INICIAR SESIÓNเมื่อคามินพูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ปรางค์แก้วรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก
“ผมจะให้เงินคุณก้อนหนึ่งไปตั้งตัว” เขาพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก
ปรางค์แก้วชะงักไป ชั่วขณะที่สมองของเธอพยายามจัดการกับคำพูดของเขา
เธอรู้สึกเหมือนว่าโลกทั้งหมดหยุดหมุน ชั่วขณะหนึ่งความเจ็บปวดจากการที่ต้องยอมรับความจริงทั้งหมดเข้ามาท่วมท้น
“คุณหมายความว่าไงคะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แม้จะพยายามทำตัวแข็งกร้าว
แต่คำถามนั้นเหมือนสะท้อนถึงความโหดร้ายในตัวเขา
คามินหันมามองเธอ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา แต่กลับดูห่างเหินและเย็นชาไปพร้อมกัน
“หมายความว่า...ถ้าคุณต้องการชีวิตใหม่หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้น ผมจะช่วยคุณ ผมจะให้เงินคุณไปเริ่มต้นใหม่เอง”
ปรางค์แก้วเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ เธอไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร
แต่ความรู้สึกของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง
“คุณคิดว่าฉันจะอยากได้เงินจากคุณเหรอคะ” เธอถามอย่างเจ็บปวด แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ภรรยาที่ไม่มีสิทธิ์
แต่เธอยังคงรู้สึกถึงความเสียศักดิ์ศรีจากคำพูดนี้
คามินนิ่งไป เขามองไปที่ทางข้างหน้า ไม่มีการตอบกลับทันที
ปรางค์แก้วเงียบและพยายามจะกลืนความรู้สึกทั้งหมดลงไปในใจ “ขอบคุณค่ะสำหรับความปรารถนาดี แต่ฉันไม่อยากรับเงินจากคุณ”
ทุกคำที่เธอพูดเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการจะรักษาสมอระเบียบที่เหลืออยู่ในความเป็นตัวของเธอ
แม้ในความเศร้าหมองที่ไม่อาจปกปิด
คามินไม่ได้ตอบอะไร เขาหันกลับมามองทางข้างหน้าอีกครั้ง ตลอดทางที่เงียบงันนั้น
ความรู้สึกที่ขัดแย้งในใจของทั้งคู่ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อทั้งสองกลับมาถึงบ้าน
คามินเดินเข้าไปก่อน พร้อมกับการทิ้งความเงียบอันหนาวเหน็บไว้ข้างหลัง
ตอนนี้กลับกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความอึดอัด เงียบสงัด และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความรู้สึกแย่ๆ
ที่มาพร้อมกันทุกก้าวเดินนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
ปรางค์แก้วก้าวตามเขาเข้าไปเงียบๆ แม้ว่าเธอจะรู้สึกท้อใจและเจ็บปวด
แต่นั่นก็เป็นความรู้สึกที่เธอพยายามจะทิ้งไว้ข้างหลัง สู้กลับเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองจมดิ่งไปกับความท้อแท้
คามินวางกระเป๋าลงบนโซฟาด้วยท่าทางนิ่งเฉย ก่อนหันไปมองปรางค์แก้วที่ยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าของห้อง
“มีอะไรจะบอกไหมผมไหม” เสียงของคามินแหบแห้งและตรงไปตรงมา ราวกับว่าเขาคาดหวังคำตอบใดสักอย่างจากเธอ
ปรางค์แก้วกวาดตามองไปทั่วห้อง ใช้เวลาเงียบงันก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาด้านข้างไม่ไกลจากเขา
ร่างกายของเธอยังคงรู้สึกอ่อนแอและทุลักทุเลแม้ว่าจะพยายามยืดหยัดด้วยจิตใจที่แข็งแรง
“ไม่ค่ะตอนนี้ไม่มีอะไร”
ความเงียบกลับเข้าครอบงำบรรยากาศอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะพูดต่อด้วยเสียงที่เกือบจะหมดกำลัง
“ฉันแค่เหนื่อยขอตัวนะคะ”
คามินยืนอยู่ตรงนั้น แม้ว่าจะไม่พูดอะไร แต่แววตาที่เขามองเธอในขณะนั้นกลับเต็มไปด้วยการแสดงออกที่ซับซ้อน
ทั้งเหนื่อยหน่ายและอึดอัด ท่ามกลางความเงียบในบ้านที่แปลกและไม่น่าอยู่
การแต่งงานของพวกเขาเหมือนเส้นทางที่ต่างคนต่างเดินไปคนละทิศทาง
จนไม่มีใครสามารถเห็นปลายทางที่มันจะพาพวกเขาไปได้ปรางค์แก้วลุกขึ้นจากโซฟาเงียบๆ
สายตาของเธอยังคงต่ำลงเหมือนคนที่มีสิ่งหนักอึ้งอยู่ในใจ ร่างกายที่เมื่อยล้าเต็มที่จากทั้งภายนอกและภายใน
แต่เธอยังคงพยายามก้าวไปข้างหน้าเหมือนกับทุกๆ วันที่ต้องเผชิญ
"ฉันจะไปอาบน้ำก่อนนะคะ" เสียงของเธอกล่าวขึ้นอย่างเรียบง่าย ก่อนจะเดินขึ้นไปทางห้องน้ำโดยที่ไม่หันไปมองคามิน
เมื่อเธอเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป ความเงียบภายในห้องน้ำที่อุณหภูมิสดชื่นชั่วคราว
สักพักหนึ่งทำให้ทุกอย่างภายนอกเริ่มหายไป เธอยืนอยู่ใต้ฝักบัว ปล่อยให้น้ำไหลผ่านผิวหนัง
ลบล้างความรู้สึกที่ทับถมในตัว เธอพยายามกวาดล้างทั้งความเจ็บปวดและอ่อนล้าที่เหมือนจะท่วมท้นทุกอณูของใจ
หลังจากการอาบน้ำที่ไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเท่าไรนัก ปรางค์แก้วก็หยิบชุดนอนมาใส่
ก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำ สายตาของเธอยังคงเหม่อลอย ราวกับพยายามหาจุดที่เธอสามารถพักพิงใจได้ในที่สุด
"ขอตัวนอนนะคะ" เธอพูดอย่างเรียบๆ หลังจากเดินออกมาและเห็นคามินนั่งอยู่ที่โซฟาเช่นเดิม
เขาหันมามองเล็กน้อย แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่สายตาที่เต็มไปด้วยความห่างเหิน ไม่รู้สึกอะไรจริงๆ
ปรางค์แก้วเดินเข้าไปทางโซฟาซึงเป็นที่นอนของตัวเอง แสงไฟสลัวๆ ทำให้ห้องดูสงบ แต่ในใจของเธอยังคงมีคำถามมากมาย
คืนที่อึดอัดนี้ก็เพียงแค่เริ่มต้น...
ปรางค์แก้วนอนพลิกไปมาบนโซฟาหลายครั้ง ความคิดในหัวพลิกผันไม่หยุด หัวใจของเธอหนักอึ้ง
ท่วมหัว จนไม่รู้จะหาทางออกจากความรู้สึกนี้ได้อย่างไร
แม้จะหลับตาแน่นก็ยังรู้สึกว่าการนอนหลับไม่สามารถหนีไปจากความรู้สึกที่ทุรนทุรายนั้นได้
เธอคิดถึงทุกคำพูดที่คามินพูดออกมาในตอนเย็น คำพูดของเขาที่ว่าถ้าในอนาคตเขาพบใครที่เขารักให้เธอหย่า
ความเจ็บปวดจากคำพูดนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจมันแตกสลาย ทีแรกเธอคิดว่าอาจจะทนไปได้ แต่ยิ่งคิดยิ่งท้อ
การแต่งงานที่ไม่มีการเลือก ไม่มีความรัก ไม่มีอะไรที่ตัวเองต้องการมาเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวแทน
เสียงนาฬิกาบนผนังติ๊กดังเป็นระยะๆ เหมือนแหล่งที่มาของความทรมานที่ไม่หยุดพัดพาเธอให้ส่ายไปตามกระแสนั้น
ความรู้สึกอ้างว้างและความไม่รู้จบก็พาความคิดเธอจมดิ่งลงเรื่อยๆ
เธอเพียงแค่ต้องการการหลบหนีจากความรู้สึกนี้ ซ่อนตัวเองให้พ้นจากความเจ็บปวดทั้งหมด
แต่มันเหมือนฝันร้ายที่ไม่สามารถจะหนีไปได้
ผ่านไปหลายชั่วโมง เธอรู้สึกเริ่มเหนื่อยขึ้น ร่างกายต้องการพักผ่อนแล้ว
แม้จิตใจจะเต็มไปด้วยความปวดร้าวก็ยังคงเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่สามารถหาทางหนีไปจากมันได้
เธอหลับตาลงอีกครั้ง ร่างกายตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถต่อต้านการพักผ่อนได้
และในที่สุดเธอก็เริ่มจะข่มตาหลับลงได้ แต่ไม่ใช่โดยไม่มีเสียงที่สะท้อนกลับมาจากหัวใจที่ยังกังวล
ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร
ปรางค์แก้วยังคงรู้สึกเหนื่อยอ่อนจนเธอนอนหลับไป
แต่ทว่าการหลับในคืนนั้นกลับไม่ใช่ความสงบที่เธอต้องการ หลายครั้งที่เธอตื่นขึ้นกลางดึก
ความรู้สึกเหลือทนกลับพาเธอให้ต้องตั้งคำถามในใจอย่างไม่หยุดหย่อน
เธอยังคงตื่นมาทุกครั้ง ท่ามกลางห้องที่เงียบสงบและไม่มีใครอยู่
เคลื่อนไหวตัวเองอยู่ในผ้าห่มแต่ใจเธอกลับต้องต่อสู้กับเรื่องที่เต็มไปด้วยความมืดมน
ในเช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างมาในห้องยังไม่อาจช่วยให้ความรู้สึกของเธอดีขึ้น
ปรางค์แก้วค่อยๆ เปิดตามองเห็นห้องที่เงียบสงัด เธอยังคงนึกถึงคำพูดของคามินเมื่อคืน
และการบอกให้เธอหย่า ถ้ามีคนที่เขารัก สิ่งเหล่านั้นไม่เคยหายไปจากใจของเธอ
เธอลุกขึ้นจากโซฟาอย่างช้าๆ รู้สึกเหมือนมีสัมผัสเบาๆ ในหัวที่บอกให้เธอเดินไปข้างหน้า
แต่ก็ยังคงหนักแน่นกับความรู้สึกที่เก็บกดไว้อยู่ เธอไม่สามารถปฏิเสธความเจ็บปวดนี้ได้
จนทำให้เธอรู้สึกว่าเหมือนกับการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุด
ห้องน้ำยังคงเงียบสงบเมื่อเธอเข้าไป ทำความสะอาดร่างกายที่เหนื่อยล้า
แต่ไม่สามารถลบความเหนื่อยล้าในใจได้ น้ำที่ไหลผ่านเส้นผมเพียงแค่ช่วยทำให้เธอรู้สึกตัวขึ้นมาใหม่
แต่ยังคงมีคำถามในใจมากมายที่จะต้องหาคำตอบให้ได้
หลังจากอาบน้ำเสร็จ ปรางค์แก้วก็เดินไปที่เตียงในห้องของเธอกับคามิน
ชุดทำงานยังคงวางอยู่ข้างเตียง เธอลงมือเปลี่ยนชุดให้พร้อมสำหรับวันใหม่
ทว่ามีเพียงความคิดเกี่ยวกับวันข้างหน้าที่ยังไม่อาจมองเห็นทางที่ชัดเจน
"ฉันไม่ได้อยากเป็นแบบนี้ซะหน่อย!"เขามองเธอที่นั่งทำหน้าหงอยๆ แล้วก็ได้แต่ยิ้มขำ เดินเข้ามายืนห่างๆ ก่อนจะพูดด้วยเสียงอ่อนโยน "โอเค งั้นเดี๋ยวผมไปอยู่ห้องข้างๆ ก่อนละกัน จะได้ไม่รบกวนคุณ"พอได้ยินแบบนั้น ปรางค์แก้วเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก"แต่ถ้าคุณต้องการอะไร แค่เรียกผมนะ" คามินยิ้มให้ ก่อนจะเดินออกไปจริงๆปรางค์แก้วมองตามหลังเขาไป รู้สึกทั้งโล่งใจและว้าเหว่นิดๆ อย่างประหลาดเขาจะย้ายไปนอนห้องอื่นจริงๆ เหรอเธอถอนหายใจ พลิกตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมตัวเองไว้ แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว!ขณะที่พ่อแม่ของปรางค์แก้วและพ่อแม่ของคามินกำลังคุยกันด้วยความตื่นเต้น คามินก็เดินออกมาจากห้องของภรรยาอย่างหมดสภาพเขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าดูเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย"เป็นไงบ้างล่ะลูก" คุณนุชนารถหันไปถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม "หนูปรางค์แพ้ท้องมากเลยเหรอ"คามินพยักหน้าช้าๆ "มากเลยครับแม่ เห็นผมแล้วอ้วกเลย"คุณอเนกหัวเราะขำ "อ้าว แล้วไปทำอะไรให้เขาเหม็นล่ะ""เปล่าเลยครับพ่อ แค่เดินเข้าไปเฉยๆ ยังโดนไล่ออกจากห้องเลย" คามินทำ
คามินที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเห็นปรางค์แก้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างเร่งรีบก็ตกใจ เขารีบลุกจากเตียงเดินตามไป"ปรางค์!" เขาเคาะประตู "เป็นอะไรหรือเปล่า"ภายในห้องน้ำ ปรางค์แก้วยืนพิงอ่างล้างหน้าด้วยอาการมึนหัว มือบางแตะหน้าท้องตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบเปิดน้ำล้างหน้าให้สดชื่น"ฉันไม่เป็นไร" เธอตอบเสียงเบาๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆแต่คามินไม่เชื่อ เขาผลักประตูเข้าไปทันทีที่เห็นว่าเธอไม่ได้ล็อก และพบว่าภรรยาของเขาดูซีดกว่าปกติ"ทำไมหน้าซีดแบบนี้" เขาขมวดคิ้วเข้ม "เมื่อคืนยังดีๆ อยู่เลย"ปรางค์แก้วเม้มริมฝีปาก พลางเบือนหน้าหนีสายตาจับผิดของเขา "ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อย ไม่มีอะไรหรอก""เวียนหัวแต่เช้าแบบนี้" คามินนิ่งไป ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง"หรือว่า"ปรางค์แก้วชะงัก หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นแววตาลุ้นระทึกของเขา"หรือว่าคุณกำลังท้อง" คามินถามออกมาเสียงเบาราวกระซิบ แต่เต็มไปด้วยความหวังปรางค์แก้วเงียบไป เธอเองก็เริ่มคิดถึงความเป็นไปได้นั้นเช่นกันคามินมองปรางค์แก้วที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเป็นกังวล เธอดูอ่อนเพลียจนแทบไม่มีแรง ขนาดน้ำเปล่าแค่ไม่กี่อึก เธอยังอาเจ
แม่ของคามินมองภาพตรงหน้าแล้วอดหัวเราะไม่ได้“ตายจริง! นี่ลูกชายฉันหรือเด็กสามขวบกันแน่” เธอพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่คามินยังคงกอดปรางค์แก้วแน่นไม่ยอมปล่อยพ่อของปรางค์แก้วกระแอมเบาๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าที่เคยวางมาดขรึมตลอด ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กขี้อ้อนเสียอย่างนั้น“ นี่มันบ้านพ่อแม่นะ จะมากอดกันกลางบ้านแบบนี้ไม่อายหรือไง”พ่อของปรางค์แก้วพูดเสียงเข้ม แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูคามินไม่สะทกสะท้าน ยังคงซบไหล่ปรางค์แก้วและพูดเสียงอ้อน“ไม่อายครับพ่อ ผมแค่อยากให้ปรางค์กลับบ้านด้วย”แม่ของปรางค์แก้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับสามี “เห็นไหมคะ พ่อ ดูสิ ลูกเขยเราเป็นเอามาก”“ใช่เป็นเอามากจริงๆ” พ่อของปรางค์แก้วตอบเสียงเรียบ “อยากจะง้อเมียก็ต้องพยายามหน่อย”แม่ของคามินหัวเราะคิก “นั่นสิ พ่อแม่ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ต้องแล้วแต่ยายปรางค์แล้วล่ะ ว่าจะใจอ่อนหรือเปล่า”ปรางค์แก้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะผลักอกคามินเบาๆ “ปล่อยก่อนค่ะ นี่พ่อกับแม่ฉันมองอยู่นะ”“ไม่ปล่อย” คามินพูดเสียงอู้อี้ “ผมจะรอจนกว่าคุณจะบอกว่าจ
คามินเปิดประตูเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเหนื่อยล้า แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อคืนเริ่มจางหาย ทิ้งไว้เพียงความหนักอึ้งในใจบ้านเงียบสนิทจนผิดปกติเขาขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้านในแล้วมองไปรอบๆ ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม แต่กลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก“ปรางค์” เขาเรียกชื่อเธอเสียงเบา ก่อนจะเดินไปยังห้องนอนพอเปิดประตูเข้าไป เขากลับพบว่าตู้เสื้อผ้าถูกเปิดทิ้งไว้โล่งๆ บางส่วน เสื้อผ้าของเธอหายไป!คามินยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปเปิดลิ้นชัก เธอเอาของใช้ส่วนตัวไปเกือบหมดหัวใจเขาหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม“บ้าชะมัด” เขาพึมพำกับตัวเอง พลันรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ก่อขึ้นเมื่อคืนเขาพูดอะไรออกไปบ้างนะเขาพูดว่าหย่าใช่ไหม มือหนากำแน่น ดวงตาคมสะท้อนความรู้สึกสับสนและเสียใจเขาหันหลังกลับ เดินออกจากห้องด้วยจิตใจร้อนรน ไม่สนใจความมึนงงจากฤทธิ์เหล้าอีกแล้วเขาต้องไปหาเธอ!หัวใจของคามินอ่อนวูบราวกับถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็นเขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง หวังว่าบางทีนี่อาจเป็นเพียงภาพลวงตา หรือเธออาจจะแค่
"ใช่ ในเมื่อคุณไม่เชื่อในตัวผมเราก็หย่ากันเถอะ!" เขากล่าวเสียงเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินออกไปเสียงประตูปิดลงอย่างแรง ปรางค์แก้วสะดุ้ง เธอยืนตัวสั่น หัวใจเต้นรัวด้วยอารมณ์ที่อัดแน่นอยู่ภายใน น้ำตาที่กลั้นไว้ก็เอ่อขึ้นมาเขาไปแล้วไปโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียวปรางค์แก้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น มือบางกำแน่นข้างลำตัว ความรู้สึกทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ ทั้งเจ็บปวดแล่นเข้ามาจุกอยู่ที่อก"ทำไม คามินคุณอยากหย่ากับฉันมากขนาดนี้เลยเหรอ" เธอพึมพำกับตัวเอง น้ำตาไหลลงมาอาบแก้มโดยไม่รู้ตัวเธอรู้ว่าคามินโกรธ รู้ว่าเขาหงุดหงิดที่เธอไม่เชื่อใจเขา แต่การที่เขาเอ่ยปากขอหย่าแบบนี้ มันเกินไปไหมเสียงฝนด้านนอกดังขึ้นเรื่อยๆ เธอเดินไปยืนที่หน้าต่าง มองเห็นแสงไฟท้ายรถของคามินค่อยๆ หายไปในความมืด ความรู้สึกว่างเปล่าถาโถมเข้ามาเธอไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เธอแค่อยากให้เขาพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้เธอมั่นใจ ไม่ใช่พูดคำว่าหย่าออกมาแบบนั้น"คุณอยากหย่า ใช่ไหม"ปรางค์แก้วถามตัวเอง แต่กลับไม่มีคำตอบใดๆ มีเพียงเสียงฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนจะซ้ำเติมหัวใจของเธอให้ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นปรางค์แก้วตัดสินใจแน่วแน่ เธอ
ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดดังคลอไปกับการพูดคุยของพนักงาน อริสานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆ สายตาของเธอเหลือบมองไปยังมุมห้องทำงานที่คามินยืนอยู่ คามินกำลังยิ้มให้กับปรางค์แก้วขณะพวกเขาคุยกันเรื่องงาน ดูเหมือนทุกอย่างจะลงตัวไปหมด ทั้งพูดคุยกันอย่างมีความสุข มือของคามินยกขึ้นแตะเบาๆ ที่แขนปรางค์แก้ว พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น"ปรางค์คุณคิดว่างานนี้โอเคไหม" คามินถามปรางค์แก้วด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่เขาหันไปมองปรางค์แก้วอย่างใกล้ชิด เธอเหลือบตามองเขาด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนตอบกลับ"ก็โอเคนะคะฉันคิดว่าเราน่าจะทำตามแผนนี้นะคะ ถ้าเป็นไปได้มันน่าจะดีที่สุดนะคะคามิน"อริสาไม่สามารถข่มความรู้สึกในใจได้อีกต่อไป เธอมองทั้งคู่ด้วยความหึงหวง จับตามองทุกการเคลื่อนไหวของคามินและปรางค์แก้ว หัวใจของเธอเริ่มรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดดันจนหายใจไม่ออก แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดที่รุนแรงก็เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวอริสามองเห็นความรักที่คามินมีต่อปรางค์แก้วอย่างลึกซึ้ง เธอรู้สึกเจ็บปวดและโกรธแค้นที่ไม่สามารถเอาชนะใจเขาได้ จึงเริ่มวางแผนบางอย่าง เพื่อให้คามินหันกลับมาสนใจเธอแทนที่จะเ
เมื่อปรางค์แก้วแต่งตัวเสร็จ เธอมองตัวเองในกระจกสักพัก สะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ดูสงบแต่มุมปากที่เบาลงเผยถึงความเครียดและเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ลึกๆความงดงามจากภายนอกไม่อาจบดบังความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความระมัดระวังในตัวเธอขณะนั้น มือของเธอพยายามจับผมไว้ให้เรียบ
เมื่อห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง คามินยังคงทำงานของเขาต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ปรางค์แก้วกลับรู้สึกถึงคำพูดของอริสาแฝงความตั้งใจจะจงใจสร้างความกดดัน เธอพยายามเก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจแล้วก้มหน้าทำงานต่ออย่างตั้งใจเวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงวัน คามินเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง “ไปกินข้าวกัน” เขาพูดขึ้
คามินพิงพนักเก้าอี้ มือสองข้างประสานกันอยู่บนโต๊ะ เขาหลุบตามองพื้นก่อนเงยหน้าขึ้นตอบเสียงนิ่ง"ผมเข้าใจครับ ว่าภาพลักษณ์ของตระกูลสำคัญแค่ไหน แต่ทำไมถึงต้องให้เธอ"สายตาของเขาเลื่อนจากพ่อไปยังปรางค์แก้วที่นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา เธอช้อนตามามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนหลุบลงเหมือนเดิม"เพราะหนูปรางค์คือคนในครอบค
เสียงกระซิบของผู้คนภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหรา ดังไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อในชุดราตรีต่างจับจ้องไปยังคู่บ่าวสาวที่ยืนเคียงข้างกันบนเวทีอย่างไม่อาจละสายตา คามิน วัชรเกียรติ ชายหนุ่มทายาทคนเดียวของตระกูลวัชรเกียรติ ในชุดสูทสีดำเรียบโก้ ส่งสายตาเย็นชาไปยังผู้คนตรงหน้า ความไม่พอใจซ่อนอยู่ในดวงตาคมที่เต็มไ







