LOGINบนภัตตาคารหรูย่านใจกลางเมืองในห้องรับรองส่วนตัวที่ถูกจองไว้สำหรับการนัดพบในครั้งนี้
บนโต๊ะกลมขนาดใหญ่ปูผ้าสีขาวพร้อมอาหารจีนหลากหลายเมนูถูกจัดวางอย่างประณีต กลิ่นหอมของเป็ดย่างและกุ้งอบวุ้นเส้นลอยคลุ้งไปทั่วห้อง
ทุก ๆ อย่างดูเหมือนมื้ออาหารธรรมดาของครอบครัวที่มาพบปะพูดคุยกัน แต่บรรยากาศจริงกลับตึงเครียดกว่านั้นมาก
เพราะนี่ไม่ใช่แค่มื้ออาหารหากเป็นการดูตัวที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วโดยแทบไม่ได้ถามความสมัครใจของคนหนุ่มสาวเลยสักคำ
ลินดา ลินรดา หญิงสาววัยยี่สิบเจ็ด นั่งหลังตรงข้าง ๆ แม่ของเธออย่างพิมดาว มือเรียวที่วางประสานกันบนตักแม้ใบหน้าจะพยายามคงรอยยิ้มสุภาพไว้ก็ตาม
แต่ปลายนิ้วที่บีบกันแน่นเล็กน้อยก็สะท้อนความประหม่าได้ดี เธอเอนตัวเข้าไปกระซิบแม่เบา ๆ ดวงตากลมโตแอบชำเลืองมองชายที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“คนนี้เหรอคะแม่” น้ำเสียงเบาจนแทบกลืนกับลมหายใจ
พิมดาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนกระซิบตอบ“ใช่จ้ะ นี่แหละคุณธาม ลูกชายน้าอรนุช” ลินดากลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกเหมือนกำลังถูกผลักให้เดินเข้าไปในพื้นที่ที่โคตรอันตรายเลย
เธอเงยหน้าขึ้นเต็ม ๆ เพื่อสบตาเขาเป็นครั้งแรก ชายร่างสูงในสูทสีเข้มนั่งตัวตรงไหล่กว้างแววตาคมจัด ใบหน้าหล่อคมแต่ดุดันอย่างคนที่ไม่ค่อยยิ้มให้ใครง่าย ๆ
สายตาของเขาเย็นเฉียบและนิ่งราวกับมองผ่านเธอไปมากกว่ามองมาที่เธอโดยตรง ลินดาพยายามยิ้มให้เขาอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ” เสียงของเธอใสไม่ได้สั่นแม้ใจจะเต้นแรง แต่ธามเพียงพยักหน้าช้า ๆ ตอบรับโดยไม่ยิ้ม ดวงตายังนิ่งจนบรรยากาศรอบโต๊ะเงียบลงอย่างประหลาด
อรนุชซึ่งนั่งข้างลูกชายรับรู้ได้ถึงความกระด้างนั้นจึงรีบเอ่ยแก้สถานการณ์ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“หนูลินดา น้าขอโทษแทนตาธามด้วยนะจ๊ะ พอดีช่วงนี้เขาเครียดเรื่องงานนิดหน่อย” เสียงของเธอนุ่มนวลพยายามลดความตึงเครียด ลินดาจึงหันไปยิ้มให้ผู้ใหญ่แทน
“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูเข้าใจค่ะ” เธอตอบอย่างเรียบร้อย แต่ในใจกลับคิดอย่างตรงไปตรงมา
เข้าใจอะไรก่อนคนอะไรหน้าตาน่ากลัวชะมัด แค่จ้องก็เหมือนจะฆ่าแกงกันแล้ว
ผ่านไปสักพักบทสนทนาระหว่างผู้ใหญ่ก็เริ่มดำเนินต่อไป
ทั้งเรื่องธุรกิจ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว เสียงหัวเราะบางเบาถูกฝืนให้เกิดขึ้นเป็นระยะธามที่นั่งฟังเงียบ ๆ มือจับตะเกียบอย่างเรียบเฉยแววตาไร้อารมณ์ ลินดาแอบสังเกตว่าเขาแทบไม่ได้แตะอาหารตรงหน้าเลย
สักคำราวกับไม่ได้ตั้งใจจะมาทานข้าวตั้งแต่แรกเธอมองอาหารตรงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงสายตากดดันนั้นแล้วสายตาก็สะดุดกับกุ้งอบวุ้นเส้นจานโปรดที่ถูกวางอยู่ใกล้มือ กลิ่นหอมทำให้ท้องที่ว่างมาตั้งแต่เช้าส่งเสียงประท้วงเบา ๆ ก่อนเธอค่อย ๆ เอื้อมมือไปหยิบช้อนตั้งใจจะตักเพียงคำเล็ก ๆ อย่างสุภาพ
แต่ยังไม่ทันได้ตักเสียงทุ้มเย็นก็ดังขึ้นโดยไม่ต้องมองว่าใครพูด
“ไร้มารยาท” คำสั้น ๆ แต่หนักจนมือของเธอชะงักกลางอากาศ ธามยังคงมองไปข้างหน้าไม่แม้แต่จะหันมาสบตา
“ผู้ใหญ่ยังคุยกันอยู่ ใช่เวลาจะกินไหม” น้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนกำลังพูดถึงเรื่องทั่วไปแต่แฝงความตำหนิชัดเจน
ทั้งโต๊ะเงียบกริบลินดารู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้า ความอายและความไม่พอใจปะปนกัน เธอค่อย ๆ วางช้อนลงอย่างควบคุมตัวเอง
“ขอโทษค่ะ” เสียงเธอไม่ได้สั่นแต่แววตาที่หลุบต่ำลงเล็กน้อยบอกชัดว่าเธอกำลังพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้ ในใจกลับคิดสวนทันที
อะไรของเขาวะเมื่อกี้ก็ไม่เห็นจะพูดอะไรเลยแค่อยากด่าเราหรือไง
“ขอโทษแทนลูกสาวด้วยนะคะ แกอาจจะหิว” พิมดาวรีบเอ่ยขอโทษแทนลูกสาว สีหน้าของคนเป็นแม่เจือความเกรงใจ อรนุชเห็นแบบนั้นก็ตวัดสายตามองลูกชายทันที
“แกนั่นแหละไร้มารยาท ไปพูดกับน้องแบบนั้นได้ยังไง” น้ำเสียงของเธอเข้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันมาทางลินดา
“จะกินก็กินเลยลูก ไม่ต้องเกรงใจ” เธอเอื้อมไปตักกุ้งอบวุ้นเส้นใส่จานลินดาเองอย่างเอ็นดู ธามจ้องภาพนั้นด้วยสายตาเรียบตึงปลายนิ้วกระชับตะเกียบแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“ขอบคุณค่ะคุณน้า” ลินดาฝืนยิ้มอีกครั้งเธอตักวุ้นเส้นเข้าปากอย่างสุภาพ รสชาติที่เคยอร่อยกลับจืดลงเพราะบรรยากาศรอบตัว
เธอรู้สึกถึงสายตาของธามที่ยังคงจับจ้องอยู่แม้เขาจะทำเหมือนไม่สนใจ แต่บางอย่างในแววตานั้นไม่ใช่แค่ความเย็นชามันเหมือนคนที่ต่อต้านสถานการณ์นี้พอ ๆ กับเธอ
หลังจากบทสนทนาเล็ก ๆ ที่ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะตึงขึ้น
ชั่วครู่ความเงียบก็แผ่คลุมอีกครั้ง เสียงช้อนกระทบจานเบา ๆ กลายเป็นเสียงเดียวที่ดังที่สุดในห้องรับรองส่วนตัวอรนุชวางตะเกียบลงอย่างตั้งใจก่อนหันไปมองพิมดาวด้วยสายตาจริงจัง สีหน้าของเธอไม่ได้มีรอยยิ้มอ่อนโยนแบบเมื่อครู่แล้ว หากแต่เป็นแววตาของผู้ใหญ่ที่ตัดสินใจบางอย่างไว้เรียบร้อย
“เรามาเริ่มคุยกันเลยไหมพิมดาว” น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นทำให้พิมดาวชะงักเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับ แม้จะพอเดาได้ว่าประเด็นต่อไปคืออะไรแต่ก็ยังอดรู้สึกหนักใจไม่ได้
“ฉันอยากให้แต่งกันไม่เกินสามเดือนนี้ พอไหวไหม” อรนุชไม่อ้อมค้อมคำพูดตรงไปตรงมาทำให้ลินดาที่กำลังเคี้ยววุ้นเส้นอยู่ถึงกับสำลัก
“แค่ก ๆ” เธอรีบหยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มแก้มแดงเล็กน้อยทั้งจากการไอและจากความตกใจ ดวงตากลมโตหันไปมองแม่อย่างขอความช่วยเหลือโดยไม่รู้ตัว
“เร็วไปไหมนุช เด็ก ๆ เพิ่งเจอกันเอง” พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยสีหน้าลำบากใจ อรนุชยิ้มบางรอยยิ้มนั้นไม่ได้อ่อนหวานนักแต่เป็นรอยยิ้มของคนที่คิดมาแล้ว
“เร็วสิยิ่งดี ฉันไม่อยากให้ยืดเยื้อ” ก่อนเธอเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อช้า ๆ
“อยากให้แต่งเร็ว ๆ จะได้ลืมเรื่องเก่า ๆ บ้าง”
คำว่าเรื่องเก่า ๆ ทำให้ธามที่นั่งนิ่งมาตลอดชะงักไปชั่วเสี้ยววินาทีปลายนิ้วที่จับแก้วน้ำแน่นขึ้นจนเส้นเอ็นขึ้นชัด แววตาคมกริบแข็งขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะรีบกดอารมณ์นั้นลงและกลับมาเรียบนิ่งเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลินดาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นแม้มันจะเกิดขึ้นเพียง
ชั่ววูบ เธอไม่เข้าใจว่าเรื่องเก่าที่ผู้ใหญ่พูดถึงคืออะไรแต่สัมผัสได้ว่า มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน บางอย่างในแววตาของธามบอกชัดว่ามันคือบาดแผลไม่ใช่แค่ความทรงจำธรรมดาพิมดาวหันมามองลูกสาวสีหน้าอ่อนลงอย่างคนอยากฟังความเห็นจริง ๆ
“ลินดา ว่ายังไงลูก” คำถามนั้นทำให้ทั้งโต๊ะหันมามองเธอพร้อมกัน ลินดาชะงักมือที่วางอยู่บนตักกำกระโปรงแน่นโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่เคยมีแฟน ไม่เคยรักใครจริงจัง ชีวิตที่ผ่านมาเชื่อฟังแม่มาตลอดและแม่ก็ไม่เคยเลือกสิ่งที่แย่ให้เธอ
จนความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างเรียบง่ายให้แม่เลือกก็ไม่แย่ …ดีกว่าไปเสี่ยงเอง
“หนูโอเคค่ะ” เธอสูดลมหายใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้าเบา ๆ เสียงของเธอไม่ได้สั่นแต่แววตายังมีความลังเลซ่อนอยู่ลึก ๆ
“เธอแน่ใจเหรอ” ธามหันขวับมามองทันทีดวงตาคมเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาถามตรง ๆ น้ำเสียงเรียบแต่แฝงแรงกดดันลินดาสบตาเขาแม้หัวใจจะเต้นแรง
“แล้วคุณล่ะคะ” เธอถามกลับอย่างไม่หลบสายตา
“คุณโอเคไหม” คำถามนั้นทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยก่อนอรนุชเรียกเสียงเข้ม
“ตาธาม” เหมือนเตือนให้ระวังคำพูดแต่ธามยังจ้องลินดาไม่ละสายตา
“ผมไม่มีปัญหาอะไร” เขาตอบสั้น ๆ แต่แววตากลับบอกตรงกันข้ามชัดเจนว่าเขามีปัญหามากกว่าหนึ่งเรื่อง
ลินดารู้สึกได้ถึงกำแพงสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า เธอไม่รู้ว่าเขาไม่พอใจเธอหรือไม่พอใจการถูกบังคับแต่สิ่งหนึ่งที่ชัดที่สุดคือเขาไม่ได้อยากแต่งงานกับเธอ
“งั้นก็ตามนี้นะ สามเดือนคงพอสำหรับเตรียมงาน ทุกอย่างฉันจะจัดการเอง” อรนุชรีบสรุปทันทีน้ำเสียงของเธอเด็ดขาดราวกับประกาศคำตัดสิน
ไม่มีใครถาม ไม่มีใครโต้แย้งเพิ่มเติม เหมือนทุกอย่างถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วโดยไม่ต้องสนใจความรู้สึกของคนที่กำลังจะเป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวจริง ๆ พิมดาวฝืนยิ้มพยักหน้ารับแม้ในใจจะยังมีความกังวลเล็ก ๆ ซ่อนอยู่
บทสนทนาเรื่องแต่งงานจบลงด้วยความเงียบที่หนักกว่าเดิมทำให้ลินดาเหลือบมองธามอย่างเผลอ ๆ แต่ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าเขากำลังจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว
สายตานั้นไม่ใช่ความสนใจ ไม่ใช่ความพอใจ และไม่ใช่ความอ่อนโยนหากเป็นสายตาของคนที่ไม่ต้องการ
แววตาเย็นยะเยือกเหมือนผิวน้ำน้ำแข็งแต่ลึกลงไปกลับมืดดำจนยากจะคาดเดา ลินดากลืนน้ำลายความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบ
ผ่านอกเธอไม่ใช่คนอ่อนแอแต่ก็ไม่เคยเผชิญสายตาที่เต็มไปด้วยการปฏิเสธแบบนี้มาก่อน
ธามเอนตัวพิงพนักเก้าอี้เล็กน้อยมองเธอด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก
“เธอไม่รู้จักฉันเลย” เขาพูดเบา ๆ พอให้ได้ยินกันสองคน
“การตัดสินใจเร็วแบบนี้…มันอาจทำให้เธอเสียใจ” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ข่มขู่แต่เหมือนเตือนล่วงหน้า ลินดาชะงักไปเล็กน้อยก่อนตอบกลับ
“บางทีการไม่ลองเลยก็อาจทำให้เสียใจเหมือนกันนะคะ” เธอพูดด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะยังสั่นอยู่ก็ตาม
เขามองเธออีกครั้งคราวนี้สายตาไม่ได้แข็งกร้าวเท่าเดิมแต่ก็ยังไม่อ่อนลงเขาเหมือนกำลังประเมินในตัวเธอ และใจขณะเดียวกันกับที่ลินดาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังแล้วว่า
ฉันจะอยู่ร่วมกับสามีแบบนี้ได้จริง ๆ เหรอ
บ่ายวันนั้นร้านเสื้อผ้าของลินดาค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ประตูร้านเปิดเข้าออกแทบไม่หยุดเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงพูดคุยของลูกค้าและพนักงาน ลินดายืนอยู่กลางร้านมือหนึ่งจับไม้แขวนเสื้ออีกมือค่อย ๆ จัดชายผ้าให้เข้าที่ท้องที่นูนขึ้นชัดทำให้ท่าทางเธอดูช้าลงนิดหน่อยแต่ก็ยังคล่องเหมือนเดิม สีหน้าสงบยิ้มง่ายเหมือนเคย“พี่ลินดาคะ ตัวนี้เอาไซซ์ไหนดีคะ ลูกค้าสูงประมาณนี้ค่ะ” พนักงานสาวเรียกจากอีกมุม ลินดาหันไปมองวัดสายตาเร็ว ๆ ก่อนตอบ“ลอง S ก่อนนะ ถ้าคับเดี๋ยวค่อยขยับเป็น M พี่ไปดูให้” เธอเดินเข้าไปช่วยจัดชุดให้ลูกค้าอย่างใส่ใจ เสียงพูดนุ่มนวลทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัวหน้าร้านชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามา เขาแต่งตัวดีดูสะอาดสะอ้านยิ้มง่ายแบบคนอัธยาศัยดี“คุณลินดาใช่ไหมครับ” เสียงเขาสุภาพ ลินดาหันไปยิ้มรับ“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนเกรงใจ“ผมอยากซื้อเสื้อผ้าให้แฟนครับแต่…ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย กลัวเลือกผิด” ลินดาหัวเราะนิด ๆ“เข้าใจเลยค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะงง ๆ แบบนี้ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้ก็ได้นะคะ” เธอเดินนำเขาไปที่ราวเสื้
ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ในยามค่ำไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พื้นพรมสีอ่อนเต็มไปด้วยของเล่นที่ถูกทิ้งกระจัดกระจายรถของเล่นคันเล็ก ๆ หลายคันวางคว่ำอยู่ข้างโซฟา ตุ๊กตาผ้าถูกโยนไปคนละทิศ ส่วนบล็อกไม้ถูกต่อเป็นกองสูงอยู่กลางห้องและกำลังจะถูกทำลายธันวานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังทำงานสำคัญ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ วางบล็อกชิ้นสุดท้ายลงไปอย่างระมัดระวัง“ไม่ล้ม ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังอ้อนวอนให้มันตั้งอยู่ได้ แต่พอเสร็จปุ๊บเด็กชายกลับยิ้มกว้างแล้วใช้มือปัดใส่ทันที“พัง!”บล็อกไม้กระจายออกเสียงหัวเราะใส ๆ ดังลั่นห้อง เขาหัวเราะจนตัวโยนเหมือนมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในโลกในครัวลินดายืนอยู่หน้าเตามือหนึ่งจับทัพพีค่อย ๆ คนซุปในหม้ออย่างช้า ๆ อีกมือวางประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ท้องหกเดือนทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอชะโงกหน้าออกมามองลูกแล้วเรียกเสียงนุ่ม“ธันวา อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวล้ม”“ไม่ล้มมม!” เสียงตอบกลับมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึงตังไปทั่วบ้าน “ดื้อจริง ๆ เลยนะเรา” ลินดาส่ายหัวขำ ๆ เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะ
แสงแดดช่วงสายตกลงมาบนสนามหญ้ากว้างหลังคฤหาสน์อย่างอบอุ่น หญ้าสีเขียวสดถูกตัดเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยของเล่นเด็กหลากสี ทั้งรถของเล่น ลูกบอล และตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นเหมือนเจ้าของมันกำลังเล่นเพลินจนลืมเก็บเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายตัวเล็กดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศทั้งสวนมีชีวิตชีวาอย่างประหลาดธันวาเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งอยู่กลางสนาม เขาถือรถของเล่นสีแดงไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วทำเสียงประกอบเองอย่างตั้งอกตั้งใจ“บรื๊นนน! บรื๊นนน!” เด็กน้อยวิ่งวนไปวนมา ขาสั้น ๆ ก้าวเร็วอย่างไม่กลัวล้ม จนสุดท้ายเจ้ารถของเล่นก็พุ่งชนพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างสนามธันวาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลก“ชนแล้ว!” เขาพูดเสียงใส แล้วหยิบรถขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้นนักใต้ร่มไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ อรนุชกับพิมดาวนั่งอยู่ตรงนั้น พร้อมถ้วยชาร้อนที่มีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา ทั้งสองคนกำลังมองเด็กน้อยที่วิ่งไปมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ดูสิคะ วิ่งไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้าแล้วนะนั่น” พิมดาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก
กลางคืนที่ชายแดนเงียบกว่าที่คิด ลมแห้ง ๆ พัดผ่านทุ่งโล่งจนฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งไปตามพื้นดินรถตู้สีหม่นคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดลงตรงพื้นที่รกร้างที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องแสงสลัวประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่การ์ดร่างใหญ่สองคนจะกระชากตัวคนด้านในลงมาอย่างไม่ปรานีร่างของคิรินกระแทกพื้นก่อน เขาเซถอยหลังสองก้าว ส่วนภาวีก็ถูกผลักตามลงมา เสื้อผ้าที่เคยดูดีตอนอยู่ในเมืองตอนนี้ยับยู่ยี่และเต็มไปด้วยฝุ่นภาวีมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามข่มให้ดูแข็ง“นี่มันที่ไหน! พวกแกพาฉันมาที่ไหน!”ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่พ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ เขามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินสินค้า“ที่ที่พวกเธอควรอยู่” เขาพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงเย็นเฉียบ คิรินกัดฟัน เขาพยายามสะบัดแขนที่ถูกจับไว้“พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!” เสียงของเขาแข็งกร้าวเหมือนยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหมือนเดิมแต่คำพูดยังไม่ทันจบหมัดหนักก็พุ่งเข้ามากระแทกท้องเขาเต็มแรงผัวะ!คิรินงอตัวทันทีลมหายใจสะดุด เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ
เช้าวันนั้นในคฤหาสน์ของตระกูลธาม บรรยากาศดูวุ่นวายผิดปกติเล็กน้อย คนรับใช้หลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตามมุมบ้าน เพราะมีข่าวหนึ่งที่เพิ่งแพร่ไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าธาม…รับลินดากลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อีกครั้งแม่บ้านสองคนที่กำลังจัดดอกไม้ในห้องโถงยังอดกระซิบกันไม่ได้“จริงเหรอคะเนี่ยคุณลินดากลับมาอยู่ที่นี่อีก” อีกคนส่ายหน้าเบา ๆ“ฉันก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เมื่อเช้ารถเธอเข้ามาจอดหน้าบ้านเลย” เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยไปทั่วบ้านในขณะเดียวกันภายในห้องนอนลินดากำลังยืนอยู่กลางห้อง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ สายตาไล่ผ่านเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าที่เคยเป็นของเธอทุกอย่างมันเหมือนเดิมแทบทุกอย่างลินดาค่อย ๆ เดินไปแตะพนักเตียงเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ“สุดท้าย…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“ก็ได้กลับมาอีกครั้ง”ภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง ข่าวที่ลินดากลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ไม่นานก็ไปถึงหูของคนสองคนคิริน…ภาวีพวกเขานั่งอยู่ในคอนโดของตัวเอง สีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มือถือที่ถืออยู่แทบจะถูกบีบจนงอ“ไอ้ธามมันคิดอะไรอยู่กันแน่วะ!” เขาพูดเสียงหงุดหงิดภาวีที่กำลังนั่งไขว่ห้
ช่วงเย็นของวันนั้น บรรยากาศหน้าบ้านค่อนข้างเงียบ ถนนในซอยมีรถผ่านเป็นระยะลมเย็นพัดต้นไม้หน้าบ้านให้ไหวเบา ๆ พิมดาวที่กำลังเก็บผ้าจากราวอยู่หน้าบ้านหันไปมองถนนอีกครั้ง เพราะเธอสังเกตเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าบ้านมานานพอสมควรแล้วตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นรถของเพื่อนบ้าน แต่พอมองดี ๆ รถคันนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหน แถมกระจกหน้ารถสะท้อนแสงจนพอจะเห็นเงาคนข้างในนั่งนิ่งอยู่พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว แล้วเปิดออกช้า ๆ พอเธอเดินออกมาที่หน้าบ้านจริง ๆ ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอหยุดเดินทันทีธามนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขานั่งนิ่งเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก สายตาของเขามองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านอย่างเหม่อลอยพิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมองดูสีหน้าของเขาชัด ๆ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีในใจกลับเบาลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าของธามตอนนี้ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวันนั้นเลยมันดูเหนื่อยล้า…และเสียใจอย่างเห็นได้ชัดก๊อก ก๊อก ก๊อกพิมดาวเดินเข้าไปใกล้รถช้า ๆ ก่อนจะยกมือเคาะกระจกเบา ๆ“คุณธาม”ธามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากความคิ







