ログインแสงที่สะท้อนบนพื้นหินอ่อนที่ขัดเงาจนทำให้เห็นเงาของคนยืนอยู่ตรงกลางห้องได้ชัดเจน ร่างสูงสง่าแต่แข็งกระด้างสีหน้าของเขานิ่งจนแทบไร้อารมณ์ ทว่าดวงตาคมกริบกลับซ่อนบางอย่างไว้ลึกเกินกว่าที่ใครจะมองเห็นได้ง่าย ๆ
“ผมไม่แต่ง” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังแต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นอย่างชัดเจน
แม่ของเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ตกใจเพียงถอนหายใจเบา ๆ เหมือนคาดการณ์คำตอบนี้ไว้แล้ว สายตาที่มองลูกชายยังคงเด็ดขาดเหมือนเดิม
หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ในท่าทางสง่างามพร้อมถ้วยชาถูกวางลงบนโต๊ะกระจกอย่างแผ่วเบาเสียงกระทบกันเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่คำพูดที่หลุดออกจากริมฝีปากกลับหนักหน่วงกว่านั้นหลายเท่า
“เรื่องแต่งงาน แม่ตกลงกับบ้านนั้นเรียบร้อยแล้ว”
คำว่าแต่งงานเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดลงมา ธามชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนดวงตาจะตวัดมองคนเป็นแม่อย่างรวดเร็ว แววตาที่เคยนิ่งกลับแข็งกร้าวขึ้นทันที ริมฝีปากขยับเล็กน้อยก่อนเสียงเรียบต่ำจะหลุดออกมา
“ไม่แต่งก็ต้องแต่งธาม แม่ให้คำพูดเขาไปแล้ว” คำพูดนั้นไม่ได้ดังแต่ชัดเจนและเด็ดขาดราวกับคำสั่ง
ธามขบกรามแน่นกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกรกระตุกเล็กน้อยมือทั้งสองข้างกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดขึ้นมา
ก่อนเขาจะสูดลมหายใจลึก ๆ เหมือนพยายามควบคุมอารมณ์บางอย่างที่กำลังเดือดพล่านอยู่ข้างในก่อนจะพูดออกมาช้า ๆ ทีละคำ
“ผม ไม่ แต่ง” น้ำเสียงหนักแน่นจนไม่มีช่องว่างให้ต่อรอง จนแม่ของเขาลุกขึ้นจากโซฟาในทันที
“ตาธาม!” เสียงนั้นเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ธามไม่ได้หันกลับไปมองแม้แต่นิดเดียว
เขาหันหลังให้หญิงผู้เป็นแม่ก้าวเท้าออกจากห้องรับแขกอย่างไม่ลังเล
ปัง! ประตูบานใหญ่ถูกเปิดออกก่อนจะปิดลงอย่างแรง เสียงที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงบ้านราวกับประกาศชัดว่าเขาไม่ต้องการรับฟังอะไรอีกแล้ว
ธามถอดสูทออกอย่างรวดเร็วโยนมันลงบนเตียงโดยไม่สนใจมือขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิดพลางลมหายใจหนักขึ้นเล็กน้อย
เขาเดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ปลายเตียง มองเงาสะท้อนของตัวเองอย่างนิ่งงัน
ชายในกระจกไม่ได้มีเพียงความโกรธในแววตาแต่ยังมีบางอย่างที่ลึกกว่านั้นและเป็นความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ในใจมานานเกินกว่าจะลืมได้ง่าย ๆ
รอยแผลที่มองไม่เห็นแต่กลับเจ็บยิ่งกว่าบาดแผลบนร่างกาย
จู่ ๆ ภาพหนึ่งค่อย ๆ แทรกเข้ามาในความคิดของเขาอย่างชัดเจน เสียงร้องของทารก เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยทุกอย่างย้อน กลับไปในวันที่เขาเคยคิดว่าตัวเองมีความสุขที่สุดในชีวิต
ห้าปีก่อน…
ห้องพักวีไอพีของโรงพยาบาล เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ที่ใกล้หน้าต่างมีหญิงสาวอย่างภาวียืนอุ้มเด็กทารกไว้ในอ้อมแขน
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เปล่งประกาย ดวงตาเปียกชื้นเล็กน้อยด้วยความตื้นตัน
“ธาม…ลูกเราน่ารักไหมคะ” เสียงของเธออ่อนโยนจนแทบละลายหัวใจของคนฟัง
ธามยืนอยู่ข้างเตียงร่างสูงในชุดสูทสีเข้มแต่สีหน้าที่เคยเย็นชากลับอ่อนลงอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เขาก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขนของภาวีสายตาเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
“น่ารักมาก” เขาพูดเบา ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ซึ่งแทบไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของเขา
“เหมือนคุณเลย”
ภาวียิ้มกว้างขึ้นดวงตาเป็นประกายเหมือนคนที่กำลังมีความสุขที่สุดในชีวิตทั้งสองคนก้มมองเด็กน้อยพร้อมกัน ราวกับโลกทั้งใบในตอนนั้นมีเพียงสามคนเท่านั้น
ความเงียบสงบในห้องทำให้ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบเกินจริงแต่แล้วเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง
ปัง! ประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมชายร่างสูงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องโดยไม่ขออนุญาต
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยแววหยามเหยียด ในมือมีซองเอกสารหนา ๆ
ภาวีที่เห็นก็สะดุ้งจนมือสั่นจนเด็กในอ้อมแขนเกือบหลุดจากการโอบกอด ธามหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าสงสัยและไม่พอใจ
“คุณเป็นใคร” ชายคนนั้นยิ้มมุมปากส่งสายตาเยาะเย้ยชัดเจน เขาเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความดูถูก
“เป็นผัวของอีนี่”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางห้อง ภาวีอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างมือที่อุ้มเด็กสั่นแรงขึ้น
ธามนิ่งไปทันทีราวกับสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ชายปริศนาไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาเดินเข้าไปใกล้ธามอีกก้าว ก่อนจะพูดต่อช้า ๆ อย่างตั้งใจให้ทุกคำกระแทกใจคนฟัง
“แล้วก็เป็นพ่อของลูกมันด้วย”
“ไม่จริง!” ภาวีกรีดเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจและหวาดกลัว เธอส่ายหน้าแรง ๆ น้ำตาไหลออกมาทันที
“ไม่จริงนะคะธาม! เขาโกหก เขาโกหก!” เสียงของเธอสั่นเครือจนแทบจับคำไม่ได้
ธามยังคงยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่พูดอะไรดวงตาคมกริบจ้องชายแปลกหน้าอย่างไม่ละสายตา ก่อนชายคนนั้นจะโยนซองเอกสารใส่อกของธามอย่างแรง
ฟึ่บ!
“นี่ไงหลักฐาน” ธามก้มลงมองซองเอกสารในมืออย่างช้า ๆ ก่อนจะเปิดมันออก
เอกสารตรวจดีเอ็นเอภาพถ่าย ข้อความแชต ทุกอย่างเรียงรายอยู่ตรงหน้าเขาอย่างชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธได้
มือของเขาแข็งทื่อแววตาที่เคยมั่นคงเริ่มสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด ภาวีที่เห็นก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างร้อนรนมือสั่น ๆ จับแขนของเขาไว้แน่น
“ธาม ฟังฉันนะ มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ฉันอธิบายได้ ฉัน…” เสียงนั้นไม่ได้เขาหูของธามแม้แต่น้อย เขาไม่พูดอะไรเขาเพียงมองเอกสารในมือก่อนจะเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดวงตาที่มองภาวีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความอบอุ่นที่เคยมีกลับหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่าและความเจ็บปวดที่กำลังค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาแทน
ชายปริศนายืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเหยียดหยันก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“รวยนะ…แต่เสือกโง่”
บ่ายวันนั้นร้านเสื้อผ้าของลินดาค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ ประตูร้านเปิดเข้าออกแทบไม่หยุดเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งสลับกับเสียงพูดคุยของลูกค้าและพนักงาน ลินดายืนอยู่กลางร้านมือหนึ่งจับไม้แขวนเสื้ออีกมือค่อย ๆ จัดชายผ้าให้เข้าที่ท้องที่นูนขึ้นชัดทำให้ท่าทางเธอดูช้าลงนิดหน่อยแต่ก็ยังคล่องเหมือนเดิม สีหน้าสงบยิ้มง่ายเหมือนเคย“พี่ลินดาคะ ตัวนี้เอาไซซ์ไหนดีคะ ลูกค้าสูงประมาณนี้ค่ะ” พนักงานสาวเรียกจากอีกมุม ลินดาหันไปมองวัดสายตาเร็ว ๆ ก่อนตอบ“ลอง S ก่อนนะ ถ้าคับเดี๋ยวค่อยขยับเป็น M พี่ไปดูให้” เธอเดินเข้าไปช่วยจัดชุดให้ลูกค้าอย่างใส่ใจ เสียงพูดนุ่มนวลทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจโดยไม่รู้ตัวหน้าร้านชายหนุ่มคนหนึ่งยืนมองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเดินเข้ามา เขาแต่งตัวดีดูสะอาดสะอ้านยิ้มง่ายแบบคนอัธยาศัยดี“คุณลินดาใช่ไหมครับ” เสียงเขาสุภาพ ลินดาหันไปยิ้มรับ“ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เหมือนเกรงใจ“ผมอยากซื้อเสื้อผ้าให้แฟนครับแต่…ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย กลัวเลือกผิด” ลินดาหัวเราะนิด ๆ“เข้าใจเลยค่ะ ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะงง ๆ แบบนี้ งั้นเดี๋ยวฉันช่วยเลือกให้ก็ได้นะคะ” เธอเดินนำเขาไปที่ราวเสื้
ห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์ในยามค่ำไม่ได้เงียบสงบเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว พื้นพรมสีอ่อนเต็มไปด้วยของเล่นที่ถูกทิ้งกระจัดกระจายรถของเล่นคันเล็ก ๆ หลายคันวางคว่ำอยู่ข้างโซฟา ตุ๊กตาผ้าถูกโยนไปคนละทิศ ส่วนบล็อกไม้ถูกต่อเป็นกองสูงอยู่กลางห้องและกำลังจะถูกทำลายธันวานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นสีหน้าจริงจังอย่างกับกำลังทำงานสำคัญ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ วางบล็อกชิ้นสุดท้ายลงไปอย่างระมัดระวัง“ไม่ล้ม ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังอ้อนวอนให้มันตั้งอยู่ได้ แต่พอเสร็จปุ๊บเด็กชายกลับยิ้มกว้างแล้วใช้มือปัดใส่ทันที“พัง!”บล็อกไม้กระจายออกเสียงหัวเราะใส ๆ ดังลั่นห้อง เขาหัวเราะจนตัวโยนเหมือนมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในโลกในครัวลินดายืนอยู่หน้าเตามือหนึ่งจับทัพพีค่อย ๆ คนซุปในหม้ออย่างช้า ๆ อีกมือวางประคองหน้าท้องตัวเองโดยอัตโนมัติ ท้องหกเดือนทำให้การเคลื่อนไหวของเธอช้าลงแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน เธอชะโงกหน้าออกมามองลูกแล้วเรียกเสียงนุ่ม“ธันวา อย่าวิ่งนะลูก เดี๋ยวล้ม”“ไม่ล้มมม!” เสียงตอบกลับมาทันทีพร้อมเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งตึงตังไปทั่วบ้าน “ดื้อจริง ๆ เลยนะเรา” ลินดาส่ายหัวขำ ๆ เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนจะ
แสงแดดช่วงสายตกลงมาบนสนามหญ้ากว้างหลังคฤหาสน์อย่างอบอุ่น หญ้าสีเขียวสดถูกตัดเรียบร้อยแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยของเล่นเด็กหลากสี ทั้งรถของเล่น ลูกบอล และตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้ตามพื้นเหมือนเจ้าของมันกำลังเล่นเพลินจนลืมเก็บเสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กชายตัวเล็กดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศทั้งสวนมีชีวิตชีวาอย่างประหลาดธันวาเด็กชายวัยสองขวบกำลังวิ่งอยู่กลางสนาม เขาถือรถของเล่นสีแดงไว้ในมือเล็ก ๆ แล้วทำเสียงประกอบเองอย่างตั้งอกตั้งใจ“บรื๊นนน! บรื๊นนน!” เด็กน้อยวิ่งวนไปวนมา ขาสั้น ๆ ก้าวเร็วอย่างไม่กลัวล้ม จนสุดท้ายเจ้ารถของเล่นก็พุ่งชนพุ่มไม้เล็ก ๆ ข้างสนามธันวาหยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะคิกคักเหมือนมันเป็นเรื่องตลกที่สุดในโลก“ชนแล้ว!” เขาพูดเสียงใส แล้วหยิบรถขึ้นมาถือใหม่ ก่อนจะวิ่งต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นไม่ไกลจากตรงนั้นนักใต้ร่มไม้ใหญ่ มีโต๊ะไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่ อรนุชกับพิมดาวนั่งอยู่ตรงนั้น พร้อมถ้วยชาร้อนที่มีไอจาง ๆ ลอยขึ้นมา ทั้งสองคนกำลังมองเด็กน้อยที่วิ่งไปมาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ดูสิคะ วิ่งไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้าแล้วนะนั่น” พิมดาวยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อยก
กลางคืนที่ชายแดนเงียบกว่าที่คิด ลมแห้ง ๆ พัดผ่านทุ่งโล่งจนฝุ่นบาง ๆ ลอยคลุ้งไปตามพื้นดินรถตู้สีหม่นคันหนึ่งค่อย ๆ ชะลอแล้วจอดลงตรงพื้นที่รกร้างที่มีเพียงหลอดไฟดวงเดียวส่องแสงสลัวประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่การ์ดร่างใหญ่สองคนจะกระชากตัวคนด้านในลงมาอย่างไม่ปรานีร่างของคิรินกระแทกพื้นก่อน เขาเซถอยหลังสองก้าว ส่วนภาวีก็ถูกผลักตามลงมา เสื้อผ้าที่เคยดูดีตอนอยู่ในเมืองตอนนี้ยับยู่ยี่และเต็มไปด้วยฝุ่นภาวีมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก ดวงตาเบิกกว้าง เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ยังพยายามข่มให้ดูแข็ง“นี่มันที่ไหน! พวกแกพาฉันมาที่ไหน!”ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่พ่นควันออกมาช้า ๆ ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ เขามองทั้งสองคนตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนกำลังประเมินสินค้า“ที่ที่พวกเธอควรอยู่” เขาพูดเรียบ ๆ น้ำเสียงเย็นเฉียบ คิรินกัดฟัน เขาพยายามสะบัดแขนที่ถูกจับไว้“พวกแกไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉัน!” เสียงของเขาแข็งกร้าวเหมือนยังคิดว่าตัวเองมีอำนาจเหมือนเดิมแต่คำพูดยังไม่ทันจบหมัดหนักก็พุ่งเข้ามากระแทกท้องเขาเต็มแรงผัวะ!คิรินงอตัวทันทีลมหายใจสะดุด เขาทรุดเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ
เช้าวันนั้นในคฤหาสน์ของตระกูลธาม บรรยากาศดูวุ่นวายผิดปกติเล็กน้อย คนรับใช้หลายคนกระซิบกระซาบกันอยู่ตามมุมบ้าน เพราะมีข่าวหนึ่งที่เพิ่งแพร่ไปทั่วบ้านตั้งแต่เช้าธาม…รับลินดากลับมาอยู่ที่คฤหาสน์อีกครั้งแม่บ้านสองคนที่กำลังจัดดอกไม้ในห้องโถงยังอดกระซิบกันไม่ได้“จริงเหรอคะเนี่ยคุณลินดากลับมาอยู่ที่นี่อีก” อีกคนส่ายหน้าเบา ๆ“ฉันก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เมื่อเช้ารถเธอเข้ามาจอดหน้าบ้านเลย” เสียงซุบซิบเหล่านั้นลอยไปทั่วบ้านในขณะเดียวกันภายในห้องนอนลินดากำลังยืนอยู่กลางห้อง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ สายตาไล่ผ่านเตียง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าที่เคยเป็นของเธอทุกอย่างมันเหมือนเดิมแทบทุกอย่างลินดาค่อย ๆ เดินไปแตะพนักเตียงเบา ๆ ก่อนจะยิ้มมุมปาก รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความพอใจ“สุดท้าย…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง“ก็ได้กลับมาอีกครั้ง”ภายในคอนโดหรูใจกลางเมือง ข่าวที่ลินดากลับเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ไม่นานก็ไปถึงหูของคนสองคนคิริน…ภาวีพวกเขานั่งอยู่ในคอนโดของตัวเอง สีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด มือถือที่ถืออยู่แทบจะถูกบีบจนงอ“ไอ้ธามมันคิดอะไรอยู่กันแน่วะ!” เขาพูดเสียงหงุดหงิดภาวีที่กำลังนั่งไขว่ห้
ช่วงเย็นของวันนั้น บรรยากาศหน้าบ้านค่อนข้างเงียบ ถนนในซอยมีรถผ่านเป็นระยะลมเย็นพัดต้นไม้หน้าบ้านให้ไหวเบา ๆ พิมดาวที่กำลังเก็บผ้าจากราวอยู่หน้าบ้านหันไปมองถนนอีกครั้ง เพราะเธอสังเกตเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ตรงหน้าบ้านมานานพอสมควรแล้วตอนแรกเธอคิดว่าอาจเป็นรถของเพื่อนบ้าน แต่พอมองดี ๆ รถคันนั้นก็ยังไม่ขยับไปไหน แถมกระจกหน้ารถสะท้อนแสงจนพอจะเห็นเงาคนข้างในนั่งนิ่งอยู่พิมดาวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินไปที่ประตูรั้ว แล้วเปิดออกช้า ๆ พอเธอเดินออกมาที่หน้าบ้านจริง ๆ ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอหยุดเดินทันทีธามนั่งอยู่หลังพวงมาลัย เขานั่งนิ่งเหมือนคนที่กำลังคิดอะไรบางอย่างหนักมาก สายตาของเขามองขึ้นไปที่หน้าต่างชั้นสองของบ้านอย่างเหม่อลอยพิมดาวนิ่งไปครู่หนึ่งเธอไม่คิดว่าจะเห็นเขาที่นี่หลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่เมื่อมองดูสีหน้าของเขาชัด ๆ ความรู้สึกโกรธที่เคยมีในใจกลับเบาลงเล็กน้อย เพราะใบหน้าของธามตอนนี้ไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนวันนั้นเลยมันดูเหนื่อยล้า…และเสียใจอย่างเห็นได้ชัดก๊อก ก๊อก ก๊อกพิมดาวเดินเข้าไปใกล้รถช้า ๆ ก่อนจะยกมือเคาะกระจกเบา ๆ“คุณธาม”ธามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งหลุดจากความคิ







