เข้าสู่ระบบการกระทำของ ดีแลน แบล็กเวลล์ ในศาลและการยอมสละอาณาจักรธุรกิจเพื่อไถ่บาปและพิสูจน์ความรักต่อ อีวา คาร์เตอร์ ถือเป็นการยุติสงครามที่กินเวลานานกว่ายี่สิบปีได้อย่างสมบูรณ์ การให้อภัยที่อีวามอบให้ดีแลนที่สวนกุหลาบไม่ใช่เพียงการยกโทษให้การกระทำที่โหดร้าย แต่เป็นการปลดปล่อยทั้งตัวเธอและเขาออกจากพันธนาการของอดีตที่เต็มไปด้วยความแค้นของตระกูล
ในช่วงหลายเดือนต่อมา ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างเรียบง่ายที่บ้านหลังเล็ก ๆ ชายฝั่ง พวกเขาไม่ได้กลับไปสู่ความหรูหราฟุ่มเฟือยของคฤหาสน์แบล็กเวลล์ ดีแลนไม่ได้เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้ทรงอิทธิพลอีกต่อไป และอีวาไม่ได้เป็นแอร์โฮสเตสที่สง่างาม แต่พวกเขาเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเยียวยาบาดแผลในอดีต
การปรับความเข้าใจ ของพวกเขาเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง พวกเขาเรียนรู้ที่จะรักกันอย่างเท่าเทียม โดยปราศจากการครอบงำหรือการต่อต้าน
ดีแลน ยอมรับความอ่อนแอของตัวเอง เขาเลิกใช้ความโกรธเป็นเกราะกำบัง และเรียนรู้ที่จะแสดงความรักด้วยความอ่อนโยนและความเคารพ เขาเล่าถึงความโดดเดี่ยวภายใต้อิทธิพลที่เผด็จการของบิดา และความสับสนที่ทำให้เขาทำร้ายคนที่เขารักที่สุด อีวา เปิดใจรับฟัง เธอเข้าใจว่าดีแลนเองก็เป็นเหยื่อของความเกลียดชังที่ถูกปลูกฝังมา เธอให้อภัยเขาสำหรับ 'ปีศาจ'ที่เขาเคยเป็น และหันมาโอบกอด 'ผู้ชาย' ที่อยู่ภายใต้ความเกลียดชังนั้นด้วยความรักที่มั่นคงและบริสุทธิ์แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการทำให้ความปรารถนาของคุณย่าแคโรไลน์เป็นจริงอย่างสมบูรณ์
อีวาได้รับที่ดินผืนเก่ากลับคืนมาอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่ในฐานะของเล่นที่แลกมา แต่ในฐานะของขวัญแห่งความรักที่มาพร้อมกับการยอมรับความผิดของอีกฝ่าย
ดีแลนใช้ความรู้ความสามารถทางด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ยังเหลืออยู่แต่คราวนี้เป็นความรู้ที่ใช้เพื่อการบูรณะในการออกแบบและดูแลการสร้าง บ้านคาร์เตอร์ ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด มันไม่ใช่การสร้างบ้านหรูหรา แต่เป็นการสร้างบ้านที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความทรงจำของตระกูลคาร์เตอร์
เขาได้ทำลายตึกระฟ้าของแบล็กเวลล์ คอร์ป ที่เคยตั้งอยู่บนสวนส้มเก่าตามคำพูดที่ให้ไว้ และมอบพื้นที่ทั้งหมดคืนให้แก่อีวาเพื่อทำโครงการสาธารณะประโยชน์ตามความตั้งใจของเธอ
บ้านใหม่ที่สร้างขึ้นบนฐานรากเดิมนั้นดูเรียบง่ายแต่สง่างาม ตรงกลางสวนมีแปลงกุหลาบสีขาวที่เบ่งบานอย่างสวยงามที่สุด เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตที่สะอาดบริสุทธิ์
ในวันที่ทั้งคู่ย้ายกลับเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนั้น ดีแลน ได้คุกเข่าขออีวาแต่งงาน ไม่ใช่ด้วยเพชรที่ราคาแพง แต่ด้วย กุหลาบขาว ดอกแรกจากสวนที่เขาปลูกเอง
“ฉันขอโอกาสที่จะได้รักเธออย่างเสมอภาคและบริสุทธิ์ตลอดไป อีวา” ดีแลนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักแท้ “ฉันสัญญากับเธอ... ว่าฉันจะเป็นผู้ชายที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย มีเกียรติ และรักเธออย่างไม่มีเงื่อนไข”
อีวาตอบรับคำขอของเขาด้วยน้ำตาแห่งความสุขและความรู้สึกเป็นอิสระ
"ฉันยอมรับความรักของคุณ ดีแลนและฉันให้อภัยทุกอย่างที่เกิดขึ้น เพราะบาดแผลในอดีตได้สอนให้เรารู้จักคุณค่าของความรักที่แท้จริง"
พวกเขาตัดสินใจที่จะแต่งงานและใช้ชีวิตบนพื้นฐานของความรักที่เท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์
ทรัพย์สิน ที่ดินผืนนี้ถูกโอนเป็นชื่อของอีวาแต่เพียงผู้เดียว ตามเจตนารมณ์ของครอบครัว อาชีพ ดีแลนใช้ความสามารถของเขาร่วมกับอีวาในการก่อตั้ง มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์เพื่อความยุติธรรม ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ช่วยเหลือผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทางการเงินและกฎหมาย เป็นการไถ่บาปในระดับสาธารณะของดีแลน ครอบครัว พวกเขาตัดสินใจที่จะมีลูกและสอนให้ลูก ๆ รู้จักความแตกต่างระหว่าง ความรัก และ ความเกลียดชัง โดยไม่ให้ลูกคนใดคนหนึ่งต้องเติบโตมาด้วยแรงผลักดันจากความแค้น หรือการครอบครองใด ๆ ความรักของ ดีแลน แบล็กเวลล์ และ อีวา คาร์เตอร์ เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยไฟแค้น การครอบครอง และการทำลายล้างที่ทารุณ แต่กลับจบลงด้วยการไถ่บาป การให้อภัย และการสร้างชีวิตใหม่บนพื้นฐานของ ความยุติธรรม และ ความรักที่เท่าเทียม อีวา ในที่สุดก็ได้กลับคืนสู่รากเหง้าของเธออย่างสมบูรณ์พร้อมกับเกียรติที่ได้รับคืนมา ดีแลน ได้พบกับความสุขที่แท้จริงที่เงินและอำนาจไม่สามารถซื้อได้ทั้งคู่ได้พิสูจน์ว่า แม้แต่ความเกลียดชังที่ฝังรากลึกที่สุด ก็สามารถถูกกำจัดออกไปได้ด้วยพลังแห่งความรักที่บริสุทธิ์ และความรักที่เบ่งบานเหนือซากปรักหักพังนั้น ย่อมแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งกว่าอาณาจักรใด ๆ ที่เคยสร้างขึ้นมาบนโลกใบนี้
---
---
สวนกุหลาบและบทเพลงของดีแลน
หลายสัปดาห์หลังจากที่อีวายอมรับการไถ่บาปของดีแลน และพวกเขาย้ายกลับเข้ามาในบ้านหลังเก่าที่ถูกบูรณะใหม่ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เข้าสู่ยุคที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเข้าใจ
ดีแลน ไม่ใช่ปีศาจที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอีกต่อไป เขาคือผู้ชายที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้ผู้หญิงที่เขารักมีความสุข ความโรแมนติกของดีแลนไม่ได้มาในรูปแบบหรูหรา แต่มันมาจาก ความใส่ใจในรายละเอียด ที่เขาเคยละเลยเช้าวันหนึ่ง ขณะที่อีวากำลังยืนมองสวนกุหลาบที่เริ่มเบ่งบานอย่างสวยงาม ดีแลน เดินเข้ามายืนโอบเธอจากด้านหลัง เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ใช้ริมฝีปากจูบที่เรือนผมสีทองของเธออย่างอ่อนโยน
“จำได้ไหม อีวา” ดีแลนกระซิบเบาๆ “วันที่ฉันเข้ามาในบ้านนี้ครั้งแรกในฐานะผู้ชนะ... ฉันไม่เคยเห็นอะไรนอกจากความโลภ แต่ตอนนี้... ฉันมองเห็นแต่ ความงาม”
“คุณเปลี่ยนไปมากแล้ว ดีแลน” อีวาตอบ พร้อมเอนศีรษะพิงแผงอกของเขา
“ความรักเปลี่ยนฉัน นางฟ้าของฉัน” ดีแลนตอบ เขาไม่เคยเรียกเธอด้วยคำว่า 'นางฟ้า' ด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริงมาก่อน “ฉันรักเธอตั้งแต่เธอเป็นเด็กสาวขี้แยที่ยืนอยู่ข้างรั้วบ้าน และฉันจะรักเธอตลอดไป”
---
เพื่อให้ฉลองการเริ่มต้นใหม่ ดีแลนจัดเตรียม อาหารค่ำใต้แสงดาว ที่สนามหญ้าหลังบ้าน โดยมีฉากหลังเป็นสวนกุหลาบที่ถูกจัดแสงอย่างโรแมนติก เขาไม่ได้ใช้เชฟส่วนตัว แต่ลงมือทำอาหารง่าย ๆ ที่อีวาชอบด้วยตัวเอง
ค่ำคืนนั้น พวกเขานั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องธุรกิจ ไม่มีใครพูดถึงอดีตที่เจ็บปวด มีเพียงเสียงเพลงคลาสสิกเบาๆ และเสียงหัวเราะที่อบอุ่น
เมื่อถึงช่วงหนึ่ง ดีแลนลุกขึ้นและจับมืออีวาไว้
“ฉันอยากทำในสิ่งที่ฉันไม่เคยทำมาก่อน... และในแบบที่ฉันควรจะทำมานานแล้ว”
ดีแลนไม่ได้ขอโทษอีกต่อไป เพราะเขาทำมันในศาลไปแล้ว แต่เขาตัดสินใจที่จะ สารภาพรักอย่างบริสุทธิ์ใจ
“อีวา คาร์เตอร์... ความรุนแรงที่ฉันแสดงออกในอดีตคือความกลัวอย่างที่สุดของฉัน... กลัวที่จะยอมรับว่าฉันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีเธอ” ดีแลนจับมือเธอขึ้นมาจูบอย่างแผ่วเบา “เธอคือความสว่างเดียวที่ส่องเข้ามาในชีวิตที่มืดมิดของฉัน... และฉันอยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ดูแลเธอ...ด้วยความรักที่ให้เกียรติและเสมอภาค”
เขาหยิบกล่องไม้เล็กๆ ออกมา ภายในนั้นไม่ใช่แหวนเพชรราคาแพง แต่เป็น สร้อยคอจี้รูปกุหลาบขาวเล็กๆ
“นี่คือสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ของเรา กุหลาบที่เติบโตจากความพยายามและการให้อภัย”
อีวาน้ำตาไหลอาบแก้ม เธอโผเข้ากอดดีแลนอย่างแนบแน่น การกอดที่เต็มไปด้วยความรักที่ปลดปล่อยจากทุกพันธนาการ
ความโรแมนติกที่แท้จริงของทั้งคู่คือ ความเคารพ ที่ดีแลนมีต่ออีวาอย่างเท่าเทียมเขาไม่เคยสั่งการเธออีกต่อไป แต่ปรึกษาเธอทุกเรื่อง เขาให้ความเคารพในความสามารถทางธุรกิจและไหวพริบของเธอในการจัดการมูลนิธิร่วมกันอย่างเต็มที่
วันหนึ่งขณะที่กำลังวางแผนงานของมูลนิธิ อีวาแสดงความกังวลว่าเธอจะสามารถบริหารจัดการที่ดินผืนใหญ่ที่เธอได้รับคืนมาได้อย่างไร ดีแลนตอบด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและความเข้าใจ
“อย่ากังวล ที่รัก ที่ดินผืนนี้เป็นของเธอและเป็นสิทธิ์ของเธอแต่เพียงผู้เดียว ส่วนฉัน... ฉันมีเกียรติเพียงพอที่จะได้ช่วยผู้หญิงที่ฉันรักในการสร้างสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้”
เขาจับมือเธอไว้แน่น “เราไม่ได้เป็น 'ปีศาจและนางฟ้า' อีกต่อไปแล้ว แต่เราคือ คู่ชีวิต ที่จะร่วมกันสร้างความรักที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้... บนรากฐานของความจริง ความรัก และความยุติธรรม”
และนี่คือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบ อีวา และ ดีแลน เริ่มต้นชีวิตแต่งงานที่เต็มไปด้วยความรักแท้ การให้อภัย และความเคารพต่อศักดิ์ศรีของกันและกัน ความรักของพวกเขาเป็นหลักฐานว่าบาดแผลในอดีตสามารถกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เบ่งบานเป็นความสุขที่ยั่งยืนได้
---
จบบริบูรณ์
โนอาห์—การสร้างตัวตน (The Pursuit of Identity) เงาที่ต้องหลีกหนี (The Shadow to Evade)โนอาห์ แบล็กเวลล์ วัย 24 ปี เป็นแฝดคนหนึ่งที่แสดงความสามารถทางธุรกิจและเทคโนโลยีออกมาอย่างโดดเด่นตั้งแต่เด็ก เขามีความเฉียบขาด, มีสัญชาตญาณทางตลาด, และมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จแบบ ดีแลน แบล็กเวลล์ แต่เป็นดีแลนในเวอร์ชันที่ทันสมัยและเร็วกว่าแต่สิ่งหนึ่งที่ โนอาห์ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงคือ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ เขามองว่าการทำงานด้านการกุศลเป็นเหมือนการยืนอยู่ใต้ เงา ของความสำเร็จที่พ่อแม่สร้างไว้ โนอาห์ต้องการพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จด้วย ชื่อของตัวเอง โดยปราศจากมรดกที่ถูกไถ่บาปเขาได้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้าน ปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน (AI-Fi)ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โนอาห์สร้างมันขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์ โดยปฏิเสธเงินทุนจากครอบครัวความขัดแย้งภายในความมุ่งมั่นที่จะหลีกหนีจากเงาของพ่อแม่ทำให้ โนอาห์ เริ่มแสดงนิสัยที่คล้ายกับ ลูคัส แบล็กเวลล์ ในอดีต: เขาหมกมุ่นอยู่กับการแข่งขัน, มองว่าการเข้าซื้อกิจการเป็น การทำสงคราม และเชื่อว่า ประสิท
กำแพงแก้วแห่งความคาดหวัง (The Glass Wall of Expectation)อีธาน แบล็กเวลล์ ในวัย 25 ปี เป็นบุตรชายคนโตและเป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดของความรักที่ได้รับการไถ่บาปของ ดีแลน และ อีวา เขาสูงสง่า มีความสุภาพอ่อนโยน และมีแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจตามแบบฉบับของมารดา อีวาเขาเป็นผู้บริหารหลักของ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ และเป็นหัวหน้าโครงการยุติธรรมทางสังคม อีธานมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เฉียบคมเหมือนพ่อ แต่เขามักจะ ลังเล ที่จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวเอง เพราะความกลัวที่จะทำผิดพลาดอย่างรุนแรงความกลัวของอีธานอีธานไม่ได้กลัวความล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เขากลัวที่จะ ทำลายมรดก แห่งความซื่อสัตย์ที่พ่อแม่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขารู้ว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของเขาจะถูกตีความว่าเป็น เงาของตระกูลแบล็กเวลล์ ที่กลับมาหลอกหลอน ด้วยเหตุนี้ ชีวิตส่วนตัวของเขาจึงถูก แช่แข็ง ไว้ เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ไม่เคยไปเที่ยวคลับ ไม่เคยทำอะไรที่เสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์เขามองเห็นความรักที่บริสุทธิ์ของพ่อแม่เป็นเหมือน งานศิลปะชั้นยอด ที่สมบูรณ์แบบเสียจนเขาไม่กล้าแตะต้องมัน จุดเริ่มต
สิบแปดปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีธาน, โนอาห์, และลินน์ แบล็กเวลล์ เติบโตขึ้นภายใต้แสงสว่างของ โรงเรียนกุหลาบขาว และหลักการของ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ พวกเขาคือภาพสะท้อนของความรักที่ได้รับการไถ่บาปของ ดีแลน และ อีวาแต่ความสมบูรณ์แบบที่พ่อแม่สร้างขึ้นกลับกลายเป็น กำแพง และ ความคาดหวัง ที่หนักอึ้งสำหรับคนรุ่นใหม่อีธาน (วัย 25 ปี) แบกรับภาระทางจริยธรรมของมูลนิธิ โนอาห์ (วัย 24 ปี) ใช้ความสามารถทางธุรกิจเพื่อสร้างชื่อเสียงของตัวเองให้ห่างจากเงาของพ่อแม่ และ ลินน์ (วัย 24 ปี) ค้นหาตัวตนที่แท้จริงในโลกของศิลปะเมื่อ ความลับจากอดีต ที่ถูกเก็บงำไว้ในยุคลูคัสถูกเปิดเผยอีกครั้ง และมี ตัวละครใหม่ ที่นำพาความเสี่ยงและความรักเข้ามาในชีวิตของพวกเขา ลูก ๆ ของดีแลนและอีวาจะต้องพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถสร้างความรักในแบบของตัวเองได้ โดยไม่ต้องอาศัยการไถ่บาปของคนรุ่นก่อน
โครงการสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ หลังจากผ่านพ้นความท้าทายทางกฎหมาย จริยธรรม และความท้าทายในครอบครัว ดีแลน แบล็กเวลล์ และ อีวา ก็ตัดสินใจที่จะใช้เงินทุนทั้งหมดจาก กองทุนแอนนา แบล็กเวลล์เพื่อความยั่งยืนและทรัพย์สินส่วนตัวที่เหลือของดีแลนในการสร้างโครงการที่สำคัญที่สุด นั่นคือ "โรงเรียนกุหลาบขาว"โรงเรียนนี้ไม่ได้เป็นเพียงอาคารเรียน แต่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่ไม่แสวงหาผลกำไรสำหรับเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการถูกชักจูงให้ทำผิดกฎหมายหรือขาดการชี้นำทางจริยธรรมปรัชญาของโรงเรียนโรงเรียนกุหลาบขาวจะเน้นการศึกษาที่ครอบคลุมสี่ด้านหลัก จริยธรรมและการไถ่บาปสอนความซื่อสัตย์ ความเห็นอกเห็นใจ และการรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ศิลปะและการบำบัด ใช้ดนตรี ศิลปะ และการเขียนเป็นเครื่องมือในการเยียวยาบาดแผลทางอารมณ์ ความยั่งยืน การสอนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อโลก (จากกองทุนแอนนา) ความรู้ทางธุรกิจที่รับผิดชอบ การสอนพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินภายใต้หลักการความยุติธรร การมีส่วนร่วมของลูก ๆ (The Children's Contribution)การสร้างโ
เสียงกระซิบจากโลกภายนอก (Whispers from the Outside World)อีธาน แบล็กเวลล์ในวัยเจ็ดขวบ ไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาอีกต่อไป เขาเป็นเด็กชายที่ช่างสังเกต, มีความรู้สึกอ่อนไหว, และมีความคิดที่ซับซ้อนตามแบบฉบับของ อีวา ผู้เป็นแม่ เขากำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนประถมที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นสูงที่เคยรู้จักหรือเป็นคู่แข่งทางธุรกิจของตระกูลแบล็กเวลล์ในอดีตแม้ว่า ดีแลนและอีวาจะพยายามปกป้องลูก ๆ จากเงาของอดีต แต่กำแพงของบ้านก็ไม่สามารถกั้นคำพูดของคนภายนอกได้วันหนึ่ง อีธาน กลับมาถึงบ้านจากโรงเรียนด้วยสีหน้าที่เงียบผิดปกติ เขานั่งเล่นอยู่เงียบๆ ในห้องนั่งเล่น โดยมีหนังสือเล่มโปรดอยู่ในมือแต่ไม่ได้เปิดอ่าน ดีแลน สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น และรู้ทันทีว่ามีบางอย่างที่รบกวนจิตใจของลูกชายอีธาน รอจนกระทั่ง โนอาห์ และ ลินน์ เข้านอนแล้ว เขาเดินเข้าไปหา ดีแลน ซึ่งกำลังนั่งตรวจเอกสารของมูลนิธิอยู่หน้าเตาผิงอีธาน (พูดด้วยเสียงเบาและสั่นเครือ) "คุณพ่อครับ... วันนี้เพื่อนที่โรงเรียนถาม อีธานว่า... คุณปู่ลูคัส... เป็นคนไม่ดีใช่ไหมครับ?"คำถามนั้นเหมือนเป็นระเบิดเวล
ความท้าทายด้านจริยธรรมในมูลนิธิ (The Ethical Crossroads)หลังจากที่ มูลนิธิคาร์เตอร์-แบล็กเวลล์ ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากการเปิดโปงและจัดการกับมรดกที่ถูกซ่อนไว้ของ แอนนา แบล็กเวลล์ องค์กรก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นที่รู้จักในฐานะผู้พิทักษ์ความยุติธรรมแต่ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้นก็นำมาซึ่งความท้าทายที่ยากจะปฏิเสธ วันหนึ่ง มูลนิธิได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจาก มาร์คัส เคนอดีตซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนรายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่า ฉ้อโกง และ ปั่นราคาหุ้น ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวนมากต้องประสบกับความสูญเสียมาร์คัส เคนไม่ได้มาขอความช่วยเหลือเพื่อต่อสู้คดีในศาล แต่มาพร้อมกับ การสารภาพผิดอย่างสมบูรณ์และข้อเสนอที่ไม่เคยมีมาก่อน: เขาจะ มอบทรัพย์สินส่วนตัวเกือบทั้งหมด (ประมาณ 80% ของทรัพย์สินทั้งหมดของเขา) คืนให้กับเหยื่อและสังคม โดยมีเงื่อนไขว่ามูลนิธิฯ ต้องให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เขาในการเจรจาโทษกับทางการ ซึ่งรวมถึงการขอโอกาสในการ ไถ่บาป ด้วยการทำงานเพื่อสังคมหลังจากพ้นโทษข้อเสนอของมาร์คัสทำให้บอร์ดบริหารของมูลนิธิและ ดีแลนกับ อีวา ต้องเผชิญกับทางแยกที่ยากลำบากที่สุดนับต







