Masukรถม้าสีดำสนิทเทียมม้าขาวลักษณะดีเคลื่อนผ่านประตูรั้วเหล็กดัดแสนกว้างขวาง มุ่งหน้าเข้าหาคฤหาสน์หลังเขื่อง ซึ่งซุกตัวอยู่ท่ามกลางสวนวงกตและพันธุ์ไม้ไร้ดอกอย่างเชื่องช้า ทันทีที่รถม้าเคลื่อนถึงประตูทางเข้าคฤหาสน์ ไซรัสก็พบว่าเจ้าบ้านจัดให้คนรับใช้และทหารในสังกัดออกมายืนเรียงแถวรอต้อนรับแขกที่ได้รับเชิญอย่างเป็นระเบียบ
ทันทีที่รถม้าจอดสนิท ลูคัสก็รีบถือกล่องของกำนัลลงจากรถม้า แล้วยืนรอไซรัสด้วยท่าทีเคารพยิ่ง
“ไซรัส เจ้าของกิจการอัญมณีและแพรพรรณ” ไซรัสแนะนำตัวสั้นๆ ให้ชายเครางามที่ดูคล้ายจะเป็นหัวหน้าคณะต้อนรับแขก แล้วชายคนนั้น ก็ขานชื่อเขาเสียงดังกังวาน
“ไซรัส เจ้าของกิจการอัญมณีและแพรพรรณ ผู้ปราดเปรื่องและกว้างขวาง”
ประโยคนั้นดึงความสนใจจากแขกเหรื่อได้ทั้งงาน
ไม่ทันที่คนรับใช้ชายจะนำทางไซรัสเดินเข้าข้างใน นายทหารร่างท้วมที่เคยได้รับแหวนเพชรเป็นของกำนัลก็รีบปราดเข้ามาจับมือทักทายเขาอย่างสนิทสนม
“มาเสียที” เขาสวมกอดไซรัสราวกับเป็นมิตรสหายที่รักใคร่กันมานาน “ไป ไปพบท่านเจ้ากรมการคลังกับคนอื่นๆ กัน ใครใครก็อยากรู้จักคุณทั้งนั้น” ก้าวขาไปได้สักพัก ชายร่างท้วมก็ดูคล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “ผมชื่อโรเบิร์ต โรเบิร์ต เมอร์สัน คุณเรียกผมโรเบิร์ตก็ได้”
ใบหน้านิ่งเฉยดั่งหน้ากากยิ้มน้อยๆ แทนการรับคำ
เจ้าของกิจการ ‘ผู้ปราดเปรื่องและกว้างขวาง’ ปล่อยให้โรเบิร์ตพาเขาไปแนะนำให้ เจ้ากรมการคลัง วิลสัน วิลส์ตัน และชนชั้นสูงคนอื่นๆ ด้วยความเต็มใจ เขามอบกล่องของกำนัลให้เจ้าของงานในวินาทีที่ทุกคนเข้ารุมล้อม ส่งผลให้เกิดเสียงฮือฮาดังก้องยามขุนคลังวัยสามสิบปลายๆ เปิดกล่องไม้ หยิบของข้างในออกมา
“ทับทิมนี่ยังไม่ได้เจียระไนรึ?” ขุนนางผู้ยังดูหนุ่มแน่นถามอย่างอดไม่ได้
“ครับ ตอนผมได้ทับทิมก้อนนี้มา มันก็กลมสวยเนื้อใสแบบนี้อยู่แล้ว”
“ล้ำค่าเกินไป” ท่านเจ้ากรมการคลังเก็บทับทิมก้อนใหญ่ลงกล่องไม้แล้วส่งคืนให้เจ้าของ แต่ไซรัสก็รู้วิธีเล่นเกมนี้ดี
หากจะมอบของกำนัลให้ขุนนางใหญ่ต่อหน้าธารกำนัล ก็ต้องทำให้การกระทำนั้นดูสมเหตุสมผล มีเหตุอันควรให้ผู้รับรับของไว้...
“ถือเสียว่านี่เป็นสิ่งที่ผมส่งเข้าร่วมระดมทุน” ไซรัสเอ่ยด้วยท่าทีสุขุม “แม้เป็นเพียงพ่อค้า แต่ผมก็พอรู้มาว่าตอนนี้สถานการณ์แถบชายแดนน่ากลัวนัก เพื่อป้องกันชายแดนและกวาดล้างพวกเผ่าพันธุ์โบราณน่าหวาดหวั่นในดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาต่อไปในอนาคต เราต้องใช้ทุนทรัพย์ไม่น้อย”
“คุณช่างมีน้ำใจคิดถึงอาณาจักร” ท่านเจ้ากรมการคลังมองเขาด้วยแววตาชื่นชม
ขุนนางใหญ่ส่งกล่องทับทิมให้โรเบิร์ตนำไปเก็บ ก่อนจะรับช่วงดูแลแนะนำพ่อค้าหนุ่มให้คนอื่นๆ รู้จักในฐานะ ‘สหาย’
ไซรัสมิได้รังเกียจพฤติกรรมสนิทสนมนี้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลดี และเขาก็พอใจจะทำความรู้จักกับทุกคนภายใต้การแนะนำอย่างยกยอจากเจ้าของงาน
งานเลี้ยงระดมทุนดำเนินไปโดยมีพ่อค้าหน้าใหม่เป็นศูนย์กลางอยู่นาน จวบจนพ่อบ้านขานชื่อเจ้ากรมการเมืองแกรนเทรนท์และภรรยา ตลอดจนบุตรสาวทั้งสอง ทุกสายตาจึงจับจ้องไปทางนั้น คล้ายไม่คาดฝันว่าตระกูลเก่าแก่ที่กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ตระกูลนี้จะมาปรากฏตัว
“ประกาศสี่ แต่มีห้าไม่ใช่รึ อย่าบอกเชียวนะ ว่าเอาลูกนอกสมรสมาออกงาน” ภรรยาขุนนางคนหนึ่งยกพัดป้องปากกระซิบกระซาบกับภรรยาขุนนางอีกคน แต่ไม่เบาพอที่คนหูดีอย่างไซรัสจะไม่ได้ยิน
‘ลูกนอกสมรส’ คำนั้นดึงความสนใจจากเขาได้ทันที
ไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ หญิงสาวอ่อนเยาว์ผิวขาวผ่องดั่งหิมะแรกของฤดูหนาวในชุดราตรีกระโปรงยาวกรอบเท้าสีขาวสะอาดตาก็ก้าวขาเข้ามายืนท่ามกลางสมาชิกครอบครัวแกรนเทรนท์ ราวกับคนกลุ่มนั้น ต้องการเปิดตัวเจ้าหญิงที่เฝ้าฟูมฟักมาเป็นเวลานาน
สตรีผู้ไม่ได้รับการขานชื่อใช้ดวงตาสีนิลเปล่งประกายซื่อใสดั่งลูกกวางกวาดมองไปรอบๆ โถงกว้างอย่างเชื่องช้า เหมือนประหม่าและไม่เคยคุ้น ขับให้ใบหน้าสวยคมดูอ่อนหวานน่ารักขึ้นด้วยในคราวเดียวกัน
“เปิดตัวรึ?” กลุ่มภรรยาขุนนางเริ่มซุบซิบนินทา ในขณะที่ฝ่ายสามีและบุตรชายมัวเหม่อมองจนลืมใส่ใจห้ามปราม ส่งผลให้ทั้งงานเกิดเสียงซุบซิบดังเซ็งแซ่
ไซรัสไม่ชอบที่การปรากฏตัวของเธอดึงความสนใจจากบรรดาลูกค้าหน้าใหม่และกลุ่มคนที่ตนกำลังผูกไมตรี และยิ่งไม่พอใจที่ดวงตาส่องประกายแวววาวเหมือนท้องฟ้าในยามนี้ดึงดูดให้เขาเผลอละความสนใจจากเป้าหมาย ใบหน้าซึ่งปกติถ้าไม่คลี่ยิ้มบางๆ ก็นิ่งเฉย จึงพลันเครียดขึงขึ้นทันตา
ดวงตาอ่อนโยนใสซื่อดั่งเนื้อทรายเหลียวมาสบตาเขาเข้าพอดี
ชั่วพริบตานั้น เขาแน่ใจว่าดวงตาคู่งามดูแข็งกร้าวฉายแววดุดั่งนางเสือสาวที่พร้อมจะขย้ำคอเขาให้ขาดกระเด็น ก่อนจะเปลี่ยนกลับเป็นแววตาประหม่าของคนอ่อนต่อโลก รับกันกับใบหน้ารูปหัวใจ ดูสวยหวาน น่ารัก น่าถนอม
น่าสนใจ
เขาพยายามจะไม่สนใจ แต่สุดท้ายความพยายามนั้นก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร
เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี
เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ
เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร
‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า
“ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด
หลังจากที่อัยน์นาก้าวขาเข้าห้องนั่งเล่นได้ไม่นาน ไซรัสก็เริ่มเปรยเรื่องขอตัวพาเธอกลับทันที โดยอ้างว่ามีงานมากมายรอให้สะสาง ทั้งยังอยากแนะนำ ‘นายหญิง’ คนใหม่ ให้ทุกคนรู้จักโดยเร็วท่านผู้หญิงไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลยสักคำ ที่ทำมีเพียงจ้องมองเธอด้วยแววตาแบบเดียวกับที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่อัยน์นาไม่ใส
แม้จะไม่อยากต้องรู้สึกเหมือนกำลังเดินตามเส้นทางที่พ่อค้าน่าโมโหขีดให้เดิน แต่เพราะคำนวณแล้วว่า กว่าที่พวกสาวใช้จะยอมปล่อยเธอจากหน้ากระจกใครต่อใครก็คงผละจากโต๊ะอาหารกันหมดแล้ว คนเพิ่งผ่านพิธีแต่งงานจึงยอมปล่อยให้ตัวเองเอนหลังละเลียดอาการเช้าบนเตียงอย่างที่สตรีชั้นสูงที่แต่งงานแล้วบางส่วนนิยมทำ ในใจก
อัยน์นาไม่อยากจะทนอยู่ในสภาพนี้อีกแล้ว เธอรีบดันหน้าอกเขา แล้วลุกออกจากเตียง ไม่ใส่ใจอีกแล้วว่าตอนนี้ตัวเองสวมเสื้อผ้าแบบไหน“อย่าให้ทุกคนต้องคอยเลยค่ะ ฉันว่าคนอื่นๆ ต้องรอเราสองคนแน่ๆ ” คนเพิ่งพ้นจากเตียงมาได้รีบเดินดุ่มๆ ไปคว้าเสื้อคลุมที่แขวนไว้ไม่ไกลนักมาสวม แล้วลั่นระฆังที่มีกลไกเชื่อมต่อไปยัง
“ไม่มีใครเข้ามาหรอก” พ่อค้าหน้าไม่อายตัดบท ก่อนเอ่ยประโยคที่ชวนให้คนร่างเล็กกว่าตัวแข็งค้าง “ตอนใกล้รุ่งมาธามาส่งเสียงเรียกกล้าๆ กลัวๆ ฉันเลยออกไปบอกให้แล้ว ว่าเธอยังหลับอยู่...แล้วก็น่าจะอยากพักผ่อนอีกนาน ไม่อยากให้ใครมารบกวน บอกจบก็ปิดประตูลงกลอนเผื่อไว้ กันไม่ให้ใครทะเล่อทะล่าเข้ามาทำเธอตื่น” มอ







