LOGIN“แต่หากข้าได้ยินว่ามีคนพูดลับหลังอีก…” รอยยิ้มบนริมฝีปากค่อย ๆ จางลง “ข้าจะขายผู้นั้นออกนอกเมืองทันที”
บ่าวทุกคนหน้าซีดเผือด เวินซูฉีหันหลังเดินออกจากเรือนครัวอย่างสงบ ชิงเอ๋อร์รีบตามไป พลางกระซิบด้วยความตื่นเต้น
“คุณหนู ท่านเก่งมากเจ้าค่ะ! ดูสิ พวกมันกลัวจนหน้าขาวหมดแล้ว!”
เวินซูฉีหัวเราะเบา ๆ “คนพวกนี้ก็เหมือนหญ้า”
“หญ้าหรือเจ้าคะ”
“ลมพัดไปทางไหน ก็เอนไปทางนั้น” นางหรี่ตาเล็กน้อย “เมื่อก่อนเจ้าของร่างอ่อนแอ พวกมันจึงกล้ารังแก”
ชิงเอ๋อร์ก้มหน้า “บ่าวไร้ประโยชน์ ปกป้องคุณหนูไม่ได้…”
เวินซูฉีหยุดเดิน ก่อนยกมือแตะหน้าผากสาวใช้น้อยเบา ๆ “เจ้าไม่จำเป็นต้องปกป้องข้า”
ชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น เวินซูฉียิ้มบาง “ต่อไป ข้าจะปกป้องตัวเอง”
หัวใจของชิงเอ๋อร์สั่นไหวทันที คุณหนู… เปลี่ยนไปจริง ๆ อีกด้านหนึ่งภายในเรือนอวี้หลานของเวินเยว่หลัน
ปัง! ถ้วยชาถูกกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง “นางพูดเช่นนั้นจริงหรือ” เวินเยว่หลันสีหน้าไม่น่ามองอีกต่อไป หงซิ่วรีบคุกเข่า
“เจ้าค่ะ คุณหนูสามไปที่เรือนครัวเอง แล้วสั่งให้ทุกอย่างของเรือนหลานเยว่เทียบเท่าเรือนท่านเจ้าค่ะ”
เวินเยว่หลันกัดฟันแน่น “นางกล้ามาก!”
เมื่อก่อนเวินซูฉีไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย ต่อให้โดนเอาเปรียบก็ยังยิ้มโง่ ๆ แต่ตอนนี้นางกลับเริ่มตรวจสอบทุกอย่าง หรือว่านางรู้แล้วจริง ๆ ว่าถูกคนในจวนหลอกใช้มาตลอด? หลิวซื่อที่นั่งอยู่ด้านข้างสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม
“เยว่หลัน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
“เจ้ารู้สึกหรือไม่… ว่าเวินซูฉีเปลี่ยนไปมาก”
เวินเยว่หลันเม้มปาก “ลูกเองก็คิดเช่นนั้น”
หลิวซื่อหรี่ตา “เมื่อก่อนนางโง่จนควบคุมง่าย แต่ตอนนี้…”
“เหมือนกลายเป็นอีกคน” ทั้งห้องเงียบลง เวินเยว่หลันลังเลก่อนเอ่ย
“ท่านแม่… หรือเรื่องเมื่อคืนจะทำให้นางตกใจจนเปลี่ยนนิสัย”
หลิวซื่อส่ายหน้า “ไม่ใช่แค่นิสัย” นางกำชายเสื้อแน่น “สายตาของนางเปลี่ยนไป”
ดวงตาแบบนั้นไม่ใช่สายตาของหญิงโง่เขลาอีกต่อไป แต่มันเหมือนคนที่มองทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง และนั่นทำให้หลิวซื่อเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ทันใดนั้น สาวใช้อีกคนก็รีบวิ่งเข้ามา
“ฮูหยินรอง แย่แล้วเจ้าค่ะ!”
หลิวซื่อขมวดคิ้ว “เสียงดังอะไรอีก”
“คุณหนูสาม… คุณหนูสามกำลังตรวจบัญชีเรือนเจ้าค่ะ!”
เวินเยว่หลันลุกพรวด “อะไรนะ?!”
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องเก็บบัญชีของจวนเวิน ชายชราผู้ดูแลบัญชีเหงื่อแตกเต็มหน้าผาก ตรงหน้าเขา เวินซูฉีกำลังนั่งพลิกสมุดบัญชีอย่างช้า ๆ ชิงเอ๋อร์ยืนด้านข้างด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“คุณหนู อ่านออกจริง ๆ หรือเจ้าคะ”
เวินซูฉีตอบโดยไม่เงยหน้า “อืม” ความจริงในโลกเดิม นางเคยทำงานด้านการเงินมาก่อน บัญชีโบราณพวกนี้แม้จะต่างจากยุคปัจจุบันบ้าง แต่หลักการไม่ได้ต่างกันมาก และยิ่งดู…นางยิ่งพบปัญหา เวินซูฉีใช้นิ้วเคาะหน้ากระดาษเบา ๆ
“ค่าใช้จ่ายเรือนหลานเยว่หายไปครึ่งหนึ่งทุกเดือน”
ชายชราสะดุ้ง “มะ… ไม่จริงนะขอรับ!”
เวินซูฉียิ้ม
“เช่นนั้นอธิบายสิ” นางชี้บรรทัดหนึ่ง “เดือนก่อน เบิกผ้าไหมสิบพับให้เรือนคุณหนูใหญ่” แล้วชี้อีกบรรทัด
“แต่เรือนข้าได้ผ้าหยาบสองพับ”
ชายชราหน้าซีด “นั่น… นั่นเป็นคำสั่งฮูหยินรอง…”
“อ้อ” เวินซูฉีพยักหน้า “แล้วเงินค่าอาหาร ข้าถูกหักไปเท่าใด”
ชายชราพูดไม่ออก เวินซูฉีปิดสมุดบัญชีดังปึก “ดูเหมือนจวนเวินจะรวยมาก” เสียงของนางเย็นลง “ถึงได้กล้ากินเงินบุตรสาวภรรยาเอกกันหน้าด้าน ๆ เช่นนี้”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“ซูฉี เจ้ามาทำอะไรที่นี่” หลิวซื่อเดินเข้ามาพร้อมเวินเยว่หลัน สีหน้ายังคงอ่อนโยน แต่แววตาเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด เวินซูฉีเงยหน้ามอง
“ตรวจบัญชีเจ้าค่ะ”
หลิวซื่อยิ้มฝืน “เรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่คนดูแล เจ้าจะมายุ่งทำไม”
“เพราะเงินที่หายไปเป็นของข้า”
หลิวซื่อชะงัก เวินเยว่หลันรีบพูด “น้องสาม เจ้าคงเข้าใจผิด…”
“ข้าเข้าใจผิดหรือ” เวินซูฉีหยิบสมุดบัญชีขึ้น “เช่นนั้นพี่ใหญ่ช่วยอธิบายหน่อยสิ เหตุใดค่าใช้จ่ายเรือนข้าถึงหายไปทุกเดือน”
เวินเยว่หลันพูดไม่ออก หลิวซื่อรีบหัวเราะเบา ๆ “ซูฉี เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้อย่าคิดมากเลย บางทีคนดูแลอาจคำนวณผิด”
เวินซูฉีมองนางนิ่ง “ผิดติดต่อกันหลายปี?”
เวินซูฉีมองมือของตนเอง “แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่า การเปลี่ยนชะตาไม่ใช่เพียงการทำลายศัตรู”“แล้วคืออะไร”“คือการเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร”นางหันกลับมามองเขา “ข้าเลือกไม่อยู่กับความแค้น เลือกไม่ปล่อยให้อดีตตัดสินว่าข้าควรเป็นคนเช่นใด และเลือกอยู่กับคนที่ข้ารัก”แววตาของหยางเซียวหานอ่อนลงทันที“ข้าดีใจที่เจ้ากล่าวเช่นนี้”“ท่านเคยกลัวว่าข้าจะจากไปหรือ”เขาไม่ลังเล “กลัวสิ”“แม้ผ่านมาหลายปีแล้วหรือ”“ความกลัวบางอย่างไม่หายไปง่าย ๆ”เวินซูฉีมองเขาด้วยความเข้าใจ หลังจากวันที่นางเกือบตาย หยางเซียวหานไม่เคยลืมความรู้สึกสูญเสีย แม้เขาจะเรียนรู้ที่จะไม่ควบคุมนางมากเกินไป แต่ทุกครั้งที่นางออกจากเมืองหรือไปยังสถานที่เสี่ยง เขายังคงเงียบผิดปกติและรออยู่จนกว่านางจะกลับ นางจึงยกมือแตะแก้มเขา“ข้าจะไม่จากไปง่าย ๆ”“เจ้าสัญญาแล้ว”“ข้าจำได้”“เจ้าบอกว่าจะอยู่กับข้าจนผมขาว”เวินซูฉีมองเส้นผมของเขา ก่อนพบเส้นสีเงินเล็ก ๆ บริเวณขมับ“ท่านเริ่มมีผมขาวแล้ว”หยางเซียวหานชะงัก “ตรงไหน”นางยื่นมือไปแตะ “ตรงนี้”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เวินซูฉีหัวเราะ“ท่านกลัวแก่หรือ”“ไม่”“เช่นนั้นเหตุใดทำหน้าเช่นนี้”“ข้
“เช่นนั้นช่วงเช้าพักเสียบ้าง”“ข้ากำลังอ่านจดหมาย มิได้ทำงานหนัก”หยางเซียวหานเหลือบมองจดหมายบนโต๊ะ“เมืองเหนือมีเรื่องใด”“สถานพยาบาลแห่งใหม่เปิดสอนได้แล้ว เด็กสาวในเมืองนั้นจะมีโอกาสเรียนรู้วิชาแพทย์มากขึ้น”เวินซูฉียิ้ม “เมื่อก่อนสตรีจำนวนมากไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ่านตำรา แต่ตอนนี้พวกนางกำลังจะได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ”หยางเซียวหานรินชาให้นาง “นี่คือสิ่งที่เจ้าสร้างขึ้น”“ไม่ใช่ข้าคนเดียว”“แต่หากไม่มีเจ้า เรื่องนี้คงไม่เกิด”เวินซูฉีมองไออุ่นที่ลอยขึ้นจากถ้วยชา“ข้าเพียงไม่อยากให้หญิงสาวคนอื่นต้องใช้ชีวิตอย่างที่ข้าเคยเผชิญ”หยางเซียวหานนั่งลงข้างนาง “เจ้าทำสำเร็จแล้ว”นางเงยหน้ามองเขา “ยังไม่ทั้งหมด”“เจ้าจะเปลี่ยนคนทั้งแผ่นดินหรือ”“หากเปลี่ยนได้ก็ดี”เขาหัวเราะเบา ๆ “สมกับเป็นเจ้า”เวินซูฉีเองก็ยิ้มตาม ลมพัดกลีบดอกเหมยตกลงบนโต๊ะหนึ่งกลีบ นางยื่นมือไปรับไว้ แล้วความทรงจำมากมายก็ไหลย้อนกลับมาในใจ ครั้งหนึ่ง นางเคยตื่นขึ้นมาในชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาชื่อเวินซูฉีในวันนั้นคือสัญลักษณ์ของความไร้ยางอาย ผู้คนหัวเราะเยาะนาง มองว่านางเป็นหญิงร้ายผู้คิดปีนขึ้นสู่ที่สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยม แ
“ต่อให้วันหนึ่งข้าไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ และไม่เหลือสิ่งใด”“ท่านยังมีข้า”นางตอบโดยไม่ลังเล หยางเซียวหานกอดนางแน่นขึ้น“ใช่” เขากล่าว “เพียงมีเจ้า ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”เวินซูฉีเงยหน้าขึ้นมองเขา “อย่าพูดเช่นนั้น ท่านยังต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน”“ตอนนี้ยังพูดเรื่องงานอีกหรือ”“ข้าเพียงเตือนว่าท่านยังเป็นราชครู”“คืนนี้ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้า”เวินซูฉีเลิกคิ้ว “แล้วท่านสามีต้องการสิ่งใด”หยางเซียวหานก้มลงจนหน้าผากแตะกับหน้าผากนาง “ขอจูบเจ้าได้หรือไม่”นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา“ได้”เขาจึงประทับริมฝีปากลงมาอย่างอ่อนโยน จุมพิตนั้นไม่มีความรีบร้อน ไม่มีความหวาดกลัว และไม่มีความรู้สึกว่าทั้งสองอาจต้องจากกันในวันรุ่งขึ้น มันเป็นเพียงจุมพิตของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ในคืนธรรมดาใต้ต้นเหมยที่กำลังผลิบาน เต็มไปด้วยความรัก ความเชื่อใจ และคำสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกัน เมื่อทั้งสองแยกออกจากกัน เวินซูฉียังคงยืนอยู่ในอ้อมแขนเขา“กลับเข้าเรือนเถิด” หยางเซียวหานกล่าว“ท่านเริ่มเป็นห่วงว่าข้าจะหนาวอีกแล้วหรือ”“ใช่”“เมื่อครู่ยังพูดเสียซาบซึ้ง ตอนนี้กลับมาเป็นราชครูขี้กังวลเหมือนเดิม”“
เวินซูฉีหลุบตาลงชั่วครู่ เพื่อซ่อนความร้อนที่ขึ้นมาบริเวณขอบตา แต่หยางเซียวหานยังคงเห็น เขายกมือขึ้นแตะข้างแก้มนางอย่างอ่อนโยน“เมื่อก่อนข้าไม่เคยกลัวความตาย” เขากล่าว “แต่หลังจากมีเจ้า ข้ากลับกลัว”“เพราะเหตุใด”“เพราะข้ายังอยากใช้ชีวิตกับเจ้าอีกนาน”คำตอบเรียบง่ายนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของนาง“ข้าอยากเห็นดอกไม้ในสวนนี้บานทุกปี” เขากล่าวต่อ “อยากเถียงกับเจ้าเรื่องงานราชการ อยากถูกเจ้าตำหนิว่าเป็นคนหวงเกินไป อยากกินอาหารที่เจ้าตักให้ และอยากตื่นขึ้นมาเห็นเจ้าอยู่ข้างกายทุกเช้า”หยางเซียวหานหยุดไปชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมทุกความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจมานาน“ข้าไม่ได้รักเจ้าเพราะเจ้าช่วยชีวิตฝ่าบาท ไม่ได้รักเพราะเจ้าฉลาดหรือกล้าหาญ ไม่ได้รักเพราะคนทั้งเมืองยอมรับเจ้า”เขามองนางด้วยสายตาที่มั่นคงที่สุด “ข้ารักเจ้าเพราะเจ้าเป็นเวินซูฉี”คำพูดนั้นทำให้เวินซูฉีไม่อาจซ่อนน้ำตาได้อีก หยดน้ำใสเอ่อขึ้นตรงขอบตา ก่อนจะไหลลงข้างแก้มช้า ๆ หยางเซียวหานใช้นิ้วเช็ดให้นางทันที“เหตุใดจึงร้องไห้”“เพราะท่านพูดมากเกินไป”“ข้าพูดผิดหรือ”“ไม่ผิด” นางส่ายหน้า “แต่ข้าไม่เคยคิดว่าท่านจะพูดคำเหล่านี้ได้”“ข้าเอ
“ข้าเพียงถามว่า หากเกิดโรคระบาดแล้วงบไม่พอรักษา เขาจะรับผิดชอบหรือไม่”เวินซูฉีหัวเราะ “นั่นเรียกว่ากดดัน”“ข้าพูดความจริง”“ได้ ข้าไม่เถียงกับท่าน”หยางเซียวหานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เจ้าดีใจหรือไม่”“ดีใจสิ คนยากจนจะได้รับการรักษามากขึ้น”“เช่นนั้นก็ดี”เวินซูฉีสังเกตเห็นว่าเขาดูเงียบผิดปกติ แม้ปกติหยางเซียวหานจะพูดน้อย แต่คืนนี้คล้ายมีสิ่งใดอยู่ในใจ นางจึงถามตรง ๆ“ท่านมีเรื่องจะพูดกับข้าหรือ”เขาชะงักเล็กน้อย “เหตุใดจึงถาม”“ท่านมองข้ามาหลายครั้งแล้ว”“ข้ามองเจ้าไม่ได้หรือ”“ได้ แต่สายตาของท่านวันนี้ไม่เหมือนทุกวัน”หยางเซียวหานเงียบไป เวินซูฉีจึงหันมาเผชิญหน้าเขาเต็มตัว“เกิดเรื่องใดขึ้น”“ไม่มีเรื่องร้าย”“เช่นนั้นเหตุใดจึงลังเล”เขามองนางนิ่งอยู่นาน ก่อนก้มลงมองมือที่กุมกันอยู่“ข้าเพียงนึกถึงเรื่องหนึ่ง”“เรื่องใด”“ข้าไม่เคยบอกรักเจ้าอย่างที่ควรจะพูด”เวินซูฉีชะงัก “ท่านบอกแล้ว”“ไม่เหมือนกัน”“แตกต่างอย่างไร”หยางเซียวหานเงยหน้าขึ้นมองนาง“ทุกครั้งที่ข้าบอกรักเจ้า มักเป็นเวลาที่เกิดอันตราย หรือหลังจากเกือบสูญเสียเจ้าไป”เขากล่าวช้า ๆ “ครั้งแรก ข้าพูดขณะเจ้าหมดสติ ไม่รู
“เซียวหาน”“อืม”“ขอบคุณ”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องใด”“ทุกเรื่อง”“ข้าไม่ต้องการคำขอบคุณจากเจ้า”“เช่นนั้นต้องการอะไร”หยางเซียวหานมองนางนิ่ง ก่อนตอบ “ต้องการให้เจ้าอยู่กับข้าเช่นนี้”เวินซูฉียิ้ม “ข้าจะอยู่”เขายื่นมือออกมา นางวางมือลงบนฝ่ามือนั้นอย่างคุ้นเคย ทั้งสองเดินกลับเรือนเคียงกัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงาของพวกเขาลงบนทางหินเป็นเงาสองสายที่เชื่อมต่อกัน เวินซูฉีมองเงานั้นแล้วรู้สึกสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนางไม่ได้กลัวว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร ไม่ได้คิดว่าจะต้องต่อสู้กับผู้ใด และไม่ได้รู้สึกว่าความสุขตรงหน้าจะถูกพรากไปทุกเมื่อเหมือนแต่ก่อนเพราะนางเข้าใจแล้วว่า ความสงบไม่ได้หมายถึงชีวิตจะไม่มีพายุอีกเลย หากหมายถึงการมีที่ยืนมั่นคงแม้พายุจะหวนกลับมา นางมีบ้าน มีคนที่รัก มีงานที่มีความหมาย และมีหัวใจที่ไม่ต้องหลบซ่อนความรู้สึกอีกต่อไปเวินซูฉีเคยมีชีวิตอยู่เพื่อเอาตัวรอด เคยใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดัน และเคยคิดว่าความอ่อนโยนคือจุดอ่อน แต่วันนี้นางสามารถยืนใต้ดอกเหมยที่ผลิบาน ยิ้มให้เด็กคนหนึ่ง และเดินจับมือสามีกลับบ้านโดยไม่ต้องสวมเกราะป้องกันหัวใจนี่คือความสงบที่นางแลกมาด้วยทุกสิ
ข่าวลือทั่วเมืองหลวงเมืองหลวงต้าเยี่ยนไม่เคยขาดเรื่องซุบซิบนินทาโดยเฉพาะเรื่องของสตรีและหากสตรีผู้นั้นเกี่ยวข้องกับ “หยางเซียวหาน” ราชครูผู้เย็นชาราวเทพเซียน ข่าวลือนั้นยิ่งแพร่เร็วราวไฟลามทุ่ง เพียงข้ามคืน ชื่อของ “เวินซูฉี” ก็กลายเป็นเรื่องขบขันของคนทั้งเมือง ร้านน้ำชา โรงเตี๊ยม ตลาดสด แม้แต่ในเ
ก่อนออกจากห้องโถง หยางเซียวหานหยุดเดินเล็กน้อย แล้วหันมามองเวินซูฉี “จำคำของเจ้าไว้ให้ดี”เวินซูฉียิ้มก่อนเอ่ย “ท่านก็เช่นกัน อย่ามาขอแต่งกับข้าภายหลังแล้วกัน”เสียงสูดลมหายใจดังทั่วห้อง หยางเซียวหานนิ่งไปจากนั้นใบหน้าของเขาเย็นลงจนแทบทำให้อากาศกลายเป็นน้ำแข็ง“ไม่มีวันนั้น” เวินซูฉีตอบทันที“ดี ข้
คำพูดนี้แทงใจหยางเซียวหานอย่างประหลาด ใช่...เขาไม่อยากแต่งกับนาง เขารังเกียจชื่อเสียงของนาง รังเกียจเรื่องเมื่อคืน รังเกียจวิธีที่นางเคยใช้แต่เมื่อได้ยินนางปฏิเสธอย่างไม่ลังเล เขากลับรู้สึกเสียหน้า เหมือนของที่เขาไม่ต้องการ กลับกล้าประกาศว่าไม่ต้องการเขาเช่นกัน ความรู้สึกนี้ไม่คุ้นเคยและน่าหงุดหงิด
หลิวซื่อรีบเอ่ยเสียงอ่อน “ซูฉี เรื่องเมื่อคืนแพร่ไปทั่วเมืองแล้ว แม้พวกเราจะอยากปิด แต่คงปิดไม่อยู่ หากปล่อยไว้ ชื่อเสียงของเจ้าจะเสียหายหนักกว่าเดิม”เวินซูฉียิ้ม “ชื่อเสียงข้ามีเหลือให้เสียอีกหรือเจ้าคะ”หลิวซื่อชะงัก เวินเยว่หลันรีบพูด“น้องสาม อย่าประชดเลย เรื่องนี้สำคัญกับชีวิตเจ้าทั้งชีวิต”เ







