LOGINหลายวันต่อมา
วันนี้คือวันครบรอบสองปีที่คบหาดูใจกัน แพรไหมจองโต๊ะในร้านอาหารสุดหรูบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ สถานที่ซึ่งธันวาเคยเปรยว่าอยากมาสัมผัสบรรยากาศตั้งแต่หลายเดือนก่อน เธอจำได้ทุกรายละเอียด แม้กระทั่งเมนูซิกเนเจอร์ที่เขาอยากลิ้มลอง
หญิงสาวจองโต๊ะมุมส่วนตัวที่เห็นวิวเมืองยามค่ำคืนงดงามที่สุด พร้อมสั่งเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มรสโปรดของเขาเตรียมไว้ แพรไหมสวม เดรสสีครีมตัวใหม่ แต่งหน้าทำผมพิถีพิถัน และประพรมน้ำหอมกลิ่นละมุนที่เขาเคยเอ่ยชม ทุกอย่างเตรียมไว้อย่างดี ขาดเพียงคนสำคัญที่ควรมานั่งส่งยิ้มอยู่บนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
‘แพรถึงร้านแล้วนะ ธันออกมาหรือยังคะ รถติดไหม’
แพรไหมพิมพ์ข้อความส่งหาเขาเมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาหนึ่งทุ่มตรง เธอกดล็อกหน้าจอ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ทอดสายตามองไปยังประตูทางเข้า ทุกครั้งที่บานประตูเปิดออก หัวใจเธอจะเต้นแรงด้วยความหวัง ก่อนจะร่วงหล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อพบว่าคนที่เดินเข้ามาไม่ใช่เขา
“คุณผู้หญิงต้องการสั่งอาหารเลยไหมครับ” บริกรหนุ่มค้อมศีรษะถามอย่างสุภาพเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงทุ่มครึ่ง
“ขอรอเพื่อนอีกสักครู่นะคะ” แพรไหมเงยหน้าส่งยิ้มบาง ๆ ที่ดูฝืนเต็มทน
“รับทราบครับผม”
บริกรรับคำแล้วเดินจากไป
เธอหยิบแก้วน้ำเย็นขึ้นจิบ ทว่าลำคอแห้งผากตีบตันจนแทบ กลืนไม่ลง โต๊ะอาหารรอบข้างคลาคล่ำไปด้วยคู่รักที่มาฉลองค่ำคืนวันศุกร์ เสียงพูดคุยหยอกล้อ รอยยิ้ม และการจับมือกัน เคล้าไปกับเสียงดนตรีแจซที่ขับกล่อมให้บรรยากาศยิ่งโรแมนติก ทว่าสำหรับแพรไหม ภาพความสุขเหล่านั้นกลับยิ่งตอกย้ำให้รู้ซึ้งว่าเธอกำลังนั่งโดดเดี่ยวเพียงใด
สองทุ่มตรง เธอตัดสินใจโทรหาเบอร์คุ้นตา สัญญาณรอสายดังเป็นจังหวะยาวนานจนหัวใจที่เคยเต้นรัวค่อย ๆ เยียบเย็นลงทีละน้อย กระทั่งระบบตัดสายไปอัตโนมัติ
“รับสายหน่อยสิธัน อย่างน้อยก็รับสายแพรหน่อยเถอะนะ”
เธอกระซิบแผ่วเบาพร้อมหลับตาแน่น ข่มความปวดร้าวลึก ๆ ไว้ข้างใน ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบงัน
“ขอประทานโทษนะครับคุณผู้หญิง จะให้ทางเรานำเค้กที่สั่งไว้มาเสิร์ฟเลยดีไหมครับ” บริกรคนเดิมเดินกลับมาถามด้วยสีหน้าเกรงใจเมื่อเวลาสองทุ่มสิบห้านาที
“ยังค่ะ รบกวนรออีกนิดเดียวนะคะ” แพรไหมปรายตามองเค้กช็อกโกแลตที่สเตชันด้านข้าง ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก
“ได้ครับคุณผู้หญิง” บริกรค้อมศีรษะรับ
เมื่ออยู่เพียงลำพัง หญิงสาวก้มมองมือที่ประสานบนตัก
สองทุ่มสี่สิบห้านาที หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้น แพรไหมรีบคว้ามาเปิดดูทันที หัวใจกลับมาเต้นระรัวด้วยความหวังอันริบหรี่ บางทีเขาอาจกำลังขึ้นลิฟต์มา รถติดหนัก หรือมีเหตุผลที่ฟังขึ้นมากพอจะทำให้เธอยอมใจอ่อนให้อภัยได้อีกครั้ง
‘วันนี้คงไปไม่ได้ ขอโทษนะ ต้องพามิลินไปแก้ปัญหางานด่วนกับลูกค้า แพรกลับเลยนะ ไม่ต้องรอ’
ทว่าตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้าจอกลับเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ที่กรีดแทงใจคนอ่านจนยับเยิน
แพรไหมกวาดสายตาอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เพราะ ไม่เข้าใจ แต่เพราะจิตใจยังไม่อยากยอมรับความจริง ว่าผู้ชายที่เคย พร่ำบอกว่ารักจะกล้าส่งข้อความเย็นชาเช่นนี้มาในคืนวันครบรอบ ไม่มีแม้แต่คำอธิบายด้วยน้ำเสียงร้อนรน ไม่มีความพยายามจะขอโทษอย่างจริงจัง หรือแม้แต่ประโยคปลอบใจว่าจะพาไปชดเชยให้ มีเพียงคำสั่งสั้น ๆ ว่าไม่ต้องรอราวกับเขาไม่รับรู้เลยสักนิดว่าเธอมานั่งรออยู่ที่นี่นานแค่ไหน
หญิงสาววางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า ทอดสายตามองเค้กช็อกโกแลตตรงหน้าที่เขียนด้วยครีมสีขาวอย่างประณีตว่า
‘Happy 2nd Anniversary’
เธอจ้องมองมันอยู่นาน รู้สึกสมเพชตัวเองจนอยากหัวเราะออกมาดัง ๆ แต่สิ่งที่หลุดรอดผ่านริมฝีปากมีเพียงลมหายใจสั่นสะท้าน
“สุขสันต์วันครบรอบนะแพรไหม” เธอเอ่ยอวยพรตัวเองเบา ๆไร้หยาดน้ำตาร่วงหล่น ไม่ใช่เพราะเข้มแข็ง แต่เพราะความบอบช้ำกระแทกเข้ากลางใจอย่างรุนแรงจนร่างกายสั่งการให้ร้องไห้ไม่ทัน
เธอไม่ได้โกรธแค้นมิลิน ไม่อยากตามไปอาละวาด ไม่ได้อยากโทรไปด่าทอธันวา หรือตั้งคำถามอีกแล้วว่าเขาลืมวันสำคัญของเราไปได้อย่างไร เพราะคำตอบทุกอย่างกระจ่างชัดอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้ลืม... เขาจำได้ดี แต่แค่เลือกให้ความสำคัญกับสิ่งอื่นก่อนเธอเสมอ
แพรไหมยกมือเรียกบริกรเพื่อเช็กบิล เธอหยิบเงินสดและบัตรเครดิตออกมาจ่ายค่าน้ำ ค่าบริการ และค่าเค้กที่ไม่มีใครตักชิมวางทิปทับไว้บนถาดเงิน
ระหว่างเดินออกจากร้านอาหาร เธอหยุดยืนตรงโถงทางเดินปูพรมชั่วครู่ ทอดสายตามองเงาสะท้อนบนกระจกบานใหญ่ของโรงแรม ผู้หญิงในนั้นยังคงแต่งกายสวยงามสะดุดตา ยืนหลังตรงสง่างาม ดูเหมือนคนที่มีชีวิตเพียบพร้อมไร้ปัญหา แต่แพรไหมรู้ตัวเองดีที่สุด ว่าข้างในหัวใจของผู้หญิงคนนั้นพังครืนลงมาจนไม่เหลือซากแล้ว
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง หน้าจอยังคงค้างอยู่ที่ข้อความล่าสุดของธันวา นิ้วหัวแม่มือเลื่อนไปลอยอยู่เหนือแป้นพิมพ์
“ไม่เป็นไร”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอเคยพิมพ์คำนี้ส่งให้เขานับครั้งไม่ถ้วน เคยยอมหลับตาข้างหนึ่งและให้อภัยก่อนที่เขาจะเอ่ยปากขอโทษ เคยกลืนความน้อยใจทั้งหมดลงคอเพื่อประคับประคองความสัมพันธ์ที่ง่อนแง่นนี้ไว้สุดความสามารถ
แต่ในค่ำคืนนี้ เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่โกหกความรู้สึกตัวเอง อีกต่อไป
ในบางครั้ง การยอมเป็นฝ่ายปล่อยมือจากความรัก ไม่ได้แปลว่าเรารักเขาน้อยลง แต่มันหมายความว่าเราเริ่มกลับมารักตัวเองมากพอ...
มากพอที่จะไม่ขอยืนอยู่ตรงจุดที่ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าและต้องการเราอีกต่อไปแล้ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา แพรไหมในชุดทำงานที่ถูกจัดระเบียบให้เรียบร้อย เดินถือซองกระดาษสีขาวตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าแผนกการตลาด ท่วงท่าของเธอสง่างามและมั่นคง แววตาเด็ดเดี่ยวปราศจากร่องรอยของความหวาดกลัวหรืออาลัยอาวรณ์ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเคาะประตูกระจกสองครั้งแล้วผลักบานประตูเข้าไปด้านในเครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวเย็นเฉียบ ธันวากำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ สายตาจดจ่ออยู่กับการอ่านรายงานยอดขายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยตามวิสัยคนบ้างาน“มีอะไรด่วนหรือเปล่าแพร” ธันวาเอ่ยถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ“แพรเอาเอกสารมาให้เซ็นรับทราบค่ะ”หญิงสาวก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ก่อนจะวางซองจดหมายสีขาวสะอาดตาลงบนโต๊ะตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวลธันวาละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนสายตาลงมามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิมทันทีที่เห็นหน้าซองจดหมายอันคุ้นเคย“นี่มันอะไรแพร” น้ำเสียงของเขาเจือความหงุดหงิดระคนแปลกใจ“ใบลาออกค่ะ แพรจะทำงานจนถึงสิ้นเดือนนี้ แพรส่งอีเมลแจ้ง ฝ่ายบุคคลเรียบร้อยแล้ว แพรนำเอกสารมาให้ธันเซ็น
“โอ้ก”เสียงอาเจียนดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องน้ำหญิงที่เงียบสงัด แพรไหมทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หน้าชักโครก มือบางทั้งสองข้างกำขอบกระเบื้องเคลือบไว้แน่นจนข้อขาว ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านไปทุกสัดส่วนตามแรงขย้อนที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ หยาดน้ำตาแห่งความทรมานรื้นขึ้นเกาะกุมขอบตา ความขมปร่าของน้ำย่อยตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ทำให้เธอต้องโก่งคออาเจียนระลอกแล้วระลอกเล่าจนแทบหมดเรี่ยวแรง“แพร ไหวไหม ดื่มน้ำอุ่นล้างปากก่อนนะ”กานต์ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นเทาของเพื่อนสนิทอย่างร้อนใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย พร้อมกับยื่นขวดน้ำอุ่นที่เพิ่งวิ่งไปกดมาจากแพนทรีให้ แพรไหมรับขวดน้ำมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาหญิงสาวกลั้วคอบ้วนปากทิ้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ อาการอ่อนเพลียเล่นงานอย่างหนักหน่วงจนเธอต้องพิงศีรษะเข้ากับผนังห้องน้ำอย่างหมดสภาพ“ขอบใจนะกานต์ แต่แพรไม่ไหวเลย รสชาติขม ๆ มันตีขึ้นมาตลอดเวลาเลย”แพรไหมตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายบัดนี้หม่นหมองและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดกานต์ทอดสายตามองเพื่อนรักด้วยความสงสารจับใจ หญิงสาวหยิบกระดาษทิชชูมาซับรอย
เมื่อถึงช่วงพักกลางวัน พนักงานส่วนใหญ่ต่างทยอยเดินลงไปรับประทานอาหาร มิลินฉวยโอกาสนี้ถือแฟ้มเอกสารเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของธันวาทันที“พี่ธันวาคะ” เสียงหวานเอ่ยเรียก“ว่าไงครับ” ธันวาเงยหน้าขึ้นจากการทำงาน“มิลินแก้สไลด์ส่วนงบประมาณเสร็จแล้วค่ะ พี่สะดวกตรวจให้ ไหมคะ หรือว่าจะไปกินข้าวก่อนก็ได้” พนักงานรุ่นน้องรายงาน“เดี๋ยวพี่ดูให้ตอนบ่ายก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างใจดี“งั้นไปกินข้าวกันไหมคะ ร้านอาหารญี่ปุ่นใต้ตึกเปิดใหม่ มีโพรโมชันด้วย มิลินอยากเลี้ยงขอบคุณที่พี่ช่วยสอนงานให้ตลอด” มิลินชักชวนพร้อมคลี่ยิ้มกว้างคำชวนครั้งนี้ดูเปิดเผยและชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาธันวาชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะเผลอมองข้ามไปยังโต๊ะแพรไหม หญิงสาวยังคงนั่งหลังตรงพิมพ์งาน ไม่ยอมเงยหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบ หางตามอง และไม่แสดงท่าทีสนใจสิ่งใดเลยสักนิด เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงต้องหยุดคิดทบทวนว่าแพรจะน้อยใจไหม จะเข้าใจหรือเปล่า ทว่าตอนนี้สถานะเขาคือชายโสด เขาย่อมมีสิทธิ์ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ“เอาสิครับ พี่กำลังหิวพอดี” ธันวาตัดสินใจตอบรับ“จริงนะคะ” มิลินยิ้มก
เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศภายในแผนกการตลาดยังคงวุ่นวายเฉกเช่นทุกวัน พนักงานหลายคนถือแก้วกาแฟเดินสวนกันไปมา บ้างจับกลุ่มคุยเรื่องวาระการประชุมบ้างก้มหน้าก้มตาตรวจเอกสารอย่างขะมักเขม้นก่อนถึงเวลาเริ่มงาน“สวัสดีค่ะพี่เกด” แพรไหมเอ่ยทักทาย“มาเช้าจังแพร วันนี้ประชุมสิบโมงไม่ใช่เหรอ” รุ่นพี่ในแผนกถามกลับด้วยความสงสัย“ค่ะ แพรอยากมาเช็กไฟล์ก่อนนิดหน่อย” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงปกติพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้รุ่นพี่ ก่อนจะเดินต่อไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองแพรไหมวางกระเป๋าสะพายลงข้างโต๊ะทำงาน สายตาสะดุดเข้ากับกรอบรูปไม้สีอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ภาพถ่ายใบนั้นถูกบันทึกไว้ในวันฉลองยอดขายทะลุเป้าเมื่อปีที่ผ่านมา ธันวายืนโอบไหล่เธอจากทางด้านหลัง ส่วนเธอก็ส่งยิ้มกว้างจนตาหยี วันนั้นเขาก้มลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า‘แพรยิ้มแบบนี้น่ารักที่สุดแล้ว’ในตอนนั้นเธอเชื่อหมดหัวใจว่ารอยยิ้มของตัวเองมีค่ามากมายเหลือเกินในสายตาเขานัยน์ตาคู่สวยจ้องมองรูปถ่ายใบนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่มือบางจะเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา หญิงสาวจัดการเปิดลิ้นชักล่างสุด คว่ำกรอบรูปลงแล้วดันมันเข้าไปเก็บซ
ปลายสายเงียบไปหลายวินาทีราวกับกำลังประมวลผลความจริง ก่อนที่กานต์จะพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง“แพร เปิดประตู ฉันยืนอยู่หน้าห้องแกแล้ว”แพรไหมเบิกตากว้าง รีบใช้หลังมือปาดคราบน้ำตาทิ้ง แล้วพยุงร่างไร้เรี่ยวแรงลุกไปปลดล็อกประตู ทันทีที่บานประตูเปิดออก กานต์ก็พุ่งตัวเข้ามากอดเพื่อนรักไว้แน่นแพรไหมซุกหน้าลงกับไหล่กานต์ กำแพงความเข้มแข็งที่เพียรสร้างพังทลายลงในพริบตา“ฮึก ฮือ กานต์” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ความรู้สึกอัดอั้น หวาดกลัว และโดดเดี่ยว รินไหลออกมาพร้อมหยาดน้ำตา“ร้องออกมาเลยแพร ร้องให้พอ ฉันอยู่นี่แล้ว” กานต์ลูบแผ่นหลังปลอบโยน ปล่อยให้เพื่อนได้ระบายความอัดอั้นจนกว่าจะพอใจเมื่อความเสียใจเริ่มคลายตัว ทั้งสองจึงพากันมานั่งบนโซฟา กลางห้องรับแขก กานต์ดึงกระดาษทิชชูซับน้ำตาให้แพรไหมอย่างเบามือ ก่อนจะกุมมือเพื่อนไว้แน่นเพื่อดึงสติให้กลับมาจดจ่อกับความจริง“แพร ฟังฉันนะ เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ตอนนี้แกต้องตั้งสติ จะเอายังไงต่อไป จะโทรบอกธันวาคืนนี้เลยไหม” กานต์เริ่มเปิดประเด็นสำคัญที่สุดในเวลานี้“ไม่ แพรจะไม่บอกธันวา จะไม่บอกเด็ดขาด” แพรไหมส่ายหน้า
วันต่อมาเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมทำงานเต็มประสิทธิภาพ ทว่าแพรไหมกลับรู้สึกราวกับถูกจับยัดในเตาอบไร้ช่องระบายอากาศ เหงื่อ เม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้า ภาพตัวเลขบนจอโพรเจกเตอร์เริ่มสั่นไหว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผสมกับกลิ่นกาแฟดำของเพื่อนร่วมงานกลายเป็นกลิ่นเหม็นฉุนที่ตีรวนกระเพาะอาหารอย่างสาหัสแพรไหมผุดลุกขึ้นกะทันหันจนเก้าอี้ล้อเลื่อนขูดพื้นพรมเกิดเสียงดัง เสียงบรรยายหน้าห้องหยุดชะงัก ทุกสายตาหันมาจดจ้องที่เธอ หญิงสาวไม่มีเวลาแม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษ เธอพุ่งตัวออกจากห้องประชุม กึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังห้องน้ำหญิงสุดทางเดินอย่างรวดเร็วทันทีที่ผลักประตูล็อกห้องน้ำด้านในสุด แพรไหมก็ทรุดตัวลงหน้าชักโครกอย่างหมดสภาพ เธออาเจียนสิ่งที่ฝืนกินเข้าไปตั้งแต่เช้าออกมาจนหมดร่างบอบบางสั่นสะท้าน สองมือกำขอบชักโครกไว้แน่น หญิงสาวหอบหายใจหมดแรง น้ำตาเล็ดรินจากความทรมาน ลำคอแสบร้อนและ ขมปร่า เธอพยายามยันตัวไปที่อ่างล้างหน้า เปิดน้ำบ้วนปากและล้างหน้าเพื่อเรียกสติ ทว่าความอ่อนเพลียกลับกดทับอย่างหนักหน่วงจนแทบก้าวขาไม่ออกประตูห้องน้ำถูกผลักเข้ามาอย่างแรง กานต์ เพื่อนสนิทที่สังเกตเห็นความผิดปกติและวิ่งตามออกม







