ANMELDENบนภัตตาคารหรูย่านใจกลางเมืองในห้องรับรองส่วนตัวที่ถูกจองไว้สำหรับการนัดพบในครั้งนี้
บนโต๊ะกลมขนาดใหญ่ปูผ้าสีขาวพร้อมอาหารจีนหลากหลายเมนูถูกจัดวางอย่างประณีต กลิ่นหอมของเป็ดย่างและกุ้งอบวุ้นเส้นลอยคลุ้งไปทั่วห้อง
ทุก ๆ อย่างดูเหมือนมื้ออาหารธรรมดาของครอบครัวที่มาพบปะพูดคุยกัน แต่บรรยากาศจริงกลับตึงเครียดกว่านั้นมาก
เพราะนี่ไม่ใช่แค่มื้ออาหารหากเป็นการดูตัวที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วโดยแทบไม่ได้ถามความสมัครใจของคนหนุ่มสาวเลยสักคำ
ลินดา ลินรดา หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ด นั่งหลังตรงข้าง ๆ แม่ของเธออย่างพิมดาว มือเรียวที่วางประสานกันบนตักแม้ใบหน้าจะพยายามคงรอยยิ้มสุภาพไว้ก็ตาม
แต่ปลายนิ้วที่บีบกันแน่นเล็กน้อยก็สะท้อนความประหม่าได้ดี เธอเอนตัวเข้าไปกระซิบแม่เบา ๆ ดวงตากลมโตแอบชำเลืองมองชายที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“คนนี้เหรอคะแม่” น้ำเสียงเบาจนแทบกลืนกับลมหายใจ
พิมดาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนกระซิบตอบ“ใช่จ้ะ นี่แหละคุณธาม ลูกชายน้าอรนุช” ลินดากลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกผลักให้เดินเข้าไปในพื้นที่ที่โคตรอันตรายเลย
เธอเงยหน้าขึ้นเต็ม ๆ เพื่อสบตาเขาเป็นครั้งแรก ชายร่างสูงในสูทสีเข้มนั่งตัวตรงไหล่กว้างแววตาคมจัด ใบหน้าหล่อคมแต่ดุดันอย่างคนที่ไม่ค่อยยิ้มให้ใครง่าย ๆ
สายตาของเขาเย็นเฉียบและนิ่งราวกับมองผ่านเธอไปมากกว่ามองมาที่เธอโดยตรง ลินดาพยายามยิ้มให้เขาอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ” เสียงของเธอใสไม่ได้สั่นแม้ใจจะเต้นแรง แต่ธามเพียงพยักหน้าช้า ๆ ตอบรับโดยไม่ยิ้ม ดวงตายังนิ่งจนบรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงอย่างประหลาด
อรนุชซึ่งนั่งข้างลูกชายรับรู้ได้ถึงความกระด้างนั้นจึงรีบเอ่ยแก้สถานการณ์ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“หนูลินดา น้าขอโทษแทนตาธามด้วยนะจ๊ะ พอดีช่วงนี้เขาเครียดเรื่องงานนิดหน่อย” เสียงของเธอนุ่มนวลพยายามลดความตึงเครียด ลินดาจึงหันไปยิ้มให้ผู้ใหญ่แทน
“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูเข้าใจค่ะ” เธอตอบอย่างเรียบร้อย แต่ในใจกลับคิดอย่างตรงไปตรงมา
เข้าใจอะไรก่อนคนอะไรหน้าตาน่ากลัวชะมัด แค่จ้องก็เหมือนจะฆ่าแกงกันแล้ว
ผ่านไปสักพักบทสนทนาระหว่างผู้ใหญ่ก็เริ่มดำเนินต่อไป
ทั้งเรื่องธุรกิจ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว เสียงหัวเราะบางเบาถูกฝืนให้เกิดขึ้นเป็นระยะธามที่นั่งฟังเงียบ ๆ มือจับตะเกียบอย่างเรียบเฉยแววตาไร้อารมณ์ ลินดาแอบสังเกตว่าเขาแทบไม่ได้แตะอาหารตรงหน้าเลย
สักคำราวกับไม่ได้ตั้งใจจะมาทานข้าวตั้งแต่แรกเธอมองอาหารตรงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงสายตากดดันนั้นแล้วสายตาก็สะดุดกับกุ้งอบวุ้นเส้นจานโปรดที่ถูกวางอยู่ใกล้มือ กลิ่นหอมทำให้ท้องที่ว่างมาตั้งแต่เช้าส่งเสียงประท้วงเบา ๆ ก่อนเธอค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบช้อนตั้งใจจะตักเพียงคำเล็ก ๆ อย่างสุภาพ
แต่ยังไม่ทันได้ตักเสียงทุ้มเย็นก็ดังขึ้นโดยไม่ต้องมองว่าใครพูด
“ไร้มารยาท” คำสั้น ๆ แต่หนักจนมือของเธอชะงักกลางอากาศ ธามยังคงมองไปข้างหน้าไม่แม้แต่จะหันมาสบตา
“ผู้ใหญ่ยังคุยกันอยู่ ใช่เวลาจะกินไหม” น้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องทั่วไปแต่แฝงความตำหนิชัดเจน
ทั้งโต๊ะเงียบกริบลินดารู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้า ความอายและความไม่พอใจปะปนกัน เธอค่อย ๆ วางช้อนลงอย่างควบคุมตัวเอง
“ขอโทษค่ะ” เสียงเธอไม่ได้สั่นแต่แววตาที่หลุบต่ำลงเล็กน้อยบอกชัดว่าเธอกำลังพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้ ในใจกลับคิดสวนทันที
อะไรของเขาวะเมื่อกี้ก็ไม่เห็นจะพูดอะไรเลยแค่อยากด่าเราหรือไง
“ขอโทษแทนลูกสาวด้วยนะคะ แกอาจจะหิว” พิมดาวรีบเอ่ยขอโทษแทนลูกสาว สีหน้าของคนเป็นแม่เจือความเกรงใจ อรนุชเห็นแบบนั้นก็ตวัดสายตามองลูกชายทันที
“แกนั่นแหละไร้มารยาท ไปพูดกับน้องแบบนั้นได้ยังไง” น้ำเสียงของเธอเข้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันมาทางลินดา
“จะกินก็กินเลยลูก ไม่ต้องเกรงใจ” เธอเอื้อมไปตักกุ้งอบวุ้นเส้นใส่จานลินดาเองอย่างเอ็นดู ธามจ้องภาพนั้นด้วยสายตาเรียบตึงปลายนิ้วกระชับตะเกียบแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“ขอบคุณค่ะคุณน้า” ลินดาฝืนยิ้มอีกครั้งเธอตักวุ้นเส้นเข้าปากอย่างสุภาพ รสชาติที่เคยอร่อยกลับจืดลงเพราะบรรยากาศรอบตัว
เธอรู้สึกถึงสายตาของธามที่ยังคงจับจ้องอยู่แม้เขาจะทำเหมือนไม่สนใจ แต่บางอย่างในแววตานั้นไม่ใช่แค่ความเย็นชามันเหมือนคนที่ต่อต้านสถานการณ์นี้พอ ๆ กับเธอ
หลังจากบทสนทนาเล็ก ๆ ที่ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะตึงขึ้น
ชั่วครู่ความเงียบก็แผ่คลุมอีกครั้ง เสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ กลายเป็นเสียงเดียวที่ดังที่สุดในห้องรับรองส่วนตัวอรนุชวางตะเกียบลงอย่างตั้งใจก่อนหันไปมองพิมดาวด้วยสายตาจริงจัง สีหน้าของเธอไม่ได้มีรอยยิ้มอ่อนโยนแบบเมื่อครู่แล้ว หากแต่เป็นแววตาของผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจบางอย่างไว้เรียบร้อย
“เรามาเริ่มคุยกันเลยไหมพิมดาว” น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นทำให้พิมดาวชะงักเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับ แม้จะพอเดาได้ว่าประเด็นต่อไปคืออะไรแต่ก็ยังอดรู้สึกหนักใจไม่ได้
“ฉันอยากให้แต่งกันไม่เกินสามเดือนนี้ พอไหวไหม” อรนุชไม่อ้อมค้อมคำพูดตรงไปตรงมาทำให้ลินดาที่กำลังเคี้ยววุ้นเส้นอยู่ถึงกับสำลัก
“แค่ก ๆ” เธอรีบหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มแก้มแดงเล็กน้อยทั้งจากการไอและจากความตกใจ ดวงตากลมโตหันไปมองแม่อย่างขอความช่วยเหลือโดยไม่รู้ตัว
“เร็วไปไหมนุช เด็ก ๆ เพิ่งเจอกันเอง” พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยสีหน้าลำบากใจ อรนุชยิ้มบางรอยยิ้มนั้นไม่ได้อ่อนหวานนักแต่เป็นรอยยิ้มของคนที่คิดมาแล้ว
“เร็วสิยิ่งดี ฉันไม่อยากให้ยืดเยื้อ” ก่อนเธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อช้า ๆ
“อยากให้แต่งเร็ว ๆ จะได้ลืมเรื่องเก่า ๆ บ้าง”
คำว่าเรื่องเก่า ๆ ทำให้ธามที่นั่งนิ่งมาตลอดชะงักไปชั่วเสี้ยววินาทีปลายนิ้วที่จับแก้วน้ำแน่นขึ้นจนเส้นเอ็นขึ้นชัด แววตาคมกริบแข็งขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะรีบกดอารมณ์นั้นลงและกลับมาเรียบนิ่งเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลินดาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นแม้มันจะเกิดขึ้นเพียง
ชั่ววูบ เธอไม่เข้าใจว่าเรื่องเก่าที่ผู้ใหญ่พูดถึงคืออะไรแต่สัมผัสได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน บางอย่างในแววตาของธามบอกชัดว่ามันคือบาดแผลไม่ใช่แค่ความทรงจำธรรมดาพิมดาวหันมามองลูกสาวสีหน้าอ่อนลงอย่างคนอยากฟังความเห็นจริง ๆ
“ลินดา ว่ายังไงลูก” คำถามนั้นทำให้ทั้งโต๊ะหันมามองเธอพร้อมกัน ลินดาชะงักมือที่วางอยู่บนตักกำกระโปรงแน่นโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่เคยมีแฟน ไม่เคยรักใครจริงจัง ชีวิตที่ผ่านมาเชื่อฟังแม่มาตลอดและแม่ก็ไม่เคยเลือกสิ่งที่แย่ให้เธอ
จนความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างเรียบง่ายให้แม่เลือกก็ไม่แย่ …ดีกว่าไปเสี่ยงเอง
“หนูโอเคค่ะ” เธอสูดลมหายใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบา ๆ เสียงของเธอไม่ได้สั่นแต่แววตายังมีความลังเลซ่อนอยู่ลึก ๆ
“เธอแน่ใจเหรอ” ธามหันขวับมามองทันทีดวงตาคมเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาถามตรง ๆ น้ำเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดันลินดาสบตาเขาแม้หัวใจจะเต้นแรง
“แล้วคุณล่ะคะ” เธอถามกลับอย่างไม่หลบสายตา
“คุณโอเคไหม” คำถามนั้นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนอรนุชเรียกเสียงเข้ม
“ตาธาม” เหมือนเตือนให้ระวังคำพูดแต่ธามยังจ้องลินดาไม่ละสายตา
“ผมไม่มีปัญหาอะไร” เขาตอบสั้น ๆ แต่แววตากลับบอกตรงกันข้ามชัดเจนว่าเขามีปัญหามากกว่าหนึ่งเรื่อง
ลินดารู้สึกได้ถึงกำแพงสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เธอไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจเธอหรือไม่พอใจการถูกบังคับแต่สิ่งหนึ่งที่ชัดที่สุดคือเขาไม่ได้อยากแต่งงานกับเธอ
“งั้นก็ตามนี้นะ สามเดือนคงพอสำหรับเตรียมงาน ทุกอย่างฉันจะจัดการเอง” อรนุชรีบสรุปทันทีน้ำเสียงของเธอเด็ดขาดราวกับประกาศคำตัดสิน
ไม่มีใครถาม ไม่มีใครโต้แย้งเพิ่มเติม เหมือนทุกอย่างถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วโดยไม่ต้องสนใจความรู้สึกของคนที่กำลังจะเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวจริง ๆ พิมดาวฝืนยิ้มพยักหน้ารับแม้ในใจจะยังมีความกังวลเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
บทสนทนาเรื่องแต่งงานจบลงด้วยความเงียบที่หนักกว่าเดิมทำให้ลินดาเหลือบมองธามอย่างเผลอ ๆ แต่ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าเขากำลังจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว
สายตานั้นไม่ใช่ความสนใจ ไม่ใช่ความพอใจ และไม่ใช่ความอ่อนโยนหากเป็นสายตาของคนที่ไม่ต้องการ
แววตาเย็นยะเยือกเหมือนผิวน้ำน้ำแข็งแต่ลึกลงไปกลับมืดดำจนยากจะคาดเดา ลินดากลืนน้ำลายความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบ
ผ่านอกเธอไม่ใช่คนอ่อนแอแต่ก็ไม่เคยเผชิญสายตาที่เต็มไปด้วยการปฏิเสธแบบนี้มาก่อน
ธามเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อยมองเธอด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก
“เธอไม่รู้จักฉันเลย” เขาพูดเบา ๆ พอให้ได้ยินกันสองคน
“การตัดสินใจเร็วแบบนี้…มันอาจทำให้เธอเสียใจ” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ข่มขู่แต่เหมือนเตือนล่วงหน้า ลินดาชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบกลับ
“บางทีการไม่ลองเลยก็อาจทำให้เสียใจเหมือนกันนะคะ” เธอพูดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะยังสั่นอยู่ก็ตาม
เขามองเธออีกครั้งคราวนี้สายตาไม่ได้แข็งกร้าวเท่าเดิมแต่ก็ยังไม่อ่อนลงเขาเหมือนกำลังประเมินในตัวเธอ และใจขณะเดียวกันกับที่ลินดาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังแล้วว่า
ฉันจะอยู่ร่วมกับสามีแบบนี้ได้จริง ๆ เหรอ
เวลาล่วงเลยมาเกือบหนึ่งเดือนหลังจากวันที่ทั้งสองตกลงแต่งงานกันด้วยข้อตกลงที่ไร้ความรักช่วงเวลาที่ควรจะเต็มไปด้วยการเตรียมงาน ความตื่นเต้น หรืออย่างน้อยความคุ้นเคยที่เพิ่มขึ้น กลับผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีความใกล้ชิด ไม่มีแม้แต่ความพยายามจะทำความเข้าใจกันมากขึ้นคฤหาสน์หลังใหญ่ของธามยังคงสงบนิ่งราวกับทุกอย่างหยุดอยู่ที่เดิม และค่ำคืนนี้ก็เช่นกันไฟในห้องนั่งเล่นเปิดทิ้งไว้ แสงสีส้มสลัวสะท้อนผนังเรียบหรูอรนุชนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมท่าทางเหมือนรอใครบางคนกลับบ้านทุกวัน แม้ใบหน้าจะสงบแต่แววตากลับแฝงความครุ่นคิดที่ไม่เคยจางลงเสียงประตูหน้าบ้านเปิดเบา ๆ พร้อมธามเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเหนื่อยล้า แสงไฟส่องให้เห็นรอยคล้ำใต้ตาจาง ๆเขาถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ ถอดสูทพาดแขนแล้วคลายเนคไทออกช้า ๆ ลมหายใจยาวถูกปล่อยออกมาเบา ๆ ราวกับภาระของทั้งวันยังคงกดทับอยู่บนไหล่กว้างนั้น“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นตามปกติ น้ำเสียงไม่ได้เข้มงวด แต่ก็ไม่ได้อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน“ครับ” ธามตอบสั้น ๆ โดยไม่มองหน้าแม่เดินผ่านห้องนั่งเล่นเหมือนต้องการเลี่ยงบทสนทนา“แกได้ไปหาลินดาบ้างไหม” อรนุชมองตา
ความเงียบแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่งจนได้ยินเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินชัดเจน อรนุชหันไปมองลูกชายดวงตาสื่อความหมายให้พูดในสิ่งที่ควรพูด“พูดสิธาม” เธอเตือนเสียงเบาแต่หนักแน่น ธามสูดลมหายใจเล็กน้อยไหล่ขยับขึ้นลงเพียงนิดก่อนจะเอ่ยออกมา“ฉันขอโทษที่ปล่อยเธอกลับคนเดียว” น้ำเสียงราบเรียบไม่สูงไม่ต่ำไม่มีแววสั่นไหวของความรู้สึกผิด คำพูดนั้นลอยอยู่กลางอากาศอย่างแห้งแล้งลินดาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอเสียงสั้น ๆ แต่ชัดเจนเธอหันมามองเขาเต็มตาเป็นครั้งแรก“แค่นั้นเหรอคะ” น้ำเสียงสุภาพทว่าสายตาแข็งขึ้นเล็กน้อย ธามเงยหน้ามองเธอแววตาทั้งสองชนกันเพียงเสี้ยววินาทีความเงียบระหว่างสายตานั้นเหมือนมีคำถามมากมายที่ไม่มีใครพูดออกมา“ฉันมีธุระด่วน” เขาตอบเพิ่มสั้น ๆ ราวกับนั่นคือคำอธิบายที่เพียงพอ ลินดายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแต่ดวงตาไม่ยิ้ม“ค่ะ” คำเดียวสั้น ๆ แต่เย็นจัดเหมือนลมแอร์ที่พัดผ่านห้อง พิมดาวรีบแทรกขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดเกินไป“เอาเถอะ อย่างน้อยก็มาขอโทษแล้ว เรื่องมันก็ผ่านไปเถอะลูก” เธอมองลินดาอย่างขอร้องทางสายตาแต่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร “ตาธามอาจจะจัดการอารมณ์ไม่เก่งนัก แต
ช่วงเย็นของบ้านหลังใหญ่เงียบผิดปกติ แสงไฟในห้องโถงส่องกระทบพื้นหินอ่อนเป็นเงาวับ อรนุชนั่งตัวตรงอยู่บนโซฟามือประสานกันแน่นบนตักสีหน้าของเธอไม่ได้สงบนิ่งอย่างทุกวัน แววตาฉายชัดถึงความไม่พอใจและความกังวลที่สะสมมาตั้งแต่บ่ายประตูหน้าบ้านเปิดออกพร้อมเสียงรองเท้าหนังเหยียบพื้น ธามเดินเข้ามาด้วยท่าทางเรียบเฉยเหมือนเคยเขาถอดสูทพาดแขนสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นและสบตากับมารดา เขาก็รับรู้ได้ถึงพายุที่กำลังก่อตัว“แกปล่อยลินดากลับเองจริงไหม” เสียงของอรนุชเย็นจัด ทว่าแฝงแรงสั่นเล็ก ๆ ธามปลดกระดุมแขนเสื้อช้า ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ“ครับ” คำตอบตรงไปตรงมานั้นเหมือนจุดไฟ อรนุชลุกพรวดขึ้นทันทีส้นรองเท้ากระทบพื้นดังสะท้อน“แกคิดอะไรอยู่ธาม!” เสียงเธอดังลั่นห้องโถงจนคนใช้ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในยังชะงัก ธามหันมามองแม่เต็มตาสีหน้าเรียบนิ่งแต่กรามเกร็งชัด“ผมมีงาน” เขาตอบเสียงต่ำ“งานสำคัญกว่าคนที่กำลังจะแต่งงานกับแกเหรอ!” อรนุชสวนกลับทันที ดวงตาเธอแดงก่ำด้วยความโกรธและผิดหวังธามนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนจะเอ่ยออกมาตรง ๆ ช้า ๆ“ผมไม่ได้อยากแต่งตั้งแต่แรก” ป
…ห้าปีก่อนภาวีในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ ยืนอยู่ปลายทางเดินในโบสถ์ รอยยิ้มของเธอหวานละมุน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความรัก “ธาม…วันนี้เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันนะคะ” เสียงนั้นยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานภาพตัดกลับสู่ปัจจุบันเสียงหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ มือที่วางบนเข่ากำแน่นจนเส้นเลือดขึ้นชัดแววตาที่เคยนิ่งกลับสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาแข็งกระด้างเขาลุกขึ้นทันทีราวกับต้องการหนีบางอย่าง ลินดาชะงักเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น“คุณธาม…” เธอเรียกเบา ๆ ความเขินเปลี่ยนเป็นความสับสนในชั่วพริบตาธามมองเธอสายตานั้นเต็มไปด้วยบางอย่างที่อ่านไม่ออก ความเจ็บ ความโกรธ หรือความหวาดกลัวที่เขาไม่ยอมรับก็ไม่แน่“เลือกเอาเอง” เขาพูดเสียงเรียบเย็นชา“ผมมีงาน” คำพูดสั้น ๆ เหมือนมีดบาง ๆ กรีดผ่านบรรยากาศอบอุ่นในร้านเขาหยิบสูทขึ้นพาดแขนหันหลังเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ ประตูกระจกเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งเบา ๆ ก่อนจะปิดลงทิ้งความเงียบไว้ด้านหลังลินดายืนนิ่งมือกำชายกระโปรงแน่นจนผ้ายับเล็กน้อย หัวใจเธอกระตุกวูบเหมือนถูกทิ้งกลางอากาศ พนักงานสองคนมองหน้ากันอย่างเก้อเขิน“เอ
คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเงียบของยามค่ำ ไฟในสวนส่องต้นไม้เป็นเงาทอดยาวบนพื้นหินอ่อนประตูรั้วปิดลงช้า ๆ หลังรถยุโรปสีเข้มแล่นเข้ามาจอด เสียงเครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงความเงียบที่หนาหนักราวกับอากาศข้างในบ้านก็รอคอยบางอย่างอยู่เช่นกันภายในห้องนั่งเล่นโคมไฟสีอุ่นยังเปิดอยู่ อรนุชนั่งหลังตรงบนโซฟาหนังสีครีมแก้วน้ำวางอยู่บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้าดวงตาของหญิงวัยกลางคนไม่ได้จับจ้องโทรทัศน์ที่เปิดค้างไว้ หากแต่ทอดมองไปยังประตูทางเข้าเหมือนกำลังรอเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยประตูเปิดออกธามเดินเข้ามาเงียบ ๆ เขาก้มถอดรองเท้าอย่างเป็นระเบียบ แขวนสูทไว้ที่ราวข้างผนัง สีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกวัน ดวงตาคมเข้มไร้แววเหนื่อยล้าทั้งที่ทั้งวันผ่านเรื่องมากมาย“กลับมาแล้วเหรอ” อรนุชเอ่ยขึ้นน้ำเสียงไม่ได้ดุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนจนเกินไป“ครับ” ธามพยักหน้าเล็กน้อยเสียงทุ้มต่ำสั้นกระชับ เขาเดินผ่านแม่ไปเหมือนตั้งใจจะขึ้นห้องทันที“พรุ่งนี้แกว่างไหม” คำถามนั้นทำให้เขาชะงักเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหันกลับมามอง“มีประชุมบ่าย ทำไมครับ” น้ำเสียงยังคงเรียบสนิท อรนุชวางแก้วน้ำลงช้า ๆ เสียงกระทบโต๊ะดังแผ่ว“พรุ่งน
ยามเย็นหน้าภัตตาคารสุดหรูเสียงพนักงานเปิดประตูเบา ๆ เป็นระยะ รถยุโรปสีดำและสีเงินจอดเรียงรายเป็นระเบียบกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ประดับหน้าร้านลอยปะปนกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงของแขกที่เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จโดยมีคนสี่คนที่ยืนล่ำลากันใต้แสงไฟที่เริ่มเปิดสว่างตัดกับท้องฟ้ายามค่ำ บรรยากาศภายนอกดูราบรื่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มของผู้ใหญ่สองคนแต่ช่องว่างบางอย่างระหว่างว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับอึดอัดจนสัมผัสได้“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้มาก ๆ นะนุช วันนี้เกรงใจจริง ๆ” น้ำพิมดาวยิ้มกว้างตามมารยาท มือเรียวของเธอจับมืออรนุชแน่นเล็กน้อยเสียงเธอนุ่มนวลแต่แฝงความเกรงใจตามแบบฉบับคนที่รู้ดีว่ามื้ออาหารนี้ไม่ใช่เพียงการพบปะธรรมดา อรนุชก็ยิ้มตอบอย่างสุภาพและแววตาก็เปล่งประกายอย่างพึงพอใจ“ไม่เป็นไรเลยพิม เดี๋ยวก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วจะต้องเกรงใจกันทำไม” คำว่าครอบครัวเดียวกันถูกเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจราวกับทุกอย่างสิ้นลงแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เแต่งงานเลยด้วยซ้ำลินดายืนอยู่ด้านหลังแม่เธอจับกระเป๋าถือแน่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตากลมใสเหลือบมองไปทางธามอย่างเผลอ ๆ เห็นชายหนุ่มยืนล้วงกระเป๋ากางเกงสูทสีเข้มตัดกับผิวขาว







