로그인
ตื่นในร่างคุณหนูสาม
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นราวกับฉีกท้องนภาออกเป็นสองส่วน ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจากท้ายทอย ก่อนที่หญิงสาวจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก กลิ่นไม้จันทน์หอมเย็นลอยอวลอยู่ในอากาศ ผ้าม่านสีดำปักดิ้นทองไหวเบา ๆ ตามแรงลมยามค่ำคืน เวินซูฉีขมวดคิ้ว
“ที่นี่… ที่ไหน…” เสียงของนางแหบพร่าอย่างคนขาดน้ำ ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือรถบรรทุกที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง เสียงเบรกดังลั่น และแรงกระแทกมหาศาล ที่จริงนางควรตายไปแล้ว แต่ตอนนี้…
เวินซูฉีสะดุ้งเมื่อพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงกว้าง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เส้นผมยาวสยายเต็มหมอน ไม่ใช่ร่างของนาง มือเรียวขาวซีดนี้ไม่ใช่มือของหญิงสาววัยยี่สิบเจ็ดที่ทำงานจนแทบไม่มีเวลานอนแน่นอน
“อะไรกันนี่…” ยังไม่ทันตั้งสติ เสียงเย็นเยียบก็ดังขึ้นจากมุมห้อง
“ในที่สุดก็ฟื้นเสียที” หัวใจเวินซูฉีกระตุกแรง
นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเห็นบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างโต๊ะน้ำชา เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆเงิน ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาเย็นเฉียบราวหิมะหมื่นปี เพียงนั่งนิ่ง ๆ ก็แผ่แรงกดดันน่าหวาดหวั่นออกมา
ชายผู้นั้นกำลังมองนางเหมือนมองสิ่งสกปรก เวินซูฉีเผลอกลืนน้ำลาย ผู้ชายคนนี้… หล่อเกินมนุษย์ไปหรือไม่ แต่สายตานั่นน่ากลัวชะมัด
“เจ้าคงพอใจแล้วสินะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“ใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้เพื่อปีนขึ้นเตียงข้า”
เวินซูฉีชะงัก …ปีนเตียงเช่นนั้นรึ? ทันใดนั้น ความทรงจำมหาศาลก็ไหลทะลักเข้ามาในหัว
“อึก!” นางกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด ชื่อของเจ้าของร่างนี้คือ “เวินซูฉี” คุณหนูสามแห่งจวนเวิน ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ทั่วเมืองหลวง โง่เขลา หลงผู้ชาย เอาแต่ใจ และที่สำคัญเมื่อคืน นางวางยาและปีนขึ้นเตียงราชครูแห่งแคว้น “หยางเซียวหาน” บุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดรองจากฮ่องเต้! เวินซูฉีแทบอยากกรีดร้องว่า
“บัดซบ…” แต่ก็เพียงนึกในใจ นางทะลุมิติมาไม่พอ ยังมาอยู่ในร่างตัวร้ายอีกเช่นนั้นรึ?! หยางเซียวหานเห็นนางเงียบไปก็แค่นหัวเราะ
“คิดจะเล่นละครต่อหรือ” เขาลุกขึ้นช้า ๆ ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมเย็นจากกายเขาทำให้เวินซูฉีเผลอชะงัก ก่อนจะรู้สึกถึงแรงบีบที่คาง เขาเชยหน้าของนางขึ้นอย่างไม่อ่อนโยน
“ฟังให้ดีเวินซูฉี ต่อให้เจ้าพยายามใช้ร่างกายจับข้า ข้าก็ไม่มีวันแต่งหญิงอย่างเจ้า”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความรังเกียจ หากเป็นเจ้าของร่างเดิมคงร้องไห้ไปแล้วแต่เวินซูฉีคนใหม่กลับนิ่ง
นางมองใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้า ก่อนจะถามช้า ๆ
“ท่านพูดจบหรือยัง”
หยางเซียวหานนิ่งไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่านางจะตอบแบบนี้ เวินซูฉีปัดมือเขาออก
“ถ้าจบแล้วก็หลีกไป ข้าปวดหัว”
เวลานั้นบรรยากาศในห้องเงียบกริบ ดวงตาคมของชายหนุ่มหรี่ลงเล็กน้อย
“เจ้าว่าอะไรนะ”
เวินซูฉีนวดขมับอย่างหงุดหงิด “ข้าบอกว่าปวดหัว”
นางกวาดตามองรอบห้อง ก่อนถอนหายใจ
“อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้อยากแต่งกับท่าน” ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของหยางเซียวหานเย็นเยียบลงทันที
ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยมีสตรีคนใดกล้าพูดกับเขาเช่นนี้ โดยเฉพาะสตรีที่พยายามปีนขึ้นเตียงเขาเอง!
“เวินซูฉี”
เสียงเขาต่ำลงอย่างอันตราย
“เจ้าคิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีก”
เวินซูฉีอยากหัวเราะ ลูกไม้บ้านบิดาเจ้าน่ะสิ! นางยังงงอยู่เลยว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ก่อนตอบอย่างจริงจัง
“ฟังนะท่านราชครู ข้าไม่รู้ว่าเมื่อก่อนข้าเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ข้าไม่ได้สนใจท่าน”
หยางเซียวหานจ้องนางนิ่ง เวินซูฉีพูดต่อ
“เมื่อคืนถือว่าพลาดแล้วกัน ต่างคนต่างลืมมันไปเถอะ” พูดจบ นางก็ลุกจากเตียง แต่เพราะร่างนี้อ่อนแอเกินไป ขาเลยอ่อนจนเกือบล้ม
หมับ! หยางเซียวหานคว้าข้อมือนางไว้โดยอัตโนมัติ ทั้งสองชะงัก ระยะใกล้เพียงคืบทำให้เวินซูฉีเห็นใบหน้าหล่อเหลาชัดยิ่งกว่าเดิม ขนตายาว…สันจมูกโด่ง…ริมฝีปากบางเย็นชา…ให้ตายเถอะ หล่อเหมือนพระเอกซีรีส์จีนงบพันล้าน แต่ติดตรงนิสัยนี่แหละ เวินซูฉีดึงมือกลับทันที
“ขอบคุณ” น้ำเสียงห่างเหินของนางทำให้หยางเซียวหานขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม เขารู้สึกแปลก หญิงคนนี้ไม่เหมือนเมื่อคืนเลย เมื่อคืนเวินซูฉีร้องไห้ ออดอ้อน พยายามเกาะเขาไม่ปล่อย แต่นางตรงหน้ากลับสงบนิ่ง แววตาชัดเจน ไม่เหลือความหลงใหลสักนิด เหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน ทันใดนั้น
ปัง! ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรง สาวใช้ในชุดเขียวรีบวิ่งเข้ามา ก่อนหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นทั้งสองอยู่ในห้องเดียวกัน
เวินซูฉีมองมือของตนเอง “แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่า การเปลี่ยนชะตาไม่ใช่เพียงการทำลายศัตรู”“แล้วคืออะไร”“คือการเลือกว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร”นางหันกลับมามองเขา “ข้าเลือกไม่อยู่กับความแค้น เลือกไม่ปล่อยให้อดีตตัดสินว่าข้าควรเป็นคนเช่นใด และเลือกอยู่กับคนที่ข้ารัก”แววตาของหยางเซียวหานอ่อนลงทันที“ข้าดีใจที่เจ้ากล่าวเช่นนี้”“ท่านเคยกลัวว่าข้าจะจากไปหรือ”เขาไม่ลังเล “กลัวสิ”“แม้ผ่านมาหลายปีแล้วหรือ”“ความกลัวบางอย่างไม่หายไปง่าย ๆ”เวินซูฉีมองเขาด้วยความเข้าใจ หลังจากวันที่นางเกือบตาย หยางเซียวหานไม่เคยลืมความรู้สึกสูญเสีย แม้เขาจะเรียนรู้ที่จะไม่ควบคุมนางมากเกินไป แต่ทุกครั้งที่นางออกจากเมืองหรือไปยังสถานที่เสี่ยง เขายังคงเงียบผิดปกติและรออยู่จนกว่านางจะกลับ นางจึงยกมือแตะแก้มเขา“ข้าจะไม่จากไปง่าย ๆ”“เจ้าสัญญาแล้ว”“ข้าจำได้”“เจ้าบอกว่าจะอยู่กับข้าจนผมขาว”เวินซูฉีมองเส้นผมของเขา ก่อนพบเส้นสีเงินเล็ก ๆ บริเวณขมับ“ท่านเริ่มมีผมขาวแล้ว”หยางเซียวหานชะงัก “ตรงไหน”นางยื่นมือไปแตะ “ตรงนี้”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เวินซูฉีหัวเราะ“ท่านกลัวแก่หรือ”“ไม่”“เช่นนั้นเหตุใดทำหน้าเช่นนี้”“ข้
“เช่นนั้นช่วงเช้าพักเสียบ้าง”“ข้ากำลังอ่านจดหมาย มิได้ทำงานหนัก”หยางเซียวหานเหลือบมองจดหมายบนโต๊ะ“เมืองเหนือมีเรื่องใด”“สถานพยาบาลแห่งใหม่เปิดสอนได้แล้ว เด็กสาวในเมืองนั้นจะมีโอกาสเรียนรู้วิชาแพทย์มากขึ้น”เวินซูฉียิ้ม “เมื่อก่อนสตรีจำนวนมากไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะอ่านตำรา แต่ตอนนี้พวกนางกำลังจะได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ”หยางเซียวหานรินชาให้นาง “นี่คือสิ่งที่เจ้าสร้างขึ้น”“ไม่ใช่ข้าคนเดียว”“แต่หากไม่มีเจ้า เรื่องนี้คงไม่เกิด”เวินซูฉีมองไออุ่นที่ลอยขึ้นจากถ้วยชา“ข้าเพียงไม่อยากให้หญิงสาวคนอื่นต้องใช้ชีวิตอย่างที่ข้าเคยเผชิญ”หยางเซียวหานนั่งลงข้างนาง “เจ้าทำสำเร็จแล้ว”นางเงยหน้ามองเขา “ยังไม่ทั้งหมด”“เจ้าจะเปลี่ยนคนทั้งแผ่นดินหรือ”“หากเปลี่ยนได้ก็ดี”เขาหัวเราะเบา ๆ “สมกับเป็นเจ้า”เวินซูฉีเองก็ยิ้มตาม ลมพัดกลีบดอกเหมยตกลงบนโต๊ะหนึ่งกลีบ นางยื่นมือไปรับไว้ แล้วความทรงจำมากมายก็ไหลย้อนกลับมาในใจ ครั้งหนึ่ง นางเคยตื่นขึ้นมาในชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อกล่าวหาชื่อเวินซูฉีในวันนั้นคือสัญลักษณ์ของความไร้ยางอาย ผู้คนหัวเราะเยาะนาง มองว่านางเป็นหญิงร้ายผู้คิดปีนขึ้นสู่ที่สูงด้วยเล่ห์เหลี่ยม แ
“ต่อให้วันหนึ่งข้าไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ และไม่เหลือสิ่งใด”“ท่านยังมีข้า”นางตอบโดยไม่ลังเล หยางเซียวหานกอดนางแน่นขึ้น“ใช่” เขากล่าว “เพียงมีเจ้า ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”เวินซูฉีเงยหน้าขึ้นมองเขา “อย่าพูดเช่นนั้น ท่านยังต้องทำงานเพื่อแผ่นดิน”“ตอนนี้ยังพูดเรื่องงานอีกหรือ”“ข้าเพียงเตือนว่าท่านยังเป็นราชครู”“คืนนี้ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้า”เวินซูฉีเลิกคิ้ว “แล้วท่านสามีต้องการสิ่งใด”หยางเซียวหานก้มลงจนหน้าผากแตะกับหน้าผากนาง “ขอจูบเจ้าได้หรือไม่”นางมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา“ได้”เขาจึงประทับริมฝีปากลงมาอย่างอ่อนโยน จุมพิตนั้นไม่มีความรีบร้อน ไม่มีความหวาดกลัว และไม่มีความรู้สึกว่าทั้งสองอาจต้องจากกันในวันรุ่งขึ้น มันเป็นเพียงจุมพิตของสามีภรรยาคู่หนึ่ง ในคืนธรรมดาใต้ต้นเหมยที่กำลังผลิบาน เต็มไปด้วยความรัก ความเชื่อใจ และคำสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือร่วมกัน เมื่อทั้งสองแยกออกจากกัน เวินซูฉียังคงยืนอยู่ในอ้อมแขนเขา“กลับเข้าเรือนเถิด” หยางเซียวหานกล่าว“ท่านเริ่มเป็นห่วงว่าข้าจะหนาวอีกแล้วหรือ”“ใช่”“เมื่อครู่ยังพูดเสียซาบซึ้ง ตอนนี้กลับมาเป็นราชครูขี้กังวลเหมือนเดิม”“
เวินซูฉีหลุบตาลงชั่วครู่ เพื่อซ่อนความร้อนที่ขึ้นมาบริเวณขอบตา แต่หยางเซียวหานยังคงเห็น เขายกมือขึ้นแตะข้างแก้มนางอย่างอ่อนโยน“เมื่อก่อนข้าไม่เคยกลัวความตาย” เขากล่าว “แต่หลังจากมีเจ้า ข้ากลับกลัว”“เพราะเหตุใด”“เพราะข้ายังอยากใช้ชีวิตกับเจ้าอีกนาน”คำตอบเรียบง่ายนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของนาง“ข้าอยากเห็นดอกไม้ในสวนนี้บานทุกปี” เขากล่าวต่อ “อยากเถียงกับเจ้าเรื่องงานราชการ อยากถูกเจ้าตำหนิว่าเป็นคนหวงเกินไป อยากกินอาหารที่เจ้าตักให้ และอยากตื่นขึ้นมาเห็นเจ้าอยู่ข้างกายทุกเช้า”หยางเซียวหานหยุดไปชั่วครู่ ราวกับกำลังรวบรวมทุกความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจมานาน“ข้าไม่ได้รักเจ้าเพราะเจ้าช่วยชีวิตฝ่าบาท ไม่ได้รักเพราะเจ้าฉลาดหรือกล้าหาญ ไม่ได้รักเพราะคนทั้งเมืองยอมรับเจ้า”เขามองนางด้วยสายตาที่มั่นคงที่สุด “ข้ารักเจ้าเพราะเจ้าเป็นเวินซูฉี”คำพูดนั้นทำให้เวินซูฉีไม่อาจซ่อนน้ำตาได้อีก หยดน้ำใสเอ่อขึ้นตรงขอบตา ก่อนจะไหลลงข้างแก้มช้า ๆ หยางเซียวหานใช้นิ้วเช็ดให้นางทันที“เหตุใดจึงร้องไห้”“เพราะท่านพูดมากเกินไป”“ข้าพูดผิดหรือ”“ไม่ผิด” นางส่ายหน้า “แต่ข้าไม่เคยคิดว่าท่านจะพูดคำเหล่านี้ได้”“ข้าเอ
“ข้าเพียงถามว่า หากเกิดโรคระบาดแล้วงบไม่พอรักษา เขาจะรับผิดชอบหรือไม่”เวินซูฉีหัวเราะ “นั่นเรียกว่ากดดัน”“ข้าพูดความจริง”“ได้ ข้าไม่เถียงกับท่าน”หยางเซียวหานมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถาม “เจ้าดีใจหรือไม่”“ดีใจสิ คนยากจนจะได้รับการรักษามากขึ้น”“เช่นนั้นก็ดี”เวินซูฉีสังเกตเห็นว่าเขาดูเงียบผิดปกติ แม้ปกติหยางเซียวหานจะพูดน้อย แต่คืนนี้คล้ายมีสิ่งใดอยู่ในใจ นางจึงถามตรง ๆ“ท่านมีเรื่องจะพูดกับข้าหรือ”เขาชะงักเล็กน้อย “เหตุใดจึงถาม”“ท่านมองข้ามาหลายครั้งแล้ว”“ข้ามองเจ้าไม่ได้หรือ”“ได้ แต่สายตาของท่านวันนี้ไม่เหมือนทุกวัน”หยางเซียวหานเงียบไป เวินซูฉีจึงหันมาเผชิญหน้าเขาเต็มตัว“เกิดเรื่องใดขึ้น”“ไม่มีเรื่องร้าย”“เช่นนั้นเหตุใดจึงลังเล”เขามองนางนิ่งอยู่นาน ก่อนก้มลงมองมือที่กุมกันอยู่“ข้าเพียงนึกถึงเรื่องหนึ่ง”“เรื่องใด”“ข้าไม่เคยบอกรักเจ้าอย่างที่ควรจะพูด”เวินซูฉีชะงัก “ท่านบอกแล้ว”“ไม่เหมือนกัน”“แตกต่างอย่างไร”หยางเซียวหานเงยหน้าขึ้นมองนาง“ทุกครั้งที่ข้าบอกรักเจ้า มักเป็นเวลาที่เกิดอันตราย หรือหลังจากเกือบสูญเสียเจ้าไป”เขากล่าวช้า ๆ “ครั้งแรก ข้าพูดขณะเจ้าหมดสติ ไม่รู
“เซียวหาน”“อืม”“ขอบคุณ”เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องใด”“ทุกเรื่อง”“ข้าไม่ต้องการคำขอบคุณจากเจ้า”“เช่นนั้นต้องการอะไร”หยางเซียวหานมองนางนิ่ง ก่อนตอบ “ต้องการให้เจ้าอยู่กับข้าเช่นนี้”เวินซูฉียิ้ม “ข้าจะอยู่”เขายื่นมือออกมา นางวางมือลงบนฝ่ามือนั้นอย่างคุ้นเคย ทั้งสองเดินกลับเรือนเคียงกัน แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงาของพวกเขาลงบนทางหินเป็นเงาสองสายที่เชื่อมต่อกัน เวินซูฉีมองเงานั้นแล้วรู้สึกสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนางไม่ได้กลัวว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไร ไม่ได้คิดว่าจะต้องต่อสู้กับผู้ใด และไม่ได้รู้สึกว่าความสุขตรงหน้าจะถูกพรากไปทุกเมื่อเหมือนแต่ก่อนเพราะนางเข้าใจแล้วว่า ความสงบไม่ได้หมายถึงชีวิตจะไม่มีพายุอีกเลย หากหมายถึงการมีที่ยืนมั่นคงแม้พายุจะหวนกลับมา นางมีบ้าน มีคนที่รัก มีงานที่มีความหมาย และมีหัวใจที่ไม่ต้องหลบซ่อนความรู้สึกอีกต่อไปเวินซูฉีเคยมีชีวิตอยู่เพื่อเอาตัวรอด เคยใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดัน และเคยคิดว่าความอ่อนโยนคือจุดอ่อน แต่วันนี้นางสามารถยืนใต้ดอกเหมยที่ผลิบาน ยิ้มให้เด็กคนหนึ่ง และเดินจับมือสามีกลับบ้านโดยไม่ต้องสวมเกราะป้องกันหัวใจนี่คือความสงบที่นางแลกมาด้วยทุกสิ
“คุณ… คุณหนู!” เวลานั้นนางแทบเป็นลม เวินซูฉีจำได้ทันทีจากความทรงจำ สาวใช้คนนี้ชื่อ “ชิงเอ๋อร์” เป็นคนเดียวในจวนที่จริงใจกับเจ้าของร่าง ชิงเอ๋อร์รีบคุกเข่า“บ่าวผิดเองเจ้าค่ะ บ่าวดูแลคุณหนูไม่ดี…” เวินซูฉีรีบเข้าไปพยุงนางขึ้น“ลุกเถอะ ไม่เกี่ยวกับเจ้า”ชิงเอ๋อร์ชะงัก คุณหนู… พูดกับนางดี ๆ เช่นนั้นรึ?
รอยยิ้มของหลิวซื่อแข็งค้าง บรรยากาศเริ่มกดดันขึ้นเรื่อย ๆ ชิงเอ๋อร์มองคุณหนูของตนด้วยสายตาเป็นประกาย เมื่อก่อนคุณหนูสามไม่มีวันกล้าพูดเช่นนี้ แต่ตอนนี้…นางกลับกดดันฮูหยินรองจนพูดไม่ออก เวินซูฉีปิดสมุดบัญชีช้า ๆ“ข้าไม่สนว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างไร” นางลุกขึ้นยืน “แต่ต่อจากนี้ เงินของเรือนหลานเยว่ ห้ามข
“แต่หากข้าได้ยินว่ามีคนพูดลับหลังอีก…” รอยยิ้มบนริมฝีปากค่อย ๆ จางลง “ข้าจะขายผู้นั้นออกนอกเมืองทันที”บ่าวทุกคนหน้าซีดเผือด เวินซูฉีหันหลังเดินออกจากเรือนครัวอย่างสงบ ชิงเอ๋อร์รีบตามไป พลางกระซิบด้วยความตื่นเต้น“คุณหนู ท่านเก่งมากเจ้าค่ะ! ดูสิ พวกมันกลัวจนหน้าขาวหมดแล้ว!”เวินซูฉีหัวเราะเบา ๆ “คน
เสียงหัวเราะดังขึ้นทันที ชายผู้นั้นหน้าแดงจัด“เจ้า… หญิงไร้ยางอาย!”เวินซูฉีเดินเข้าไปใกล้ สีหน้ายังคงสงบ “แล้วอย่างไร”ชายคนนั้นชะงัก เวินซูฉีมองเขาตรง ๆ“ข้าปีนเตียงราชครูแล้วไปหนักหัวเจ้าหรือ” คนทั้งตลาดเงียบกริบ ชิงเอ๋อร์แทบหยุดหายใจ คุณหนู! พูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้เลยหรือ! เวินซูฉียกยิ้ม“หรือเจ้







