LOGINภายในบ้านหลังใหญ่ใกล้เขตโรงงานน้ำตาลประกายฤกษ์ วสุกำลังยืนรอเจ้านายหนุ่มเพื่อออกไปดูแปลงปลูกอ้อยทดลองของบริษัท วสุเป็นทั้งนักวิชาการเกษตรผู้เชี่ยวชาญและเป็นทั้งที่ปรึกษาและผู้ช่วยมือขวาของน่านฟ้าลูกชายคนรองของเจ้าของบริษัทน้ำตาลประกายฤกษ์
“คุณน่านจะไปดูกี่แปลงดีครับ” ชายหนุ่มวัยสี่สิบหกเอ่ยถามเจ้านายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเขาตั้งสิบเจ็ดปี วสุทำงานกับบริษัทนี้มาเกือบยี่สิบปี พอน่านฟ้าเรียนจบก็ได้มาทำงานช่วยครอบครัว เขาก็ได้วสุเป็นคนคอยสอนงานและเป็นคนติดสอยห้อยตามน่านฟ้าไปเกือบทุกที่ จนทั้งสองสนิทสนมกันมาจนถึงทุกวันนี้
“ก็ดูไปเรื่อยๆครับ ก่อนกลับกรุงเทพฯผมกะว่าจะเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด” ช่วงนี้เป็นช่วงต้นฤดูฝน เขามีเวลาอยู่ที่นี่แค่สองวันต้องรีบกลับไปเคลียร์งานที่กรุงเทพฯต่อ จึงอยากไปดูแปลงอ้อยที่ปลูกทดลองไว้หลายที่รวมๆแล้วก็ห้าร้อยกว่าไร่ และยังไม่นับรวมจากชาวไร่อ้อยคู่สัญญาของบริษัทอีก เพราะปีหนึ่งๆบริษัทประกายฤกษ์หีบอ้อยมากว่าร้อยล้านตัน ชาวไร่อ้อยคู่สัญญาก็จะไปกว้านซื้อกับชาวไร่อ้อยขนาดเล็กอีกที
บริษัทน้ำตาลประกายฤกษ์มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนแปลงปลูกอ้อยและโรงงานนั้นจะอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งกัมปนาทเจ้าของบริษัทนี้จะหมุนเวียนให้ลูกชายทั้งสองมาคอยดูแลหน้างานตลอด น่านฟ้าลูกชายคนรองดูแลโรงงานน้ำตาลทางฝั่งตะวันตก ม่านหมอกลูกชายคนโตนั้นดูแลฝั่งอีสาน ส่วนมนชิตาลูกสาวคนเล็กนั้นให้ตรวจสอบด้านบัญชีและการเงินช่วยแม่กับพ่ออยู่ที่สำนักงานใหญ่
“งั้นเราออกเดินทางกันเถอะครับ ช่วงเย็นเผื่อฝนตกเราอาจจะได้รีบกลับ” วสุบอกเจ้านายหนุ่มแล้วทั้งคู่ก็ก้าวขาขึ้นรถกระบะสี่ประตูสีดำทันที วันนี้วสุขออาสาเป็นคนขับรถให้เขาเอง ไม่ต้องเรียกใช้คนขับที่โรงงานให้ยุ่งยาก เพราะเขาก็คุ้นชินกับพื้นที่ดีอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้มาเกือบสิบปีแล้วก็ตาม
ชวนชมขับรถมาส่งหลานสาวที่บ้านเสี่ยซ้ง ก่อนกลับจึงเข้าไปกอดหลานสาวทั้งที่ไม่เคยทำกับเธอแบบนี้มาก่อน กรรวีทำท่างุนงงกับป้าตัวเอง ร้อยวันพันปีไม่เคยจะกอดเธอสักครั้ง เท่าที่จำได้กอดแค่ครั้งเดียวตอนงานศพแม่ของเธอก็แค่นั้น
“โชคดีนะใบหม่อน ฉันกลับแล้วนะ”
“ค่ะป้า กลับวันไหนเดี๋ยวหม่อนโทรบอกนะคะ” กรรวีบอกป้าด้วยท่าทางใสซื่อ
“อือ” พยักหน้าให้หลานแล้วก็ขับรถออกไป
กรรวีสงสัยกับการกระทำของป้าแต่ไม่ได้เอะใจอะไร เดินเข้าไปในบ้านเสี่ยซ้งโดยไม่ได้คิดอะไรต่อ แต่พอเดินเข้าไปเจอป้าแม่บ้านก็อดแปลกใจไม่ได้
“อ้าวป้าแดงสวัสดีค่ะ ป้าแดงไม่ได้ลาป่วยเหรอคะ” กรรวีพนมมือไหว้แล้วเอ่ยถามป้าแม่บ้านอย่างสงสัย
“ไม่นี่ ป้าไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อยป้าจะลาป่วยทำไม” กรรวีขมวดคิ้วสงสัยกับสิ่งที่ป้าแดงบอก งั้นแสดงว่าป้าของเธอโกหก แล้วป้าเธอมีเหตุผลอะไรถึงจะต้องโกหก
ทั้งสองกำลังยืนนิ่ง ลูกน้องมือขวาของเสี่ยซ้งก็เดินออกมาพอดี
“คุณใบหม่อนครับเสี่ยซ้งให้ขึ้นไปพบบนห้องครับ” ได้ยินดังนั้นกรรวีหันขวบไปมองหน้าป้าแดงทันควัน แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อป้าแดงก็ส่งสายตาให้เธอทำตามที่ลูกน้องเสี่ยซ้งสั่งทันที
กรรวีวางสัมภาระไว้ที่โซฟาห้องรับแขกแล้วเดินตามหลังชายร่างสูงหุ่นล่ำผิวสีเข้มมาอย่างเงียบๆ ในใจตอนนี้กระวนกระวายไปหมดไม่รู้ว่าป้าของเธอกับเสี่ยซ้งกำลังคิดแผนทำอะไรกันอยู่ ถึงเธอจะเป็นเด็กแต่ก็ไม่ได้โง่ที่จะเดาไม่ออกว่าคนอย่างเสี่ยซ้งต้องการอะไร หญิงสาวหลายคนที่เคยเรียนด้วยกันกับเธอก็เลือกที่จะเป็นบ้านเล็กบ้านน้อยของเสี่ยซ้งอย่างเปิดเผย
ป้าแดงมองตามร่างบางแล้วถอนหายใจ เพราะรู้ว่าถ้าเสี่ยซ้งได้เรียกขึ้นไปพบบนห้องแล้วก็คงมีอยู่แค่เรื่องเดียว
ลูกน้องเสี่ยซ้งเคาะประตูแล้วเปิดให้เธอเข้าไปเพียงคนเดียวแล้วมือหนาก็ปิดประตูลงตามเดิม เจ้าของร่างสูงยังคงยืนทอดสายตาออกไปด้านนอกหน้าต่างบานกระจกนิ่ง ใช่ เขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาหล่อถึงรูปร่างจะเริ่มอวบขึ้นตามอายุ แต่ผิวที่ขาวสะอาดก็ทำให้เขาดูไม่ค่อยแก่มากนัก แต่ถึงกระนั้นผู้ชายคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่เธอจะยอมร่วมหอลงโลงด้วยอย่างแน่นอน
“สวัสดีค่ะเสี่ย” กรรวีเอ่ยออกมาเสียงเบา คิดว่าตัวเองคงเก็บความสั่นและตื่นเต้นไว้ได้ เขาจะได้ไม่รู้ว่าเธอกำลังกลัวเขามากแค่ไหน หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมาข้างนอก เสี่ยซ้งได้ยินเสียงเล็กหวานจึงหันหน้ากลับมามองใบหน้าเนียนใสของเด็กรุ่นลูกอย่างพอใจ
น้ำตาของเขามันกลั้นไว้ไม่อยู่อีกแล้ว ทั้งสงสารภรรยาแต่เขาไม่อยากรับปากภรรยาตอนนี้ หัวใจเขามันยังทำใจยอมรับไม่ได้ มธุสรเริ่มหายใจแผ่วมากขึ้น ร่างกายเริ่มเกร็งกระตุก‘รับปากกับสรสิคะ สรจะได้นอนตายตาหลับ’ เธอพูดเสียงแผ่วมากจนแทบจะไม่ได้ยิน นอนหายใจพะงาบๆจนเขาทนมองดูต่อไปไม่ไหว ‘ค่ะ พี่รับปาก’ ถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็ต้องรับปากเพื่อให้เธอสบายใจ สิ้นเสียงสามีอันเป็นที่รักมธุสรก็จากไปอย่างสงบ เขาได้แต่นั่งร้องไห้มองเธอจากไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก เขาแทบไม่อยากจะอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ ม่านหมอกเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเดินลงมาด้านล่าง ทุกสายตามองไปยังร่างใหญ่ที่กำลังเดินลงมาอย่างเชื่องช้า “พ่อครับ แม่ครับ คืนนี้ผมจะไปนอนที่บ้านผมนะครับ” “หมอกอยู่ได้แน่นะลูก” กมลพรรณถามลูกด้วยความเป็นห่วง “ให้พ่อไปนอนเป็นเพื่อนมั้ย” กัมปนาทถามลูกชายคนโต ผู้ที่อ่อนโยนและสุขุมที่สุดของบ้าน ยิ่งเขาเจ็บเท่าไหร่เขาก็ยิ่งนิ่งมากขึ้นเท่านั้น จนทุกคนในบ้านต่างเป็นห่วง เพราะเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ “ไม่เป็นไรครับพ่อผมอยู่ได้ครับ”
“เฮ้ย อะไรของมึงวะ ผับกูก็มีห้องออกหรู มึงจะทำนานแค่ไหนกูก็ไม่ว่า” วรนนบอกเพื่อนด้วยความหวังดีและออกติดขำกับการกระทำของเพื่อน“ไม่เอา กูไม่ถนัดขอกลับไปทำแบบจุกๆที่คอนโดดีกว่า”“เออๆ มึงนี่นับวันยิ่งหื่นขึ้นทุกวัน”“ขอบใจมากนะครับเพื่อน”“คุณน่านคะ ปล่อยหม่อนลงเดี๋ยวนี้นะคะ”“ไม่ปล่อย วันนี้ต้องโดนทำโทษในฐานะที่มายั่วให้มันตื่นแล้วจะมาจากไปโดยไม่รับผิดชอบไม่ได้” เขากัดฟันพูดเพราะความมันเขี้ยวสาวน้อยที่กำลังดิ้นอยู่ในอ้อมกอดอุ้มเธอมาที่รถแล้วก็พากลับคอนโดโดยไม่สนใจใครอีก“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอคะ ทำไมดูสนิทกับคุณน่านจัง” กรรวีเอ่ยถามเมื่อเข้ามานั่งอยู่ในรถ“คนเคยรู้จักน่ะ”“เมียเก่า?”“ไม่ใช่ซะหน่อย”“ใช่”“ไม่ใช่”“ใช่”“ใช่ก็ใช่ พอใจยัง”“ไม่ต้องมาพูดเลย ไม่อยากคุยด้วยแล้ว” นั่งหน้าบึ้งไม่ยอมคุยกับคนตัวโตอีก“เอ๊า อะไรเนี่ย ก็บังคับให้ใช่แล้วก็จะมางอนเอง ใบหม่อนไม่น่ารักเลยนะคะ”“ไม่ต้องมาคะขา ไม่น่ารักก็ไม่ต้องมารัก ก็ไม่เคยรักอยู่แล้วนี่ถ้าวันนี้ไม่มีหม่อนมาด้วยจะเป็นยังไง มาทุกครั้งก็คงมาทำแบบนี้ตลอดล่ะสิ” ความน้อยใจเริ่มคืบคลานเข้ามาในหัวใจดวงน้อย“ม่ายเคยทำเลยจ้ะที่รัก แล้วใคร
เพื่อนร้องตามแต่เธอก็ไม่ได้สนใจเพราะตอนนี้เป้าหมายของเธอสำคัญกว่า วันนี้ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆที่มาเที่ยวกับเพื่อนในผับแห่งนี้ ฝนทิพย์เดินส่ายสะโพกเข้าไปใกล้น่านฟ้า “เฮ้ย เด็กเก่ามึงเดินมาโน่นแล้วเว้ย ทำไมพามาพร้อมกันทั้งใหม่ทั้งเก่าเลยวะ” วรนนแซวเพื่อน น่านฟ้าจึงหันไปมองตามที่เพื่อนบอกแล้ววางใบหน้าเรียบเฉย เขาไม่แปลกใจสักนิดที่เจอฝนทิพย์ในผับแห่งนี้ เพราะปกติเธอก็เป็นคนชอบเที่ยวอยู่แล้ว “ไอ้เลว” เขาสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “หึ หึ” วรนนกลั้วขำในลำคอ รู้ว่าเพื่อนไม่ชอบแต่ก็ยังอยากจะแหย่ ตอนโดนแฟนเก่าหักหลังน่านฟ้าก็ได้ผับของเขาเป็นที่พักพิงร่างสูงเพรียวเซ็กซี่นั่งลงที่พักแขนบนเก้าอี้โซฟาของน่านฟ้าอย่างสนิทสนม ชายหนุ่มปรายตามองแต่ไม่ได้พูดอะไร ไม่เข้าใจกับสิ่งที่คนรักเก่ากำลังทำอยู่เหมือนกัน มือที่ว่างจากการคีบบุหรี่ข้างหนึ่งพลางหยิบแก้วไวน์ขึ้นดื่ม โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆกับสิ่งที่หญิงสาวกำลังทำ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอมานานมากแล้ว และไม่ได้อยากสัมผัสเธอเลยแม้แต่นิดเดียว“ฝนขอนั่งด้วยคนนะคะคุณนน”“อ้อ ตามสบายเลยครับ” วรนนผายมือให้ เอ่ยออกไปใบหน้าเปื
“ก็แค่นั้นแหละที่แม่แกต้องการ” กัมปนาทเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทันภรรยา ความจริงแล้วแค่น่านฟ้าพูดทุกคนก็พร้อมจะรับฟังเสมอ “แล้วใบหม่อนล่ะ หนูคิดว่ายังไงถ้าพี่เขาจะขอหมั้นหนูไว้ก่อน” กมลพรรณหันไปถามว่าที่ลูกสะใภ้น้ำเสียงอ่อนโยน กมลพรรณรู้ว่าเด็กคนนี้ลำบากมาแค่ไหน และไม่ใช่คนที่จะมาหวังประโยชน์กับลูกชายฝ่ายเดียว จึงไม่ได้ห้ามหากลูกชายจะคบกับเธอ “หม่อนก็แล้วแต่คุณน่านค่ะ” ทุกวันนี้เพื่อนๆก็รู้กันหมดแล้วว่าเขาเป็นอะไรกันกับน่านฟ้า แล้วเธอจะต้องกลัวอะไรอีก “อย่างงั้นก็ตกลงตามนี้” กัมปนาทสรุปให้ทุกคนน่านฟ้าสบตากับกรรวีแล้วคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ “หน้าบานอะบางคน” มนชิตาเหน็บพี่ชายที่เอาแต่ยิ้มไม่ยอมหุบ “ยุ่ง” “แว่...” น้องสาวจอมป่วนแลบลิ้นปลิ้นตาใส่พี่ชาย จนทุกคนอดยิ้มตามไม่ได้ กวนกันได้ตลอดเวลาจริงๆ “พรุ่งนี้พาใบหม่อนไปเยี่ยมหนูสรด้วย” ตอนนี้อาการของลูกสะใภ้คนโตน่าเป็นห่วง จนม่านหมอกต้องไปดูแลอย่างใกล้ชิด มธุสรคงมีความสุขมากขึ้นถ้ารู้ว่าน้องสามีมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาบ้าง “คร้าบบ คุณแม่” น่านฟ้าลากเสียงยา
เธอถอดสร้อยที่ตัวเองสวมมาด้วยแล้วส่งให้เขา วสุรับมาดูก็เห็นว่าเป็นสร้อยที่เขาเคยให้ดวงเดือนก่อนที่เขาจะจากเธอมาเมื่อยี่สิบปีก่อน “หนูเป็นอะไรกับเจ้าของสร้อยเส้นนี้” “เป็นลูกสาวค่ะ” “แล้วพ่อของหนูล่ะ” วสุใจเต้นระส่ำรอคำตอบจากเธอ เพราะเขาจำได้ว่าคืนวันที่นอนกับดวงเดือนในวันนั้นเขาไม่ได้ป้องกันแต่ก็ไม่เคยคิดเอะใจว่าเธอจะท้อง “พ่อของหนูก็คือคนที่เอาสร้อยเส้นนี้ให้แม่หนูค่ะ” น้ำตาเริ่มคลอหน่วยขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ “ใบหม่อน ใบหม่อนลูกพ่อ” วสุโผเข้ากอดหญิงสาวแล้วร้องไห้ออกมาเสียงดัง คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะมีลูกสาวที่โตขนาดนี้ คิดโทษตัวเองที่ปล่อยให้ลูกกับเมียตัวเองต้องลำบากมาโดยตลอด เขาจำแววตาของเด็กสาวที่หน้าตาคล้ายกับดวงเดือนได้ในวันที่เขากับลูกชายกลับไปหาเธออีกครั้ง กรรวีคงเป็นเด็กที่ยืนอยู่ด้านหลังชวนชมในวันนั้น แต่ก็ไม่มีใครบอกอะไรกับเขาแม้แต่คนเดียว น่านฟ้าเห็นวสุกอดคนรักของตัวเองจึงรีบวิ่งมาหาหน้าตาตื่น “ใบหม่อน!” เขาเรียกชื่อเธอและดันไหล่วสุให้ออกห่างจากเธอ ทั้งสองต่างคนต่างร้องไห้ เธอดีใจที่
“แล้วเด็กคนนั้นจะมาวันไหน” วสุถามลูกชายอีกครั้ง “ยังไม่รู้เลยครับพ่อ เธอบอกว่าจะไปขออนุญาตผู้ปกครองก่อนครับ” “ทำไมคุณพ่อทำหน้าเครียดจังครับ” “โอเค บอกเธอว่าพอรออยู่” วสุบอกลูกด้วยหัวใจที่เต้นแรง อยากรู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใครกันแน่ เขาถึงได้รู้สึกถูกชะตาตั้งแต่เจอกันครั้งแรก ภายในงานเลี้ยงขอบคุณคู่สัญญาของบริษัทน้ำตาลประกายฤกษ์ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง “อ้าว เสี่ยซ้งสวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ” วสุกล่าวทักทายแขกผู้มาเยือน “สวัสดีครับคุณวสุ” “เชิญข้างในดีกว่าครับ” ทั้งสองเดินเข้ามาภายในงาน เสี่ยงซ้งเห็นน่านฟ้าอยู่กับพี่ชายและพ่อของเขา จึงนึกอยากเข้าไปทักทายเป็นพิเศษ “สวัสดีครับเสี่ยซ้ง” กัมปนาทเอ่ยทักคู่สัญญาคนสำคัญ “สวัสดีครับ คุณก้อง คุณหมอก คุณ...น่าน” เสี่ยงซ้งทำน้ำเสียงยียวนกวนบาทาอีกฝ่าย “เอ๊ะ นั่นคุณแม่กับมนพาใครมาด้วยน่ะครับคุณวสุ” ม่านหมอกเอ่ยถามวสุ เพราะคิดว่าเขาน่าจะรู้ดีที่สุด วสุเห็นหญิงสาวก็ตกใจหมือนกัน ไม่คิดว่าเขาจะได้เจอคนที่เขารอคอย
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เพราะน่านฟ้าขับรถมารอเธออยู่นานแล้ว จนเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่ผู้ชายคนนั้นยืนหันหลังให้เขาจึงมองไม่เห็นหน้า ติ่งความหึงหวงมันเริ่มทำงานอีกแล้ว “ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” น่านฟ้าถามเสียงดุทั้งที่เธอเพิ่งหย่อนก้นลงนั่ง “คนไหนคะ?” “ก็ค
“แม่เลี้ยงจ๋า แม่เลี้ยงเจ็บมากมั้ยคะ” กัลยาเด็กสาววัยแปดขวบถามมธุสรและเข้าไปกอด ม่านหมอกเดินเข้ามาและกอดกัลยาและเพื่อนรักเช่นกันพยายามกลั้นน้ำตาไว้จนใจเจ็บ “ไม่มากหรอกจ้ะ แม่ทนได้” เธอบอกลูกเลี้ยงเสียงสั่น ถึงมธุสรจะไม่ได้รับกัลยาเป็นลูกบุญธรรมจริงๆ แต่เธอและสามีก็รักลูกสาวของเพื่อนที่เ
“ไม่อยากฟังแล้ว ไม่คุยเรื่องนี้” ทำสีหน้าและน้ำเสียงหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ‘อะไรของเขา ผีเข้าผีออก คุยแค่นี้ก็ต้องหงุดหงิดด้วย’ “ค่ะ” “วันหลังกระโปรงตัวนี้ไม่ต้องใส่แล้วนะ” “ฮึ? ทำไมคะ?” หญิงสาวทำเสียงขึ้นจมูก “มันสั้นเกินไป มันดูแก่
น่านฟ้ารู้สึกหงุดหงิดกับท่าทางอวดเก่งของเด็กคนนี้จนทนไม่ไหว เปิดประตูลงจากรถดึงร่มในมือเธอแล้วหุบมันไว้ จากนั้นอุ้มร่างอรชรลอยสูงขึ้นท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างหนักราวกับพระพิรุณทรงโกรธกริ้วมวลมนุษย์ ร่างที่เปียกอยู่แล้วก็ยิ่งเปียกหนักขึ้นทั้งคู่ “ว้าย! คุณปล่อยฉันนะ” กรรวีดิ้นสุดแรงเกิ







