로그인ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร
เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี
เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ
เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร
‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า
“ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด
เขาชูมือที่พันผ้าไว้หนาแน่นขึ้นให้ทุกคนดู คล้ายจำเลยยามวางหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ต่อหน้าศาล ก่อนเอ่ยประโยคสั้นๆ ที่ทำให้ท่านผู้หญิงและพี่สาวทั้งสองของเธอทำหน้าเหมือนเสียวไส้“กรีดฝ่ามือตัวเอง” จนตอนนี้อัยน์นาถึงเพิ่งนึกได้ว่าฝ่ามือเขามีแผลแผลนี้เธอเคยพันผ้าให้เขา ก่อนหน้านี้สติเธอเลือนรางเกินก
ลูคัสมองตามแผ่นหลังคนเป็นนายพลางคิดใคร่ครวญเรื่องที่ไซรัสสอนสั่งเขาพอจะเข้าใจความหมายแสนกระจ่างชัด แต่ค่อนข้างแปลกใจที่อีกฝ่ายไม่พอใจถึงเพียงนี้จากที่เขาเห็น ผู้ที่เป็นทั้งนายและอาจารย์กับคุณหนูเจ้ากรมการเมืองผู้นี้ก็ดูรักใคร่ชอบพอกันดี ยิ่งท่าทีตอน ‘นายท่าน’ อุ้มร่างคุณหนูอัยน์นาวางลงบนเตียงตามท
เจ้าของร่างสูงใหญ่หุ่นทรงสมส่วน ในชุดเสื้อแขนยาวกับกางเกงผ้าเนื้อหนาสีดำสนิท ตัดสินใจก้าวขาออกจากห้องนอนกว้างขวางทันทีที่แต่งตัวเสร็จ เจตนาปล่อยให้กุหลาบดอกงามที่เขาเพิ่งพลั้งมือเด็ดชมได้มีเวลาส่วนตัวทันทีที่เขาปรากฏตัวนอกห้อง ลูคัสที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อยตามปกติ ก่อนอธิบายสถานกา
ไม่นึกว่าเขากลับทำเพียงประคองเธอลุกขึ้นนั่งอย่างเบามือ แม้จะโดนเธอปัดป้องขัดขืนสักแค่ไหนในวินาทีที่อัยน์นางุนงงเพราะท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปกะทันหัน ร่างอ้อนแอ้นก็โดนกอดรัดแล้วจุมพิต รวดเร็วจนเธอตั้งตัวไม่ทันทีแรกมันเป็นจูบแสนสุภาพนุ่มนวลเหมือนหนึ่งแตะไล้หยอกเย้า แต่พอเธอเริ่มดิ้น เริ่มทุบตี จิกเล็บ







