로그인“อย่าล้อเล่นอีกเลยซินหยาง เจ้าก็เหลือเกินจริงๆ” เสียนซีหลิวขมวดคิ้วก่อนมองไปยังโหลวตงอวี้ “เจ้าคิดเช่นไรกับเรื่องนี้”
“องค์หญิงหมิงเยี่ยนไม่เคยพบพวกเราทั้งห้า เรื่องนี้อาจมีบางอย่างซ่อนอยู่ก็เป็นได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นพวกเราสมควรรอดูไปก่อนเถิด ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจไม่มีอะไรเลย หรือหากจะมีพวกเจ้าคิดว่าเรื่องภายในของราชสำนัก คนนอกอย่างพวกเราสามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้หรือ”
ทั้งห้าต่างก็สบตากันไปมาด้วยท่าทีเครียดขรึม ผิดกับทิวทัศน์อันงดงามเบื้องหน้าและเหล่าโฉมสะคราญที่ต่างก็ก้าวออกมาพร้อมกับเสียงเพลงพิณที่เริ่มบรรเลง
ร่ำสุรา ชมบุปผา เคล้าคลอโฉมสะคราญ คือภาพบรรยากาศที่คนนอกมองมายังเรือหรูหราที่ล่องไปยังแม่น้ำฉืออัน กระนั้นความเคร่งเครียดของบทสนทนากลับหาได้อยู่ในความคาดหมายไม่
ไม่นานนักเรือก็แล่นมาจนถึงท่าเรือตระกูลเสียนซึ่งอยู่อีกฟากของเมือง การร่ำสุรา ชมบุปผาจบลงเพียงเท่านี้ เพราะเวลาในยามนี้ก็ล่วงเข้ามาจนถึงบ่ายคล้อย และดูเหมือนว่าการหารือจะเป็นไปได้ด้วยดี เว้นเพียงเรื่องเดียวคือการที่หนึ่งในห้าตระกูลกำลังตกเป็นเป้าหมายขององค์หญิงหมิงเยี่ยน
“มีคนตกน้ำ!!!”
เสียงตะโกนและความวุ่นวายทำให้คนในเรือต่างก็สืบเท้าเข้าไปดู คนในเรือหลายคนกระโดดลงไปในแม่น้ำฉืออันที่เย็นเยียบ ทันทีที่เห็นว่าในแม่น้ำมีร่างของคนผู้หนึ่งกำลังพยายามแหวกว่ายขึ้นมาเหนือน้ำจริงๆ
เหล่าคุณชายจากห้าตระกูลที่กำลังจะเดินขึ้นฝั่งชะงัก มองดูคนที่ถูกช่วยขึ้นมาจากแม่น้ำ กระทั่งเงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านหน้าพวกเขาเข้าไปอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่สร้างความประหลาดใจให้ชายหนุ่มอีกสี่คนที่ยืนอยู่แม้แต่น้อย หากไม่ใช่ว่าคนที่พุ่งเข้าไปนั้นก็คือเสียนซีหลิว
ชายหนุ่มปราดเข้าไปยังร่างที่ถูกช่วยขึ้นมาจากแม่น้ำฉืออัน ก่อนจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกเพื่อคลุมไปบนร่างของสตรีที่นอนแน่นิ่ง ใบหน้าซีดขาวมีเส้นผมยาวรุงรังเปียกชื้นบดบังเอาไว้กว่าครึ่ง ทำให้ชายหนุ่มจากสี่ตระกูลมองไม่ชัดว่าหญิงสาวผู้นั้นคือผู้ใด เพียงแต่การกระทำอันอ่อนโยนของเสียนซีหลิว กลับเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั้งสี่หันมามองหน้ากันไปมา
“ไปเตรียมรถม้า ข้าจะกลับคฤหาสน์!” เสียนซีหลิวตะโกนด้วยน้ำเสียงเครียดขรึม เขาไม่มองไปยังสหายทั้งสี่ที่ยังคงรั้งอยู่ เนื่องจากร่างเย็นเยียบในอ้อมแขนต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ชายหนุ่มจงใจมองข้ามดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามของคนที่เห็นเหตุการณ์ จงใจใช้เสื้อคลุมของตนปิดบังคนที่หมดสติเอาไว้จากสายตาผู้คน ก้าวขึ้นรถม้าโดยไม่หันกลับไปมองสหายทั้งสี่ เขาตะโกนสั่งการคนของตนให้ไปตามหมอและเร่งกลับไปเตรียมการที่คฤหาสน์ ทิ้งเอาไว้เพียงคำถามและข้อสงสัยมากมายเบื้องหลัง
อ้อมแขนยังคงกอดร่างเล็กของหญิงสาวปริศนาเอาไว้ ด้วยต้องการอาศัยความอบอุ่นจากกายของตนเพื่อประคับประคองร่างกายของนางเอาไว้ ความเย็นเยียบของคนตรงหน้าทำให้เขาอดที่จะหวั่นใจไม่ได้ เมื่อกวาดสายตาผ่านผู้คนที่รายล้อมเขาพลันชะงัก
“ตามข้ากลับคฤหาสน์เดี๋ยวนี้!”
หลายคนสะดุ้งกับน้ำเสียงโกรธกรุ่นและสายตาดุดันของชายหนุ่ม แต่เมื่อเงาร่างอรชรของสตรีสองคนก้าวออกมา ทั้งหมดจึงทันได้เข้าใจว่าเสียนซีหลิวหมายถึงผู้ใด
หลายคนเริ่มซุบซิบกันเกี่ยวกับฐานะของสตรีทั้งสามซึ่งตอนนี้อยู่กับเสียนซีหลิว เพราะแต่ไหนแต่ไรมาตระกูลเสียนมีเพียงเสียนซีหลิวและเสียนเหวินเป็นทายาท ในเวลานี้กลับมีสตรีแต่งกายประณีตปรากฏตัวขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือคนที่นอนหมดสติอยู่ในอ้อมกอดของเสียนซีหลิว
“ยังไม่รีบขึ้นรถม้าอีก!”
เสียนซีหลิวก้มลงมองใบหน้าซีดขาวของคนในอ้อมแขน ตอนที่เขามองเห็นว่าผู้ใดตกลงไปในแม่น้ำ ร่างกายเขาพลันเย็นวาบ เขาตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าอาการของอีกฝ่ายไม่ใคร่จะดีนัก “เยว่เอ๋อร์! นั่นเจ้าจะไปไหน ยังไม่รีบตามข้าขึ้นรถม้าอีก!”
เสียงตวาดพร้อมกับสายตาโกรธกรุ่นของเสียนซีหลิว ทำให้ผู้คนที่มุงดูหันไปมองร่างเล็กที่คล้ายกำลังหมุนตัวเดินแยกออกมา นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันเรียบง่าย ทำให้ไม่เป็นที่สังเกตในหมู่สตรีทั้งหลายที่ยืนอยู่รอบด้าน
“ข้าทราบแล้ว”
หญิงสาวผู้นั้นเดินตามเสียนซีหลิวขึ้นรถม้าไปอย่างระมัดระวัง ใบหน้าที่พยายามก้มต่ำไม่มองผู้ใดดูน่าสงสาร ร่างเล็กที่พยายามบีบตัวเข้าหากันขณะปีนขึ้นไปบนรถม้า ทำให้ผู้คนโดยรอบมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหันมาซุบซิบถึงฐานะของสตรีแปลกหน้าอีกครั้ง
หลายคนสงสัยว่าสตรีเฉิดฉายสามนางอาจเป็นคู่หมายของเสียนซีหลิว ยิ่งเป็นคนที่ตกลงไปในแม่น้ำผู้นั้นน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
หลายคนที่ได้ยลโฉมแม่นางน้อยอีกสองคนที่ตามไปขึ้นรถม้า พวกเขาเองก็เห็นว่าทั้งสองมีใบหน้าที่งดงามราวบุปผาแรกแย้ม ทว่าคนสุดท้ายที่ดูไม่โดดเด่นกลับไม่อยู่ในหัวข้อเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
ระหว่างที่รอบด้านเกิดเสียงซุบซิบนินทาและคำถามมากมาย โหลวตงอวี้กลับยังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางคุณชายทั้งสาม เสียงของสหายที่ร่วมคาดเดาฐานะของสตรีทั้งสี่คนไม่ได้ดึงเขาเข้าร่วมวงด้วย สายตาคมยังคงจ้องมองรถม้าที่วิ่งออกไปจากท่าเรือตระกูลเสียน คิ้วเข้มขมวดแน่นราวกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
ถึงอย่างนั้นเมื่อสหายทั้งสามหันมาถามความคิดเห็นของเขา เขากลับเอาแต่ส่ายหน้าไม่ออกความเห็นแต่อย่างใด
กลางห้องโถงอันโอ่อ่ากว้างใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเสียน บัดนี้ใบหน้าของเสียนจวินเขียวคล้ำด้วยความโกรธกรุ่น บรรดาสาวใช้และหญิงสาวในห้องต่างก็ก้มหน้าก้มตาลงราวกำลังหวาดกลัว หนึ่งในคนเหล่านั้นนั้นมีเพียงเสียนฮูหยิน ซึ่งเป็นฮูหยินเอกของเขาเท่านั้นที่ยังคงมีสีหน้าราบเรียบ
ข่าวที่เสียนหรูซวงตกลงไปในแม่น้ำฉืออันเพราะถูกคนผลักลงไป เป็นสาเหตุที่ทุกคนต้องมานั่งอยู่ในห้องโถงดังกล่าว
ความจริงแล้วตระกูลเสียนแห่งฉางอันมีทายาทเพียงสองคนทั้งยังเป็นชาย เสียนซีหลิวและเสียนเหวินซึ่งเกิดจากเสียนฮูหยิน แต่การที่มีหญิงสาววัยกำดัดเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์เช่นนี้ สาเหตุก็เนื่องจากไม่กี่วันมาก่อนหน้านี้ ตระกูลเสียนสายรองจากเสียนหยางได้ส่งคุณหนูทั้งสี่มายังเมืองฉางอัน นัยว่าหากหนึ่งในสี่คนต้องตาต้องใจคุณชายเสียนทั้งสอง พวกนางก็อาจจะได้แต่งเข้าคฤหาสน์ตระกูลเสียนแห่งฉางอันที่แสนมั่งคั่ง
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
ครั้งก่อนเจรจาทางการค้าจบลงตรงที่เขาปฏิเสธที่จะให้ทายาทตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ผูกตั๋วเงินของร้านแลกเงินสาขาฉางชุน สาเหตุก็เพราะอีกฝ่ายยืนยันจะพบนางให้ได้ พอโหลวตงอวี้ปฏิเสธคนผู้นั้นถึงกับมาดักพบนางกลางทางระหว่างที่นางนั่งรถมาออกมาจากคฤหาสน์ โชคยังดีที่ตอนนั้นเสียนฮูหยินออกมากับนางด้วย จึงมีผู้อาวุโส
แม้แต่เสียนเหวินเองยังรู้จักเสียนฉิงเยว่ เขาเล่า...มัวทำอะไรอยู่ กระทั่งตัวตนของเสียนหรูซวงเขาเองยังไม่อาจมองทะลุ ฉากหน้าอันงดงามปิดบังเขาเอาไว้จนมองไม่ออกถึงความเป็นจริง มองไม่ออกถึงกลลวงและเล่ห์กลของอิสตรี ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากอภัยให้เสียนหรูซวง อย่างน้อยครั้งหนึ่งเขาก็ยังเคยรู้สึกอย่างปกป้องใ
นางส่ายหน้า ชายหนุ่มจึงเลื่อนใบหน้าไปจุมพิตลำคอขาวผ่อง นางหดคอเล็กน้อยก่อนจะกะพริบตามองเขาด้วยท่าทีงงงัน “จำได้แล้วหรือยัง”นางขมวดคิ้ว เขาจึงเลื่อนใบหน้าเข้ามาอีกครั้งจุมพิตลึกล้ำสอดแทรกเข้ามาในความคิด ดูดดึงพลังชีวิตและช่วงชิงลมหายใจของเสียนฉิงเยว่ไปจนสิ้น “ไม่ว่าเจ้าจะจดจำข้าได้หรือไม่ ข้าก็รัก
เมื่อลงจากรถม้าเสียนฉิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายร้านใบชาส่างเล่อด้วยความรู้สึกคุ้นเคย จินเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์กระซิบบอกนางเมื่อเห็นโหลวตงอวี้ชายหนุ่มกำลังเดินเข้ามาทักทายสหาย จากนั้นถามไถ่เสียนเหวินเกี่ยวกับการเดินทาง เพียงแต่กับนางเขากลับยิ้มให้โดยที่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมาสักประโยคเสียนฉิงเยว่หน้าบึ้ง







