเต้โดยตรง โดยมอบหมายให้ตามจับขบวนการค้ามนุษย์ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ ขบวนการที่ลักพาตัวเด็กจากบ้านคนไปขายให้กับพ่อค้าทาส
ราชสำนักได้กวาดล้างพวกมันที่เมืองหลวงจนเกือบสำเร็จแล้ว…แต่เครือข่ายส่วนหนึ่ง กลับหลบหนีออกจากเมืองหลวงและพาเด็กบางส่วนหนีมายังเมืองห่างไกลเช่นเมืองหลัวซาน
ข้าหลวงท้องถิ่นต่างตื่นตัวด้วยความกังวล เมืองเล็กที่เงียบสงบเช่นนี้กลับถูกพวกมันใช้เป็นที่ซ่อนตัว นับเป็นเรื่องที่มิอาจให้อภัย
ที่สำคัญไปกว่านั้น…
ผู้นำขบวนทำภารกิจของราชสำนักครั้งนี้ มิใช่ใครอื่น
หากแต่เป็นองค์ชายใหญ่ หวางเสี่ยเฟิง
เวลานี้องค์ชายใหญ่ประทับอยู่บนเก้าอี้สูงสุดในห้องประชุม สายพระเนตรของพระองค์ทอดมองคนในห้องด้วยแววตาเฉื่อยชา รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนริมพระโอษฐ์
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล…และความร้ายกาจ
หากเป็นคนในเมืองหลวง ย่อมรู้จักพระองค์ดี
ทั้ง...
"องค์ชายใหญ่ผู้เอาแต่ใจ"
"องค์ชายที่วันวันใช้ชีวิตหมดไปกับสุราและนารี"
"บุรุษที่วันเวลาส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในหอคณิกาและโรงสุรา"
แม้พระองค์จะเป็นพระโอรสองค์โตแห่งแคว้นหาน แต่ก็มิได้รับเลือกเป็นรัชทายาท
เพราะเหตุใดน่ะหรือ...
หากเป็นคนทั่วไปก็คงตอบว่า
"เพราะพระองค์เกเร…มิเอาถ่าน"
ในวัยเยาว์หวางเสี่ยเฟิงเป็นเด็กฉลาดหลักแหลม เป็นผู้ศึกษาตำราอย่างขยันขันแข็ง ทั้งศาสตร์แห่งการปกครอง การทหารและกลยุทธ์ พระองค์ล้วนเชี่ยวชาญ
แม้แต่ศิลปะการต่อสู้ ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่เก่งกาจที่สุดแห่งราชวงศ์
แต่เมื่อเติบใหญ่…พระองค์กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เลิกสนใจตำรา ทอดทิ้งการฝึกฝน หันหลังให้กับการเมืองการปกครอง ใช้ชีวิตเสเพลไปกับสุรานารีจนเป็นที่เลื่องลือ
สุดท้าย…
องค์ฮ่องเต้ผู้เป็นบิดา จึงตัดสินพระทัยมอบตำแหน่งรัชทายาทให้กับองค์ชายรองผู้เป็นน้องชายต่างมารดา
หลังจากนั้นองค์ชายใหญ่จึงใช้ชีวิตเสเพลยิ่งขึ้นต่อไป
คนในเมืองหลวงล้วนมองพระองค์เป็นเพียงองค์ชายที่หมดสิ้นอนาคต
แต่สิ่งที่ผู้คนมิรู้ คือ…องค์ชายใหญ่ หวางเสี่ยเฟิงมิใช่คนโง่
และแน่นอนว่า…พระองค์มิใช่คนที่ไร้ความสามารถอย่างที่ทุกคนคิด
แม้ภายนอกจะดูสำมะเลเทเมา แต่เมื่อใดที่พระองค์เลือกจะรับภารกิจ ย่อมต้องมีจุดประสงค์บางอย่าง
ในภารกิจครานี้บางคนลือกันว่า...
"องค์ชายใหญ่ยินยอมรับภารกิจจากราชสำนัก ก็เพียงเพราะอยากออกจากเมืองหลวงเพื่อไปเที่ยวเล่นเท่านั้น หาใช่เพราะภักดีต่อราชสำนักหรือสนใจบ้านเมืองไม่"
และครานี้…
พระองค์เดินทางมายังเมืองหลัวซาน เพื่อติดตามขบวนการค้ามนุษย์ที่หลบหนีมาที่นี่ อาจทำให้เมืองเล็กที่ดูเงียบสงบแห่งนี้อาจมิสามารถสงบอีกต่อไปแล้ว
เวลานี้ในห้องประชุม หวางเสี่ยเฟิงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ พระองค์มองผู้ว่าการเมืองหลัวซานที่นั่งอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลเท่าไหร่นัก
บุรุษหนุ่มทอดสายพระเนตรเย็นชา นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเบา ๆ อย่างไม่เร่งรีบ ในขณะที่ทหารคนสนิทของพระองค์เป็นผู้อธิบายแผนการล่อลวงให้พวกคนร้ายเผยตัว
"...อย่างที่ได้กล่าวไป พวกเราจะใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ"
ยี่สิบหกวันนี้แม้จะเสียทรัพย์ วันหน้ายังหาเพิ่มได้ ภายในรถม้าคันเล็กของจางเซียวเจ๋อและเฉินซื่ออิง เมื่อล้อรถม้าเริ่มเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้สักพัก เฉินซื่ออิงหน้าบึ้งตึง มือหนึ่งสะบัดพัดเบา ๆ ราวกับกำลังระบายอารมณ์เป็นฝ่ายเปิดปากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ"ตั้งแต่กลับมาจากเมืองบ้านนอกนั่น...ข้าคิดว่าจางจิ่วเม่ยเปลี่ยนไปมากนักนะเจ้าคะท่านพี่...เหอะ นอกจากแย่งเรือนของข้าไปแล้ว...นางยังกล้าไล่พวกเรามานั่งรถม้าซอมซ่อนี้อีก!"จางเซียวเจ๋อที่นั่งหลับตาครุ่นคิดมาสักพัก ลืมตาขึ้นมองภรรยาของตนด้วยสายตาเคร่งขรึมเขาเองก็อดสงสัยไม่ได้...ลูกสาวของเขาเปลี่ยนไปจริง ๆ ก่อนหน้านี้ จางจิ่วเม่ยเป็นเด็กสาวที่เชื่อฟังและมีกริยาสงบเสงี่ยมไม่โต้เถียงบุพการีอยู่เสมอ แม้จะเป็นบุตรสาวของภรรยาเก่า แต่ก็ไม่เคยกล้าขัดคำพูดมารดาเลี้ยงอย่างเฉินซื่ออิงมาก่อนเลยด้วยซ้ำแต่ตอนนี้...นางกล้าต่อปากต่อคำกับแม้กระทั่งบิดาอย่างเขา แถมยังกล้าใช้สถานะ ‘องค์หญิงบุญธรรม’ มากดดันพวกเขาอีกด้วย"เจ้าหงุดหงิดไปก็ไม่มีประโยชน์" จางเซียวเจ๋อกล่าวเสียงเรียบ "อดทนเอาไว้ก่อนเถิดอิงเอ๋อร์""อดทน?" เฉินซื่ออิงห
ยี่สิบห้าแค่ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เจ้ายังเรื่องมาก"ผิงผิงลงมานะลูก ปีนขึ้นไปทำไมกันมันอันตราย"เสียงของท่านแม่!เด็กหญิงสะดุ้ง หันไปมองข้างล่างจึงได้เห็นท่านแม่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ฝั่งข้างในกำแพงดังนั้นมารดาจึงไม่รู้ว่าเด็กน้อยกำลังคุยกับใครที่ยืนอีกฝั่งหนึ่งของกำแพง สองแขนเท้าสะเอว ใบหน้าดูเหมือนตั้งท่าเตรียมดุผิงผิงทีเดียว"ถ้าตกลงมาจะทำอย่างไร หืม?"ผิงผิงหัวเราะแห้ง หน้าเริ่มซีดเผือก "ผิงผิงไม่ตกลงมาง่าย ๆ หรอกเจ้าค่ะท่านแม่""ลงมาเดี๋ยวนี้!" จางจิ่วเม่ยเริ่มสั่งเสียงเข้มเด็กหญิงย่นจมูกแต่ยอมปีนลงมาอย่างว่าง่าย ขณะเดียวกันก่อนหน้าจะปีนลงก็ไม่ลืมชำเลืองมองหวางเสี่ยเฟิงอีกฝั่งอย่างลังเล เมื่อได้เห็นท่านลุงที่เคยช่วยตนเองโบกมือไล่เด็กน้อยก็ยิ้มแฉ่งให้ทิ้งท้ายเพื่อเป็นการบอกลาโดยไร้ประโยคพูดตุ้บ!"เมื่อครู่นี้คุยกับใครอยู่หืม...เด็กดื้อ" จางจิ่วเม่ยถามขณะตรวจดูร่างกายลูกสาวว่ามีรอยขีดข่วนตรงไหนหรือไม่ไปด้วยเด็กน้อยแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนโบกมือเล็ก "เป็นความลับเจ้าค่ะ ผิงผิงไม่บอกท่านแม่หรอก"จางจิ่วเม่ยขมวดคิ้ว "ความลับอะไรกัน""ความลับก็คือความลับสิเจ้าคะ"ขณะที่จางจิ่วเม่ยยังไม่ทันดุอะไรไ
ยี่สิบสี่ท่านลุงกับหมาหน้าดุเช้าวันต่อมาแสงอาทิตย์อ่อน ๆ เริ่มฉายมาจากดวงอาทิตย์ลอดผ่านม่านเมฆลงมาให้ความอบอุ่นแก่ผืนดินเบื้องล่าง ตลาดด้านนอกจวนตระกูลหลี่ค่อย ๆ เริ่มคึกคักขึ้นทีละน้อย ผิงผิง เด็กหญิงตัวน้อยที่วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อรีบวิ่งออกมาเล่นกับหลี่อวี้หาน ทั้งสองใช้เวลาดื่มนมอุ่น ๆ และกินซาลาเปาที่บ่าวนำมาให้เสร็จอย่างรวดเร็วตั้งแต่ไก่โห่"ข้าจะเป็นจอมยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่!"คุณชายน้อยประกาศก้องพร้อมชูดาบไม้ในมือ ขณะที่ผิงผิงเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า "ผิงผิงก็จะเป็นจอมยุทธ์หญิงเหมือนกัน""เช่นนั้นเจ้าต้องปีนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วเหมือนข้า"ไม่ทันไร เด็กทั้งสองก็แข่งกันปีนขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้สูง แม้สาวใช้จะร้องห้ามแต่ก็ไม่เป็นผล พวกนางทำได้เพียงเฝ้าอยู่ด้านล่างเผื่อว่านายตัวน้อยทั้งสองตกลงมาเช่นเคย"อาหาน ดูสิ!"ขณะนั้นเอง ผิงผิงที่แกว่งขาบนกิ่งไม้สูงสะดุดตากับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่างด้านนอกกำแพงจวน ถนนสายหลักคึกคักไปด้วยผู้คนที่เดินซื้อขายของในตลาด ทว่ามีบุรุษกลุ่มหนึ่งเดินมาเป็นแถว พร้อมกับสุนัขสีดำตัวโตที่ทั้งดูกำยำและน่ากลัว ทุกครั้งที่พวกเขาก้าวเดิน เหล่าชาวบ้านต่างแหวกทางหลบให้รา
ยี่สิบสามผิงผิงมีสหายใหม่ณ จวนตระกูลหลี่ จวนที่จางจิ่วเม่ยส่งลูกสาวตัวน้อย ผิงผิงเด็กหญิงในชุดผ้าแพรลายดอกไม้สีอ่อน ใบหน้าแดงระเรื่อจากความสดใสยามเช้า กำลังกินขนมและผลไม้ที่สาวใช้จัดวางไว้ให้ ก่อนจะออกมาเล่นในสวนด้านหน้าเรือนกับคุณชายน้อยแห่งตระกูลหลี่คุณชายน้อยหลี่อวี้หาน ลูกชายคนเล็กของบ้าน เป็นเด็กชายที่สดใสร่าเริงและมีสุนัขตัวน้อยชื่อเสี่ยวฮวา สุนัขพันธุ์เล็กขนสีขาวสะอาดที่ยังอยู่ในวัยซุกซน ดื้อนักหนา กระโจนวิ่งไล่ไก่ที่เดินอยู่ในสวนเสียจนบ่าวไพร่ต้องวิ่งตามจับกันจ้าละหวั่นบัดนี้ได้ยินแต่เสียงหัวเราะของเด็กทั้งสองดังเจื้อยแจ้วไปทั่วบริเวณ"เสี่ยวฮวา อย่าวิ่งหนีสิ กลับมานี่นะ" คุณชายน้อยตะโกนเรียกพร้อมหัวเราะลั่น ขณะที่ผิงผิงวิ่งตามไปดักเจ้าสุนัขอีกทางในขณะเดียวกันเด็กน้อยก็เอี้ยวตัวหันไปมองทางนอกประตูเมืองเป็นระยะ ดวงตาแวววาวเต็มไปด้วยความหวัง มารดาของผิงผิงจะมาหาในวันนี้...เมื่อคืนท่านลุงหลี่ และท่านอาได้เอ่ยปลอบใจ พร้อมบอกว่ามารดาของผิงผิงจะมาค้างที่จวนในคืนนี้ เด็กน้อยจึงอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นั่งยิ้มอยู่ตรงศาลา พลางหันไปทางถนนสายใหญ่ราวกับเฝ้ารอมารดาเมื่อเล่นกับเจ้าลูกสุน
ยี่สิบสองปลอมเป็นนางโลมในขณะที่บรรยากาศแห่งความรื่นเริงยังคงกึกก้องทั่วเหลาสุราจางจิ่วเม่ย ยังคงนั่งเงียบสงบอยู่ในมุมมืดของชั้นสอง ดวงตาคมใต้ผ้าคลุมหน้าบางเบานั้น จับจ้องไปยังหลงจู๊เหลียงตั๋วลู่ ชายชราเจ้าเนื้อ ผิวหยาบกร้าน"เพราะเหตุใดชายแก่ธรรมดาจึงสามารถสำราญอยู่กับหญิงงามและสุราราคาแพงได้ถึงเพียงนี้..." จางจิ่วเม่ยคิดในใจขณะมองเขาที่กำลังหัวเราะรื่นเริงกับสตรีข้างกายในขณะนั้นเองมีเสี่ยวเอ้อร์ หนุ่มน้อยก้าวเข้ามาใกล้หลงจู๊ผู้นั้น กระซิบบางอย่างแนบหูซึ่งทำให้แววตาของหลงจู๊เปลี่ยนไปทันที จากรื่นเริงเป็นขึงขัง ก่อนจะลุกขึ้นกะทันหัน ร่างอ้วนดูเร่งรีบก้าวฉับ ๆ มุ่งตรงขึ้นไปยังบันไดท่าทางราวกับจะขึ้นไปชั้นบนสุดจางจิ่วเม่ยหรี่ตามองตามอย่างจับสังเกต แน่นอนว่าชั้นบนนั้นเป็นห้องส่วนตัวเฉพาะผู้มีอำนาจ มิใช่ที่ที่หลงจู๊ร้านค้าธรรมดาอย่างเขาจะมีปัญญาขึ้นไปด้วยตนเอง"หรือว่า...มีใครบางคนเรียกไป"สายตานิ่งสงบนั้นกดลึกด้วยความสงสัยเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต นางแสร้งเรียกเสี่ยวเอ้อร์มาคิดเงิน ทำทีเหมือนกำลังจะลุกจากร้าน เสียงนุ่มเอ่ยเรียบเรื่อยเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ "คิดเงินด้วย..."ขณะหยิบถุงเ
ยี่สิบเอ็ดภายใต้ข่าวลือเสเพล"ข้าว่าแล้วเชียวว่าที่นี่ต้องเป็นสถานที่ที่องค์ชายใหญ่โปรดปรานที่สุดในเมืองหลวง..."หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงลอยสูงพลางยกจอกสุราขึ้นดื่ม"อือฮึ... ข้าเองก็เห็นกับตาเชียว เมื่อครู่เห็นพระองค์เดินขึ้นไปยังชั้นบนสุดนั่น"อีกคนรีบเสริม "ได้ยินว่าองค์ชายใหญ่กลับมาจากเมืองหลัวซานได้ไม่ทันไรก็ตรงมาที่นี่เลย แหม...พวกเรายังเพิ่งแซวกันเองว่าหากฮ่องเต้ทรงรู้เข้า พระองค์คงโปรดนักที่มีโอรสเช่นนี้!"เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังคลอไปกับเสียงชนจอกเหล้า"ข้าเคยได้ยินว่า องค์ชายใหญ่โปรดสุราโปรดนารีนัก สาเหตุที่ทุกวันนี้บ้านเมืองจะรอดปลอดภัยได้ก็เพราะโชคดีที่พระองค์มิใช่องค์รัชทายาท ไม่เช่นนั้นแคว้นเราคงได้วุ่นวายจนหัวหมุนแน่"อีกคนหัวเราะหึ "ก็จริง... ฮ่องเต้ทรงโปรดโอรสรองมากกว่า เพราะองค์ชายใหญ่ไม่เคยทำสิ่งใดจริงจังนอกจากการเที่ยวเล่น หากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์คงเป็นแค่บุรุษขี้เมาคนหนึ่งเท่านั้นล่ะ""อ้อ...พวกเจ้ารู้หรือไม่..." ชายคนหนึ่งในกลุ่มลดเสียงลงเล็กน้อย แต่แววตาเปล่งประกายราวกับมีเรื่องสนุกจะเล่า "ข้าได้ยินมาว่า หญิงงามที่องค์ชายใหญ่พากลับมาจากเมืองหลัวซานน่ะ...หาได้ใช่แค่หญิง







