เข้าสู่ระบบหลันเยี่ยเซียงยืนนิ่งงันอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่งกว่าจะรู้สึกตัว หญิงสาวขมวดคิ้วก่อนหมุนตัววิ่งตามร่างสูงที่เพิ่งเดินออกไปจากห้อง แผ่นหลังโดดเด่นของเซวี่ยอวี้ ซึ่งหยุดอยู่ตรงทางเดินทำให้นางชะงัก ชายหนุ่มเอนกายยืนพิงเสาทางเดิน สายตามองตรงไปยังพุ่มเยี่ยเซียงตรงหน้า“เยี่ยเซียงฮวา” เซวี่ยอวี้พึมพำ “ดูเหมือนการกลบเกลื่อนของบิดาและพี่ชายของเจ้า จะเป็นการกระทำอันรอบคอบยิ่ง” ร่างสูงหมุนตัวกลับมามองหญิงสาวหลันเยี่ยเซียงก้าวเข้าไปหยุดยืนตรงหน้าเซวี่ยอวี้ เงยหน้าสานสบสายตาคมที่ยังคงประกายลึกล้ำ “ข้ามองท่านผิดไปจริงๆ หรือ” แววตาของนางปรากฏร่องรอยของความผิดหวัง “ข้านึกว่าท่านเป็นคนดี”เซวี่ยอวี้ยิ้ม “หากมองว่าข้าเป็นคนดี เช่นนั้นเจ้าก็มองข้าผิดไปจริงๆ” เขาเอนตัวลงไปเพื่อให้ใบหน้าของคนทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกัน “เซียงเอ๋อร์ข้าไม่ใช่คนดี ไม่ใช่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”“ท่าน!” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา ปากเม้มแน่น ดวงตาฉายแววสับสน “แต่ท่านช่วยข้าไว้”ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “แค่นั้นก็กลายเป็นคนดีในสายตาเจ้าแล้วหรือ เซียงเอ๋อร์เจ้าช่างไร้เดียงสายิ่งนัก”“ท่านบอกไม่ให้ข้าเปรียบท่านกับผู้อื่น แต่การกระทำของท่านต่า
ข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วทำให้หลันเฟิ่งได้แต่กลัดกลุ้ม เรื่องโจรราคะยังไม่ทันได้จัดการ กลับมีข่าวลือไม่ดีที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของตระกูลหลันและเซวี่ยอวี้ออกมาแม้พยายามกำชับไม่ให้คนในคฤหาสน์พูดเหลวไหล แต่ถึงอย่างนั้นการปิดบังอีกฝ่ายเอาไว้ ทั้งที่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของเซวี่ยอวี้โดยตรง ย่อมไม่เป็นผลดีหากอีกฝ่ายรู้เรื่องในภายหลัง‘หากอยากได้ความจริงใจจากผู้ใด ย่อมต้องมอบความจริงใจออกไปก่อน’นั่นคือสิ่งที่หลันเฟิ่งยึดถือมาโดยตลอด ดังนั้นหลังจากกลับมาจากที่ว่าการ หลันเฟิ่งจึงเชิญเซวี่ยอวี้มาสนทนากันอย่างเปิดอก เขาได้แต่เดิมพันในใจ และหวังว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจจากไป เพราะรำคาญความยุ่งยากวุ่นวาย “ข่าวลือนั่นว่าอย่างไรบ้าง”เซวี่ยอวี้เอ่ยถามทั้งที่สายตาของเขามองไปยังหน้าต่าง ด้านนอกคือดอกจื่อจิงซึ่งกำลังออกดอกบานสะพรั่ง ดังนั้นในสายตาของหลันเฟิ่งจึงคิดว่าชายหนุ่มเพียงมองดอกจื่อจิงเท่านั้นหลันเฟิ่งไหนเลยจะคาดว่าแท้จริงแล้ว เซวี่ยอวี้กำลังเพิ่งสมาธิไปยังความเคลื่อนไหวที่อยู่มุมข้างหน้าต่าง หาใช่ดอกจื่อจิงไม่“ชาวบ้านต่างคิดว่าท่านคือคู่หมายของเซียงเอ๋อร์”“ค
มองริมฝีปากอิ่มเรื่อที่แย้มยิ้มอย่างงดงาม ในยามที่พูดถึงเทศกาลชมดอกเหมยของเมืองอี๋หยาง แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของนางก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นผิดหวังสองปีมาแล้วที่นางไม่ได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวในเทศกาล ทั้งนี้ก็เพราะข่าวลือมากมาย ทำให้นางต้องเก็บตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์“หน้าหนาวดอกเหมยที่บานสะพรั่งทั่วทั้งหุบเขาที่ซินเจิ้งต้องงดงามมากแน่นอน”“อยากเห็นหรือไม่”“อยากเห็นสิเจ้าคะ” นางตอบทันที แต่ก็ชะงักและหันขวับไปมองชายหนุ่ม ใบหน้าจริงจังของเขาทำให้นางใจเต้นตึกตัก ครั้งนี้นางมองไม่เห็นแววหยอกเย้าในดวงตาคู่นั้นอีกแล้วทั้งสองสบตากันครู่ใหญ่ ก่อนจะเป็นหลันเยี่ยเซียงเองที่ก้มหน้าหลบสายตาคม “คงไม่มีโอกาสแล้วเจ้าค่ะ”นางแสร้งก้มลงไปหยิบถ้วยชาขึ้นจากนั้นก็ยิ้มเศร้า “เดินทางไปไกลถึงซินเจิ้ง ชั่วชีวิตนี้คงไม่อาจทำได้”เพียงก้าวออกจากคฤหาสน์ นางก็ต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลังวุ่นวาย ทั้งนี้ก็เพราะคนตระกูลหลันกลัวว่านางจะเกิดเรื่อง ซึ่งพวกเขาก็คิดถูก เพราะทุกครั้งที่นางออกจากคฤหาสน์ไป หากไม่พบกับเสียงซุบซิบนินทา นางก็ต้องรับมือกับคุณชายตระกูลต่างๆ ที่พยายามเข้ามาชวนพูดคุยสนทนามองดูใบหน้าเศร้าหมองของหญิงสาว เซวี่ยอ
“ยังจะทำเช่นไรได้เล่า จะอย่างไรเราก็หนีไม่พ้นต้องรับมือกับข่าวลือและเสียงซุบซิบนินทาอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณชายฟู่จะลงมือกระทำผิดหรือไม่ เซียงเอ๋อร์เป็นสตรี ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาอยู่แล้ว”“แต่เราจะปล่อยให้ชื่อเสียงของเซียงเอ๋อร์เสียหายเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”“แล้วจะทำอย่างไรเล่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะห้ามคำซุบซิบนินทาของผู้คน เว้นแต่เซียงเอ๋อร์จะออกเรือน หาไม่เรายังคงต้องรับมือเรื่องนี้ไม่จบไม่สิ้น”จบประโยคนั้นทุกคนก็ได้แต่นิ่งเงียบ เพราะดูเหมือนหลันเซียวจะพูดถูก นอกเสียจากหลันเยี่ยเซียงแต่งงานกับใครสักคน หาไม่ความงดงามและข่าวลือมากมายของหญิงสาว ก็จะยังสร้างปัญหาเช่นนี้ไม่หยุดไม่หย่อนเงาร่างอรชรขยับออกห่างจากประตูห้องโถง หญิงสาวก้าวออกไปเงียบๆ หลังจากที่ได้ยินบทสนทนาทุกอย่าง นางหมุนตัวตั้งใจจะเดินย้อนกลับไปยังเรือนของตน แต่ร่างสูงที่ยืนพิงเสาทางเดินก็ทำให้นางชะงักหลันเยี่ยเซียงหันไปมองด้านหลัง เมื่อมั่นใจว่าคนในห้องโถงไม่รับรู้ว่านางอยู่ด้านนอก นางก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาเซวี่ยอวี้ชายหนุ่มเพียงเลิกคิ้ว เมื่อนางส่งสัญญาณให้เขาเดินตามไปเงียบๆเมื่อนำเขามายังสวนของคฤหาสน์ หลันเยี่ยเซียงก็มองหาสา
“ครั้งนี้ตระกูลหลันเป็นหนี้น้ำใจของท่านอย่างใหญ่หลวง ข้าในฐานะหัวหน้าตระกูลหลันต้องขอบคุณท่านมาก”เซวี่ยอวี้เพียงยิ้มไม่ได้ตอบคำ เขามองสองพ่อลูกตระกูลหลันด้วยดวงตาเรียบเฉย บทสนทนาของตนและหลันเฟิ่งก่อนหน้านี้ เขายังคงไม่เอ่ยถึง เนื่องจากเขาเองก็ยังไม่ได้ตอบรับแต่การที่เขาไม่ปฏิเสธ หลันเฟิ่งเองก็คงคิดว่าเขาตอบรับไปแล้วกว่าครึ่งแม้หลันเฟิ่งแสดงออกชัดเจนว่ายอมรับเขา แต่เขายังคงอยากให้คนที่กล้ายื่นข้อเสนอให้เป็นหลันเยี่ยเซียงมากกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกมา“ลูกเฟิ่ง”หลันเซียวเรียกบุตรชายคนโตเอาไว้ หลังจากที่จัดหาห้องพักรับรองให้แขกผู้มาเยือน ในใจรู้สึกกังวลยิ่งนักกับเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นแม้จะได้รับการยืนยันจากจ้าวเสิ่นและหวังชิง สองปราชญ์อาวุโสซึ่งเป็นอาจารย์สำนักศึกษาเค่อหลี่ว่าเซวี่ยอวี้เป็นจอมยุทธ์ที่มีคุณธรรม อีกทั้งนิสัยใจคอยังไม่เลวแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็รู้เรื่องของอีกฝ่ายน้อยมาก จนแทบจะเรียกได้ว่าไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย“จะอย่างไรเสียเขาก็นับว่าเป็นจอมยุทธ์ที่มีคุณธรรมคนหนึ่ง หากเซียงเอ๋อร์แต่งให้คนเช่นนี้ได้ อย่างน้อยเราก็วางใจได้ว่าเขาสามารถปกป้องคุ้มครองนางได้ ข
เจ้าวายุพาเซวี่ยอวี้และหลันเยี่ยเซียง พุ่งทะยานไปข้างหน้าท่ามกลางความมืดและความเงียบงันยามค่ำคืนของเมืองอี๋หยาง สองข้างทางที่ไร้ผู้คน เนื่องจากเป็นเวลาเลยยามโฉ่ว[1]ไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อใกล้ถึงคฤหาสน์ตระกูลหลัน ยามซึ่งทำหน้าที่บอกเวลากลับสามารถมองเห็นคนทั้งสองอย่างชัดเจนหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลัน พ่อบ้านซึ่งรอคอยอยู่ก่อนแล้วรีบออกมาต้อนรับ เขารีบให้คนเข้าไปดูแลม้าของเซวี่ยอวี้ ก่อนจะเชิญชายหนุ่มเข้าไปด้านในด้วยท่าทีสุภาพหลันเยี่ยเซียงซึ่งยังคงอยู่ในชุดคลุมมิดชิด เดินนำเข้าไปด้านใน หลังจากที่ได้ยินว่าทั้งบิดา มารดา และน้องสาวยังคงรอคอยนางด้วยความห่วงใย ทั้งสามปรี่เข้ามาปลอบโยนหญิงสาว จากนั้นก็กล่าวขอบคุณชายหนุ่มที่ช่วยเหลือนางเอาไว้เซวี่ยอวี้แนะนำตัวเองอย่างอ่อนน้อม จากนั้นยังไม่ทันได้สนทนาพาทีกัน หลันเฟิ่งและท่านเจ้าเมืองก็กลับมาถึง“ได้ยินว่าท่านประมือกับโจรราคะผู้นั้นที่หน้าประตูเมือง” หลันเฟิ่งเอ่ยถามทันทีที่เห็นเซวี่ยอวี้“ใช่”“ขอบคุณท่านเหลือเกิน หากไม่ได้ท่านวันนี้ตระกูลหลันของเราคงแย่”“เกรงใจไปแล้ว” เซวี่ยอวี้เอ่ยเสียงนุ่ม“คนของข้าที่เฝ้ายามหน้าประตูเมือง เห็นใบหน้าของโจร







